Monday, July 15, 2013

Sony DSC-P200 กับวัดแม่กืย


เพื่อน ๆ จำ FB Trip ที่เล่าเรื่อง "การสิ้นสุดที่มาก่อนกำหนด" ได้มั้ย?  ผมเขียนเกี่ยวกับเจ้า Sony Cyber-shot DSC-P200  ขนาด 7.2 Mega Pixels กล้องคู่ใจที่เกิดเสียขึ้นมาโดยไม่คาดคิด กล้องตัวนี้เป็นของ "ครูหน่อย" ซึ่งให้ผมไว้ใช้ถ่ายภาพเด็กนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๕...

มีหน่วยความจำแค่ 256 MB  ตอนไปเชียงแสน ผมออกไปถ่ายภาพในช่วงเช้า ยังไม่ทันไรการ์ดก็เต็ม ต้องกลับเข้าที่พักเพื่อโอนไฟล์เข้า net book  ฟอร์แมตการ์ดแล้วค่อยออกไปถ่ายภาพเก็บไว้อีก! ลำบากหน่อย แต่ผมก็ยอมรับ เพราะอยากเดินทางแบบ traveling light  วันนั้นเมื่อกล้องใช้การไม่ได้ ผมก็งดเดินทางไปลาวตามแผน FB Trip  (ปลายปีนี้อาจได้แก้ตัว อิอิ)

จริง ๆ แล้ว ผมชอบกล้องตัวนี้ไม่น้อยเลย เพราะมันใช้ง่าย  ภาพที่ออกมาชัดเจนดี สีก็สวย ผมทำให้มันใช้งานได้อีกครั้งด้วยวิธีการของช่างเหอะ  ทุกวันนี้...บางครั้งก็นำใส่กระเป๋ากางเกงไปด้วย

เช้านี้...ผมพาพี่ชายไปหาหมอที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านแม่กืย  ระหว่างที่รอได้ถือโอกาสเดินออกไปถ่ายภาพ "วัดแม่กืย" ซึ่งอยู่ตรงหัวมุมเส้นทางเข้าโรงพยาบาลฯ


ผมกดชัตเตอร์ไปได้ไม่กี่ shot แบตฯ ก็หมด อย่างไรก็ตาม...ภาพที่ได้มาก็ยังคงซึ่งความชัดเจนและมีสีสันที่ไม่ผิดเพี้ยน จึงอยากนำมาให้เพื่อน ๆ ได้ดูสักหน่อยดังนี้...













ถึงกระนั้น ผมก็ต้องหากล้องตัวเล็ก ๆ พกใส่กระเป๋าไปด้วย สำหรับการเดินทางในอนาคต  ซึ่งผมก็ได้ประมูลกล้อง Sony Cybershot DSC-W110 มาไว้แล้วในราคา ๘๕๐ บาท!

จะนำมาเล่าให้เพื่อน ๆ อ่านต่อไปครับ...

Saturday, July 13, 2013

ทำให้พังแล้วยังทำให้ซ่อมไม่ได้อีก!

 

เมื่อวันที่ ๙ ที่ผ่านมา ผมเขียนเรื่อง "แนะนำเรื่องการส่งไวโอลิน" เล่าเรื่องไวโอลินที่ยับเยินอย่างที่เห็นในภาพ เมื่อใช้บริการรับส่งพัสดุของไปรษณีย์ไทย....

ผมอยากให้ดูสภาพของกล่องที่บรรจุอีกสักครั้ง...


ที่ผมนำเรื่องนี้มาเขียนอีก เนื่องจากได้รับคำแนะนำจากเพื่อนสมาชิกผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสร้างไวโอลินว่า "  .....ผมคิดว่าชิ้นส่วนต่าง ๆ น่าจะอยู่ครบ...วิธีการที่ง่ายที่สุดน่าจะเป็นการติดด้วยกาว แต่...เป็นกาวที่ทนแรงสูง เช่น กาวเหล็ก ๒ ตัน ประเภทนี้ คิดว่าน่าจะกลับมาใช้งานได้..."

ผมไปซื้อกาวมาแล้ว (ไม่สามารถหากาวเหล็กได้ แต่ผมก็ซื้อกาวร้อนชนิดที่บอกว่าเยี่ยมที่สุดกลับมา) ด้วยความหวังว่ากาวนี้น่าจะใช้ซ่อมเจ้าไวโอลินที่น่าสงสารคันนี้ได้!  แต่แล้วผมก็ต้องผิดหวัง เมื่อนำชิ้นส่วนของไวโอลินทั้งหมดออกมาตรวจสอบเพื่อจะได้เริ่มซ่อมบริเวณที่แตกหัก....


ปรากฏว่าชิ้นส่วนอยู่ไม่ครบ  ตรง Scroll ชิ้นส่วนที่แตกหักหลุดออกมาต้องมีอีก ๑ ชิ้น แต่มันไม่ได้อยู่ในกล่อง!!!


ตอนเปิดดูทีแรก ผมไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียด แต่ที่แน่ ๆ คือวันนั้นผมไม่เห็นมีหย่องอยู่ด้วย...


แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร คิดไปว่าเจ้าของไวโอลินอาจจะไม่ได้ให้หย่องมาด้วย...

แต่วันนี้ผมพบว่ามีชิ้นส่วนเล็ก ๆ ตรง scroll หายไปด้วย....

สสารย่อมไม่หายไปได้ง่าย ๆ เช่นนั้น แสดงว่ากล่องนี้ถูกแกะออกดูก่อนที่จะมาถึงมือผม แล้วทำให้เศษไม้เล็ก ๆ หายไป  ลองสังเกตเทปใสที่ติดตรงมุมกล่อง มันมีลักษณะคล้ายถูกแกะแล้วติดกลับ...


ผมก็เป็นงง หมดทางซ่อมเพราะชิ้นส่วนที่แตกหักไม่อยู่ครบ!

ถ้าไม่จำเป็นอย่าส่งไวโอลินหรือเครื่องสายทางไปรษณีย์นะครับ..

Thursday, July 11, 2013

ทริป Traveling Light ไปพม่า...ปีหน้า!


แอร์เอซียเปิดขายตั๋วโปรโมชั่นราคา ๕ บาท เมื่อคืนวานผมซื้อไว้แล้วครับ...



ค่าตั๋วไปกลับกรุงเทพ-มัณฑะเลย์ รวมค่าภาษีสนามบิน ค่าประกันภัย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แล้ว ตกสองพันหกร้อยกว่าบาท (ผมประหยัดค่าโหลดกระเป๋า ๗๐๐ บาทโดยตั้งใจว่าจะเดินทางแบบ traveling light จริง ๆ คือ ถือกระเป๋าใบเดียวขึ้นเครื่องเหมือนกับที่เคยทำเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว)


ถ้าไม่มีเรื่องมีราวเป็นอุปสรรค... ปีหน้าผมคงได้ไปขึ้นบันได หอบแฮก ๆ ที่ "Mandalay Hill" อีกครั้ง


วันพฤหัสบดีที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗ บินถึงมัณฑะเลย์เที่ยงกว่า ๆ  เวลาดีเลย (ชอบมาก)  เดินทางกลับถึงดอนเมืองวันที่ ๑๗ บ่ายสามโมง   คราวนี้ขอเที่ยวพม่า ๒ อาทิตย์เต็ม ๆ เลย ผมจะได้มีเวลาไปหาอูตองที่พุกาม...


และเพื่อนพม่าคนอื่น ๆ


แต่จะรวมลุงมะเม่าด้วยหรือเปล่า? ผมไม่แน่ใจครับ

Tuesday, July 09, 2013

แนะนำเรื่องการส่งไวโอลิน

ประมาณบ่าย ๓ โมงวันนี้... ผมได้รับโทรศัพท์จากบุรุษไปรษณีย์แจ้งว่ามีพัสดุมาส่งที่หน้าบ้าน ผมรีบลงบันไดไปเปิดประตูรับของ พัสดุชิ้นนี้ส่งแบบธรรมดาผมไม่ต้องเซ็นรับ  มิสเตอร์โพสแมนบอกผมว่ากล่องยาวหน่อยนะ... 



ก่อนที่จะเล่าต่อ...ผมขอชมว่าบุรุษไปรษณีย์ที่ห้างฉัตรคนนี้ ดีกว่าคนที่ส่งจดหมายให้ผมที่บ้านปงแสนทองอย่างเห็นได้ชัด พูดจาดีมีน้ำใจ ผมเขียนโน้ตบอกไว้ว่าบ้านนี้มีคนอยู่ สามารถเรียกได้ทุกเวลาด้วยการโทรศัพท์ (ตามเบอร์ที่บอกไว้) หรือเขย่าประตูแรง ๆ  ตอนอยู่บ้านปงแสนทอง ถ้ามีพัสดุมาส่ง ๑๐ ครั้ง...ผมจะต้องไปรับเองประมาณ ๗-๘ ครั้ง ทั้ง ๆ มีคนอยู่บ้านตลอด (เพียงแต่ประตูปิดไว้)  คนส่งจดหมายใจไม่เย็นพอที่จะเรียกให้เปิดประตูรับพัสดุ จึงสรุปง่าย ๆ ว่า "บ้านปิด" แทบทุกครั้ง!!  แต่ที่ห้างฉัตรเค้าโทรเรียกให้ลงไปรับเลย!!  นับว่าบุรุษไปรษณีย์ผู้มีน้ำใจคนนี้ได้ช่วยแก้ภาพพจน์ของ "ไปรษณีย์ไทย" ในสายตาของผมให้ดีขึ้นได้ไม่น้อย...

อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความฝังใจอยู่ว่า "การส่งของทางไปรษณีย์มีความเสี่ยงสูงที่จะชำรุดเสียหาย" มีคนเคยบอกผมว่าเค้าจะโยนกล่องพัสดุโดยไม่คำนึงว่าของที่อยู่ภายในจะแตกหรือหัก เท่าที่ผ่านมาผมก็เจออยู่หลายครั้งที่พัสดุที่ได้รับอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ บางครั้งเสียหายจนใช้การไม่ได้  ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้จากใคร ดังนี้นผมจึงไม่นิยมส่งของทางไปรษณีย์ แต่จะคิดถึงขนส่งเอกชนก่อน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ถึงได้ใช้บริการไปรษณีย์...     


วันนี้ตอนรับเจ้ากล่องกระดาษสี่เหลี่ยมยาว ๆ มาจากมือของบุรุษไปรษณีย์ ผมได้ยินเสียงวัสดุชิ้นเล็ก ๆ เคลื่อนไหวไปมา เห็นได้ว่ากล่องด้านหนึ่งมีรอยถูกทับจนผิดรูป!!  ผมเชื่อขนมกินได้เลยว่าของที่บรรจุอยู่ข้างในต้องพังแน่ ๆ!! 

รู้ว่าของที่อยู่ข้างในคือ "ไวโอลิน" เพราะเพื่อนสมาชิกผู้อาวุโสท่านหนึ่งได้แจ้งบอกก่อนหน้าแล้วว่าจะส่งไวโอลินมาให้ช่วยตั้ง sound post... ผมเปิดกล่องพัสดุแล้วนำของที่อยู่ข้างในออกมาวางกับพื้น โห...เละไม่มีชิ้นดีครับ!!!!





ไม่คาดคิดเลยว่าไวโอลินจะถูกส่งมาทางไปรษณีย์โดยบรรจุในกล่องกระดาษบอบบาง ปราศจากวัสดุกันกระแทกเช่นนี้!  ค่าส่ง ๒๐ บาท ไปรษณีย์เค้าคงไม่สนใจว่ามันจะพังหรือไม่พัง ขนาดส่ง EMS ค่าส่งเป็นร้อย บางครั้งพัสดุภัณฑ์ก็ยังเสียหาย... ผมรู้สึกเสียใจจริง ๆ!

ถ้าเพื่อน ๆ จะส่งไวโอลินหรือเครื่องสายอื่น ๆ ผมขอแนะนำให้ใช้บริการขนส่งเอกชนจะดีกว่า ส่งไวโอลินจากกรุงเทพ วันรุ่งขึ้นก็ถึงมือผู้รับแล้ว ค่าส่งก็ไม่เกิน ๕๐ บาท ความปลอดภัยจะมีมากกว่าส่งทางไปรษณีย์ด้วย...

ผมรู้สึกเสียดายไวโอลินคันนี้จัง พังขนาดนี้คุณไพสิทธิ์ก็คงไม่รับซ่อม... 

Sunday, July 07, 2013

ชั้นวางซีดีแบบง่าย ๆ

เมื่อวันก่อน ผมเขียนเรื่องเร่งมือทาสีผนัง เพื่อติดตั้งชั้นวางแผ่นซีดีและดีวีดี ทำให้มีประสบการณ์กับการได้ทาสีรองพื้นปูนเก่าและการได้ใช้สีดีมีคุณภาพ

วันนี้ ผมขอนำภาพการติดตั้งชั้นวางมาลงต่ออีกหน่อย เพื่อแสดงให้เห็นถึงการนำวัสดุเหลือใช้ (ไม้กระดานปูเตียง) มาทำเป็นที่เก็บแผ่นซีดีและดีวีดี  

ไม่ต้องไปซื้อชั้นวางราคาแพง ๆ มาใช้....


ใช้เหล็กฉากเป็นตัวยึด....


แผ่นซีดีและดีวีดีถูกจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ค้นหาได้ง่ายครับ...



ถ้าเพื่อน ๆ มีไม้กระดานหน้า ๖ นิ้วอยู่ เอาเก็บไว้ทำชั้นทำหิ้งก็น่าจะดีนะ...

Saturday, July 06, 2013

เปลี่ยนมือหมุนบานเกล็ด...


หน้าต่างบานเกล็ดบนชั้น ๓ ของบ้านห้างฉัตร มีอยู่บานนึงที่มือหมุน (winder) ใช้การไม่ได้  เข้าใจว่าเฟืองคงจะเสีย ผมต้องเปลี่ยนใหม่ ...

เปลี่ยนง่ายครับ ใครก็ทำได้ แต่ผมอยากนำมาเขียนลงบล็อก "ช่างเหอะ" เพื่อรายงานเรื่อง "ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ประตูหน้าต่างอลูมิเนียมเปิดใหม่ในอำเภอห้างฉัตร"

ผมต้องขออภัยที่ไม่ได้จดชื่อร้านมา แล้วก็ไม่ได้ถ่ายภาพไว้ด้วย แต่ก็หาร้านนี้ได้ไม่ยาก อยู่บนถนนเข้าเมือง (จากทางหลวงลำปาง-เชียงใหม่ไปยังสามแยกไฟแดง)  ฝั่งเดียวกับที่ทำการไปรษณีย์  ถ้าไปจากซุปเปอร์ไฮเวย์จะอยู่ทางด้านขวามือ ต้องกลับรถหน้าที่ทำการไฟฟ้าห้างฉัตร...

ทำไมผมถึงอยากบอก?  ก็เพราะห้างฉัตรหาร้านจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์อลูมิเนียมได้ยากครับ มือหมุนบานเกล็ดเสีย ผมว่าจะซื้อจากร้านในเมืองลำปาง...แต่ก็ลืมทุกที พอมีร้านประเภทนี้เปิดที่ห้างฉัตรก็เลยสบาย  ไปหาซื้ออะหลั่ยที่ต้องการได้ง่าย  อยู่ไม่ไกล...เดินไปก็ยังได้  ที่สำคัญคือสินค้าบางอย่างราคาถูกกว่าร้านในเมืองลำปางเสียอีก


พวกเส้นอลูมิเนียมที่ใช้ทำมุ้งลวด เค้ามีขายหมด ชุดบานเกล็ด (ไม่รวมกระจก) ที่นี่ขายชุดละ ๑๒๐ บาท ในขณะที่ร้านในลำปางขาย ๑๕๐ บาท!

ผมเพิ่งจ้างช่างให้ทำมุังลวด ๑๒ บาน เค้าคิดบานละ ๒๕๐ บาท บานเล็ก ๆ ในห้องน้ำก็ราคาเดียวกัน  ถ้ารู้ว่ามีร้านจำหน่ายอุปกรณ์อลูมิเนียมอยู่ใกล้บ้าน ผมอาจทำเองก็ได้ เครื่องไม้เครื่องมือยังมีอยู่ครบ...

ไหน ๆ รายงานเรื่องนี้แล้ว ก็เลยอยากจะถ่ายภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ดูซะหน่อย  ง่ายมั่ก ๆ...ก่อนอื่นต้องเปิดบานมุ้งลวดออกอย่างที่เห็น


ขันสกรู ๔ ตัว  ก็ดึงออกมาได้แล้ว


จากนั้นก็ใส่ตัวใหม่เข้าไปแทน...


ใส่ด้ามมือหมุนแล้วขันสกรูให้แน่น  ถ้ามีน้ำมันหล่อลืนหรือน้ำยาเอนกประสงค์อยู่ใกล้มือ จะหยอดหรือฉีดลงไปที่ฟันเฟืองสักฟืดสองฟืด ก็คงไม่ผิดกติกา!


ก่อนปิดบานมุ้งลวด ผมมองออกไปที่ "บวกควาย" (ใครรู้จักบ้าง?) ริมบึงหลังบ้าน  ปกติควาย ๒ ตัวจะอยู่คู่กัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน ส่วนอีกตัวนั้นอยู่ห่าง ไม่ยอมเข้าใกล้  แต่วันนี้แปลกจัง  ทั้ง ๓ ตัวนอนแช่โคลนอยู่ด้วยกันได้!


เรื่องไร้สาระจบแล้วครับ

Friday, July 05, 2013

4 seasons สีทนได้


ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะโฆษณาให้นะครับ เพียงแต่ผมอยากจะเล่าถึงการทาสีผนังบริเวณที่จะติดตั้งชั้นวางแผ๋นซีดี ซึ่งได้เริ่มลงมือทำแล้วตั้งแต่ตอนสาย ๆ   

ยังไม่เคยใช้สีดี ๆ อย่างนี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ "สีน้ำอะครีลิค"  ผมจึงไม่รู้ว่าเจ้าสีดี ๆ มันดีอย่างไร?  ทำไมถึงได้ราคาแพงกว่าสีส่วนใหญ่ที่วางขายตามร้านขายวัสดุก่อสร้างทั่วไป  วันนี้ผมมีโอกาสได้ทาผนังปูนด้วยสีน้ำอะครีลิคอิมิลชั่น (100 %) โฟร์ซีซั่นส์ของทีโอเอ จึงได้ถึงบางอ้อ! 

ก่อนหน้านั้นผมซื้อแต่สีราคาถูกมาใช้ บางครั้งขี่จักรยานยนต์ไปซื้อจากห้างไทวัสดุ ถังใหญ่ขนาด ๕ แกลลอน สามารถวางไว้ข้างหน้า ใช้ขาหนีบไว้ แล้วนำกลับบ้านได้เลย ตอนยกลงหรือหิ้วขึ้นบันได...ก็ไม่รู้สึกว่ามันหนักสักเท่าใด!

แต่สียี่ห้อนี้ ผมหิ้วขึ้นบันไดจากข้างล่างขึ้นชั้นสามแทบไม่ไหว มันหนักจริง ๆ เข้าใจว่าเนื้อสีเต็มร้อย (ไม่ได้เหลวเป็นน้ำและมีส่วนผสมของแป้ง) ตอนหิ้วถังขึ้นบันได...ผมต้องหยุดพักเป็นระยะ ๆ คิดในใจว่าอีกซัก ๒-๓ ปี ผมคงหิ้วอย่างเนี้ยไม่ได้อีกแล้ว! 

ลงมือเปิดฝา... ด้วยรู้วิธีจึงมิได้เป็นเรื่องยาก!


สีถังนี้สามารถใช้ทาได้ทั้งภายนอกและภายใน รหัสสีคือ A 2005  (Soft Linen)  ตอนซื้อมาผมก็ยังไม่แน่ใจว่าสีจริง ๆ จะเป็นเช่นไร  พอเปิดฝาออก...ผมก็ได้เห็นว่ามันออกไปในเฉดสีไข่ไก่ปนสีเขียวนิด ๆ  เนื้อสีข้นคลักเชียว (มิน่าถึงได้หนักจนหิ้วแทบไม่ไหว) 


ผมใช้ไม้คนสีตามเข็มนาฺฬิกา ๒๒๒ รอบ ก่อนที่จะนำไปใช้ทา...


ใช้วิธีเอียงถังแล้วเทสีลงในถาดไม่ได้นะครับ มันจะหกและย้อยปากถัง ทำให้เสียของและยุ่งยาก ผมใช้กล่องพลาสติกสี่เหลี่ยมตักสีไปใส่ถาด แก้ปัญหาเรื่องสีหกเลอะเทอะไปได้...

ใช้ลูกกลิ้งทา ๑ รอบ (ตามขอบใช้แปรง)...ผมทาผนังภายนอกของห้องน้ำทั้งด้านหน้าและด้านข้างซึ่งมีเนื้อที่รวมประมาณ ๖-๗ ตารางเมตร ใช้สีไม่มากเลย เห็นได้ชัดว่าสีดี ๆ สามารถทาพื้นที่ได้มากกว่าสีราคาถูก แถมยังทาง่าย เพราะสีไม่ค่อยหยดลงพื้น!

ทารอบแรกแล้วปล่อยทิ้งไว้ครึ่งวัน จากนั้นก็ทาทับอีกรอบ (ใจร้อน อิอิ)  ตอนนี้เสร็จแล้วครับ...


ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งดี ๆ ก่อน  เวลาเดินผ่าน...ผมชอบเอามือไปลูบผนัง รู้สึกว่ามีความสุขฮับ!


อ่อ ลืมบอกไปว่าเป็นสีชนิดด้าน แต่ก็สวยนะ  เวลาผ่านไป...สีก็เข้มขึ้นกว่าตอนทาใหม่ ๆ  ช่วงที่รอ...ผมนำแผ่นไม้ซึ่งมีเหล็กฉากติดอยู่ไปล้างทำความสะอาดเตรียมไว้สำหรับการติดตั้ง


ผมไม่ได้ลงสี เพราะติดตั้งเสร็จแล้ว อยากให้วางกล่องซีดีได้เลย...

Thursday, July 04, 2013

รางปลั๊กไฟฟ้า V.E.G.


เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเขียนเรื่อง "บอลวาล์วพีวีซี ตราช้าง" และได้ทิ้งท้ายไว้ว่า "อย่าไว้ใจในของแพง มีชื่อเสียง บางทีของถูกกว่าอาจจะใช้งานได้ดีกว่าก็ได้...""     วันนี้ "ช่างเหอะ" อยากจะเล่าต่อเรื่องสินค้าอีกชิ้นหนึ่ง คือ "รางปลั๊กไฟฟ้า"

ที่บ้านห้างฉัตร... ผมยังไม่สามารถเดินสายติดตั้งปลั๊กให้ได้ครบสมบูรณ์กับการใช้งาน จึงจำเป็นต้องใช้ "รางปลั๊กไฟฟ้า" กับเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชิ้นไปก่อน ปัญหาก็คือ...เต้าเสียบหลวม บางครั้งไปกระทบเข้าหน่อยพลอยทำให้ไฟดับ เครื่องคอมพ์ฯ จึงมีความเสี่ยงที่จะชำรุด เพราะผมไม่ได้ใช้ UPS (Un-interruptible Power Supply)

วันก่อนไปเดิน Global House (อีกแล้ว)  มี "รางปลั๊กไฟฟ้ายี่ห้อ V.E.G." บรรจุอยู่ในกล่องดูดี ผมหยิบขึ้นมาพิจารณา เห็นเต้าเสียบมีหลายช่อง ท่าทางเสียบแล้วไม่หลวม  คิดว่าน่าจะเป็นสินค้ามีคุณภาพ...


ความยาวของสายคือ ๑๐ เมตร ราคา ๑๖๐ บาท ตอนหยิบขึ้นดูทีแรก...เห็นที่เค้าสะกดผิดว่า Extention Socket (ที่ถูกคือ Extension Socket)  ผมก็ไม่แน่ใจว่าสินค้าชิ้นนี้จะดีจริงหรือเปล่า  ต้องวนไปดูอีกรอบ...ในที่สุดผมก็ตัดสินใจซื้อมาใช้ ๑ ราง...


เสียบแน่นก็จริงครับ แต่ใช้งานมาได้ ๒-๓ วัน...อยู่ ๆ ก็เสียขึ้นมาดื้อ ๆ  แสงไฟที่สวิชยังคงติดอยู่ แต่ไม่มีไฟออกมาจาก outlets  อุปกรณ์ไฟฟ้าของผมเงียบสนิท!  ช่างเหอะต้องวางมือจากการทาสี หันมาซ่อมเจ้า "รางปลั๊กไฟฟ้า V.E.G." ตัวนี้ก่อน...

ขันสกรูด้านหลังออก ๕ ตัว พอแกะออกมาเห็นภายใน...ผมก็ต้องส่ายหัว เพราะมันเป็นแค่รางพลาสติก(เกรดต่ำ) ที่มีเส้นทองแดงยาว (บาง) ไว้รองรับสัมผัสจากปลั๊กที่เสียบเข้ามาเท่านั้น!


ของใหม่แท้ ๆ แต่สายไฟขาดครับ บัดกรีไว้ไม่ดี แถมสายยังกรอบ อยู่ดี ๆ มันก็หลุด ที่แย่ที่สุดคือการออกแบบให้ขั้วแผ่นทองแดง (อ่อนและบาง) อยู่ใกล้ชิด โดยไม่มีฉนวนล็อคให้แน่นหนา  ดันมาเขียนโฆษณาไว้ว่ารองรับกระแสได้ถึง ๑๐ แอมป์ หรือ ๒.๒ กิโลวัตต์  

ลืมบอกไปว่า ก่อนหน้านั้นได้เอาไปเสียบใช้งานกับสว่านไฟฟ้า พอนำกลับมา...มันก็เสีย!!

ผมใช้หัวแร้งบัดกรีเชื่อมต่อสายที่หลุด จนใช้งานได้ตามปกติ แต่ก็ต้องระวังว่าจะไม่ใช้กับเครื่องใช้ที่กินไฟมาก เพราะมีสิทธิ์ลัดวงจรได้...


รางปลั๊กไฟฟ้า V.E.G. ไม่น่าซื้อมาใช้ครับ!  ขอบอก...

Wednesday, July 03, 2013

ทาสีรองพื้นปูนเก่า

ผมมีแผ่นซีดีและดีวีดีตำราดนตรีและภาพยนต์เก่าสะสมไว้มากมาย พอย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ก็อยากจะทำที่เก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าขืนปล่อยทิ้งไว้อย่างแต่ก่อน...มันจะปนกันไปหมด ผมคงไม่ได้เริ่มงานบริการด้านตำรับตำราอย่างจริง ๆ จัง ๆ ให้เพื่อนสมาชิกสักที...

ผมเล็งไว้แล้วว่าจะติดชั้นวางซีดีไว้ข้างฝาตรงบันไดทางขึ้นดาดฟ้า...


เมื่อวาน ผมเตรียมเจาะรูฝังพุกเพื่อยึดเจ้าไม้แผ่นยาวเอาไว้แล้ว (ในภาพ - มีไม้วางแอบไว้ข้าง ๆ เห็นได้ไม่ชัด)  ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนที่ผมจะต้องทาสีผนังในส่วนที่เห็นนั่น สีที่จะใช้ทาก็มีแล้ว (คุณแอ้มช่วยหาให้...ถูกใจ ๆ) แต่ผมจะต้องทาสีรองพื้นปูนเก่าเสียก่อน

ขอสารภาพว่าเกิดมาผมก็ยังไม่เคยทาสีรองพื้นปูน ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะต้องมาเป็นช่างเหอะจับลูกกลิ้งทาสีรองพื้นปูน!!  ศึกษาจากเว็บต่าง ๆ ก็ไม่เห็นมีบอกละเอียด เว็บไหน ๆ ก็บรรยายคล้ายกัน 

สีรองพื้นมีอยู่ ๒ ชนิดคือ "ชนิดน้ำ" และ "ชนิดน้ำมัน" ตอนไปซื้อสียี่ห้อ SuperCote ที่ร้านธงชัย คนขายแนะนำให้ใช้สีรองพื้นชนิดน้ำมัน  ผมซื้อมาเตรียมไว้ได้เป็นเดือนแล้วครับ  กระป๋องขนาด ๕ แกลลอนราคาเกือบ ๒ พันบาท!!  ยังไม่ได้เปิดใช้


เคยคุยกับช่างทาสีคนหนึ่ง เค้าบอกว่าอย่าใช้ชนิดน้ำมัน ให้ใช้ชนิดน้ำ เพราะชนิดน้ำมันมีกลิ่นเหม็น เหนียว และทายาก  บ๊ะ..เห็นในเว็บแนะนำให้ใช้สูตรน้ำมันนี่หว่า!

วันนี้ต้องพิสูจน์ ผมหิ้วกระป๋องสีหนักอึ้งขึ้นชั้นสาม  เตรียมพื้นผิวที่ผนังไว้แล้ว ตอนนี้ก็เพียงแค่ลงมือทา   อ่อ ต้องเตรียมเครื่องมือก่อนครับ...


ลูกกลิ้งและถาดสี  ไม่รู้ว่าใช้ถูกกับงานหรือเปล่า? แต่เอาเหอะ ไหน ๆ ก็ซื้อมาแล้ว!

ปัญหาที่เผชิญอยู่ข้างหน้าก็คือ ผมเปิดฝาถังสีรองพื้นไม่ได้!  "ก็หนูไม่รู้ หนูไม่เคย" ...ผมอยากจะพูดล้อเลียน!  จริง ๆ แล้วเคยแต่เปิดฝากระป๋องทินเนอร์หรือน้ำมันสน มันมีเกลียวที่ฝา แค่ใช้ประแจ(งานประปา)จับแล้วขันออก...ก็ได้แล้ว แต่เจ้าฝาตัวนี้มันใหญ่ ผมพยายามหมุนออกเหมือนที่เคยทำ มันดื้อแฮะ...ไม่ยอมหมุน!  ใช้ไขควงสกัด...ฝาก็ไม่ขยับ!   ต้องใช้ความพยายามหน่อยนะครับ กว่าจะเปิดได้ผมก็เล่นซะฝาเยินไปเลย!  พอฝาใหญ่เปิดออกแล้ว ยังมีฝาข้างในอีกชั้น งัดเบา ๆ ก็ออก! 

ไม่คิดมาก่อนว่าการทาสีรองพื้นปูนจะง่ายเช่นนี้  ผมใช้ลูกกลิ้งทาแป๊ปเดียวก็เสร็จ ง่ายกว่าทาสีจริงเยอะเลย!  

   
ทิ้งไว้ไม่นานก็แห้ง ลองลูบดู รู้สึกเนียนมือ คล้ายกับว่ามีฟิล์มบาง ๆ เคลือบอยู่  ส่วนที่เห็นเป็นรอยร้าว ผมโป๊วและขัดกระดาษทรายแล้ว คิดว่าถ้าทาสีจริงทับ ๒ ชั้น ก็คงจะไม่ปรากฏให้เห็นอีก  ถ้าถามว่าเหม็นหรือเปล่า?  สำหรับผมแล้ว...ทาสีน้ำมันผสมน้ำมันสนยังเหม็นกว่านี้เยอะ!

สรุปแล้วทาสีรองพื้นปูนเก่า...สนุกดีครับ!