Monday, May 06, 2013

ซ่อมกระเบื้องปูพื้น ๓


เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผมเขียนเรื่อง "ซ่อมกระเบื้องปูพื้น"  โดยเล่าว่า "...ใช้ปลายเกรียงกระซวก ๆ ให้ปูนเข้าอุดจนเต็ม แล้วแต่งหน้าให้เรียบ แต่ก็ไม่ให้มีระดับเสมอกับพื้นเดิมซึ่งยังจะต้องสกัดออกอีกหน่อย...."



ก่อนหน้านั้นก็ไปหาซื้อกระเบื้องมาได้ ๑ กล่อง เอามาวางทดสอบ ผมเล่าว่า "...ลองนำออกจากกล่องมาเรียงเพื่อดูความเข้ากันได้.....  พอดีเลย ไม่ขาดไม่เกิน! ผมต้องระวังไม่ให้แตก ไม่งั้นเดือดร้อนแน่!"  อิอิ ไม่อยากบอกเลยว่า หลังจากนั้นไม่นาน...ผมก็เผลอเหยียบมันแตกไปแผ่นนึง เดือดร้อนต้องขี่รถออกไปซื้อกระเบื้องมาเพิ่มอีก ๑ กล่อง (๑๓๐ บาท)

เมื่อได้เวลาปูกระเบื้อง...ผมก็สกัดพื้นปูน(ที่เห็นในภาพข้างบนสุด)ด้วยค้อนตอกตะปู  เสียงดัง "แป๊ก ๆๆ" นานจนนายช่างที่ผมเคยพูดถึงต้องเดินมาดู  แกบอกว่าค้อนมันเล็กไป สกัดตรง ๆ อย่างนั้นไม่ได้หรอก!  ลุงสล่าไปหยิบค้อนปอนด์ขนาดเหมาะมือมาให้ แล้วแนะนำให้ผมทุบพื้นปูนออกไปทางด้านหน้า เสียงดัง "โป๊ก ๆๆ" มันหลุดออกไปทีละเยอะ ๆ เลย  ถึงอย่างไร...ผมยังคงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะสกัดพื้นปูนออกจนทุก ๆ จุดมีเนื้อที่พอสำหรับปูนใหม่ที่จะทำหน้าที่ยึดแผ่นกระเบื้อง

เมื่อสกัดพื้นเรียบร้อยแล้ว ผมจึงค่อยปูกระเบื้องใหม่ลงไป   เป็นนาย ช.เชื่องช้า...กว่าจะได้แต่ละแผ่นผมต้องใช้เวลามากกว่าช่างอาชีพสัก ๑๐ เท่าเห็นจะได้  แต่ในที่สุด...ผมก็ปูกระเบื้องแผ่นเต็ม ๆ ได้ครบทุกแผ่น ค้างอยู่แค่เพียง ๒ จุดที่ต้องตัดแต่งกระเบื้องเสียก่อน คือ บริเวณชิดเสา และตรงกลาง (ที่มีเหล็กพับสำหรับคล้องกุญแจ)  ผมทิ้งงานไปหลายวันเพราะไม่รู้จะตัดกระเบื้องได้อย่างไร?


ก็ได้อาศัยลุงช่างกล้ามเป็นมัด ๆ อีกเช่นเคย แกไปบอกคุณวิสูตร (เจ้าของอาคารที่ิิอยู่ติด ๆ กัน) แล้วนำเครื่องเจียรมาให้ยืมใช้...


เป็นครั้งแรกในชีวิตอีกเช่นกัน ที่ผมมีโอกาสได้ใช้เครื่องเจียรซึ่งค่อนข้างน่ากลัว ผมต้องสวมแว่นตากันเศษปูนเข้าตาและต้องใช้ความระมัดระวังสุด ๆ   เป็นมือใหม่หัดขับ...ผมต้องตัดกระเบื้อง ๒ แผ่น แผ่นแรกตัดตรง ๆ ให้เล็กลงเสียก่อน แล้วค่อยแต่งเป็นร่องสี่เหลี่ยมเพื่อใส่เข้ากับเสาเหล็กรางประตูเลื่อน..

ไม่เคยตัดมาก่อน ผมไม่รู้วิธี แผ่นแรกก็เลยออกมาเบี้ยว!  ใช้ไม่ได้...ต้องสละทิ้งไป!

ลองอีกครั้งกับกระเบื้องแผ่นใหม่ คราวนี้ผมใช้ไม้หน้า ๔ วางเป็นไกด์เหมือนไม้บรรทัดในขณะที่ลากเครื่องเจียรตัดไปตามรอยเส้น แม้ไม่ตรงเหมือนกับใช้เครื่องตัดกระเบื้องแบบกรีดแล้วกด แต่ก็พอดูได้  พอถึงตอนทำร่องสำหรับรางเหล็ก ด้วยความคุ้นเคยที่มีมากขึ้นในขณะที่ความกลัวลดน้อยลง...ผมตัดได้สำเร็จ สามารถนำไปปูได้อย่างที่เห็นในภาพต่อไปนี้

.
ทีนี้ก็มาถึงแผ่นที่ ๒ (สุดท้าย)  ซึ่งต้องตัดแต่งให้มีรูตรงกลางสำหรับที่ล็อคกุญแจ ผมใช้เครื่องเจียรตัดตามเส้นที่มาร์คไว้ หุหุ รู้สึกอายที่จะบอกว่าตอนใช้ค้อนเคาะกระเบื้องที่ตัดไว้ให้หลุดออก มันดันแตกออกเป็นสองเสี่ยง  ต้องเสียกระเบื้องไปอีก ๑ แผ่น!

เจาะอีกครั้ง! คราวนี้ค่อนข้างมั่นใจ ผมเจาะจนเกือบขาดโดยรอบ เหลือเพียงส่วนที่ยึดนิดเดียว ผมไม่ใช้ค้อนเคาะอีก...แต่ใช้ปลายเกรียงใส่ลงในร่องแล้วเคาะไปข้างหน้าเพียงเบา ๆ กระเบื้องก็หลุดออก  เกิดรูสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว ๆ บนแผ่นกระเบื้อง แต่ก็ยังใช้ไม่ได้อยู่ดี... ผมต้องใช้เครื่องเจียรค่อย ๆ แต่งจนได้รูป สามารถนำกระเบื้องที่มีรูตรงกลางไปใช้งานได้ดังที่เห็นในภาพ...


เรียบร้อยแล้ว....ผลงานของช่างเหอะผู้ไม่มีประสบการณ์มาก่อน!


ทำได้แค่เนี้ยจริง ๆ ฮับ...

Sunday, May 05, 2013

ไอศกรีมหนองยาง...

เมื่อวันที่  ๑ พฤษภาคม ผมเขียนเรื่อง "FB Trip - ปั่นไปสามเหลี่ยมทองคำ" ไว้ในบล็อก "ฟังลุงน้ำชาคุย(โม้)"  และโพสต์ภาพคนขายไอศกรีมกะทิสดที่สามเหลี่ยมทองคำไว้ตอนท้าย...




วันนี้ขณะที่ลงไปทำงานเจาะคอนกรีตอยู่หน้าบ้าน ผมเห็นรถไอศกรีมขี่ผ่านมา คนขายรู้ดีว่าผมเป็นขาประจำที่กินแต่ไอศกรีมอันละ ๕ -๑๐ บาท เหมือนรู้ใจ...เค้าชะลอรถมองดู เมื่อได้สัญญาณจากผมก็แวะเข้ามาจอดทันที.... 


"เหมือนเดิมน้อ..." คนขายไอติมถาม ผมบอกว่า "วันนี้เอา ๖ อัน"  สั่งแล้วก็เดินขึ้นไปเอาสตางค์ที่ชั้น ๓


ต้องถ่ายภาพถังไอศกรีมไว้ซะหน่อย...


๖ อัน ๓๐ บาทอ่ะ...


ได้ยินว่าผมจะนำรูปไปลงเน็ต...คนขายบอกให้ผมถ่ายตรงป้าย "ไอศกรีมหนองยาง"...


ต่างกับ Swensen's.... "ไอศกรีมหนองยาง" เป็นขวัญใจคนแก่ที่นี่! 

Saturday, May 04, 2013

ย้ายสายไฟ...

ตรงบันไดขึ้นมายังชั้น ๓ เวลากลางคืนจะมืดมาก!   เดินดีไม่ดีจะตกบันไดเอา!   ผมเคยติดระบบไฟส่องสว่างอัตโนมัติเอาไว้  เวลาเดินขึ้นหรือเดินลง หลอดไฟจะติดเอง!

พอดีกำลังเตรียมย้ายบ้าน ผมต้องถอดเจ้าโคมไฟดังกล่าวเก็บลงกล่อง....



ทีนี้มันก็ยังเหลือสายไฟที่เคยต่อไปยังโคมไฟ (ยาวประมาณเมตรกว่า) ตรงปลายสายยังคงมีไฟ ๒๒๐ โวลต์คอยเล่นงานผู้ที่เอามือไปจับมันเข้า!  ช่างเหอะมีวิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ ด้วยการไปค้นหาเต้าเสียบเก่า ๆ มาได้ ๑ ตัว พร้อมกับคว้าเอารางร้อยสายพลาสติกเหลือใช้ติดมือมาด้วย... 


จากนั้นก็กะตำแหน่งที่จะติดตั้งเต้าเสียบ แล้วตัดรางร้อยสายให้ได้ความยาวพอดี  ทำการต่อปลายสายเข้ากับเต้าเสียบให้เรียบร้อย เตรียมพร้อมที่จะติดตั้ง  (อย่าลืมตัดไฟก่อนนะ)

เจ้ารางร้อยสายจะมีเทปสองหน้าติดอยู่ ให้ดึงกระดาษออก แล้ววางตัวรางลงไปตามแนวนอน ให้ส่วนที่เป็นเทปเหนียวประกบเข้ากับผนัง เล็งให้ตรงและแนบกับพื้นปูน ก่อนใช้นิ้วกดให้แนบผนัง   จากนั้นก็วางสายไฟลงไปในราง ใช้สกรูยึดเต้าเสียบติดกับผนัง แล้วเก็บสายให้เรียบร้อย  ตรวจสอบดีแล้ว...นำฝารางเข้าปิด  โดยใช้หัวแม่มือกดให้เข้าล็อค มีเสียงดัง "แก๊บ"


ทำความสะอาดเสียหน่อย  ก่อนที่จะลงไปสับคัตเอ้าท์ปล่อยกระแสไฟฟ้าให้เข้ามา!! เราสามารถนำหลอดไฟทางเดินดวงเล็ก ๆ มาเสียบให้ความสว่างในเวลากลางคืน หรือจะเสียบใช้เครื่องดูดฝุ่นก็น่าจะได้...

งานง่าย ๆ ครับ แก้กลุ้มไปได้อีกวันนึง อิอิ

Friday, May 03, 2013

เทพื้นคอนกรีตแบบง่าย ๆ


เสียง "แกร๊ก ๆๆ" ดังอยู่หน้าบ้าน... ผมออกไปดู เห็นสล่าใจดีกำลังเตรียมผสมปูนเพื่อจะเทพื้นอยู่ที่หน้าบ้านคุณวิสูตร



ก่อนหน้านั้นผมก็เห็นลุงแกเทพื้นไปได้แล้วส่วนหนึ่ง วันนี้แดดร้อนเปรี้ยง นายช่างหันหลังสู้ฟ้าลุยงานต่อ


ผมเดินไปนั่งคุยด้วย ถามถึงส่วนผสมในการเทพื้นคอนกรีต (กรุณาอย่าอ่านว่า คอ-นก-รีต)  ช่างปูนตอบให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า "ทราย ๑๒ หิน ๑๖"  นั่นหมายความว่าปูนซีเมนต์ ๑ ถุง ใช้ทราย ๑๒ ถัง หิน ๑๖ ถัง


ลุงสล่าใช้จอบเกลี่ยผสม  นำหินมาโปะหน้า ก่อนที่จะทำการผสมแล้วนำไปเท...


ผมบอกว่าเดี๋ยวนี้สบายนะ ไม่ต้องมัดเหล็กเอง ไปซื้อสำเร็จมาวางเลย...


เห็นร่างกายที่อุดมด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ ผมชมว่า "แข็งแรงแต้น้อ" แต่ลุงแกปฏิเสธ แล้วบอกว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง!

ไล่ไปไล่มาแล้ว...อายุเท่ากับผมเลย! ฮา... 


ไหน ๆ ก็เล่าเรื่องการเทพื้นคอนกรีตแบบง่าย ๆ สไตล์ช่างเหอะแล้ว ผมจึงอยากนำข้อมูลเรื่องการผสมคอนกรีต 1 : 3 : 6  จากหนังสือ "เทคนิคการสร้างอาคารเบื้องต้น" ของ ผศ. พิภพ สุนทรสมัย (หน้า 64-65)  มาลงไว้ด้วยดังนี้...

ขอบคุณที่มา - "เทคนิคการสร้างอาคารเบื้องต้น" ของ ผศ. พิภพ สุนทรสมัย
การผสมคอนกรีต 1 : 3 : 6 มีการกระทำเป็นลำดับดังนี้ (ดูรูป)
  • ตวงทรายหยาบที่สะอาดปราศจากวัชพืชและเศษผง, เปลือกหอย โดยการร่อนหรือสาดผ่านตะแกรง ด้วยส่วนผสมจำนวน 3 ส่วน อาจเป็น 3, 6 หรือ 9 กระป๋อง แล้วแต่จำนวนที่ต้องการคอนกรีตมากน้อยเพียงไร กองวัสดุบนพื้นกระบะผสมหรือบนพื้นเรียบที่แข็งแล้ว เกลี่ยให้มีความหนาเกือบสม่ำเสมอ
  • ตวงซีเมนต์จากถุงจำนวน 1 ส่วน อาจเป็น 1, 2 หรือ 3 กระป๋องแล้วแต่ส่วนของทราย ใส่บนกองทรายแล้วเกลี่ยให้ซีเมนต์วางอยู่บนกองทรายโดยสม่ำเสมอเช่นเดียวกับทราย
  • ทำการผสมปูนซีเมนต์กับทรายหยาบเข้าด้วยกันจนส่วนผสม 2 ชนิดเ่ข้ากันเป็นเนื้อเดียวกันด้วยจอบหรือพลั่ว เมื่อเข้ากันดีให้เกลี่ยกองปูนทรายให้มีความหนาสม่ำเสมอ เฉลี่ยกว้างออก
  • นำหินเบอร์ 2 ขนาด 1/4 - 1 1/2 นิ้ว หรือหินเบอร์ 1 ขนาด 1/2 - 3/4 นิ้ว หรือผสมกันระหว่างเบอร์ 1 กับเบอร์ 2 เป็นจำนวนที่พอเหมาะหรือกำหนดในแบบและรายการ อาจใช้กรวดที่มีขนาดใกล้เคียงกับหิน ล้างให้สะอาด แล้วตวงตามสัดส่วนใส่ไป 6 ส่วน ถ้าซีเมนต์ใช้ 1 กระป๋อง ก็ใช้หิน 6 กระป๋อง เมื่อใช้ซีเมนต์ 2 กระป๋อง หินก็ใช้ 12 กระป๋อง, ทราย 6 กระป๋อง นำใส่ในกองแล้วเกลี่ยให้มีความหนาขนาดเช่นเดียวกับปูนทรายนั้น
  • เอาน้ำสะอาดราดในส่วนที่จุดคลุก รดน้ำลงไปคลุกจนส่วนนี้ได้คอนกรีตที่เหลวถูกต้อง มีหินมีทราย, ซีเมนต์อยู่ด้วยสัดส่วน ส่วนผสมเข้ากันดีให้ตักใส่กระป๋องแล้วนำไปเททันที ทำการรดน้ำแล้วผสมไล่เป็นข้าง ๆ ไป การผสมวิธีนี้ถ้าไม่สามารถผสมให้หมดกองได้ ก็ให้หยุดงานไว้ก่อน เมื่อพร้อมที่จะใช้ ก็ผสมต่อได้....
เป็นวิธีการทำงานคนเดียว ค่อยเป็นค่อยไปตามประสาช่างเหอะครับ...

Wednesday, May 01, 2013

สำนักงานที่ดินชั่วคราว ลำปาง

บ่ายโมงกว่าวันนี้ ผมต้องขี่จักรยานยนต์ไปสำนักงานที่ดินฯ เพื่อขอให้เค้าตรวจสอบโฉนดและแก้ไขหมายเลขระวาง  ตอนออกจากบ้านก็ยังไม่แน่ใจว่าปัจจุบันนี้ สำนักงานตั้งอยู่ที่ไหน? ตอนมาอยู่ลำปางใหม่ ๆ ผมเคยไปใช้บริการที่อาคารชั้นเดียวซึ่งอยู่เยื้อง ๆ กับอำเภอเมืองลำปาง...


ภาพสำนักงานที่ดินหลังเก่า - นำมาจากอินเทอร์เน็ต
แต่พอไปถึง...ปรากฏว่าที่ทำการเก่าถูกทุบทิ้งไปหมดแล้ว กำลังมีการก่อสร้างตึกใหม่ ผมต้องถามคนขับรถม้าซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ได้คำตอบว่าตอนนี้สำนักงานที่ดินฯ ย้ายไปเปิดที่ทำการชั่วคราวอยู่ที่สบตุ๋ยโน่น..

จากสี่แยกดอนปาน ถ้าขี่รถไปตามถนนสบตุ๋ยจะเห็นอาคารของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ (เจ๊งไปแล้วตั้งแต่สมัยฟองสบู่แตก) อยู่ทางด้านขวามือ มีแผ่นป้ายเขียนบอกไว้ว่า "ที่ดิน"!


ผมจอดรถไว้แล้วเดินผ่านประตูหน้าเข้าไป  โห...ภายในดูกว้างขวางทีเดียว!


ทางด้านซ้ายมือ ใกล้ ๆ กับประตู มีเคาเตอร์แรกคอยรับเอกสารเพื่อมอบบัตรคิวให้ผู้มารับบริการ  ผมนำโฉนดไปวางไว้ในตะกร้าแล้วนั่งรอ ...


อีกพักใหญ่ พนักงานสาวก็เรียกชื่อผมแล้วถามว่าจะมาทำอะไร ผมบอกว่ามาขอแก้เลขระวาง เธอเขียนลงในกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ว่าขอตรวจสอบและแก้ไขเลขระวาง แล้วมอบบัตรคิวสีส้มลำดับที่ 20 ให้..



ผมนำไปนั่งรอรวมกับคนอื่น ๆ ที่หน้าเคาเตอร์ยาวซึ่งมีเจ้าหน้านั่งทำงานอยู่หลายช่อง...


ประมาณ ๑๒.๔๐ น. ผมได้ยินประกาศทางลำโพงเรียกบัตรคิวสีส้มให้ไปที่ช่อง ๓  เจ้าหน้าที่สาวรับเอกสารจากผมไปดูแล้วบอกให้นั่งรอในระหว่างที่เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งนำโฉนดของผมไปค้นหาต้นฉบับ  ไม่นานนักผมก็ถูกเรียกอีกครั้ง  เจ้าหน้าที่บอกว่า "น้องแก้ฮื้อแล้วเน้อ" เธอนำโฉนดของผมและต้นฉบับขึ้นมาวางเทียบให้ดู มีการแก้ให้ตรงกันอยู่ ๒ จุดคือ หมายเลขระวางและเลขที่ทีดิน...

โห...ดีจัง เจ้าหน้าที่เค้าสามารถแก้ไขให้ได้เลยโดยเซ็นชื่อกำกับพร้อมประทับตราชื่อผู้แก้!  ไม่ต้องส่งไปให้หัวหน้าเป็นผู้เซ็นกำกับ   เพียงแค่ ๑๓.๕๐ น...งานที่ผมคิดว่าจะกินเวลานานก็แล้วเสร็จ  ผมขี่จักรยานยนต์กลับบ้านด้วยความโล่งใจ! 

วันนี้เป็นวันแรงงาน ร้านรวงพากันปิด ผมไม่สามารถซื้อกระเบื้องไปปูพื้นต่อได้  แต่ก็ยังมีงานอื่นรออยู่!

Thursday, April 25, 2013

คิดถึงอาจารย์หมู


ผมมีวารสาร ILLI ฉบับพิเศษ (เดือนกันยายน ๒๕๕๕) อยู่ในมือ  จำได้ว่าได้รับไว้เมื่อตอนที่ไปช่วยตัดสินการประกวดดนตรี Rock La-on ที่อาคารมูลนิธิบุญกว้างเมื่อปีที่แล้ว...



วันนี้...ผมคิดถึงชายวัยกลางคนรูปหล่อไว้ผมยาว สวมแว่นตา และพูดจาน้ำไหลไฟดับ ที่ชื่อ "กิติพันธุ์ ปุณกะบุตร (หมู)" เขาคือมือกีต้าร์ผู้มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งวง แมคอินทอช

ไม่รู้ว่าทุกวันนี้อาจารย์หมูสบายดีหรือเปล่า? โรงเรียนดนตรีแถวท่ามะโอยังเปิดอยู่หรือไม่?  ผมเห็น faccbook ของ DogGang  ไม่เคลื่อนไหวมานานแล้ว!



อาจารย์หมูเป็นคนมีไฟแรง มาอยู่ลำปางด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับบ้านนี้เมืองนี้ แต่เมื่อมาพบกับความไม่เหมือนใครของเมืองปราบเซียน  หนุ่มผู้มากด้วยพลังอาจต้องผิดหวังครับ! .

อาจารย์กิติพันธุ์ได้ให้สัมภาษณ์กับวารสาร ILLI ไว้ตอนนึงว่า...
ผมหนีน้ำจากกรุงเทพฯ มาอยู่ลำปาง ๔ เดือนแล้วครับ และผมเป็นนักวิเคราะห์ ผมมองดูว่าคนลำปางเป็นคนยังไง ตอบได้อย่างสุภาพ ตอบได้ว่าคนลำปางไม่ได้ขึ้เหนีียว มุมมองของผม คนลำปางทิฐิสูงมาก อย่างพูดอะไรไปก็เฉย ๆ เกิดการยอมรับยาก หากจะทำอะไรต้องลงมือทำให้เขาเห็นว่าเราทำได้ ทำยังไงบ้าง ในมุมมองของคนลำปางเนี่ย จังหวัดลำปางไม่มีอะไรดีเลยของคนมีเงิน สังเกตดูมีลูกมีหลานส่งไปเรียนที่อื่นหมด ไปกรุงเทพฯ ไปต่างประเทศ ดังนั้นจะทำอะไรแล้ว หากคิดต้องลงมือทำ ลุยกันไปเลย และผมมั่นใจว่า สิ่งดี ๆ จะต้องตามมาแน่นอน 

ผมรู้ว่าอาจารย์หมูได้สู้มาแล้วปีกว่า ๆ  บาดเจ็บทั่วตัว ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่าตอนนี้เป็นราชสีห์ที่กำลังนอนเลียแผลอยู่ ณ ที่ใด!!

แค่อยากบอกว่า "คิดถึงนะ อาจารย์หมู"

Note -  ภาพประกอบนำมาจาก ILLI Magazine และ www.facebook.com/DoggangClub

Wednesday, April 24, 2013

ซ่อมกระเบื้องปูพื้น ๒

วันก่อนช่างเหอะเขียนเรื่อง "ซ่อมกระเบื้องปูพื้น ๑"   โดยลงท้ายว่า... ก่อนที่จะปูกระเบื้องแผ่นใหม่ก็จะต้องเทปูนอุดช่องว่างและรอยแตก (ที่เห็นในภาพ) เสียก่อน


วันนี้เวลาประมาณ ๑๑ โมง...ผมตั้งใจนำจักรยานยนต์ออกไปซื้อทราย เพื่อทำงานชิ้นนี้ต่อ แต่พวกหัวปิงปองดันมาตั้งด่านอยู่หน้าโรงงาน UFC  (ช่างเก่งจริง ๆ สำหรับการเป่านกหวีด จับปากกา และเขียนใบสั่ง)  ผมต้องรอจนเที่ยงกว่า ๆ ถึงได้นำแมงกะไซค์ออกจากบ้าน....

แก้คำผิด maket = market
ที่ ๆ ผมจะไปซื้อทรายอยู่เลยสี่แยกบ้านหมอสมไปหน่อยนึง  อยู่ทางด้านซ้ายมือ หาไม่ยากครับ!  เห็นกองหินกองทรายก็เลี้ยวเข้าไปได้เลย...


ผมขี่จักรยานยนต์ไปจอดใกล้ ๆ กองทราย บอกกับคนขายว่า "ขอซื้อทราย ๑ ไต้"  คำว่า "ไต้" หมายถึง "กระสอบ" เค้าถามว่าจะเอาไปทำอะไร พอรู้ว่าผมจะนำไปผสมปูนเทพื้น ก็หิ้วกระสอบทรายที่ไม่ใช่ทรายละเอียดมาให้ (ราคาเท่ากันทั้งทรายหยาบและทรายละเอียด คือกระสอบละ ๒๐ บาท)  


กระสอบทรายถูกวางไว้ข้างหน้า..ระหว่างลำแข้ง  ต้องใช้หัวเข่าหนีบเอาไว้  ผมจ่ายเงิน ๒๐ บาทแล้วปรับสมดุล ก่อนที่จะบิดคันเร่งบังคับให้รถวิ่งมุ่งหน้ากลับบ้าน  

ระหว่างทางจะต้องผ่านโรงเรียนนานาชาติที่เคยไปสอนเมื่อหลายปีมาแล้ว...ผมเห็นป้ายชื่อถูกเปลี่ยนจาก "โรงเรียนนานาชาตินวัตภูมิ" ไปเป็น "โรงเรียนนานาชาติอังกฤษแห่งภาคเหนือ"  จึงได้หยุดถ่ายภาพไว้ ๑ บาน  คิดในใจว่าเดือนสิงหาคมนี้ Cranberry จะเปิดอีกแห่งหนึ่ง....คงสนุกกันใหญ่!! 


เดินทางต่อไปได้อีกไม่ไกล...พระพิรุณก็เทลงมา!!   ผมไม่ยอมหยุด  พาเ่จ้าเพื่อนยากมุ่งหน้าฝ่าสายฝนจนถึงบ้าน!! 


คุณลุงซึ่งกำลังเทปูนอยู่หน้าบ้านคุณวิสูตรเห็นผมนำกระสอบวางกับพื้นก็ถามว่าอะไร ผมตอบว่าเป็นทรายที่จะเอามาผสมปูนเทอุดรอยแตกก่อนปูกระเบื้อง แกชี้ไปที่กองทรายแล้วบอกว่า "เอาที่นี่ก็ได้... ใช้แค่นิดเดียวเอง"  แล้วถามต่อว่า "ปู๋นมีแล้วกา?"  ผมตอบว่ายังไม่มี กำลังจะออกไปซื้อ นายช่างผู้ใจดีก็บอกว่า "เอาตี้นี่ไปใจ้ก่อได้"

รู้ว่าผมเกรงใจ...คุณลุงบอกว่าไม่เป็นไรหรอก บ้านใกล้เรือนเคียง เดี๋ยวจะบอกเจ้าของเค้าให้  (หมายเหตุ -  ทั้งหมดเป็นการสนทนาด้วยคำเมือง)  จากนั้นก็ตักปูนประมาณเกือบครึ่งถัง นำมาวางให้ไว้ที่หน้าบ้าน

ผมหาเศษไม้ยาว ๆ มาวางกั้น แล้วตวงทรายใส่ลงในถังปูน (ไม่ผสมบนพื้นให้เลอะเปล่า ๆ) ในอัตราส่วน ๒ ต่อ ๓  จากนั้นก็เทน้ำลงไป แล้วใช้เกรียงกวนให้เข้ากัน   หิ้วถังขึ้น...ผมบิดข้อมือไปมาให้ทรายกับปูนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนที่จะนำไปวางไว้หน้าบ้าน แล้วใช้เกรียงตักปูนใส่ลงในร่องและช่องว่างที่เห็น...


ผมใช้ปลายเกรียงกระซวก ๆ ให้ปูนเข้าอุดจนเต็ม แล้วแต่งหน้าให้เรียบ  แต่ก็ไม่ให้มีระดับเสมอกับพื้นเดิมซึ่งยังจะต้องสกัดออกอีกหน่อย... 


เรียบร้อยแล้ว....ปูนหมดพอดี!  ผมนำถังไปล้างก่อนส่งคืน!

เดินไปหานายช่างที่กำลังผสมปูน   วางถังลง...ผมยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวขอบคุณ  ไม่คาดคิดมาก่อน...ช่างปูนผมขาวรีบวางมือ รับไหว้ แล้วพูดว่า "บ่อต้องไหว้ก่อได้"

อันความซาบซึ้งมิได้เกิดจากปูนแค่ครึ่งถัง แต่เป็นเพราะน้ำใจของลุงสล่าผู้ยึดมั่นอยู่ในความเรียบง่ายและชีวิตที่พอเพียง  มันมีมากจนประเมินค่ามิได้!!

Tuesday, April 23, 2013

ความเจริญที่ยั้งไม่อยู่...

วันนี้ผมมีโอกาสนำภาพเก่า ๆ ที่ได้ถ่ายไว้ ตั้งแต่สมัยมาอยู่ที่อาคารพาณิชย์บ้านปงแสนทองใหม่ ๆ ออกมาดู!


ภาพหนึ่งที่ทำให้ผมอดภูมิใจไม่ได้ คือบริเวณหลังบ้านที่ผมต้องทำรั้วและฐานที่กรองน้ำเอง ก่อนหน้านั้นผมไม่มีความรู้เรื่องการก่อสร้างเลย ต้องซื้อหนังสือมาอ่านแล้วทำไปตามตำรา  เสาปูนทุกต้น...บล็อคแต่ละก้อน...ผมตั้งและก่อด้วยมือตัวเอง ไม่มีใครช่วย (แม้แต่พี่ชาย)  ประตูรั้วก็ทำเองด้วยโครงไม้และสังกะสี  จนเป็นเช่นภาพนี้...


ผ่านมาแล้ว ๑๐ กว่าปี ตอนนี้ผมกำลังจะขายบ้านและจากสิ่งที่ผมสร้างมากับมือไป...   

คูหาที่อยู่ติดกัน...คุณวิสูตร เจ้าของร้านไฟฟ้า ก็ขอซื้อต่อจากคุณเบิ้มไปแล้ว เขากำลังปรับปรุงใหม่ ทาสีฟ้าที่ดูสดสวย (แต่ผมจะไม่ใช้ทาอาคาร เพราะชอบ earth tone มากกว่า อาจารย์ต้อมว่าจริงมั้ย?... อิอิ)


บ่ายวันนี้ ผมขี่จักรยานยนต์ไปอำเภอห้างฉัตรเพื่อดูอาคารพาณิชย์ที่เค้าประกาศขายในเน็ต  ระยะทาง ๑๐ กว่ากิโลเมตรจากบ้าน...ผมค่อย ๆ ขับขี่ไปช้า ๆ ด้วยความระมัดระวัง!   ขาไป...ต้องผ่านพื้นที่กว้างขวางของห้าง Global House ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือ...


นำเจ้า Nikon D50 คล้องคอไปด้วย... ผมจอดรถอยู่ใต้เงาไม้ แล้วถ่ายภาพห้างใหญ่ที่กำลังจะเปิดในวันที่ ๒๐ เดือนพฤษภาคม...


ผมได้เห็นบริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยที่มันยังเป็นป่าหญ้าและทุ่งนา แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว!

 

นับแต่นี้ไป...จาก Global House ไปจนถึงบ้านของผมจะกลายเป็นเมืองเล็ก ๆ  ที่เจริญเติมโตจนไม่มีใครหยุดยั้งได้อีกแล้ว!!