Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts

Sunday, November 03, 2019

เริ่มซ้อมปั่น

Final trip แม้จะอยู่ห่างไกลออกไปถึง ๔ ปี แต่ก็ยังมีทริปอื่นที่ผมจะต้องทำก่อนหน้านั้น!


ปลายปีนี้คิดว่าน่าจะได้ปั่นทางไกลไปไหนสักแห่ง เจ้า Banian กับผมจะต้องมีสุขภาพดีพอที่จะลุยได้โดยไม่ breakdown  เริ่มซ้อมแล้วจ้า...ผมมีเวลาเกือบ ๒ เดือนที่จะฟื้นฟูร่างกาย เช้าวันนี้ออกปั่นจากบ้านห้างฉัตร (1) เวลาประมาณ ๖ โมงครึ่ง... 



ผมปั่นไปตามไหล่ทางถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ลำปาง-เชียงใหม่โดยใช้ความเร็วไม่มาก เพราะเป็นการเริ่มต้น...


ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังโผล่พ้นส่งแสงอยู่เบื้องหน้า...


 แวะถ่ายภาพที่อินทราเอาท์เลทหน่อยนะครับ...


 

จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนคอนกรีตข้างโรงเรียนพลตำรวจ (2) ไปออกถนนลำปาง-ห้างฉัตรสายเก่า (ทางหลวง 1039) (3) ผ่านโรงพยาบาลห้างฉัตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางลัด (4) ตัดผ่านทุ่งนา ออกมาทางข้างวัดดอนมูล แล้วปั่นกลับบ้าน รวมระยะทางประมาณ ๑๓ กิโลเมตร...



เริ่มวันแรกก็ต้องไม่หักโหมครับ!

Friday, August 30, 2019

อดอาหาร (fasting) - ผลดี

วันก่อนคุยเรื่อง  Intermittent Fasting (IF) ผมทิ้งท้ายว่า...จะนำผลที่ได้รับมาแชร์กับเพื่อน ๆ


ผมทำ Intermittent Fasting หรือ IF แบบ ๑๖/๘ คืออดอาหาร ๑๖ ชั่วโมง ทานได้ ๘ ชั่วโมง เป็นการอดอาหารแบบไม่ต่อเนื่องที่คนนิยมใช้มากที่สุด คือเริ่มอดตั้งแต่ ๖ โมงเย็น โดยพยายามไม่กินอะไรเลย จะกินอีกทีก็ brunch เมื่อเวลา ๑๐ โมงเช้า


ถามว่า "หิวมั้ย?"  คำตอบของผมคือ "ไม่หิวเลย" มันเหมือนตอนเดินทางท่องโลก บางครั้งวันทั้งวันยังหาอะไรกินไม่ได้ (มีอยู่...แต่มันแพง ฮา) ไม่ได้กินแต่ก็ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยล้าหรือสมองตื้อ!


เมื่อเราอด...ร่างกายจะนำพลังงานจากไขมันที่สะสมไว้มาใช้ เพื่อน ๆ ไม่ต้องกลัวครับ ผมยังรู้สึกได้ว่ายิ่งอดสมองก็ยิ่งทำงานได้ดีขึ้น แต่ก่อนผมกินจุกกินจิกก่อนนอน สังเกตว่าตื่นมาตอนเช้ามักจะมีอาการมึนงง ลุกจากที่นอนแล้วเซแซด ๆ  โลกยามเช้าช่างไม่สดใสเอาซะเลย


แต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้วครับ พอผมลืมตาขึ้นมาก็เหมือนกับเปิด display ของกล้องถ่ายรูปดิจิตอลดูภาพ มันชัดเจนแจ่มใส ไร้อาการวิงเวียนศีรษะ เป็นมาอย่างนี้นานแล้วนับตั้งแต่ทำ Intermittent Fasting

Monday, June 24, 2019

ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling Therapy)

วันก่อนเขียนเรื่องปัสสาวะบำบัด (Urine Therapy) เล่าให้เพื่อน ๆ ฟังถึงเรื่องการใช้น้ำปัสสาวะล้างตาและโพรงจมูก ซึ่งเป็นเรื่องที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี...ผมคิดมาหลายวันก่อนที่จะตัดสินใจเขียน

ภาพจาก bloggang.com - thanks!

เท่าที่ดู stats ผมพบว่าเรื่องเยี่ยวได้รับความสนใจน้อยกว่าเรื่องอื่น ๆ อาจเป็นเพราะเยี่ยวคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ไม่เป็นไรจ้า...อะไรพอมีประโยชน์ แม้จะสำหรับคนเพียงไม่กี่คน ผมก็อยากเขียนถึง เอาล่ะ...วันนี้ขอเขียนถึงเรื่อง "ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling Therapy)" ดีกว่า

"ออยล์พูลลิ่ง" คือวิธีบำบัดของอินเดีย เป็นการอมน้ำมันไว้ กลั้วให้มันเคลื่อนไปทั่วช่องปากประมาณ ๑๕-๒๐ นาที แล้วบ้วนทิ้งไป    health.kapook.com กล่าวว่า...
...ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย เพราะปากเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสม มีความร้อน ความชื้น และอุณหภูมิคงที่ ยังมีอาหารอุดมสมบูรณ์จากเศษอาหารที่เรารับประทาน กล่าวกันว่าปริมาณแบคทีเรียในปากของคนคนหนึ่ง มีมากกว่าจำนวนประชาการของคนทั้งโลก แบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่บนผิวฟัน บางชนิดอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก บางชนิดอยู่ที่เพดานปาก และบางชนิดอยู่ที่ใต้ลิ้นและโคนลิ้น การแปรงฟันและการใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไม่นานก็จะกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดิม
...หากไม่นับโรคทางพันธุกรรม โรคทางอารมณ์ หรือโรคจากการบาดเจ็บต่างๆ โรคร้ายเกือบทุกชนิดล้วนเริ่มต้นที่ปาก หากในปากของเรามีแผลหรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อ จะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิด ตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ.......


ตื่นนอนแล้วผมล้างตาและจมูกด้วยการทำปัสสาวะบำบัด (Urine Therapy) เสร็จแล้วก็ทำ "ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling Therapy)"  โดยใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น...  


เทน้ำมันมะพร้าวใส่ช้อนโต๊ะพอไม่ให้หกแล้วกรอกเข้าปาก อมไว้ขณะไปทำงานเช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ดูแลต้นไม้ ระหว่างนั้นก็กลั้วคอให้น้ำมันเคลื่อนผ่านฟันและเหงือกไปทั่วช่องปาก น้ำมันมะพร้าวเมื่อถูกกับเอนไซม์ในน้ำลายจะแตกตัวเป็นโมโนกลีเซอไรด์ชื่อว่า "โมโนลอริน" มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค อมไว้อย่างน้อย ๑๕ นาทีแล้วค่อยบ้วนน้ำมันที่เปลี่ยนเป็นสีขุ่นทิ้ง ประสานกับการทำ Urine Therapy...ผมทำ "ออยล์พูลลิ่ง" ทุก ๆ เช้ามาหลายเดือนแล้วครับ รู้สึกว่าปากสะอาด ฟันและเหงือกแน่นขึ้น ลมหายใจก็สดชื่น ตามปกติเสร็จแล้วผมจะไม่แปรงฟัน ทานอาหารเช้าได้เลย เวลาเดินทางไม่ว่าจะเป็น FB Trip หรือ Travellin' light จะต้องมีน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นใส่ขวดเล็ก ๆ ติดเป้ไปด้วย เพื่อใช้ทำออยล์พูลลิ่งตอนเช้า...

ภาพจาก positivehealthwellness.com
นั่งรถไฟมาทั้งคืน ตอนเช้าทำออยล์พูลลิ่งแล้ว รู้สึกว่าดียิ่งกว่าแปรงฟันซะอีก!

Thursday, March 21, 2019

ข้อแนะนำในการปฏิบัติตนในภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า ๑๐ ไมครอน



ค้นเจอแผ่นพับ "ข้อแนะนำในการปฏิบัติตนในภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า ๑๐ ไมครอน"...  คิดว่าอาจช้าไปหน่อยที่จะสแกนมาโพสต์ไว้ในบล็อกช่างเหอะ ถึงกระนั้นผมก็ยังอยากนำมาลงให้เพื่อน ๆ ครับ!




 


เพื่อน ๆ ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี ๆ ด้วยน้าาาาา

Tuesday, October 16, 2018

morning exercise


๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๑... เป็นวันที่สามแล้วสินะที่ผมตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินกำลังรับแสงอาทิตย์ยามเช้า!


จาก "ร้านเปียโน" ข้ามถนนหน้าบ้าน แล้วเดินลงไปตามร่องกลางถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ตรงนี้เป็นจุดที่มีความสำคัญในการที่ผมได้มาอยู่ห้างฉัตร จำได้ว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖ ตอนนั้นผมขายบ้านปงแสนทองได้แล้วจำเป็นต้องหาที่อยู่ใหม่โดยเร็ว หลังจากค้นหาในอินเทอร์เน็ต พบประกาศขายอาคารพาณิชย์ ๓ ชั้นครึ่ง ๑ คูหาอยู่ใกล้กับสี่แยก ผมอยากได้ทันที รีบโทรติดต่อผู้ขายเพื่อขอดูบ้าน เค้านัดให้มาดู โดยบอกว่าจะมีคนมาเปิดประตูให้  ประมาณบ่าย ๓ โมง ผมขี่จักรยานยนต์จากบ้านปงแสนทอง ๑๐ กว่ากิโลเมตร มายังสี่แยกแห่งนี้ หักรถเลี้ยวลงตรงนี้เพื่อลัดเลาะมาดูห้อง...


มาเกือบไม่ทัน! ผู้ที่มารอเปิดประตูกำลังจะกลับไปพอดี พอผมบอกว่ามาดูห้อง เค้าก็เปิดประตูให้เข้าดูข้างใน ผมเดินขึ้นไปสำรวจจนถึงชั้นบนสุด ใช้เวลาไม่มาก...ตัดสินใจทันทีว่าจะซื้อที่นี่แหละ!


ถ้ามันจะเป็นของเราก็ต้องเป็นของเรา ผมอยู่มาเกือบ ๕ ปีแล้วครับ! เช้าวันนี้เดินเร็ว ๆ จากบ้านด้วยระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตรไปยังตลาดบ้านปันง้าว เพื่อออกกำลังตามโปรแกรมดูแลรักษาสุขภาพด้วยตนเอง...


อากาศสดชื่น ท้องฟ้ายามอรุณรุ่งดูงดงาม...



ขาไปต้องเดินชิดขวาเพื่อให้เห็นรถที่วิ่งสวนมาข้างหน้า (ขากลับก็เดินฝั่งตรงข้าม) ผมถึงวัดบ้านปันง้าวโดยใช้เวลาไม่นาน...


ที่หน้าตลาดผมเห็นพระกำลังออกบิณฑบาต นี่แหละบรรยากาศตลาดสดบ้านนอกยามเช้า 


ถือกล้องมาด้วย ก็เลยมีโอกาสได้เก็บภาพมาฝากเพื่อน ๆ



เห็นบ้านคนรวยหลังหนึ่งดูใหญ่โตมีเสาโรมันคู่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า...


ข้างในคฤหาสน์ที่เห็น คงจะใหญ่โตรโหฐาน มิได้รู้สึกอิจฉาแม้แต่น้อย คิดว่าบ้านตัวเองแม้จะคับแคบและรกรุงรังก็ยังอยู่ได้อย่างมีความสุข ตาแก่ผู้เดินผ่านมาเพียงแค่ถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานแสดงว่าอำเภอห้างฉัตรก็มีคนรวยอยู่ไม่น้อย จากนั้นก็เดินมาเก็บภาพร้านข้าวแต๋นน้ำแตงโมอีก ๑ บาน... 



อยากชวนให้เพื่อน ๆ ได้เดินออกกำลังยามเช้าด้วยกันครับ!

Tuesday, April 04, 2017

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)


ได้รับเอกสารแผ่นพับจากโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่มา ๑ ฉบับ เป็นเรื่องของ "โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)"  ผมเห็นว่ามีประโยชน์ จึงได้นำมาพิมพ์และอัพโหลดข้อมูลให้เพื่อน ๆ ได้เรียนรู้ไว้ดังนี้... 

โรคหลอดเลือดสมอง
(Stroke; Cerebro Vascular Accident : CVA)

เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดของโรคระบบประสาทที่รับไว้ในโรงพยาบาล เป็นสาเหตุการตายและความพิการที่สำคัญในประเทศไทย โรคนี้ถ้าเป็นแล้วแม้รอดชีวิตก็มักจะมีความพิการหลงเหลืออยู่ไม่มากก็น้อย แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถป้องกันได้ หากรีบรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ อาจช่วยให้รอดชีวิตและมึความพิการน้อยลง หรือกลับไปทำงานตามปกติได้

โรคหลอดเลือดสมอง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด
1. ชนิดเส้นเลือดตีบ หรืออุดตัน
2. ชนิดเส้นเลือดแตก

โดยทั่ว ๆ ไปจะพบผู้ป่วยที่เป็นชนิดเส้นเลือดตีบ หรืออุดตันได้บ่อยกว่าชนิดเส้นเลือดแตก ทำให้เนื้อสมองรอบเส้นเลือดนั้นตาย ไม่สามารถสั่งร่างกายส่วนที่ควบคุมโดยสมองบริเวณนั้นให้ทำงานได้ตามปกติ ทำให้อวัยวะส่วนนั้นเป็นอัมพาต หรืออัมพฤกษ์ ซึ่งอาการของผู้ป่วยมีได้หลายรูปแบบ ขึ้นกับว่าสมองส่วนใดเสียการทำงานไป เช่น
  1. พูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจคำพูด หรือพูดไม่ชัดทันทีทันใด
  2. แขนขา หรือหน้าอ่อนแรง ชา หรือขยับไม่ได้ขึ้นมาทันทีทันใด โดยเฉพาะที่เป็นครึ่งซึกของร่างกาย
  3. ตาข้างใดข้างหนึ่งมัว หรือมองไม่เห็นฉับพลัน เห็นภาพซ้อน หรือเกิดอาการคล้ายมีม่านมาบังตา
  4. ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน ชนิดไม่เคยเป็นมาก่อน
  5. งุนงง เวียนศีรษะ หรือเสียการทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดร่วมกับอาการอื่นข้างต้น
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยง หมายถึง ถ้าผู้ใดมีปัจจัยเหล่านี้อยู่จะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าผู้มีปัจจัยเสี่ยงทุกคนจะเกิดโรคหลอดเลือดสมองทุกราย ในขณะเดียวกันผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เช่นกัน แต่ไม่มากเท่าผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยเสียงสำคัญได้แก่
  1. ภาวะความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาก ถ้าสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือถ้าเป็นแล้วได้รับการรักษาให้ความดันโลหิตอยู่ในระดับที่เหมาะสม จะสามารถลดความเสี่ยงลงได้
  2. โรคเบาหวาน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่ง ถ้าป่วยเป็นโรคนี้ก็ควรพบแพทย์ และรับประทานยาตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยง
  3. ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ไม่มีไขมันมากเกินไป หรืออาจต้องรับประทานยาลดไข้ร่วมด้วยตามที่แพทย์แนะนำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  4. การสูบบุหรี่ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเช่นกัน ดังนั้นจึงควรงดสูบบุหรี่ ถ้างดสูบบุหรี่ได้ นอกจากความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองจะลดลงแล้ว ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคปอดจะน้อยลง และสุขภาพโดยทั่วไปก็จะดีขึ้น
  5. โรคหัวใจ มีหลายชนิด เช่น โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ การรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้ยาบางชนิดเพื่อลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลงได้
การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
  1. รู้จักตนเองว่ามีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้หรือไม่ ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และไขมันในเส้นเลือดสูง หากมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวควรได้รับการรักษาจากแพทย์ และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ให้น้ำหนักปานกลาง เช่น เดิน 30 - 40 นาที วิ่ง ปั่นจักรยาน 30 นาที อย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 3 - 5 วันต่อสัปดาห์
  3. ลดน้ำหนัก
  4. เพิ่มการรับประทานผัก และผลไม้
  5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  6. ลดการรับประทานอาหารเค็ม
  7. จำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  8. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  9. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง
สัญญาณเตือนของอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง
อาจพบเพียง 1 อาการ หรือมากกว่า 1 รายการ ดังนี้
F.A.S.T
F = Face เวลายิ้มพบว่ามุมปากข้างใดข้างหนึ่งตก
A = Arms ยกแขนไม่ขึ้น 1 ข้าง
S = Speech มีปัญหาด้านการพูด พูดแล้วคนฟังไม่รู้เรื่อง
T = Time ผู้มีอาการดังกล่าวต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาโดยด่วนภายใน 3 ชั่วโมง จะได้ช่วยรักษาชีวิต และสามารถฟื้นฟูกลับมาได้เป็นปกติ หรือใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด

การรักษา
โรคหลอดเลือดสมองรักษาตามอาการ และได้กายภาพบำบัด

การดูแลผู้ป่วย
1. การดูแลทั่วไป
1.1 ที่นอน ใช้เตียงที่มีราวเหล็กกั้น เพื่อให้พลิกตัวเอง หากไม่มีก็ทำราวไว้ใกล้ ๆ เพื่อใช้ดึงขยับตัว ดูแลให้ผ้าปูที่นอนสะอาด และแห้งตลอดเวลา
1.2 ดูแลตัวผู้ป่วย
- อาบน้ำ หรือเช็ดตัววันละ 1 ครั้ง
- รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
- ดูแลเรื่องการขับถ่ายปัสสะวะ อุจจาระ
1.3 การป้องกันแผลกดทับ
แผลกดทับนี้จะเกิดจากการนอนท่าเดียวนาน ๆ ผิวหนังบริเวณกระดูกนูน ถ้าถูกกดทับนานเกินไปจะทำให้เกิดแผลกดทับขึ้นได้
วิธีป้องกัน คือ จับผู้ป่วยพลิกตัวอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง หากมีแผลเกิดขึ้นแล้ว ห้ามซื้อยารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์
2. การทำกายภาพบำบัด
ควรเริ่มเร็วที่สุด เพื่อลดความพิการ และช่วยฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย
2.1 ผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อไม่มีแรง หรือไม่ค่อยรู้สึกตัวให้ช่วยจับแขน ขาข้างที่เป็น และงอเข้า - ออก ซ้ำ ๆ กันเป็นเวลา 10 - 20 ครั้ง วันละอย่างน้อย 2 หน เพื่อป้องกันข้อติด และหากผู้ป่วยรู้สึกตัว ควรพูดกระตุ้นให้ผู้ป่วยพยายามขยับแขน ขาด้วยตนเองทุกวัน
2.2 ผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อแข็งแรง ระยะนี้แขนขาข้างที่เป็นอัมพาตมักงอ เกร็งในท่าที่ผิดปกติ ทิ้งไว้นาน ๆ ข้อจะติด เหยียดไม่ออก หากเหยียดจะเจ็บมาก อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเดินไม่ได้ ทั้งที่มีแรงฟื้นตัว ซึ่งสามารถป้องกันโดยพยายามจับแขน ขา เหยียดซ้ำ ๆกันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ถ้ารู้สึกตัวดีและมีแรงพอควรให้พยายามหัดเดิน
2.3 ผู้ป่วยที่สามารถนั่งได้ ควรฝึกนั่งให้ได้ หลักจากนั้นฝึกยืนทรงตัว และฝึกเดินในที่สุด อาจใช้ไม้เท้าช่วยเดิน

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่เกิดอย่างฉับพลัน และรุนแรง แต่หากได้รับการรักษาที่ทันเวลา และถูกต้องจากทางโรงพยาบาล ร่วมกับได้รับการดูแลที่ดีจากทางบ้านได้ทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อน ๆ ที่รักทุกท่านจะแคล้วคลาดจากเจ้าโรคหลอดเลือดสมองซึ่งนำมาซึ่งความทุกข์ยากลำบากสุดนะครับ

Thursday, February 23, 2017

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)


ได้รับเอกสารแผ่นพับเรื่อง "โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)" มาจากโรงพยาบาลประสาท
เชียงใหม่ ผมเห็นว่ามีประโยชน์มากสำหรับการดูแลรักษาสุขภาพและการเตรียมตัวรับมือกับโรคภัยซึ่งอาจมาถึงได้โดยไม่ทันตั้งตัว จึงขออนุญาตสแกนและนำมาโพสต์เก็บไว้บนบล็อกช่างเหอะ...







เรียนรู้ไว้ไม่เสียหลายครับ!

Thursday, September 29, 2016

หยอดน้ำมันเครื่องยามเช้า

น้ำผึ้งผสมมะนาวใคร ๆ ก็รู้ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพคนเรา ไม่เชื่อก็ลองไปหาอ่านจากเว็บต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตดูดิ!

 

ผมคงไม่คุยเรื่องโภชนาการซึ่งมิได้เล่าเรียนมา แต่อยากจะบอกเพื่อน ๆ ว่า ที่ห้างฉัตรผมสามารถหาซื้อน้ำผึ้งแท้ได้ในราคาขวดละ ๑๐๐ บาท และมะนาว ๑๐ กว่าลูกในราคา ๑๐ บาท (หน้ามะนาวถูก)

ถ้าเป็นไปได้ผมก็จะทำน้ำผึ้งผสมมะนาวกินทุก ๆ เช้า วิธีทำก็ง่าย ๆ ตามสไตล์ช่างเหอะ คือใช้มะนาว ๒ ลูก  บีบเอาน้ำใส่แก้ว (เฉือนเป็น ๔ ส่วนแล้วบีบจะได้น้ำมะนาวมากกว่าผ่าครึ่ง)  จากนั้นก็เทน้ำผึ้งลงไปผสม ใช้ช้อนเล็กค่อย ๆ คน ๆๆๆ


ยกขึ้นดื่มเหมือนคนกินเหล้าขาว ทำหน้าเบ้ซะหน่อย หมดแล้วก็เทน้ำอุ่นลงล้างแก้ว คน ๆ ก่อนยกขึ้นดื่ม เรียบโร้ย...สำหรับการหยอดน้ำมันเครื่องเพื่อสุขภาพ ถ้ามีฟักทองต้มอีกสักชิ้นก็กินตามได้เลย!


เพื่อน ๆ อย่าลืมว่า "you are what you eat!"...  ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีนะครับ ด้วยรักและเป็นห่วงจากช่างเหอะ!

Friday, September 09, 2016

ลดหวานอายุยืน

ไปหาหมอตามนัด...ได้รับแผ่นพับซึ่งพิมพ์แจกโดยหน่วยงานสุขศึกษาประชาสัมพันธ์และพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ โรงพยาบาลห้างฉัตร ผมเห็นว่ามีประโยชน์จึงอยากน่ามาเผยแพร่ต่อ!  

บริโภคน้ำตาลวันละไม่เกิน ๖ ช้อนชา



ทำไมต้อง ๖ ช้อนชา?
การบริโภคน้ำตาลมากจากเครื่องดื่ม ขนมหวาน หรือจากน้ำตาลโดยตรง เป็นต้นเหตุของฟันผุ เนื่องจากน้ำตาลถูกเปลี่ยนเป็นกรด โดยแบคทีเรียในปากทำให้เกิดการกัดกร่อนของเคลือบฟัน และที่สำคัญ เป็นต้นเหตุของปัญหาโรคอ้วน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง


วิธีควบคุมน้ำตาลไม่ให้เกิน ๖ ช้อนชา
  • อย่าเติมน้ำตาลลงในอาหาร นี่คือวิธีที่ง่ายและรวดเร็ว
  • อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาว่า "ผลิตภัณฑ์น้ำตาลเพื่อสุขภาพ" เพราะสำหรับร่างกายคุณแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในรูปใด น้ำตาลก็ยังเป็นน้ำตาลอยู่วันยังค่ำ
  • จริงจังในการลดหรือเลิกบริโภคคาร์โบไฮเตรต เช่น ขนมปัง และอาหารว่างต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่อุดมไปด้วยแป้ง และส่วนผสมอื่น ๆ ที่จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกายได้เร็วพอ ๆ กับกลูโกส น้ำตาลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในร่างกาย
  • ระมัดระวังการบริโภคอาหารขบเคี้ยวประเภทปราศจากไขมัน มักมีความเชื่อผิด ๆ ในคำว่า "ปราศจากไขมัน" ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากแคลอรี่ อาหารปราศจากไขมันยังคงอุดมไปด้วยน้ำตาล

  • ชอปปิ้งอย่างมีสีสัน ซื้อผักและผลไม้ไขมันต่ำที่หลากสี เช่น สีเขียว แดง เหลือง ม่วง ขาว ยิ่งดีต่อสุขภาพของคุณ เพราะหมายความว่าซื้อชีวิตให้ยาวนานขึ้น

  • ทำตัวเป็นนักสืบด้านอาหาร คุณต้องรู้ให้ได้ว่าน้ำตาลนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง อย่าลืมเริ่มอ่านฉลากเสียตั้งแต่วันนี้  กินอย่างฉลาด ต้องอ่านฉลากหวาน มัน เค็ม

  •  ระมัดระวังการบริโภคสารให้ความหวานสังเคราะห์ เพราะสารเหล่านี้จะไปช่วยเพิ่มความอยากน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต นอกจากนั้นยังไปลดการเก็บน้ำตาลไว้ใช้ประโยชน์ในการดูดซึม น้ำตาลอยู่ในกระแสโลหิต
  • หัดคำนวณ ดูฉลากที่เขียนว่า "ปริมาณน้ำตาลรวม" นำจำนวนกรัมที่ได้ หารด้วย ๔ ผลที่ได้คือปริมาณน้ำตาล ๑ ช้อนชาที่คุณบริโภคเข้าไป
  • จำกัดปริมาณผลไม้ที่บริโภค (จำกัดนะ ไม่ใช่กำจัด) ขอแต่อย่าบริโภคมากเกินไปเท่านั้น หากต้องการลดน้ำหนัก ให้รับประทานผลไม้ ๒ ครั้งต่อวันเป็นอย่างสูง
  • เลิกรับประทานน้ำผลไม้ เพราะมีแต่น้ำตาลล้วน ๆ ปราศจากไฟเบอร์และมีสารอาหารน้อยกว่าที่พบในผลไม้สด

การคำนวณปริมาณน้ำตาลตามฉลาก


ตัวอย่างนี้จำนวนหน่วยบริโภคต่อ ๑ ขวด เท่ากับ ๒ นั่นก็คือ ถ้าดื่มทั้งขวด สารอาหารที่จะได้รับที่ถูกระบุไว้ในกรอบด้านล่างในส่วนของคุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภคจะต้องถูกคูณด้วย ๒ ทั้งหมด เช่น กรอบด้านล่างระบุปริมาณน้ำตาลไว้ ๓๑ กรัม (ต่อ ๑ หน่วยบริโภค หรือต่อครึ่งขวด) ดังนั้นถ้าดื่มหมดทั้งขวด น้ำตาลที่คุณจะได้รับคือ ๓๑ x ๒ = ๖๒ กรัม ซึ่งจะคิดเป็นน้ำตาล ๑๕.๕ ช้อนชา (น้ำตาล ๔ กรัมเท่ากับ ๑ ช้อนชา) สารอาหารอื่นก็สามารถคำนวณได้เช่นเดียวกัน

งั่ม ๆ ลดหวานไม่ใช่ง่ายเลยนิ! ว่าแล้วผมก็ยกกาแฟขึ้นซด 555