Thursday, March 31, 2011

อั่งเปากับทางเลือกของผม…




เป็นนโยบายของรัฐบาล เอ้ย.. ของลุงน้ำชาที่จะสอนดนตรีให้เด็ก ๆ ระดับอนุบาลโดยไม่คิดตังค์ (ขอแค่ผู้ปกครองจัดหาเครื่องดนตรีให้นักเรียนได้ใช้เรียนเท่านั้น) นักเรียนจะมาเรียนเพิ่มอีกสักกี่ชั่วโมงก็ยินดีเปิดบ้านต้อนรับเสมอ พอโตขึ้น…ถ้ายังไม่ยอมแพ้ ผมก็จะสอนให้ตามนโยบายที่ไม่คิดเปลี่ยนแปลง…

สัปดาห์ที่แล้ว หนูน้อยปีเตอร์ แพน มาเรียนเปียโนกับผม ๔ วัน ๆ ละชั่วโมง  ผมเลือกใช้ตำรายามาฮ่าที่ได้ยืมมาจากน้องปันปัน  เริ่มฝึกจากบทแรกจนถึงบทสุดท้ายก่อนที่จบการเรียนพิเศษกับลุงน้ำชาภายใต้ เวลาอันจำกัด…นักเรียนฉายแววให้เห็น ๒ ประการคือ ๑) ร้องเพลงได้ตรงเสียง  ๒) พัฒนาในด้านการอ่านโน้ตและการบรรเลงอย่างรวดเร็ว


แต่บางครั้งก็มีช่วงดื้อให้เห็น ซึ่งก็คงเป็นปกติสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล…


เวลาที่มีความตั้งใจ ก็ไปได้โลด ร้องตามโน้ตที่กดโดยไม่เพี้ยนเลยครับ…


ถ่ายภาพพระเอกไว้หนึ่งบานเมื่อสิ้นสุดการเรียน intensive course


ก่อนกลับ..คุณแม่ของน้องแพนยื่นอั่งเปาให้ บอกว่าเป็นทุนที่คุณอ้อมอบให้ผมได้ใช้สอนเด็ก ๆ ต่อไป ผมได้รับไว้แล้วเปิดดูภายหลัง…พบว่ามีแบ๊งค์ใบละ ๑,๐๐๐ บาทอยู่ข้างใน


ขอบคุณมากครับ

อืมม์…ผมคิดหนักอยู่เหมือนกันว่าจะใช้เงิน ๑ พันบาทสำหรับอะไรดี มีทางให้เลือก คือ:-

ซื้อ white board เพื่อจะใส่กับโครงที่มีอยู่แล้ว เพื่อใช้สอนทฤษฎีดนตรีให้เด็ก ๆ
ซื้อ printer เพื่อพิมพ์โน้ตและตำราแจกเด็ก ๆ
ซื้อ hard disk เพื่อเก็บตำราและไฟล์ที่ใช้ในการสอนและทำลิงค์ให้ผู้สนใจได้ดาวน์โหลดจาก “ห้องเก็บหนังสือลุงน้ำชา”

พิจารณาเรื่อง white board ผมคิดว่าน่าจะยังไม่่จำเป็น เพราะยังไม่ได้เปิดสอนทฤษฎี และถ้าจะใช้ขีดเขียน…ผมก็มีกระดานดำ(เขียว)เล็ก ๆ อยู่แล้ว ส่วนเรื่อง printer ก็ยังรอได้ เพราะมีผู้อาสาที่จะพิมพ์ให้อยู่แล้วคือคุณเบนและครูแม้ว  สำหรับทางเลือกสุดท้าย คือซื้อ hard disk นั้น ผมจะต้องเพิ่มเงินอีก ๗ ร้อยกว่าบาทเพื่อซื้อฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อซัมซุงขนาด 1TB  ถ้าหากผมได้ฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่มา ผมก็จะสามารถกู้ไฟล์ต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ในฮาร์ดดิสก์ป่วยหนักทั้งหมด แล้วนำเข้าเก็บไว้เพื่อให้บริการใน “ห้องเก็บหนังสือลุงน้ำชา” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยจำนวนตำรับตำราและสื่อการเรียนการสอนที่มากหลาย นับว่าเป็นทางเลือกที่ให้ประโยชน์สุดสำหรับนักเรียนและบุคคลทั่วไปที่ได้ใช้บริการของ wichai.net

ตกลงผมจะนำเงินในอั่งเปาไปซื้อ hard disk นะครับ...

Wednesday, March 30, 2011

แกะกล่องแล้วครับ…

ลมหนาวพัดเข้ามาจากทั้งทางหน้าบ้านและหลังบ้าน อะไรกันเนี่ย…อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีแล้วยังไม่เคยเจอเช่นนี้มาก่อน! แล้วปีนี้ผมจะมีโอกาสได้ร้องเพลงของสุเทพ วงศ์กำแหงที่ว่า “ลมฤดูร้อนแห่งเดือนเมษา พ่นพัดมาพาให้ร้อนรน…” อยู่หรือเปล่า?  ยิ่งได้ยินข่าวดินถล่มที่เขาพนม เมืองกระบี่ ผมก็ยิ่งคิดถึงภัยพิบัติที่จะตามมาเป็นระลอก ๆ  อยากตะโกนดัง ๆ ว่า “มันมาแน่ แต่ช้าหน่อย!!”

น้ำมันเบนซินก็ลิตรละ ๔๐ กว่าบาท…ไม่ยอมลง (ทำกำไรมหาศาลให้ ปตท.)  ถ้าเจ้าโตยังวิ่งอยู่…เหรียญสิบก็จะกระเด็นออกจากกระเป๋าของผมในทุก ๆ ๒ กิโลเมตรที่มันวิ่งไป สมควรแล้วที่ผมปล่อยให้มันจอดแน่นิ่งดับสนิิทอยู่อย่างนั้น!  นี่ก็ว่าจะุหันไปใช้เจ้ายักษ์(จักรยานยี่ห้อ Giant ที่รอให้ผมพาไปผจญภัยด้วย) แทนแมงกะไซค์ที่สิ้นเปลืองค่าน้ำัมันสามวันร้อย…


วันก่อนไปซื้ออาหารให้พี่ชาย แม่ค้าบอกผมอย่างไม่แยแสว่า “ไม่มีแล้ว… ปลาตัวละ ๑๕ บาท อะไร ๆ ก็แพง” ก็ ต้องยอมรับครับ ผมจะไม่บ่นอะไรหรอกนะ  คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ลากยาวอยู่ได้จนถึงวันที่คนมีเงินล้านกับคนมีเงินร้อยต้องไปยืนเข้าแถวด้วยกันบนท้องถนน ถึงวันนั้นผมก็คงจะตายตาหลับ ไม่เสียใจเมื่อชีวิตที่ผ่านมาได้พยายามเป็นผู้เบียดเบียนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้…

ตั้งแต่เมื่อวานแ้ล้วที่ครูหน่อยโทรแจ้งว่าน้องบาร์บี้จะมาเรียนเชลโลเวลา ๑๑ โมง เช้านี้ผมนั่งเล่นปิอาโนรอ รู้สึกว่านิ้วดีขึ้นบ้าง ผมเปิดโน้ตเล่นเพลงคลาสสิกง่าย ๆ ไปเรื่อย ๆ จนน้องบาร์บี้มาถึง อืมม์…สอนน้องบาร์บี้ ๑ ชั่วโมง ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก ต่างกับที่ได้สอนน้องเมเปิลชนิดเทียบกันไม่ได้

เคยไปสอนนักเรียนไวโอลินคนหนึ่งที่บ้าน (ได้ค่าสอนเดือนละ ๘๐๐ บาท) แต่นักเรียนไม่ยอมพูดและไม่ตอบคำถาม (ทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปด้วยความลำบาก) แค่นั้นผมก็เลิกสอน แต่สำหรับน้องบาร์บี้ซึ่งต้องใช้ความอดทนสูงกว่า…จะมาเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ ผมยินดีเสมอ ไม่เคยคิดเลิกสอนจนกว่านักเรียนจะยอมแพ้ นี่ถ้าเป็นการสอนที่ได้ตังค์…ผมคงจะหยุดสอนไปแล้วล่ะ!

วันนี้อยากขอเล่าต่อเรื่อง “กล่องพัสดุยาว ๆ จากเพชรบุรี” ผมเข้าใจว่าเพื่อน ๆ หลายท่านคงอยากรู้ว่าอะไรอยู่ข้างในนั้น!!

เช้าวันเสาร์ที่ ๒๒ มีนาคม ผมไปรับพัสดุจากที่ทำการไปรษณีย์แล้วนำไปขอให้ครูป้อมช่วยแกะกล่อง พอดึงกระดาษที่หุ้มห่อออก ก็เห็นลายมือเขียนว่า “ขอให้มีความสุขนะครับ” และ “มีอะไรน้า อยากรู้จัง?”


ครูป้อมลงมือแกะต่อ หลังจากชี้ให้ดูข้อความที่ผู้ส่งเขียนไว้…


เจอข้อความว่า "ทายถูกมีรางวัลน้า ติ๊ก ต่อก ๆๆ” โอ้ย…อยากรู้จัง!"


เอาแผ่นกระดาษแข็งออก เจอกล่องไม้อัดคล้ายลังลูกกระสุนปืนแบบในหนังเลย…


กำลังจะเปิดกล่อง ต้องลุ้นกันระทึกเลยล่ะ….


ว้าว… เป็นไวโอลินจริง ๆ ด้วย แต่ไม่ใช่ไวโอลินเด็กตามที่ผมทายไว้!


ให้ดูกันชัด ๆ….


ครูป้อมกำลังปลดเชือก…  น้องอินดี้ซึ่งสนใจที่จะเรียนไวโอลินก็มีโอกาสได้เห็นกิจกรรมครั้งนี้ด้วย


นี่ไง… สวยมั้ย?


ดูด้านหลังสิ….


เป็นไวโอลิน handmade จากคุณไพสิทธิ์ ที่ได้บรรจงสร้างขึ้นแล้วส่งให้ลุงน้ำชา โดยที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน ชื่อก็เพิ่งมารู้กันตอนนี้!!!


น้องมะเหมี่ยวและ้น้องอินดี้ก็พลอยตื่นเต้นไปกับผมด้วย นำผลงานของคุณไพสิทธิ์วางคู่กับไวโอลินของน้องมะเหมี่ยวเพื่อประชันโฉม…


ผมรู้สึกดีใจมาก ๆ ขอขอบพระคุณคุณไพสิทธิ์ด้วยความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งครับ…

Tuesday, March 29, 2011

มีงานนอก…

เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมเปิดดูดีวีดี DAVID GARRETT – Rock Symphonies – Open Air Live (2010) ที่คุณเดชส่งให้ รู้สึกชื่นชอบครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบว่าคุณเดวิดเป็นลูกศิษย์ของ Itzhak Perlman นักไวโอลินคนโปรดของผม  

David Garrett (ที่มา - อินเทอร์เน็ต)
David Garrett เริ่มฝึกไวโอลินตั้งแต่อายุ ๔ ขวบ ทั้ง ๆ ที่ไวโอลินตัวนั้นคุณพ่อซื้อให้พี่ชายเล่น  ตอนที่เห็นชื่อ David Garrett บนแผ่นดีวีดีจากคุณเดช ผมยังจำไม่ได้ว่าเคยเปิดดูคุณเดวิดสีเพลง Flight of the Bumblebee ของ Nikolai Rimsky-Korsakov ด้วยความเร็วที่ทำลายสติถิโลกใน YouTube มาแล้ว

ขอขอบคุณคุณเดชอีกครั้ง…

พูดถึง Itzhak Perlman ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงชอบการแสดงของนักไวโอลินท่านนี้เสียจริง คิดว่าคงเป็นเพราะผมดูแล้วมีความสุข เพื่อน ๆ ลองค้นหาดูใน YouTube นะครับ…


คืนนี้ผมไปเล่นเปียโนงานนอกมา… เป็นงานแต่งงานที่อาคารบุญชู ตรีทอง (โรงเรียนบุญวาทย์)  ผมขี่จักรยานยนต์ออกจากบ้านตั้งแต่ ๕ โมงเย็น   หุหุ… ดูไม่จืดเลย ลุงน้ำชาใส่ทักซิโดขี่แมงกะไซค์ไปเล่นเปียโน!!




ผมเคยไปเล่นเปียโนที่อาคารบุญชูหลายครั้งแล้วล่ะ รับงานเองบ้าง ถูกจ้างไปเล่นบ้าง วันนี้เล่นเป็นวง…ครูแต้มจ้างผมไปเล่นเปียโน ร่วมกับมือเบสและมือไวโอลิน โดยจัดเปียโนไฟฟ้า Yamaha Clavinova ตัวที่เห็นในภาพให้เล่น  เบาแรงดีครับ ผมไม่ต้องขนเครื่อง ทำงานเสร็จก็รับตังค์ใส่กระเป๋า ขี่รถกลับถึงบ้านเกือบ ๕ ทุ่ม…


วันนี้ก็เลยไม่ได้เขียนอะไรมาก ทั้ง ๆ ที่ยังมีเรื่อง “กล่องยาว ๆ จากเพชรบุรี” รอให้เขียนต่อจนจบ!

Sunday, March 27, 2011

แม้แต่วีซ่าก็ขึ้นราคา!

สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของผม จำได้ว่าผมขอวีซ่าไปอินเดียได้จากสถานกงสุลอินเดียที่เชียงใหม่ซึ่งอยู่บนถนนแก้วนวรัตน์...

ถ้ามุ่งหน้าไปทางสะพานนครพิงค์สถานกงสุลอินเดียก็จะอยู่ทางซ้ายมือ เป็นบ้านธรรมดา ๆ นี่แหละ ไม่มีองไม่มีแอร์อะไร เจ้าหน้าที่ก็เหมือนกับเจ้าของบ้านใจดี เค้าออกวีซ่าให้อย่างง่ายดาย ผมแค่กรอกเอกสารแล้วยื่นให้พร้อมรูปถ่าย หนังสือเดินทาง และค่าธรรมเนียมไม่กี่ตังค์ รอรับได้เลย!!  วันนี้อยากรู้ว่าถ้าจะไปอินเดียอีกครั้งผมจะต้องจ่ายค่าวีซ่าเท่าใด ปรากฏว่ามันพุ่งพรวดเป็น ๑,๗๐๐ บาท ส่วนสถานกงสุลอินเดียประจำจังหวัดเชียงใหม่ก็ย้ายไปอยู่ที่ใหม่บนถนนทุ่ง โฮเต็ล     ก็ยังดี…ที่ยังสามารถยื่นขอวีซ่าไปอินเดียได้ที่เชียงใหม่

ผมลองค้นหาข้อมูลว่าที่เชียงใหม่เราจะขอวีซ่าไปประเทศไหนได้บ้าง พบได้ว่ามีอยู่ ๕ ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, อินเดีย และออสเตรีย (เฉพาะที่ปรากฏ visa section และเวลาทำงาน)  ส่วนกงสุลประเทศอื่นก็ยังมีอีก แต่ผมไม่แน่ใจว่าเค้าจะออกวีซ่าให้ได้หรือเปล่า….

แต่ก่อนนั้นผมไปออสเตรเลีย ขอวีซ่าก็ไม่ต้องเสียตังค์  เข้าบังคลาเทศก็ไม่ต้องใช้วีซ่า แต่ปัจจุบันนี้เปลี่ยนไป…ออสเตรเลียเรียกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่านักท่อง เที่ยว ๒,๒๐๐ บาท  บังคลาเทศ ๑,๐๐๐ บาท งั่ม ๆ อะไร ๆ ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายตังค์เพิ่ม!!

เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการท่องเที่ยว มาลองค้นหาดูว่าคนไทยไปประเทศไหนโดยไม่ต้องใช้วีซ่าได้บ้างก็ได้ความ ว่า…คนไทยที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดา ไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า) เพื่อเดินทางไปต่างประเทศ จำนวน ๑๙ ประเทศดังนี้:-

ประเทศที่พำนักอยู่ได้ ๙๐ วันได้แก่ อาร์เจนตินา , บราซิล , ชิลี , เกาหลีใต้ และเปรู
ประเทศที่พำนักอยู่ได้ ๓๐ วันได้แก่ ฮ่องกง , อินโดนีเซีย , ลาว , มาเก๊า , มองโกเลีย , มาเลเซีย , มัล ดีฟส์, รัสเซีย, สิงคโปร์,แอฟริกาใต้และเวียดนาม
ประเทศที่พำนักอยู่ได้ ๒๑ วันได้แก่ ฟิลิปปินส์
ประเทศที่พำนักอยู่ได้ ๑๕ วันได้แก่ บาห์เรน
ประเทศที่พำนักอยู่ได้ ๑๔ วันได้แก่ บรูไนฯ
แต่ก่อนถ้าไปเยอรมันและนิวซีแลนด์ไม่ต้องใช้วีซ่า เดี๋ยวนี้ถ้าจะกินไส้กรอกก็ต้องมี ๓,๔๕๐ บาท หรือหยอกกีวี่ก็ให้เตรียมไว้ ๔,๖๐๐ บาท

เพื่อน ๆ เลือกเอาเองนะครับว่าจะไปเลือกไปประเทศไหนดี…

ไม่ได้เขียนบล็อกหลายวันเนื่องจากภาวะหดหู่ทางจิตใจ ไม่ใช่เพราะแผ่นดินไหวนะครับ…

พูดถึงเรื่องแผ่นดินไหว… คืนวันนั้นผมนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพ์ฯ รู้สึกว่าเก้าอี้มีอาการโยกไปมานิด ๆ เพียงแค่รับรู้ได้ แต่ที่เห็นชัด ๆ คือการแกว่งตัวไปมาของโคมไฟที่คุณเมธีให้ไว้!!!


แต่ผมก็มิได้ตกใจกลัว เพราะเคยสัมผัสกับแผ่นดินไหวที่หนักกว่านั้นมาก่อน  อีกทั้งยังได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต…

พูดเรื่องการสอนเครื่องสายเด็ก ๆ ดีกว่า วันนี้น้องบาร์บี้มาเรียนเชลโลเวลา ๑๐ โมง  น้องเจ้าขาไม่มา!! ช่วงบ่ายโมงนักเรียนมากันพร้อมหน้า ขาดเพียงน้องเมเปิลซึ่งลาไปต่างจังหวัด…


นอกจากต่อเพลงใหม่ในตำราซูซูกิได้อีกหนึ่งเพลง นักเรียนยังเล่นแบบฝึกหัดของ Alfred ได้ก้าวหน้าหลายบท…

เวลา ๑๕.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. ผมมีนักเรียนไวโอลินคนใหม่ ชื่อ น้องอินดี้ ซึ่งยังไม่มีไวโอลินเป็นของตัวเอง ผมให้เล่นไวโอลินขนาด 3/4 ตัวของผมไปก่อน ในภาพเป็นการฝึกจับคันชักขึ้นลง…


ผมคิด “บทเสริมพิเศษ” ให้น้องอินดี้ปฏิบัิติ คือการให้วาดรูป ลากเส้นผ่านวงกลมจากขวาไปซ้าย จากซ้ายไปขวา ไปมา ๆ ให้ตรง ก่อนที่จะลงมือสีไวโอลินด้วยแบบฝึกหัดรถไฟของลุงน้ำชา….



เห็นได้ชัดว่าการเล่นดนตรีช่วยทำให้นักเรียนมีความสุข ดูรอยยิ้มของน้องอินดี้สิครับ…


พรุ่งนี้จะเขียนต่อนะครับ มีเรื่องที่เล่าค้างไว้หลายเรื่องทีเดียว…

Saturday, March 26, 2011

ON THE ROADS (AGAIN) 2009


ผมเกิดมาทันได้มีประสบการณ์ในการขี่จักรยานยนต์ยี่ห้อ Puch (ผลิตในประเทศออสเตรีย)...

จักรยานยนต์ยี่ห้อ Puch (ที่มา - อินเทอร์เน็ต)
สมัยนั้นยังไม่มีรถฮอนด้า ยามาฮ่า หรือ ซูซูกิ มีแต่รถจักรยานยนต์จากยุโรป อย่างเช่น BMW, Triumph, Vespa หรือ  Lambretta  ที่ร้านกาแฟไทยประเสริฐจะมีลูกค้าหลายคนที่มาพร้อมกับจักรยานยี่ห้อต่าง ๆ

นอกจากนั้นผมก็ยังเห็นรถจักรยานติดเครื่องยี่ห้อ Solex ทำจากประเทศฝรั่งเศสที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก (ขนาด 49 CC) อยู่ตรงล้อหน้า จะขี่แบบจักรยานก็ได้ หรือจะใช้เครื่องยนต์ก็ได้ ผมหารูปมาให้ดูด้วยล่ะ...

จักรยานติดเครื่องยี่ห้อ Solex (ที่มา-อินเทอร์เน็ต)
อย่างเจ้าจักรยานยนต์ยี่ห้อ Puch  ผมคิดไม่ออกว่าเป็นของใคร แต่จำได้ว่าเคยนำไปขี่ที่สนามข้างบ้าน (บริเวณเนื้อที่ว่างซึ่งเป็นของ ร.ส.พ. เวลามีหนังขายยา เค้าจะตั้งจอที่นั่น) นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ขับขี่แมงกะไซค์ เติมน้ำมันลิตรละบาทกว่าลงในถังที่มีลักษณะป้อม ๆ อย่างที่เห็นในภาพ

อย่างเ่จ้าสกูตเตอร์ Lambretta ผมก็เคยยืมของพี่อู๊ด ขี่ไปถึงอำเภอจอมทองโน่น...ตอนที่ทำงานที่คณะแพทย์ศาสตร์ พี่ไกรทองขี่จักรยานยนต์ BMW แบบใช้เพลา บอกขายให้ในราคาหมื่นกว่าบาท ผมไม่มีตังค์ซื้อไว้...

เคยคิดที่จะเดินทางไกลด้วยจักรยานยนต์ Honda Super Cup 50 CC รุ่นเก่า แต่เปลี่ยนไปปั่นจักรยานแทน...

ผมชื่นชมนักผจญภัยทุกคนที่กล้าเดินทางไกลด้วยจักรยานทั้งติดเครื่องและไม่ติดเครื่อง...

ไม่กี่่วันมานี้มีพัสดุไปรษณีย์ชิ้นหนึ่งส่งมาจากเชียงใหม่ ผมไปรับมาแล้วครับ เป็นของคุณเดช (Deja) เจ้าของเว็บ olddreamz.com ผมขอขอบคุณผู้ส่งไว้ ณ ที่นี้ด้วย..


ในจดหมายคุณเดช เขียนว่า " 23 กุมภาที่ผ่านมา เป็น 2nd ANNIVERSARY ผมมาพักที่ห้อง Olddreamz... ก่อนร่อนเร่ต่อไปอีก 8 เดือนจึงได้กลับเชียงใหม่...."  อ่านแล้วทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นไปกับการเดินทางด้วยจักรยานยนต์ (คันที่เห็นในภาพ) จากเหนือลงใต้ และการใช้ชีวิตแบบเท้าติดดิน...ผจญภัยอยู่ไ้ด้นานถึง ๘ เดือน!!!


ถ้าคุณเดชจะเขียนหนังสือที่ชื่อว่า ON THE ROAD (AGAIN) 2009  ผมก็จะขอเป็นคนแรกที่สั่งจอง อยากรู้เหลือเกินว่าไปใ่ช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไรตั้ง ๘ เดือนด้วยสมบัติติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น


ขอยกนิ้วให้กับความกล้าของคุณเดชครับ...

Thursday, March 24, 2011

ใครใคร่เรียน…เรียน

เข้านอนตีสอง…เช้านี้ผมตื่น ๗ โมงเช้าด้วยความรู้สึกว่าหนาวเย็น เข้าใจผิดคิดว่าเป็นหน้าหนาว ผมคว้ากล้องออกไปยืนที่ระเบียง ถ่ายภาพบรรยากาศยามเช้าบนถนนหลวง


๑๐ โมง ครูหน่อยโทรบอกว่าน้องบาร์บี้มาเรียนไม่ได้ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดครูหนิงที่ว่าคนลำปางไม่สนใจเรียนถูก (จ่ายแพงไม่ว่า ขอให้ได้จ่าย..) ยิ่งเรียนฟรีก็ยิ่งไม่มีค่าอะไร  หุหุ ไม่เป็นไรครับ บ่ายโมงวันนี้ให้น้องเมเปิลมาเรียนแทนก็ได้…

ใครใคร่เรียน…เรียน ซำบาย ๆ ครับ อย่างน้องเมเปิลซึ่งดูท่าว่าจะไปได้ดี (ดูภาพประกอบ) ผมก็ไม่คาดหวังอะไร


เมื่อวานนี้ ผมทำป้ายโลโก้ Learning Hostel ด้วยการนำพลาสติกคีย์บอร์ดของ accordion ซึ่งใช้การไม่ได้แล้ว วางเรียงกันให้ได้ 1 octave แล้วใช้ไม้ระแนงเล็ก ๆ ตัดทำเป็นรูปบ้าน…


แต่ในขณะที่ผมเดินหน้า Learning Hostel ผมก็ประกาศขายอาคารทั้ง ๒ คูหาของผม…


บ่ายวันนี้น้องเมเปิลมาเรียนไวโอลิน ผมต่อเพลง Lightly Row ให้เรียบร้อยแล้ว บอกกับคุณพ่อว่าในช่วงเดือนเมษายน นอกจากวันอาทิตย์แล้ว ถ้าอยากใ้ห้เมเปิลเรียนเพิ่มเติมอีกก็พามาได้เลย

เวลา ๑๔.๒๐ น. หนุ่มน้อยหน้ามนก็มาเรียนเปียโนต่อจากเมื่อวาน วันนี้มาพร้อมกับหุ่นยนต์ตัวเล็กที่จะคอยพิทักษ์ปกป้องผู้เป็นนาย


เ่จ้าหุ่นยนต์ตัวน้อยยืนอยู่บนเปียโน คอยตรวจสอบความถูกต้องในบทเพลงแต่ละบท….


เล่นแกรนด์เปียโนเชียวนะเนี่ย!!


อ่านโน้ตได้ ร้อง…เสียงก็ไม่เพี้ยนครับ


เรียนฟรี...ทำไมจึงไม่ค่อยมีเด็กมาเรียน? แปลกจัง

Wednesday, March 23, 2011

ขอพูดอีกครั้งเดียวเท่านั้น…

ฟังข่าวเกี่ยวกับปฏิบัติการ "Odyssey Dawn" แล้ว ผมวาดภาพเห็นเด็กโต ๔-๕ คนกำลังรุมเขกหัวเด็กเกเรตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง… ใกล้ ๆ กันนั้น มีเด็กผอมกะหร่องชื่อว่า “รัฐบาลไทย” ยืนตบมือชอบอกชอบใจอยู่ข้าง ๆ ผมไม่เข้าใจจริง ๆ สำหรับจิตใจของ “คนไทยกลุ่มหนึ่ง” ในการวางตัวและแสดงออกในฐานะตัวแทนของคนอีก ๖๕ ล้านคน!!!  รู้สึกเศร้าใจครับ!

เช้านี้อากาศหนาวและชื้น คล้ายกับฤดูหนาวและฤดูฝนปะปนกัน ท้องฟ้าหม่นด้วยหมอกควัน ช่วงบ่าย ๆ ก็จะเปลี่ยนเป็นฤดูร้อน

ดึกแล้ว…ผมยังไม่ได้เขียนต่อเรื่องกล่องพัสดุยาว ๆ จากเพชรบุรี วันนี้ทำได้ก็แค่เพียงเขียนตอบน้องต้นและครูหนิงใน “คุยกะลุงน้ำชา” ด้วยความรู้สึกอิจฉาในความหนุ่มและโอกาสที่จะเดินทางท่องเที่ยวของเพื่อน สมาชิก จริง ๆ แล้ว ถ้าพี่ชายผมสามารถจะช่วยตัวเองได้บ้าง ผมก็อยากจะร่วมเดินทางไปกับคณะของครูหนิงด้วยเหมือนกัน…

ผมพูดได้ว่าพี่ชายของผมหายป่วยแล้ว บุหรี่ก็เลิกสูบได้ร้อยเปอร์เซนต์ กินได้ หลับดี ความดันก็เป็นปกติด้วยการกินยาควบคุมวันละ ๕ มิลิกรัม (จากที่เคยกิน ๒๐ มิลิกรัม) เพียงฝึกเดินทุก ๆ วันอย่างสม่ำเสมอและเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็จะกลับมาชีวิตได้เหมือนเดิม ผมเชื่อมั่นเช่นนั้นจริง ๆ

ดูสิครับ…แขนขาก็อ้วนท้วนสมบูรณ์อย่างที่เห็นในภาพ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ชายของผมจึงเลือกที่จะมีชีวิตนอนอยู่บนเตียงวันละ ๒๒-๒๓ ชั่วโมง โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย


อยากรู้จริง ๆ ว่าพี่สิทธิ์จะคิดบ้างไหมว่าการที่พอใจทำเช่นนั้นกำลังทำร้ายจิตใจของผมให้แย่ลงทุกที ๆ

สองวันก่อน ผมพูดกับพี่ชายอีกครั้ง และย้ำว่าจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่าถ้าพี่นอนรอให้เดินได้เองอย่างเช่นทุกวันนี้ จะไม่มีวันเป็นไปได้เลย ใคร ๆ มาเห็นก็บอกว่าเดินได้แน่ถ้าฝึกเดิน หมอที่คลีนิกก็บอก พยาบาลที่มาเยี่ยมก็บอกเช่นนั้น โอกาสที่จะกลับกลายเป็นคนปกตินั้นอยู่แค่เอื้อมเอง จะไขว่คว้ามาไว้หรือไม่ก็ตามใจ พี่ชายผมนั่งฟังแล้วลุกขึ้นเดินไปนั่งโต๊ะตัวที่อยู่ใกล้กับเปียโน

หลังจากนั้นก็กลับเป็นเช่นเดิม คือจะลุกขึ้นเดินก็เมื่อไปห้องน้ำเท่านั้น ขนาดลุกขึ้นนั่งกินอาหารและขนม พอดื่มน้ำเสร็จก็ล้มตัวลงนอนซะแล้ว!!! กินดี น้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้น ๆ อีกไม่นานคงเคลื่อนตัวลำบาก

ผมไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว…

บ่ายวันนี้ มีนักเล่นเปียโนรุ่นจิ๋วมาเคาะเจ้าแกรนด์คลาสสิกครับ น่ารักเชียว…





ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก...