Monday, August 31, 2026

ซ่อมเครื่องทำน้ำแข็ง

วันก่อนนึกอยากกินกาแฟเย็น ผมขุดเอาเครื่องทำน้ำแข็ง (ice maker) เก่าแก่ออกมา... 
 
 
ไม่ได้ใช้งานมาหลายปี เปิดเครื่องแล้วไฟเข้า ดูเหมือนว่ามันพร้อมที่จะผลิตน้ำแข็งให้กินแล้วล่ะ แต่ขบวนการผลิตเริ่มได้นิดเดียวก็หยุด มีน้ำไหลออกมาจากฐานเครื่อง เครื่องทำน้ำแข็งใช้ไม่ได้ซะแล้ว! เรื่องซ่อมต้องเป็นหน้าที่ของช่างเหอะอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ใช้เพียงไขควงแฉกและกรรไกร แกรื้อฝาครอบออกเพื่อหาจุดที่น้ำรั่ว ดีหน่อยที่เป็นเรื่องของน้ำ ไม่เกี่ยวกับระบบไฟ น้ำถูกสูบจากถังเก็บน้ำขึ้นไปจ่ายให้กับระบบผลิตก้อนน้ำแข็ง ปรากฏว่าสายยางติดเครื่องมาไม่มีคุณภาพ ใช้งานไม่นานก็กรอบและแตกหัก อย่างที่เห็นในภาพ...
 
 
 
 
การซ่อมจึงไม่ยาก พอดีมีสายสำรองที่ซื้อมาใช้กับเครื่องกรองน้ำเหลืออยู่ ตัดแบ่งมาใช้ได้เลย ปลายข้างหนึ่ง (T1) ต่อเข้ากับรูดูดน้ำจากถังเก็บ 
 
 
 
 
ปลายสายตรงช้าม (T2) สอดผ่านขี้นไปข้างบน เสียบกับรูส่งน้ำเข้าไปยังถ้งทำน้ำแข็ง... 
 
 
 
 
 
หลักการผลิตน้ำแข็งไม่ซับซ้อน น้ำที่ออกจาก T2 จะถูกฉีดลงไปในอ่าง (1) จนได้ระดับท่วมหัวทำน้ำแข็งจำนวน 7 หัว คอมเพรสเซอร์ตัวเล็กที่อยู่ข้างใต้จะอัดน้ำยาผ่านท่อทำความเย็นที่เห็น (2) เกิดความเย็นที่หัวทำน้ำแข็ง เปลี่ยนสภาพน้ำที่แช่อยู่ให้เกาะตัวเป็นก้อนน้ำแข็ง
 
 
 
สายส่งน้ำดี...การทำงานก็เป็นไปตามขั้นตอน  ได้ก้อนน้ำแข็งแล้วก็มีกลไกส่งออกมาไว้ในตะกร้า..
 
 
คอยส์ร้อนนำน้ำยามาผ่านพัดลม ทุกอย่างทำงานตามปกติ เครื่องเดินเงียบ! 
 
 
เรียบร้อยแล้วก็ประกอบเครื่องกลับเข้าที่...
 

เปลี่ยนน้ำใหม่ แล้วลองเครื่องอีกครั้ง โอครับ...ได้น้ำแข็งออกมาน่ากิน


มีน้ำแข็งแล้ว เพื่อน ๆ ดื่ม เอสเพรสโซ่ (Espresso) เย็นสักแก้วมั้ยครับ?

Saturday, August 29, 2026

Dust in the Wind - Kansas

ยากให้เพื่อน ๆ ฟังเพลง Dust in the Wind ของ Kansas ครับ...


I close my eyes, only for a moment, and the moment's gone
All my dreams pass before my eyes, a curiosity
Dust in the wind
All they are is dust in the wind
Same old song, just a drop of water in an endless sea
All we do crumbles to the ground though we refuse to see
Dust in the wind
All we are is dust in the wind.....

ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน เขียนไว้ใน salika.co ว่า...
เพลง “Dust in the Wind” ที่ออกในปี ค.ศ. 1977 โดยวง Kansas ถือเป็นหนึ่งในบทเพลงที่สะท้อนความจริงอันขมขื่นของชีวิตมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง เพลงนี้มิใช่เพียงแค่บัลลาดที่มีทำนองเรียบง่าย แต่ยังเป็นการสื่อสารเชิงปรัชญาเกี่ยวกับความไม่จีรังของสรรพสิ่ง ความพยายามของมนุษย์ในการสร้างสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน อำนาจ หรือความสำเร็จ ล้วนแล้วแต่จะสลายไปในที่สุดเหมือนกับ “ฝุ่นในสายลม” ที่ถูกพัดพาไปโดยไม่เหลือร่องรอยใด ๆ
คิดถึงท่านนายกทักษิณ (2) ซึ่งสั่งไว้ว่าถ้าท่านตายไม่ต้องเผา...ให้เก็บไว้  


ส่วนตาแก่บ้านห้างฉัตร (5) เขียนเอกสารเก็บไว้ในเป๋าตังค์แจ้งประสงค์ว่า ถ้าตายให้เรียกคณะกายวิภาคศาสตร์ มช. มารับไปโดยเร็ว หากใช้ประโยชน์ไม่ได้...ก็ให้เผาเลย แล้วค่อยเอาเถ้ากระดูกไปใส่ให้ต้นไม้


ชอบเฝ้าดูแสงสุดท้ายก่อนท้องฟ้าจะมืดมิดนะ ความมืด-ความตาย! ไม่มีอะไรที่น่ากลัวอีกแล้วสำหรับผม 


ขอทำใจให้ว่างเปล่า...ปล่อยวาง เบาหวิวเฉกเช่นขนนก (feather) ล่องลอยตามสายลม รอเวลาหล่นคืนสู่ผืนดิน 
 
 
ภาพจากวิกิพีเดีย - ขอขอบคุณ

อยากรู้จังว่า Forrest คิดอะไรกับขนนกที่อยู่ในมือ?

I am strong when I am on your shoulders


วันนี้อยากให้เพื่อน ๆ ฟังเพลง You Raise Me Up อีกเวอร์ชั่นนึงครับ...
 
 
    
เคยเขียนเรื่อง "You Raise Me Up" ลงบล็อก และพยายามจะจดจำเนื้อเพลงให้ได้เพื่อร้องกับ accordion แต่ผ่านมาเป็นปีผมก็ยังจำไม่ได้100 % ซักกะที! นอนกลางคืน...บางทีสะดุ้งตื่นกลางดึก ผมพยายามทบทวนเนื้อเพลง แต่ไม่สามารถปะติดปะต่อได้ครบจบเพลง เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสมองผมเสื่อมลงไปมากกก...พอ ๆ กับร่างกายที่ไม่เคยหลอกตา!  
 
 
"I am strong when I am on your shoulders. You raise me up to more than I can be..."  จริง ๆ แล้ว...ผมไม่เหลือพลังใด ๆ มากพอที่จะใช้ชีวิตบั้นปลายได้ดังหวัง ร่างกายและจิตวัญญาณที่เหลืออยู่ขอให้อยู่ภายใต้การทรงนำของพระเจ้า จนกว่าจะถึงวันที่ไม่ได้เห็นอาทิตย์ตกดินอีก
 

นอนหลับตาบนเตียง...ผมจินตนาการเห็นภาพทุ่งหญ้าเขียวสุดลูกหูลูกตาวิ่งผ่านไปมา It's more than I can be!

Friday, August 28, 2026

ซ่อมเครื่องฟอกอากาศ

ตั้งแต่ย้ายจากชั้น 4 ลงไปนอนที่ห้องพยาบาลชั้น 2 ผมสังเกตตัวเองว่านอนหายใจไม่เต็มปอดและเริ่มมีเสมหะในคอ!
 
ชั้น 4

แปลกใจว่า...ยามใดที่ออกเดินทางไปตั้งเต็นท์นอนในอุทยานแห่งชาติหรือตามศาลาวัด อาการเสมหะติดคอหายไปหมด แต่พอมาอยู่บ้านอาการน่ารำคาญก็กลับมา ศึกษาจากอินเทอร์เน็ตพบว่าเสมหะเกิดจากการที่ต่อมในเยื่อบุทางเดินหายใจผลิตสารคัดหลั่งออกมามากกว่าปกติ เพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมหรือตอบสนองต่อการระคายเคือง การอยู่ในที่มีมลภาวะและฝุ่นละอองสูงเป็นสาเหตุหนึ่ง ผมคิดถึงบทกลอนเรื่อง "บ้านเรา" ที่เขียนไว้เมื่อ 60 ปีที่แล้วว่า "บ้านเอ๋ยบ้านเรา คนอื่นเขาอิจฉาเป็นบ้าหลัง เพราะบ้านเราแสนสกปรกรกรุงรัง มีที่นั่งฝุ่นจับนับเป็นเดือน..."  (หุยฮา) 
 
 
พยายามแก้ไขด้วยการเปลี่ยนที่นอนใหม่ แต่ก็ยังหายใจไม่โล่งและมีเสมหะอยู่ดี... 
 

 
ไปค้นเอาเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)  ราคาถูกที่ซื้อไว้นานแล้วออกมา พบว่าเปิดสวิชแล้วไฟไม่เข้า ช่างเหอะก็ต้องซ่อมตามประสาโดยการรื้อแผงออกมาดู... 
 
 
 
พบว่าเจ้า R Fuse มันร้อนจนขาด และยังทำให้แผงวงจรตรงมุมไหม้อย่างที่เห็น
 
 
สั่งอะไหล่ทางออนไลน์ได้มาแล้ว 5 ตัว 20 บาท  
 
 
ใช้แค่ตัวเดียวครับ... 
 
 
เปลี่ยนอะไหล่เสร็จก็ประกอบแผงกลับคืน เปิดสวิชเห็นว่าเครื่องกลับมาทำงานตามปกติ... 
 
 
เช็ดฝุ่นและทำความสะอาดให้ทั่ว...ก่อนปิดฝา
 
 
เรียบโร้ย...

 
ค่าอะไหล่ 4 บาท ค่าแรงไม่คิดครับ... อิอิ

Thursday, August 27, 2026

FB Trip ไปวัดถ้ำอินเนรมิต - coming soon

ช้าวันที่ 16 สิงหาคม 2569 จากอ่างเก็บน้ำแม่จาง ผมปั่นจักรยานลงมาตามถนนเลียบคลองส่งน้ำ...หาทางไปสถานีรถไฟแม่จาง

 
ข้างทางสวยครับ มีภาพที่ทำให้ต้องหยุดดู...
 

ปั่นต่อจนถึงทางแยก มีป้ายบอกว่าเลี้ยวขวาไปวัดถ้ำอินเนรมิตอีกแค่ 2 กิโลเมตร...
 

ผมไม่ได้ไปวัดถ้ำฯ แต่ปั่นจักรยานหลงเข้าไปในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ...

แต่ท้ายสุดก็ปั่นจักรยานไปถึงสถานีรถไฟแม่เมาะ (1) จนได้...
 
 
 
ชอบใจสถานีรถไฟแม่เมาะ (1) จัง!...คิดว่าจะต้องนั่งรถไฟขบวน 408 มาลงอีกครั้ง แล้วปั่นจักรยานไปวัดถ้ำอินเนรมิต (2) ระยะทางแค่ 10.8 กิโลเมตร
 
 
อ่านในอินเทอร์เน็ตเห็นว่าได้เปลี่ยนจากสำนักสงฆ์เป็นวัดแล้ว กำลังจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ต้องรีบไปแล้วล่ะ ขออนุญาตนำภาพจาก Google Maps มาให้เพื่อน ๆ ดูเป็นออร์เดิร์ฟ (Hors d'oeuvre) สักหน่อยก่อน

ภาพจาก Google Maps - ขอขอบคุณ

ภาพจาก Google Maps - ขอขอบคุณ

ภาพจาก Google Maps - ขอขอบคุณ

ตาแก่บ้านห้างฉัตรหวังว่าน่าจะมีที่ให้ตั้งเต็นท์นอนค้างสักคืน...

ภาพจาก Google Maps - ขอขอบคุณ
 
วันรุ่งขึ้นถึงค่อยปั่นจักรยานไปขึ้นรถไฟขบวน 407 ที่สถานีแม่จาง (3)...

"FB Trip ไปวัดถ้ำอินเนรมิต"   น่าจะเป็นทริปต่อไปของตาแก่บ้านห้างฉัตร (รอให้หายป่วยก่อน)

Imagine - John Lennon

วันนี้อยากให้เพื่อน ๆ ฟังเพลง "Imagine" ของ "John Lennon" ครับ...
 
 
 
พักนี้ตาแก่บ้านห้างฉัตรรู้สึกเหนื่อยล้า (อยากจะไปนอนค้างคืนในวัดป่าหรือวัดถ้ำอีกสักคืนสองคืน แต่ยังไม่หายดีจากการเจ็บป่วย) มีเวลาก็เลยอยากนำบทเรียนภาษาอังกฤษดี ๆ จากหนังสือ "English in Songs" มาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านอีกดังนี้... 
 
 
    
 
 

ได้ทั้งสาระและความบันเทิง อยากให้เพื่อนลองคลิกอ่านและฟังครับ

Wednesday, August 26, 2026

"Blowin' in the wind" - "Bob Dylan"

วันนี้อยากให้เพื่อน ๆ ฟังเพลง "Blowin' in the wind" ของ "Bob Dylan" ครับ... 

 
สมัยก่อนผมเป็นแค่ช่างไฟฟ้าที่ดันมาชอบร้องเพลงฝรั่ง มีอยู่หลายเพลงที่ร้องแล้วไม่เข้าใจความหมาย ยกตัวอย่างเช่นเพลง "Blowin' in the wind" ของ "Bob Dylan" ซึ่งวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี กล่าวว่า...
"Blowin' in the Wind" is a song written by Bob Dylan in 1962. It was released as a single and included on his album The Freewheelin' Bob Dylan in 1963. It has been described as a protest song and poses a series of rhetorical questions about peace, war, and freedom. The refrain "The answer, my friend, is blowin' in the wind" has been described as "impenetrably ambiguous: either the answer is so obvious it is right in your face, or the answer is as intangible as the wind".
ถึงวันนี้ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าปัจจุบันคงหาได้ยากยิ่ง คือ "English in Songs" โดยโครงการการศึกษาต่อเนื่อง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซื้อมาจากศูนย์หนังสือเชียงใหม่ เป็นหนังสือขนาด A4 (21 x 29.7 ซม.)  (คิดว่าคงจะพิมพ์ด้วยโปรแกรม "เวิร์ดจุฬา" (CU Writer) เพราะจำลักษณะของตัวอักษรได้อยู่)  ใช้วิธีการโรเนียวแล้วเข้าเล่ม เย็บออกมาหนาปึ๊กอย่างที่เห็น...
 
 
ด้วยความอยากได้และอยากเรียนรู้เนื้อเพลงสากล ผมยอมควักกระเป๋าซื้อมาในราคา 120 บาท (กว่า 50 ปีที่แล้วเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยนะครับ) 
 
 
รายชื่อคณะผู้จัดทำ...  
 
 
พอดีจะนำเพลง "Blowin' in the Wind" กลับมาร้องกับ accordion อีก จึงได้ค้นหนังสือออกมาอ่านแล้วสแกนให้เพื่อน ๆ ดูด้วย... 







ไม่ใช้ app ใด ๆ ปรับสี หรือแปลงไฟล์ jpeg ให้เป็นตัวหนังสือ เพราะอยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นความเก่าและคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ครับ!!