Sunday, January 06, 2013

Lens cap

จริงด้วยสิ! หายนะไม่บังเกิดในวันสิ้นโลก  มันทำให้ผมมีโอกาสได้แบกเป้ไปลาวอย่างมีความสุข   ถึงกระนั้น....ผมก็ยังพยายามคิดอยู่ว่า ทริปครั้งล่าสุดนี้ มีอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกเสียใจบ้าง?

งั่ม ๆ มีอยู่อย่างเดียวจริง ๆ จะว่าเป็นหายนะ (เล็ก ๆ)ที่เกิดขึ้นในเวียงจันทน์ก็ว่าได้ (อิอิ)  นึกแล้วก็ไม่ค่อยอยากจะเล่า เพราะอายคุณเมธี!

ไม่ว่าจะเป็นทริปใด...มักจะมีเหตุที่ทำให้ผมต้องเสียใจทุกครั้งไป  ใน Calcutta ผมโดนแขกหลอกเอาเจ้า Rollei 35 ไปถึงกับน้ำตาร่วง!  ไปเวียดนามเจ้า Canon ก็มีอันเป็นไปซะก่อน ทำให้อดถ่ายรูปในช่วงหลัง  ไปมาเลเซียก็ดันไปลืมกางเกงขาสั้นไว้ที่ hostel ใน KL  ฯลฯ  การเดินทางที่ผ่านมา...ผมจึงพยายามสุด ๆ ที่จะไม่ให้เกิดเรื่องไม่ดี

วันนั้น...ไปถึงเวียงจันทน์ก่อนเที่ยง พอได้ที่พักเรียบร้อย ผมก็ออกเดินเที่ยวด้วยความสบายใจ  ผมไปชมบรรยากาศริมโขงตอนแดดเปรี้ยง จากนั้นก็เดินเที่ยววัดต่อ


ยักษ์ (ไม่รู้ว่าเป็นญาติกับยักษ์วัดแจ้งหรือเปล่า?) ส่งสายตาอนุญาตให้ผมเดินเข้าไปเที่ยวข้างในได้...


D50 ทำหน้าที่บันทึกภาพเป็นระยะ ๆ....



 เข้าไปในโบสถ์แล้วกลับออกมา...ผมเดินไปดูการละเล่นของเด็กนักเรียนและถ่ายภาพเก็บไว้


บันทึกภาพเสร็จ...ผมก็ล้วงกระเป๋ากางเกงควานหาฝาปิดหน้าเลนส์ (lens cap) ตายล่ะหว่า! มันหายไปแล้ว!! ในความมืด...ผมจินตนาการเห็นใบหน้าของคุณเมธีแสยะยิ้ม...มองมาด้วยสายตาเย้ยเยาะ!  ผมรีบเดินกลับไปหาในโบสถ์...ไม่มี!  เดินย้อนกลับไปทางเก่า มองหาตามพื้นถนน...ไร้เงา!!  ผมรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น นับเป็นความผิดพลาดที่อยากจะเขกหัวตัวเองแรง ๆ!

เมื่อได้กลับถึงบ้านที่ลำปาง ผมเข้าไปค้นหาตามเว็บว่าพอจะหาซื้อเจ้าฝานั่นได้หรือเปล่า รู้สึกโล่งใจที่เห็นมีประกาศขายเยอะแยะ ในราคาตั้งแต่ ๑๒๐ - ๒๐๐ บาท  "ต้องรีบสั่งซื้อ" ผมคิดในใจ!  แต่แล้วความคิดก็แว๊บขึ้นในสมองว่ามีกล้องฟิล์มที่ใช้เลนส์ซูมซึ่งมีผาปิดอยู่นี่นา ผมรีบกระชากลากตัวเจ้า Canon ออกมาจากลิ้นชัก....


ลองเอาฝาปิดหน้าเลนส์มาใส่ให้เจ้า D50   ว้าว! ใส่ได้พอดีเลย เพีียงแต่มันไม่มีคำว่า Nikon ติดอยู่เท่านั้น!


ผมเก็บเจ้า AE-1 ใส่ถุงไว้ซะเลย...


วันนี้คุยเรื่องกล้องถ่ายรูป จึงอยากจะแถมท้ายด้วยการนำภาพถ่ายชนะเลิศ "National Geographic"  ปี 2012 มาฝากให้เพื่อน ๆ ได้ดูด้วยครับ...

รางวัลชนะเลิศ "บุษบา" เสือโคร่งจากสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ถ่ายโดย แอชลีย์ วินเซนต์

รางวัลที่ ๑ สาขาสถานที่  "The Matterhorn" ภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์ คืนพระจันทร์เต็มดวง

รางวัลที่ ๑ สาขาบุคคล "Amongst the Scavengers"  ภาพหญิงเคนยาบนกองขยะ
ที่มา - ผู้จัดการออนไลน์
จะมีครั้งไหนบ้างที่ผมไม่ได้ทำอะไรหายเลย?

Saturday, January 05, 2013

ซ่อมเครื่องชงกาแฟ


อาสาที่จะซ่อมเครื่องชงกาแฟให้ผู้ปกครองของนักเรียนเปียโน...ผมนำมันใส่แมงกะไซค์กลับบ้านมาตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว บ่ายวันนี้ผมเดินไปเจอกล่องซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ...อดสงสัยไม่ได้ว่าใครเอาอะไรมาให้!  

โธ่ ! ไม่น่าลืมเลย!!  ผมคิดขึ้นมาได้ว่านั่นคือกล่องเครื่องชงกาแฟที่อาสาจะซ่อมให้  ไม่เคยใช้เครื่องชงกาแฟแบบนี้มาก่อน...จึงต้องศึกษาวิธีใช้งานก่อนเป็นอันดับแรก  ผมได้รับคำบอกมาว่า "น้ำไม่ขึ้น"   ทีแรกก็คิดว่ามันน่าจะมีปั้มน้ำตัวเล็ก ๆ และอาจเสียตรงนั้นก็ได้!

ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ"กากาแฟ" ซึ่งแตกง่าย ยังไง ๆ ก็ต้องรีีบนำออกไปตั้งไว้ไกล ๆ ก่อน จากนั้นก็ทดลองใส่น้ำลงไปแล้วเปิดสวิช  ผมไม่เห็นการเคลื่อนไหวของน้ำไปตามท่อเลย  ต้องรีบปิดสวิชทันทีเพราะเกรงว่าเครื่องจะพัง   ใ่ช่เลย! น้ำไม่ขึ้นจริง ๆ


ด้วยความไม่รู้...ผมเผลอเอานิ้วหัวแม่มือข้างขวาไปแตะจานโลหะที่ตั้งกากาแฟ   จ๊าก! มันร้อนเหมือนกับเอานิ้วไปสัมผัสกะทะร้อน ๆ   พองเลย! สำหรับบทเรียนวันนี้   ผมเทน้ำออก นำผ้าชุบน้ำมาเช็ดบริเวณที่วางกา จากนั้นก็เริ่มศึกษาการทำงานของมัน วิธีเดียวคือ...ต้องรื้อออกมาดู  ข้างใต้มีสกรูตัวเล็ก ๆ ยึดอยู่ ๓ ตัว (ดันมีหัวไม่เหมือนใครซะอีก)  จะใช้ไขควงหัวแฉกขันก็ไม่ได้...หัวแบนก็ไม่ได้  (ไม่รู้ว่าออกแบบมาทำำไมอย่างเนี้ย)



ช่างเหอะต้องใช้ไขควงซ่อมนาฺฬิกา ค่อย ๆ คลายสกรูออกมาจนได้...


อ่อ! ไม่มีปั้มตัวเล็ก มีแค่ heater อยู่ข้างใต้ ผมลงมือศึกษาการทำงานของเครื่องแล้วเขียนลงบนกระดาษด้วยฝีมือระดับด๊อกน้อทอีททันที




สาเหตุคือ น้ำใน container มันไม่ไหลลงไปยัง heater




ผมดึงปลายสายท่อซึ่งต่อเข้ากับท่อของตัวทำความร้อนออก นำเข้าปากแล้วดูดอย่างแรง  "ปุด" เสียงลมวิ่งผ่านรูเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ก้น container    อ่า...หายอุดตันแย้ว!  ผมทำเช่นนั้นกับปลายท่อที่ดึงน้ำขึ้นข้างบน แต่ใช้วิธีเป่า ด้านนี้ไม่มีปัญหา  จากนั้นก็ ประกอบชิ้นส่วนกลับเข้าที่ เติมน้ำลงใน container อีกครั้ง นำกาขึ้นตั้งแล้วเปิดสวิช...  

เกิดเสียงดัง "คร๊อก ๆ" คล้ายคนนอนกรน ผมเห็นน้ำร้อนไหลลงสู่กากาแฟ...



เจ้า KASSEL ทำงานตามปกติแล้ว!

เสียดายที่ไม่มีผงกาแฟ  ไม่งั้นจะชงกาแฟสดร้อน ๆ หอม ๆ ดื่มซักถ้วย!

Friday, January 04, 2013

สิ่งที่ต้องทำ...หลังจากการแบกเป้ท่องเที่ยว


หลังจากแบกเป้ท่องเที่ยวเมืองลาวได้กว่า ๑ สัปดาห์...ผมก็เดินทางกลับถึงบ้าน  จำได้ว่าเคยเขียนไว้เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ว่า ผมเลือกเป้ใบเก่า เพราะต้องการใช้บรรจุของให้ได้เต็มพิกัด เหมือนตอนไปเที่ยวลาวและเวียดนาม เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

วันรุ่งขึ้นมีสิ่งที่จะต้องทำคือ การนำถุึงนอนและข้าวของออกจากเป้ให้หมด เพื่อจะได้นำเสื้อผ้าเหม็น ๆ ออกไปซัก เอกสารสำคัญอย่างเช่น หนังสือเดินทาง เงินที่เหลือใช้ หนังสือ และสมุดบันทึก ก็ต้องนำออกแยกเก็บเข้าที่...

ล้วงเอาแผ่นกระดาษออกจากเป้ให้หมด ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ ตั๋วรถ ตั๋วเรือ บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนสลิปจากร้านค้า จะได้รวบรวมไว้เป็น souvenir  (อิอิ)   สำหรับกล้องถ่ายรูปและ net book ก็ต้องรีบนำออกมาเช็ดทำความสะอาด  SD card ก็อย่าลืมนำไปถ่ายข้อมูลลงคอมพ์ฯ เสียให้เรียบร้อย

จากนั้นก็ให้รูดซิปเปิดกระเป๋าเป้ทุก ๆ ใบ กลับเป้เอาด้านบนลงล่าง(upside down)...แล้วเขย่า ๆๆๆ เพื่อให้เศษดินเศษผงร่วงออกมา

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ นำไปตากแดด  



พร้อมกับถุงนอนซึ่งรูดซิปกลับเอาด้านในออก...


ตอนเย็นอย่าลืมเก็บนะครับ ถุงนอนก็ให้ม้วนเก็บลงถุงเหมือนเดิม ส่วนเป้ก็รูดซิป ล็อคสายรัด แล้วนำไปแขวนไว้ในที่ของมัน ถึงเวลาจะได้นำออกไปใช้ได้ทันที

แล้วเมื่อไหร่จะได้แบกเป้อีกล่ะ?  ยิ่งปีนี้จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงซะด้วย  เจ้าแรด (ชื่อเป้) คงจะต้องรอเก้อไปอีกนาน...

Thursday, January 03, 2013

ซ่อมแว่นตาประสาช่างเหอะ


ตั้งแต่วันที่ ๒๓ ธันวาคม ปีที่แล้ว ถึงคืนวันพุธที่ ๒ มกราคมที่ผ่านมา ผมเดินทางแบกเป้ไปเที่ยวเชียงของ-หลวงพระบาง-วังเวียง-เวียงจันทน์ ด้วยงบประมาณรวมทั้งสิ้นประมาณ ๔,๕๐๐ บาท เป็นการเดินทางอย่างประหยัดแต่ก็ได้ประโยชน์สุด  ผมตั้งใจว่าจะนำเทคนิคและขัอมูลซึ่งแตกต่างกับที่มีในเว็บอื่น ๆ มาเขียนไว้ใน"บล็อกช่างเหอะ" ในลำดับต่อไป 

แต่วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่อง "การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า" ตามสไตล์ช่างเหอะก่อนนะครับ กล่าวคือ...ผมเป็นคนสายตาสั้นมาก ๆ หลังจากได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาแล้วก็ยังคงต้องสวมแว่นตาอยู่เป็นประจำ  ไปเมืองลาวครั้งนี้ มีเหตุการณ์ที่ทำให้ที่รองจมูกของเจ้ากรอบแว่นตาราคาถูกของผมเกิดหักขึ้นมา...


ที่รองจมูกตัวที่หักคือตัวด้านขวามือ  พอปราศจากแผ่นซิลิโคน (1) เหลือแต่ปลายโลหะ (2) มันก็ทิ่มแทงเนื้อจมูกบริเวณที่เคยสัมผัสกับแผ่นรองจมูก  ทำให้รู้สึกเจ็บ! ถ้าเป็นเมืองใหญ่ ๆ ผมก็คงนำไปซ่อมที่ร้านแว่นตา  แต่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างหลวงพระบางหรือวังเวียง (แม้แต่เวียงจันทน์) ความหวังที่จะหาอะไหล่นั้นไม่มีจริง ๆ  แล้วผมจะทำอย่างไรดีถึงจะมีแว่นตาสวม!

ถ้าเป็นเพื่อน ๆ จะทำอย่างไรครับ?  สำหรับ "ช่างเหอะ" มีวิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าดังนี้...

บนฝากระป๋องแป้ง มีแผ่น sticker ติดอยู่ ผมแกะออกมา ด้านหนึ่งเป็นกาวเหนียว ผมฉีกให้คล้ายเทปพันสายไฟ แล้วค่อย ๆ บรรจงพันรอบปลายโลหะ เำพื่อลดความแหลมคม (ดังที่เห็นในภาพ)


ยังใช้ไม่ได้ครับ จะต้องมีอะไรมาทำหน้าที่แทนซิลิโคนแผ่นรองจมูก ผมมองรอบตัว...เห็นการ์ดใบเล็ก ๆ ซึ่งวัดในพม่าแห่งหนึ่งคล้องติดให้ไว้กับกล้องถ่ายรูป เมื่อผมได้ชำระค่าธรรมเนียมใช้กล้องถ่ายรูปแล้ว.... 


มียางรัดถุงคล้องไว้  ผมแกะออก แล้วนำไปพันทับ sticker ซึ่งหุ้มห่อปลายโลหะไว้อีกที  


เสร็จแล้วลองนำแว่นขึ้นสวม ปรากฏว่าใช้ได้ ผมสามารถสวมแว่นได้ตามปกติ ไม่เจ็บเพราะถูกเหล็กทิ่มตำอีกต่อไป...


ผมท่องเที่ยวต่อไปได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องแว่นตา จนถึงวันที่เดินทางกลับเข้าบ้านที่ลำปาง

หุหุ  ถึงวันนี้ก็ยังใช้ต่อไป  ยังไม่มีโอกาสนำแว่นตาไปให้ร้านซ่อม!

Saturday, December 22, 2012

Feature ใหม่ของ Blogger!



ผมใช้บริการของ Blogger ในการเขียน "บล็อกช่างเหอะ" มานานแล้ว คุณเมธีและคุณไพสิทธิ์ก็ใช้ ถ้าเปรียบเทียบกับ WordPress ที่ใช้ทำ "บล็อกคุยกะลุงน้ำชา" ผมคงต้องสารภาพว่าผมชอบ Blogger มากกว่า  เหตุผล คือ..เร็วกว่า  อีกทั้งยังสะดวกในการเขียน การอัพโหลดภาพ ทำลิงค์ หรือปรับเปลี่ยนแก้ไข 

พอดีตั้งใจว่าจะใช้เขียนเกี่ยวกับงานช่างหรืออะไรก็ตามที่เป็นเรื่องราวของเทคนิค เมื่อไม่มีวัตถุดิบบางครั้งผมก็ละเลยเจ้า Blogger ติดต่อกันนาน ดังเช่นในช่่วงที่ผ่านมา!

เมื่อวานนี้ ผมได้เข้ามาเขียน"บล็อกช่างเหอะ" อีก พบว่านอกจากรูปโฉมใหม่ในหน้า admin แล้ว บนแถบเมนูก็ยังมี option "ให้แทรกวิดีโอ" เพิ่มขึ้นมา  ถ้างั้นก็แจ๋วซิครับ !  ผมทดลองใส่วิดีโอคลิป "นั่งเรือชมทะเลสาบอินเล" (ยาว 2:21 นาที ขนาด 42.5 MB) ลงในบล็อกทันที!


ง่ายมากครับ ขั้นตอนน้อยกว่าการใส่วิดีโอคลิปใน WordPress เสียอีก!

เพียงแต่ตอนอัพโหลดต้องใจเย็น ๆ หน่อยเท่านั้น เมื่ออัพสมบูรณ์แล้ว...มันจะขึ้นให้เรียบร้อยเลย  เพื่อน ๆ ไม่ต้องทำลิงค์ให้ยุ่งยาก  ตัวอย่างได้มาดังนี้ครับ....


ผมรู้สึกดีใจที่การเขียนบล็อกหรือทำเว็บสมัยนี้ มันช่างง่ายเสียจริง!

Friday, December 21, 2012

เลือกเป้


สวัสดีเพื่อน ๆ ที่รัก...

ผมต้องขออภัยอีกครั้งที่ว่างเว้นการอัพเดทบล็อกช่างเหอะไปเสียนาน  วันนี้ไม่เขียนต่อคงไม่ได้แล้ว

สำหรับเรื่องงานช่าง แม้ผมจะมีโอกาสได้ทำบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจสักเท่าใด พอดีมีทีท่าว่าจะได้ขายบ้านด้วย...ผมก็เลยต้องเที่ยวหาดูบ้านไว้ล่วงหน้า เผื่อขายได้จริง ๆ ผมจะได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ได้โดยไม่ติดขัด  เมื่อถึงตอนนั้นผมก็คิดว่าน่าจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับงานซ่อมสร้างบ้านที่นำมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังได้มากขึ้นกว่าเดิม...

ส่วนในบล็อก "ฟังลุงน้ำชาคุย"  พักนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องราวของการท่องเที่ยวเหมือนเดิม  ถึงกระนั้น...ผมก็ยังคิดว่าบางสิ่งบางอย่างน่าจะนำมาเขียนไว้ในบล็อกช่างเหอะตัวนี้มากกว่า อย่างเช่น การที่ผมจะเลือกขนาดเป้สำหรับทริปที่จะมาถึงในเร็ววันนี้!

กล่าวคือ ผมมีโครงการที่จะใช้เวลาในช่วงปีใหม่สำหรับการแบกเป้ไปเยือนประเทศลาวอีกครั้ง ทีแรกผมคิดว่าจะเปลี่ยนลักษณะของการเดินทาง  จากที่เคยใช้เป้ใบใหญ่  นั่งรถลงเรือ...แล้วแบกเป้เดินต่อไปตามจุดหมายปลายทางซึ่งบางครั้งต้อง improvise กันสด ๆ เหมือนอย่างที่เพิ่งไปพม่าเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  ผมคิดที่จะเปลี่ยนไปใช้เป้ใบเล็กแล้วหิ้วกระเป๋าใส่จักรยานพับได้ไปด้วย!


สืบเนื่องมาจากการที่ครูหนิงได้ขายจักรยานพับให้ผมมาในราคามิตรภาพ หลังจากที่ได้ลองใช้มาระยะหนึ่ง...ปรากฏว่าอาการปวดหลังของผมได้หายไป รู้สึกเดินเหินคล่องแคล่วขึ้น  ผมเกิดแรงใจที่จะไปท่องเที่ยวโดยมีจักรยานพับนำใส่กระเป๋าไปด้วย...

เมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้ไปถามราคากระเป๋าสำหรับบรรจุจักรยานพับมาแล้ว ปรากฏว่าราคาใบละ ๗๕๐ บาท ซึ่งผมก็คิดว่าใช้ได้  ถ้าซื้อมาใช้ใส่จักรยานพับแล้วนำใส่รถทัวร์หรือรถไฟไปด้วย พอถึงปลายทางก็นำออกมาประกอบ(กาง) พร้อมสำหรับขี่ไปที่ไหนก็ได้ โดยมีเป้ขนาดเล็กบรรจุข้าวของที่จำเป็นวางท้ายไป!

ผมคิดจะไปลาว ดังนั้นการนำกระเป๋าจักรยานพับใส่รถเมล์เขียวไปเชียงของจึงไม่น่าเป็นปัญหา พอถึงเชียงของก็ปั่นไปที่พัก ปั่นเที่ยวซักวันสองวัน จากนั้นก็บรรจุกระเป๋าำแล้วนำลงเรือข้ามไปฝั่งลาว ผมมั่นใจว่าสามารถนำขึ้นรถตู้หรือรถเมล์ได้แน่นอน..เพราะขนาดกระเป๋าจักรยานนั้นเล็กกว่าบรรดากระสอบข้าวสารของชาวบ้านเสียอีก!

แต่แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนใจ ด้วยเหตุผลที่ว่าจักรยานยังไ่ม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และพร้อมสำหรับขี่ทางไกล นอกจากนั้นผมยังไม่มีอุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ สูบลม เครื่องวัดระยะทาง กระติกน้ำ เครื่องมือ ตลอดจนเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ขี่จักรยาน รองเท้าก็ไม่มี  ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินและใช้เวลาในการจัดหา ผมไม่มีทั้งเงินและเวลา! ได้แต่บอกตัวเองว่า "เอาไว้พร้อมแล้วค่อยไปจะดีกว่า"


ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ตัดสินใจเลือกใช้เป้ใบใหญ่ สำหรับทริปที่จะถึงนี้

เดี๋ยวผมต้องจัดของลงเป้แล้วครับ...

Tuesday, November 27, 2012

แก้ปัญหาน้ำล้น...


น้ำประปามาถึงหน้าบ้านแล้ว แต่ยังไม่ได้ขอใช้  ผมยังคงใช้ระบบน้ำบาลอยู่เหมือนเดิม คิดเสียว่าเอาไว้ให้เจ้าของใหม่เค้ามาต่อเอาเองก็แล้วกัน

นานมาแล้วที่เจ้าถังกรองเกิดมีปัญหาเรื่องน้ำล้น...เนื่องจากไหลลงถังเก็บไม่ทัน  ผมได้ทำท่อระบายน้ำอย่างที่เห็นในภาพแล้วเดินท่อฝังดินต่อไปทิ้งลงท่อระบายน้ำซึ่งอยู่หลังบ้าน แต่ก่อนก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะมันอยู่ใต้ดิน จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนบ้านเค้าดันไปขุดทำที่ระบายน้ำของตัวเอง พลอยทำให้น้ำทิ้งจากบ้านผมทะลักออกข้างบนแล้วไหลเจิ่งนอง พื้นถนนข้างหลังบ้านจึงเปียกอยู่ทั้งวันเพราะน้ำล้นจากถังกรองบ้านผม!

ไม่นานมานี้ผมได้ทำการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ไม่มีน้ำจากบ้านผมไหลนองไปบนพื้นถนนอีกเลย!

ผมแก้ปัญหาด้วยการปิดปลายท่อน้ำทิ้งที่ต่อออกไปนอกบ้าน แล้วต่อสปริงเกอร์ไว้ตามจุดต่าง ๆ ในสวนหลังบ้าน (ประมาณ ๕ จุด) โดยใช้น้ำที่ล้นออกจากถังกรอง...


พอน้ำล้นจากถังกรอง มันก็จะไปทำหน้าที่รดต้นไม้ แทนที่จะไหลออกไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ แถมยังทำให้ทางสาธารณะต้องเฉอะแฉะด้วย!

ช่วยรดน้ำต้นกะเพราในกระถาง...


ช่วยรดน้ำต้นข่าข้างรั้ว...


ใบชะพูได้รับน้ำชุ่มฉ่ำ ทำให้ใบใหญ่กว่าเดิม!


พริกขี้หนูกับตะไคร้บอกว่าชื่นใจแท้ ๆ...


เสียดายที่ผมยังไม่ทันได้ทำสวนครัวเป็นจริงเป็นจัง (ตามที่บอกคุณบิมไว้) แต่เอาเถอะ....อย่างน้อยมันก็แก้ปัญหาเรื่องน้ำล้นไปได้!

Monday, November 26, 2012

สีน้ำมัน

ผมชอบทาสีน้ำมันหรือที่เรียกว่า "สีเคลือบเงา (gloss enamel)" ยิ่งถ้าได้แปรงทาสีที่จับถนัดมือและขนแปรงไม่ร่วงหลุด ก็ยิ่งทำงานได้สนุกและเพลิดเพลินเหมือนได้ไปอยู่อีกโลกหนึ่งเลย! 

เมื่อวานนี้ ผมไปซื้อเครื่องไม้เครื่องมือในการทาสีมาเพิ่มอีก หมดตังค์ไป ๓๙๒ บาท......


ที่ร้านอิวหลี...ผมเคยซื้อสีน้ำมันยี่ห้อปลาทองมา ๑ แกลลอน ราคา ๓๕๐ บาท  และมีอยู่วันหนึ่งไปเดินห้างไทวัสดุ...ผมเห็นสีน้ำมันลดราคาเหลือแกลลอนละ ๒๕๔ บาท จึงได้คว้าติดมือกลับมาอีก ๑ กระป๋อง!  โชคดีืั้ที่ก่อนหน้านี้ได้ไปเล่นดนตรีงานแต่งงาน...ก็เลยมีรายได้พิเศษซื้อของที่อยากได้!

สำหรับสีน้ำมัน...ถ้าเปิดใช้งานแล้ว ควรวางแผนใช้ให้หมด เพื่อน ๆ ลองมาดูซิว่าผมทำอะไรบ้างกับสีน้ำมัน ๑ แกลลอน (๓๕๐ บาท)


ผมทาประตูเหล็กหลังบ้าน ๒ บาน (ทั้งสองด้าน)


ทาผนังและเพดานห้องน้ำชั้น ๓....


ทาราวบันไดขึ้นชั้นลอย...


ทาราวเหล็กตรงชั้นลอย...


และทาราวบันไดขึ้นชั้น ๒....


หลังจากเสร็จงานทั้งหมด ยังมีสีเหลืออยู่ในปริมาณที่เห็น...


ผมยังมีงานอีกคือจะต้องทาสีของวงกบประตู หน้าต่าง และช่องระบายอากาศ  สีที่ต้องการคือสี "เทาแก่" เมื่อวานนี้ผมจึงได้ซื้อสีปลาทองขนาด 1/4 แกลลอน (ราคา ๑๑๐ บาท)มาด้วย  ผมไม่เลือกสีเทาแก่แต่เลือกซื้อสีดำ  กล่าวคือผมไม่อยากเก็บสีที่เหลือไว้เพราะอีกไม่นานมันจะแข็งตัว ถ้าหาทางใช้ได้...ก็จะเป็นการดี  ผมคิดว่าจะใช้สีดำผสมให้กลายเป็นสีเทาแก่...สำหรับใช้ทาวงกบ

ก่อนอื่นผมเทสีที่เหลือในกระป๋องลงใส่ขวดแยมไว้ก่อน เพื่อเก็บไว้ใช้งานช่อมแซมแต่งแต้มเล็ก ๆ น้อย ๆ การเก็บไว้ในขวดอย่างนี้จะเก็บไว้ได้นานเพราะฝาปิดสนิท...อากาศไม่เข้า!


จากนั้นก็เทสีดำลงผสมกับสีที่เหลืออยู่ในกระป๋อง คน ๆๆๆๆ ให้ดี  ผสมจนได้ระดับสีที่ต้องการ


เข้มขนาดนี้แหละที่ต้องการ ผมใช้สีดำไปประมาณ 3/4 กระป๋อง ส่วนที่เหลือผมจะนำไปทาปี๊บ เพื่อทำที่อบกล้วยตากตามที่คุณเมธีเคยแนะนำ (ไม่ได้ใช้คลุมหัวนะ)


นี่ไง....วงกบที่ได้ทาสี(ผสมเอง)เรียบร้อยแล้ว!!

เล่นกับสีน้ำมันแล้วสนุกดี...ทำให้ลืมความทุกข์ไปได้เยอะ  :)