Thursday, January 09, 2014

อย่าลืมแสดงบัตรประชาชน

เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ ผมซื้อตั๋วโดยสารรถเมล์เขียว (Green Bus) เชียงใหม่ไปเชียงของ ในราคา ๒๙๐ บาท  




สะสมแต้มเป็น 20 คะแนนแล้ว...



พอถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ผมซื้อตั๋วเมล์เขียวกลับเชียงใหม่จากสถานีขนส่งเชียงราย ๑...



คุณวีรวรรณ เจ้าหน้าที่สาวของบริษัทชัยพัฒนาขนส่ง ถามผมว่าอายุเกิน ๖๐ หรือยัง ผมบอกว่าเกินแล้ว เธอขอให้ผมแสดงบัตรประชาชนแล้วแนะนำว่า "ต่อไปเวลาซื้อตั๋ว ให้แสดงบัตรประชาชนด้วย จะได้ลดราคา..."

ใจดีจังเลย!  ตกลงวันนั้นผมได้ลดราคาค่าโดยสารอีกประมาณ ๕๑ บาทจากปกติ....
  

เพื่อน ๆ 60+  หากซื้อตั๋วโดยสารไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถไฟ ก็อย่าลืมแสดงปัตรประชาชนด้วยละกัน!

ส่วนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ยังไม่มีสิทธิ์ครับผม!

Wednesday, January 08, 2014

วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม

Visiting the temple with offerings for the Kathin Festival at the end of the rainy season (Savannakhet)
ผมได้รับแผ่นพับเกี่ยวกับ "วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม (Traditional Life)" ของคนลาวมา รู้สึกว่าเข้าท่า จึงอยากสแกนมาให้เพื่อน ๆ ได้ดู.....


แม้จะยังคงหาภาพเช่นนี้ดูได้ในชนบทของไทยเรา แต่ก็เปลี่ยนแปลงไปจากที่ผมเคยเห็นตอนเป็นเด็กมากทีเดียว...

แผ่นพับฉบับนี้มีแนะนำสถานที่ท่องเที่่ยวที่น่าสนใจดังนี้...
  1. Luang Namtha  Attractive weaving and handicrafts created by various ethnic groups.
  2. Houaphanh   Beautiful silk weaving and traditional handicrafts in San Neua Town
  3. Luang Prabang   The essence of Laos is concentrated here:  weavings, handicrafts, festivals, local foods and liquors.  Lao New year Festival here is the most splendid.
  4. Sayaboury  Elephant Festival is organized every year in February.
  5. Vientiane  Enjoy all the Lao food from the street stalls to royal cuisines.  Complete line-up of weavings and handicrafts galleries.  The That Luang Festival is held annually in November.
  6. Savannakhet   Traditional indigo dyed cotton weavings inherited among Phouthai ethnic group can be found here.  That Ing Hang Festival is held every year in December.
  7. Champasak  Villages produce wooden statues using techniques inherited from Khmer civilazation. Villages and islands practice silk weavings.  Vat Phou Festival is held every year in February. 



สะบายดีครับ...

Tuesday, January 07, 2014

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 4

ผมเคยเขียนถึงสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งล่าสุดที่อำเภอเชียงของ... คาดว่าจะทำให้การเดินทางจากประเทศไทยไป สปป.ลาวนั้นง่ายขึ้น แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่!

สะพานซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขวัญนั้น ดีจริงสำหรับการขนส่งสินค้า มีรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ ๆ วิ่งข้ามตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ในความคิดของผม...มันทำให้เราลำบากกว่าเดิม แถมต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น!!

ทุกทีที่ไปลาว...ผมเสียค่าเรือข้ามฟากแค่ ๔๐ บาท  ก็ได้ไปยืนอยู่ที่บ้านห้วยทราย  ยิ่งเป็นนักแบกเป้ขี้ตืด ไม่ยอมนั่งตุ๊ก ๆ แต่เดินจากที่พักไปท่าเรือบั๊ค ก็ยิ่งประหยัด  จาก ตม. ลาวเดินขึ้นเนินไปไม่กี่ก้าว ถึงถนนหลัก มีธนาคาร ที่พัก ร้านอาหาร บริษัททัวร์ วัดวาอาราม ฯลฯ ให้ใช้บริการและทัศนาพร้อมสรรพ รถตู้ก็มีรอรับให้เดินทางต่อไปได้...  




แต่พอสะพานมิตรภาพฯ เปิดใช้ เค้าก็ย้ายด่านไปอยู่ที่นั่น นักเดินทางที่ใช้หนังสือเดินทางต้องไปเข้าออกทางนั้น การข้ามเรือเหลือไว้สำหรับผู้ที่ใช้หนังสือผ่านแดนชั่วคราว (boarder pass)...

จากเมืองเชียงของ ไม่สามารถเดินเท้าไปยังสะพานมิตรภาพฯ เพราะอยู่ไกลกว่า ๑๐ กิโลเมตร... 



ต้องนั่งรถตุ๊ก ๆ ไป  แบบเหมาก็ ๑๕๐ บาท (หรืออาจมากกว่านั้น) ถ้ามีผู้โดยสารหลายคน...คิดคนละ ๕๐ บาท


พอผ่านด่านไทย จะข้ามสะพานไปยังฝั่งลาว... 

ภาพจาก e-shann.com
ก็ต้องนั่งรถ บขส. ของไทยไป เสียค่าโดยสารระยะทางสั้น ๆ อีกคนละ ๒๐ บาท...



พอผ่าน ตม. ลาวออกไป เห็นแต่ลานจอดรถ และถนนคอนกรีตที่มุ่งไปข้างหน้า  ไม่มีอะไรให้ทัศนา ถ้าจะเข้าตัวเมืองห้วยทรายหรือไปสถานีขนส่ง ก็ต้องนั่งรถสองแถว เสียค่ารถคนละ ๒๐,๐๐๐ กีบ หรือ ๘๐ บาทเป็นอย่างต่ำ...

ขากลับก็เช่นกัน ผมต้องเสียค่ารถจากสถานีขนส่งห้วยทรายไปสะพาน ๘๐ บาท ค่ารถบัสลาวข้ามสะพาน ๗,๐๐๐ กีบ (๒๘ บาท)  และค่าตุ๊ก ๆ เข้าเมืองอีก ๕๐ บาท  (ต้องรอผู้โดยสารอื่นอีกประมาณครึ่งชั่วโมง)



จากที่เคยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงและจ่ายค่าเรือ ๔๐ บาท เมื่อมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 4 ผมต้องเสียค่าใช้จ่าย ๑๕๐ บาท และยังเสียเวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง!!

สวรรค์ของนักเดินทางได้เปลี่ยนไปแล้ว!

Monday, January 06, 2014

เจ้าโมโตฯ

ผู้บริหารระดับสูงบริษัททรูเคยพูดว่า...บางคนซื้อโทรศัพท์มาเครื่องละ ๒ หมื่นบาท แต่ใช้งานจริง ๆ แค่ ๒ พันบาท

สำหรับผมคงไม่เป็นเช่นนั้น โทรศัพท์เครื่องเก่าใช้งานมาหลายปีจนหมดสภาพ จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ หลังจากค้นหาอยู่นาน...ในที่สุดผมก็ตัดสินใจซื้อ Motorola Defy XT ในราคา ๒,๖๑๕ บาท


นอกจากความจำเป็นต้องมีโทรศัพท์ไว้ใช้ ผมยังมีเหตุผลอื่นที่เลือกเจ้าโมโตฯ ตัวนี้ ข้อแรกคือมันถูก (เป็นโทรศัพท์ตกรุ่น ที่ราคาลดลงมาจาก ๙ พันกว่าเหลือแต่ ๒ พันกว่า)  ไม่ได้ยึดติดว่าโทรศัพท์ที่ใช้จะต้องเป็นยี่ห้อดัง เป็นรุ่นที่ผู้คนนิยมใช้ ผมขอแค่ให้ใช้งานได้คุ้มค่าก็พอแล้ว!

เคยประสบปัญหาเรื่องโทรศัพท์และกล้องถ่ายรูปโดนฝนที่ซาปา ผมคิดว่าคุณสมบัติกันน้ำของเจ้าโมโตฯ ตัวนี้น่าจะช่วยให้ผมเดินทางท่องเที่ยวฝ่าสภาพอากาศที่เลวร้ายได้....

ในการเดินทางท่องโลก ทุกทีผมจะต้องมี net book ไว้ส่งข่าวผ่าน facebook, skype หรือ line โดยอาศัย free WIFI ของโรงแรม เมื่อมีโทรศัพท์เครื่องนี้ ผมก็ไม่จำเป็นต้องนำ net book ไปด้วย ประหยัดเนื้อที่ใน backpack ไปได้เยอะ  และไม่ต้องเป็นห่วงด้วย...

ผมคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการถ่ายภาพ การใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลและติดต่อสื่อสารผ่าน social network....

แต่ผมใช้งานเจ้าโมโต ฯ ได้มากกว่านั้น "แผนที่" คือหนึ่งในประโยชน์ของมัน.....


ผมใช้เป็นนาฬิกาปลุก เพื่อให้ตื่นทันออกไปเดินเที่ยวตลาดเช้า หรือไปขึ้นรถที่สถานีขนส่ง...


ผมดาวน์โหลดโปรแกรมตั้งสายเปียโนจาก Tune Lab เวอร์ชั่น Android มาลงไว้ ทำให้สามารถใช้งานตั้งสายเปียโนได้อย่างสะดวกยิ่ง  พร้อมกับโทรศัพท์เครื่องนี้...ผมแค่มีค้อนจูน damper และ felt temperament  strip ใส่เป้ไปด้วย ผมก็ตั้งสายเปียโนได้ทั่วโลก 


นอกจากนั้นยังเก็บไฟล์ pdf คู่มือท่องเที่ยว Lonely Planet เอาไว้ เท่ากับว่ามีหนังสือท่องเที่ยวกองใหญ่อยู่ในเครื่องโทรศัพท์ ผมสามารถเปิดอ่านได้ทุกที่ (ถ้าแบตไม่หมด)...


นอกจากนั้นยังใช้โปรแกรมนำทาง ทำให้มั่นใจในทิศทาง และรู้ว่ายังต้องไปอีกไกลแค่ไหน...


ที่เห็นในภาพ...พื้นที่สีเขียวอยู่ในแขวงหลวงน้ำทา จากเวียงภูคา...ผมกำลังจะเดินทาง ( < )
เข้าสู่แขวงบ่อแก้ว บนทางหลวงหมายเลข 3


คิดว่าผมใช้งานเจ้าโมโตฯ อย่างคุ้มค่าแล้วนะ....

Sunday, January 05, 2014

ประโยชน์ของจักรยานพับ

เมื่อเดือนเมษายน ปีที่แล้ว ผมเริ่มต้นการเดินทางแนวใหม่ที่เรียกว่า FB Trip หรือ (Folding Bike Trip) ด้วยเป้าหมายคือ "ลาวเหนือ"  มีภาพ "เมืองสิง" อยู่ในจินตนาการ...


ตอนนั้นผมมีความคิดที่จะปั่นจักรยาน(พับ)จากเชียงแสนไปเชียงของ แล้วนำขึ้นเรือข้ามโขงไป สปป. ลาว แต่ไม่ได้คิดปั่นจากบ่อแก้วไปหลวงน้ำทา เพราะรู้ดีว่าหนทางขึ้นลงเขานั้นเกินกว่าความสามารถของเจ้า Coyote รวมทั้งผู้ปั่นด้วย....

ผมลงทุนซื้อ "กระเป๋าใส่่จักรยานพับ" จากร้านบันเทิงฯ มาใช้ เพื่อนำจักรยานขึ้นรถลงเรือไปทุกแห่งหนที่สามารถไปได้!


พร้อมกับเตรียม backpack ขนาดเล็ก เอาไว้ใส่ของใช้ที่จำเป็น...


วันนั้นนอกจากจะบริจาคขวดน้ำให้แล้ว...ครูหนิงยังอุตส่าห์มาช่วยติดตั้งให้ด้วย


ดูเหมือนว่าเจ้า Coyote จะพร้อมแล้ว สำหรับการออกลุยใน FB Trip ครั้งแรก...


ผมยอมรับว่าการมีจักรยานพับไปด้วย ทำให้การเดินทางของผมสะดวกขึ้น นับจากวินาทีแรกที่ก้าวลงจากรถประจำทาง ผมนำจักรยานออกจากกระเป๋า   unfold แล้วเริ่มต้นขี่จักรยานหาที่พัก มันง่ายกว่าการแบกเป้เที่ยวเดินหาเยอะเลย!

ถามว่าจักรยานพับมีประโยชน์อีกไหม?  มีมากจริง ๆ ครับ ที่เชียงแสนผมปั่นจักรยานเที่ยวรอบเมือง  ไปได้ทั่วถึง แม้กระทั่งสามเหลี่ยมทองคำซึ่งรวมระยะทางไปกลับเกือบ ๓๐ กิโลเมตร...

แต่ก็น่าเสียดายที่ FB Trip ครั้งนั้นต้องถูกล้มเลิกไปก่อน (เพราะกล้องถ่ายรูปพัง) ผมไม่ได้นำมันขึ้นรถสองแถวจากเชียงแสนไปเชียงของ แล้วนำไปปั่นในลาว...

ส่วนทริป "ฝ่าลมหนาวแอ่วลาวเหนือ" ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ  ทีแรกผมก็ตั้งใจว่าจะให้เป็น FB Trip โดยนำเจ้า Coyote ไปลุยเหมือนอย่างที่เคยวางแผนไว้ แต่ได้เปลี่ยนใจเสียก่อน เพราะตระหนักในเรื่องความไม่พร้อมของเจ้า Coyote ผมตรวจเช็คและจัดเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือจำเป็นอย่างเช่น สูบลม ที่ปะยาง ประแจหกเหลี่ยม ฯลฯ ไม่ทัน!  ถ้าดื้อดึงยังคงจะนำไปขี่แอ่วลาวเหนือ ก็จะเสี่ยงเกินไป!!

ร้านบันเทิงจักรยานเคยแนะนำให้ผมเปลี่ยนไปใช้จักรยานพับยี่ห้อ Dahon ราคาหมื่นกว่าบาท เพราะสามารถปั่นระยะทางไกลได้คล้าย touring bike... 


ผมไม่เปลี่ยนจักรยานหรอกครับ ยังเชื่อมั่นว่าเจ้า Coyote หากได้รับการดูแลให้ดี ก็จะสามารถพาผมเดินทางไกล ๆ ได้เช่นกัน...

ผมได้สำรวจเส้นทางจากหลวงน้ำทาไปเมืองสิง และจากเมืองสิงไปเมืองลองมาแล้ว คิดว่าถ้าจะทำ ก็ทำได้ แต่ผมจะไม่ย้อนกลับไปอีก  ถ้ามี FB Trip ครั้งที่ ๒ ก็จะต้องเป็นที่ ๆ ยังไม่เคยไป!

ท้ายที่สุดนี้ ผมขอลงความเห็นว่า จักรยานพับนั้นเหมาะจริง ๆ สำหรับการปั่นเที่ยวชมเมือง รวมทั้งเส้นทางใกล้ ๆ และไม่ลำบากเกิน  มีภาพยืนยันด้วย...เป็นภาพนักท่องเที่ยวใช้จักรยานพับเที่ยวชมเมืองเชียงราย


คงจะต้องมี FB Trip ครั้งที่ ๒ อย่างแน่นอน!

Saturday, January 04, 2014

บะตันหลวง

บ่าย ๆ วันศุกร์ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๖  ขณะไปเบิกตังค์ที่ธนาคาร เพื่อใช้็เดินทาง "ฝ่าลมหนาวแอ่วลาวเหนือ"... ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณสาโรจน์ หรือที่ผมมักเรียกว่า "คุณบิม"(เจ้าของบล็อก Bimbalo)  ถามว่าจะออกเดินทางจากห้างฉัตรเมื่อไหร่?

ผมแจ้งว่าวันอาทิตย์ก็ไม่อยู่บ้านแล้ว คุณบิมบอกว่าจะส่งเสบียงมาให้สำหรับการเดินทาง ผมก็ได้แต่คิดว่าคงไม่ทันแล้วหละ!  แต่ที่ไหนได้...บ่ายวันรุ่งขึ้น บุรุษไปรษณีย์ก็นำพัสดุกล่องใหญ่มาส่งให้ที่หน้าบ้าน!


โห... ส่งมาให้แบบ EMS ค่าแสตมป์ตั้งเกือบ ๒๐๐ บาท เป็นพุทราหนัก ๓ กิโลกรัม และมี ส.ค.ส. ใส่ซองแนบมาด้วย...


คุณบิมอวยพรให้ผมมีสุขภาพแข็งแรง สามารถแอ่วไปได้อีกอย่างน้อยก็สัก ๑๐ ปี พบกับสิ่งดี ๆ มีกำลังใจ - เป็นกำลังใจให้เก็บเด็ก ๆ น้อง ๆ และเพือน ๆ  (ขอบคุณมากครับ)

ทีนี้มาดูเจ้าพุทรายักษ์หรือ "บะตันหลวง" ที่คุณบิมส่งมาให้ถึง ๓ ถุง ๆ ละกิโลซิครับ...


ลูกใหญ่จริง ๆ หวานกรอบ อร่อย ที่สำคัญคือปลอดสารพิษ! 


ทริปครั้งนี้ นอกจากกล้วยตาก...ผมยังมี "บะตันหลวง" บรรจุลงเป้ไว้เป็นเสบียงอีก ๑ กิโลกรัม  เป็นผลไม้ที่ช่วยให้ผมไม่หิวโหยในระหว่างเดินทาง แถมยังช่วยให้การขับถ่ายสะดวก ท้องไม่อืดอีกด้วย!

ผมจำได้ว่าบะตันลูกสุดท้ายไปหมดเอาที่เฮือนพักในหลวงน้ำทา!

Friday, January 03, 2014

สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ

ในช่วงมีงาน "อิวหลีแฟร์"  ผมได้ซื้อสุขภัณฑ์ยี่ห้อ Champion มา ๑ ชุด ประกอบด้วยกัน ๕ อย่าง คือ ชักโครก, อ่างล้างหน้า, กระจกเงา, ที่วางสบู่ และที่ใส่ทิชชู่


ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะราคาชุดละ ๒,๑๕๐ บาท  คุณแอ้มได้กรุณาช่วยจัดส่งให้ถึงบ้านห้างฉัตรโดยไม่บวกค่าส่งเหมือนห้างอื่น ๆ  (ขอบคุณครับ)


ตอนที่ซื้อผมก็ยังไม่รู้ว่าเจ้าชักโครกยี่ห้อนี้มันมีจุดดีตรงไหน  หลังจากติดตั้ง... ผมถึงได้รู้!


มันเป็นชักโครกที่ประหยัดน้ำ สามารถใช้น้ำขันเดียวราดลงไปได้ หากฉี่แค่เล็กน้อย อิอิ!! 


แต่ที่ผมเพิ่งเคยเห็นคือมีระบบประหยัดน้ำ 3/6 ลิตร (ตอนซื้อไม่รู้)


สามารถเลือกกดได้ ๒ แบบ ถ้าเบาหน่อยก็กด 3 ลิตร หนัก ๆ ก็กด 6 ลิตร  ปกติในชักโครกทั่วไป เมื่อเปิดฝาถังเก็บน้ำออกดู จะเห็นลูกลอยและชิ้นส่วนซึ่งดูไม่มั่นคงแข็งแรง แต่เจ้า Champion ตัวนี้ ดูดีจังเลย....


ที่บ้านห้างฉัตรต้องใช้เครื่องปั้มน้ำอัตโนมัติ การใช้ชักโครกแบบประหยัดน้ำ นอกจากจะช่วยประหยัดน้ำแล้ว ยังประหยัดไฟได้อีกด้วย!

ถ้าขาบอยู่... ผมก็ต้องพยายามประหยัดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ!

Thursday, January 02, 2014

It's a must!

หลังจากสิ้นสุดการเดินทางแบกเป้ เมื่อกลับถึงบ้าน... สิ่งที่ต้องทำคือการนำของออกจากเป้!

บนเส้นทางที่ก้าวไป... ผมไม่เคยทิ้งเศษขยะออกนอกรถหรือลงบนถนน (คนลาวทิ้งกันหน้าตาเฉย ต้องขออภัยที่กล่าวถึง ผมเห็นเช่นนั้นจริง ๆ ) ไม่ว่าจะเป็นเศษพลาสติกหรือกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ผมจะยัดลงเป้เก็บไว้หมด  พอมาถึงบ้านจึงต้องรีบทำความสะอาด เปิดเป้แล้วเขย่า... ปัดฝุ่นและเทเศษผงออกให้หมด

จากนั้นก็นำออกไปผึ่งแดดอย่างที่เห็น...


ถุงนอนก็เช่นกัน แม้ทริป "ฝ่าลมหนาวแอ่วลาวเหนือ" จะมิได้ถูกนำออกมาใช้ก็ตาม การนำออกตากแดดก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องทำ...


ถุงนอนก็อย่าลืมกลับเอาด้านในออกรับแสงแดดด้วยนะครับ

It's a must!

Wednesday, January 01, 2014

วิธีให้น้ำต้นไม้


เที่ยวลาวกลับถึงบ้าน... หลังจากได้พักพอหายเหนื่อย ผมก็รีบเปิดประตูออกไปที่ดาดฟ้าเพื่อทักทายกับเจ้าต้นไม้ในสวนครัว!


เป็นเวลาเกือบ ๑๐ วัน ที่ต้นพริก มะกรูด มะเขือพวง กะเพรา โหระพา และว่านหางจระเข้ ไม่ได้รับการรดน้ำ แต่ก่อนออกเดินทาง...ผมได้นำขวดพลาสติกใส่น้ำจนเต็ม แล้วนำไปปักหัวลงบนดินอย่างที่เห็น


พอกลับมา...น้ำในขวดซึมลงสู่ดินหมดแล้ว ต้นไม้มีใบเหลือง ร่วงหล่นลงบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับตายครับ!


เป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยต้นไม้ให้อยู่รอด ในช่วงที่ต้องละทิ้งไปนาน ๆ!

Wednesday, December 18, 2013

การออกกำลังเพื่อสุขภาพ

ขอเปลี่ยนเป็นเรื่องของสุขภาพซะหน่อย วันนี้ผมหยิบหนังสือ "ทำอย่างไรชีวิตจะยืนยาวและมีความสุข" ฉบับพิสดาร ของ นายแพทย์เฉก ธนะสิริ มาอ่าน...



ในหน้า ๙๖-๙๗ กล่าวถึง "การออกกำลังเพื่อสุขภาพ" ว่ามีหลักการดังนี้ :-

  1. จะต้องเป็นการออกกำลังที่ทุก ๆ ส่วนของร่างกายได้รับความเคลื่อนไหว ยืดหด ไม่ใช่ว่าจะใช้อวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดมากเกินไป พยายามให้ทุก ๆ ส่วนได้ใช้พลังงาน
  2. จะต้องออกกำลังในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิ่งในผู้สูงอายุ ให้ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้นทีละน้อย เพิ่มระยะเวลาให้นานเข้า และเพิ่มระยะทางขึ้นตามลำดับจนสภาพร่างกายอยู่ตัว มิฉะนั้นเข่าจะอักเสบ ออกกำลังติดต่อกันได้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย ๒๕-๓๐ นาที หรือมากกว่านั้นก็ยิ่งดี แต่ระวังโปรดอย่าให้เกินกำลังของตน
  3. จะต้องออกกำลังโดยสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๔-๕ ครั้ง ถ้ามากกว่านั้นยิ่งทำทุกวันยิ่งดี
  4. ในขณะที่ออกกำลังอยู่นี้ ห้ามคิดถึงเรื่องการงานเป็นอันขาด ต้องปล่อยจิตให้ว่างอยู่เฉย ๆ....
  5. การออกกำลังเพื่อสุขภาพไม่มีการจำกัดอายุ เพศ และเวลา แต่ถ้าเป็นเวลาเช้าจะดีที่สุด จิตใจจะผ่องใสและได้รับอากาศที่บริสุทธิ์กว่า นอกจากนั้นยังได้รับแสงแดดในตอนเช้าซึ่งมีรัศมีอุลตราไวโอเล็ตอีกด้วย  ข้อควรระวัง - ห้ามออกกำลังกายภายหลังทานอาหารน้อยกว่า ๔ ชั่วโมง และในขณะที่ยังมีอาการเจ็บป่วยอยู่ 

ผมอ่านเจอในเว็บบอร์ด "คนรักจักรยาน"  นักปั่นท่านหนึ่งโพสต์ว่า...
ไปตรวจสุขภาพมา...ผลการตรวจเลือดไม่ดีนัก มีผลดังนี้
-น้ำตาล 136
-คลอเรสเตอรอล 280
-ไตรกรีเซอร์ไร 208
เป็นไปได้มั๊ยว่าผมกินของหวาน ๆ และอาหารพวกแป้งมากไป ปกติผมจะปั่นจักรยานวันละประมาณ 30-40 ก.ม. วันหยุดมีเวลาก็ปั่นประมาณ 60-100 ก.ม. ก็เลยมีความคิดว่าต้องโด้ปด้วยน้ำตาลถึงจะมีแรงปั่นได้ทันเพื่อน ๆ ก็เลยล่อแต่ของหวาน ๆ แล้วมันก็ชื่นใจจริง ๆ เวลาได้กินเข้าไป หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย ทีนี้เป็นปัญหาว่าหมอสั่งให้ควบคุมอาหาร ของหวาน ของมัน ของเค็ม ห้ามเด็ดขาด แล้วผมจะมีแรงปั่นหรือนี่ ผมจะทำอย่างไรดีถึงจะปั่นได้ไกล ๆ และเร็วทันเพื่อน ๆ ลืมบอกไปว่า อายุ 53 ปี น.น. 74 ก.ก. ส่วนสูง 178 ซ.ม.
ด้วยความเคารพ...ผมขออนุญาตคัดลอกมาลง อยากให้เป็นตัวอย่างในเรื่องการออกกำลัง การปั่นจักรยานก็เป็นวิธีการออกกำลังที่ดีของผู้สูงอายุ เท่าที่อ่านจัดได้ว่าผู้โพสต์เป็นผู้ที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ น้ำหนักและความสูงก็ดูเหมาะสม ผลเลือดน่าจะสวยกว่านี้...

คงจะจริงอย่างที่ท่านบอกว่า ยิ่งปั่น ยิ่งเหนื่อย ก็ยิ่งโด้ปน้ำตาล น่าจะเป็นผลทำให้ระดับน้ำตาลและไขมันค่อนข้างสูงกว่าปกติ

ในเว็บ yourhealthyguide.com กล่าวว่า ระดับ triglycerides ต่ำกว่า 150 mg/dl = ค่าที่เหมาะสม
ส่วนระดับ total cholesterol  ต่ำกว่า 200 mg/dl = ระดับที่เหมาะสม,  200-239 mg/dl = คาบเส้น  และ สูงกว่า 240 mg/dl = สูงผิดปกติ

(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล)

นั่นแสดงว่าการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามากเกินไป แล้วทำให้ต้องกินเพิ่มเพื่อชดเชยกับความอ่อนล้าหิวโหย บางครั้งถ้าไม่สมดุล ก็อาจส่งผลเสียได้เหมือนกัน....

ผมเองยังไม่ได้ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานอย่างสม่ำเสมอตามที่ได้สัญญาไว้กับตัวเอง เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ได้รับการตรวจเลือดประจำปีแล้ว ได้ผลมาดังนี้...
Creatinine         0.9 mg/dl
Trigyceride    203 mg/dl
Uric Acid          7.7 mg/dl
Cholesterol    209 mg/dl
FBS                89 mg/dl
รอบเอวผมเพิ่มขึ้นอีก ๑ นิ้ว คุณหมอพรเทพเห็นพุงแล้วยิ้ม  แนะนำให้ผมลดน้ำหนักและลดพุงลงอีก บอกว่าถ้าทำได้...อะไร ๆ ก็จะดีขึ้น

ที่การาจี ประเทศปากีสถาน
ไม่อยากบอกเลยว่า...ลดยังไงก็ลดไม่ได้ แต่ถ้าได้แบกเป้ท่องโลก กลับมาเมื่อไหร่ น้ำหนักจะลดลงทันทีไม่ต่ำกว่า ๓-๔ กิโลกรัม

เป็นวิธีลดน้ำหนักของช่างเหอะ อิอิ ก่อนสิ้นปีนี้เห็นท่าจะต้องไปลดน้ำหนักสักหน่อย!

Tuesday, December 17, 2013

Snow in Sapa

เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ปีที่แล้ว ผมเมลสอบถามโรงแรมควีนส์ ที่เมืองซาปา ประเทศเวียดนามว่า.. "หิมะจะตกหรือเปล่า?" 


   

คุณ Hung Pham Viet (ผู้จัดการ) ตอบกลับมาว่า "....It is very rarely to see snow in Sapa"  ผมก็เลยตัดสินใจไม่ไปซาปา...แต่ไปวังเวียงแทน!  


วันนี้ผมคิดถึงเมืองที่อยู่ในม่านหมอก และโรงแรมที่มีเตาผิงไว้สำหรับอากาศหนาวจัด...


ตอนนี้ลำปางมีอากาศหนาวเย็น ผมได้ทราบข่าวว่าที่ซาปามีหิมะตก.... 


หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายงานว่า...
ปีนี้ชาวเวียดนามกับนักท่องเที่ยวทางตอนเหนือของประเทศได้ลุยหิมะกันอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่อุณหภูมิลดต่ำลงถึงจุดเยือกแข็ง กลายเป็นปีหนาวเย็นมากที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี หิมะเริ่มตกโปรยปรายตั้งแต่ตอนเช้าตรู่วันอาทิตย์ ทั้งในเขตเมืองซาปา (Sap) เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม และบริเวณเขาฟานสิปาน (Fansipan) ที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 3,100 เมตร และเป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศ  
หิมะเกาะหนาตามท้องถนน บนหน้าผา ในหุบเขา ทับบนหลังคาบ้านเรือนราษฎรทั้งในเขต อ.ซาปา และ อ.บ๊าตสาต (Bat Xat) กับอีกหลายท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลของ จ.หล่าวกาย (Lao Cai) ที่อยู่ทางตอนเหนือสุดติดชายแดนมณฑลหยุนหนันของจีน 
หิมะทำให้การสัญจรไปมาระหว่างอำเภอเมืองหล่าวกาย กับ อ.ซาปา เป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากถนนที่เลื้อยคดเคี้ยววกวนไปตามไหล่เขามีหิมะปกคลุมถนน รถราลื่นไถล นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากต้องติดอยู่บนเขา หลายคนต้องเลื่อนกำหนดการอื่นๆ และอยู่ในซาปาต่อไปอีกสักระยะ....     
    


ผมเตรียมตัวไม่ทันครับ ไม่งั้นจะขอไปลุยหิมะกับเค้าซักหน่อย!!