Wednesday, February 19, 2014

สังกะสีมุงหลังคา...ตอกตะปูตรงไหนดี?

Workshop บนดาดฟ้าของช่างเหอะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้วครับ...


 ต้องใช้สังกะสีขนาด ๗ ฟุต...ทีแรกผมตั้งใจจะใช้สังกะสีแบบลูกฟูกลอนเล็ก...


แต่ที่ร้านฯ ไม่มีจำหน่าย พอเค้านำสินค้ามาส่งกลับกลายว่าเป็นสังกะสีแบบนี้....



ปัญหาของผมคือ ไม่รู้ว่าจะตอกตะปูหัวเห็ดตรงไหน ตรงสันหรือบริเวณราบดี?  (the ribs or the flats)  

ผมพยายามเข้าไปค้นหาใน Google โดยใช้ภาษาไทย ปรากฏว่าไม่มีคำตอบให้ผมเลยแม้แต่เว็บเดียว โชคดีที่เปลี่ยนไปใช้ภาษาอังกฤษ จึงได้คำตอบจากเว็บ woodgears.ca  โดยมีภาพประกอบด้วยดังนี้...



นายช่างบอกว่า แม้ว่าทุกวันนี้ทางบริษัทแนะนำให้ใส่สกรูหรือตีตะปูตรงบริเวณพื้นที่เรียบใกล้ ๆ กับสัน แต่เขาเลือกที่จะยึดสกรูตรงสัน หนึ่งในเหตุผลของเขาคือ...
Water flows off the ribs on either side, and flows down the flat parts of the roof. A hole in a rib will only let in rain that falls directly on the hole or immediately above it. A hole in the flat part of the roof will potentially let in all the water that falls between the hole and the top of the roof.
(ขอขอบคุณเว็บ woodgears.ca) 

มีรูปมาอ้างอิงอีก...


เหตุผลดูเข้าท่า...แม้จะเป็นรูปลอนใหญ่  ผมเห็นด้วย!  ในที่สุดหลังคาสังกะสี "ห้องทำงานช่างเหอะ" ก็ถูกตีตะปูยึดในลักษณะนี้...




ไม่รู้ว่าทำถูกหรือเปล่า คนไม่ได้เรียนมาเนี่ย...มันลำบากจริง ๆ!!

Tuesday, February 18, 2014

วัดสบสม อ.เชียงของ

หลังจากกลับจากทริป "ฝ่าลมหนาวแอ่วลาวเหนือ" ผมมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่เข้าลาวทางเชียงของอีก รู้สึกว่าเสน่ห์ของการนั่งเรือข้ามโขงได้ถูกสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ๔ แย่งชิงไปจนสิ้นหมด นอกจากนั้น คำพูดของคุณเมธีที่แนะนำให้เลือกไปในที่ ๆ ยังไม่เคยไปก็ยังดังก้องหูอยู่ตลอด!!  

อย่างไรก็ดี ผมก็ยังคิดถึง "เมืองเชียงของ" อยู่เสมอ ความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ไปเยือนจนถึงครั้งล่าสุดจะตราตรึงอยู่ในหัวใจผมไปอีกนานแสนนาน.... 


ยังเหลือภาพ "เมืองเชียงของ" อยู่อีกไม่น้อย วันนี้ผมขอนำรูปถ่ายที่ "วัดสบสม" มาให้เพื่อน ๆ ดูครับ...


"วัดสบสม" มีชื่ออีกชื่อว่า "วัดศรีลาเพชร์" อยู่ในระยะที่สามารถเดินไปถึงได้อย่างสบาย ๆ จากใจกลางเมืองเชียงของ เพื่อน ๆ จะใช้เส้นทางด้านหลังซึ่งติดแม่น้ำโขงก็ได้ หรือจะใช้ทางลัด เดิมข้ามสะพานไปจากตลาดสดประตูชัย ก็ไม่ลำบาก...


จะเดินมาตามถนนสายหลัก แล้วเลี้ยวซ้ายก็ได้...



วัดสบสมเป็นอีกวัดหนึ่งในเชียงของที่มีบริเวณวัดด้านทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำโขง  ตั้งอยู่บ้านสบสม ห่างจากที่ว่าการอำเภอ ไปทางถนนสายสบสม – หาดไคร้ ประมาณ  1  กิโลเมตร  สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นที่ประดิษฐาน “พระเจ้าศรีสุขสม”  พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเชียงของ   ภายในบริเวณวัดร่มรื่นสะอาดสะอ้าน  ด้านหน้าวัดมีลานพักผ่อน  สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์น้ำโขง และเมืองห้วยทรายของ สปป.ลาว  นอกจากนี้ในวันที่  26  มกราคม  ของทุกปี  วัดสบสมยังเป็นสถานที่จัดประเพณีสืบชะตาหลวงเมืองเชียงของ  ประเพณีเก่าแก่อันเป็นสิริมงคลแก่ประชาชนชาวเชียงของทุกปี...
นำภาพมาฝากด้วยดังนี้...










เพื่อน ๆ ได้ไปเยือนเชียงของ อย่าลืมแวะชมนะครับ!

Sunday, February 16, 2014

ฝึกเล่นไวโอลินแบบง่าย ๆ สไตล์ลุงน้ำชา ๗

เข้าไปดูเรื่อง ฝึกเล่นไวโอลินแบบง่าย ๆ สไตล์ลุงน้ำชา ซึ่งเริ่มต้นเขียนไว้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แล้ว... ผมรู้สึกแย่จัง!  เวลาผ่านไปปีกว่า เพิ่งเขียนได้แค่ ๖ ตอนเอง ผมมัวแต่เขียนเรื่องท่องเที่ยวและงานช่างเหอะ  จนลืมในสิ่งที่ได้รับปากไว้กับเพื่อน ๆ!

จริง ๆ แล้วผมก็ไม่สมควรที่เขียนเรื่อง "ไวโอลิน"  เพราะตัวเองก็ไม่เคยฝึกฝนหรือศึกษาอย่างจริงจัง ความรู้ความสามารถมีแค่หางอึ่ง มันทำให้ผมไม่ค่อยมีแรงใจที่จะเขียน (ในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด) ยิ่งไปเห็นบทเรียนไวโอลินในอินเทอร์เน็ตมากมายทั้งจากครูไทยครูฝรั่ง ผมก็ยิ่งไม่กล้า...

อย่างไรก็ตาม... ผมสังเกตได้ว่ามีบางเรื่องที่เคยพูดให้เด็ก ๆ ฟัง (ไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือเปล่า) แต่ในเว็บต่าง ๆ ไม่มีใครกล่าวถึง จึงคิดว่าน่าจะกลับมาเขียนเรื่องไวโอลินและเรื่องดนตรีได้แล้ว เผื่อจะได้เป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ  เมื่อผมตายไป บางที...อาจยังพอเหลือเป็นข้อมูลสำหรับเยาวชนรุ่นหลังได้

ผมจะเขียนเรื่อง "ฝึกเล่นไวโอลินแบบง่าย ๆ สไตล์ลุงน้ำชา" ต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ ขอเพียงความเข้าใจจากเพื่อน ๆ เท่านั้นว่า มันเป็นแค่เพียงการนำประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ และความคิดเห็นส่วนตัวมาแลกเปลี่ยนเท่านั้น อาจไม่ถูกต้อง ไม่น่าเชื่อถือ และขัดแย้งกับหลักวิชาการ ขอให้ถือว่าอ่านสนุก ๆ เหมือนกับการอ่านเรื่องท่องเที่ยวของผมก็แล้วกัน

คราวที่แล้วพูดถึงเรื่อง "การจัดหาและการทดสอบไวโอลิน"  วันนี้ขอเขียนเรื่อง "ยางสน (Rosin)" ก่อนที่จะเริ่มบทเรียนแรกกัน...

ยางสนมีทั้งแบบกล่องสี่เหลี่ยมและแบบก้อนกลม เมื่อซื้อไวโอลินมา ส่วนใหญ่จะมียางสนให้มาด้วย เท่าที่ผมเห็น...ยางสนที่มากับไวโอลินของนักเรียนมักจะเป็นแบบกล่องสี่เหลี่ยม


ต้องใช้เวลาอธิบายเรื่อง "ยางสน" กับนักเรียน ว่าทำไมจึงต้องถูยางสน หากมียางสนที่ยังไม่ได้ใช้งานและคันชักใหม่เอี่ยมอยู่ในมือ ก็สาธิตให้เด็ก ๆ เห็นได้เลยว่าตอนยังไม่ได้ถูยางสนเป็นเช่นไร สอนเรื่องของวิทยาศาสตร์ไปด้วยว่า "เสียง" เกิดจากการสั่นของสาย การดีดทำให้สายสั่น (vibrate) สายใหญ่ก็เสียงต่ำ สายเล็กก็เสียงสูง การสีก็ทำให้สายสั่นและเกิดเสียงได้เช่นกัน

ลองให้เจ้าตัวน้อยได้ใช้คันชักที่ยังไม่ได้ถูยางสนสีไวโอลิน  ลื่น...ไร้เสียง!  ระหว่างหางม้าและสายจะต้องมี "ความฝืด" เมื่อหางม้าเคลื่อนไป...สายไวโอลินจะได้สั่นเหมือนกับการดีด

ถ้ายังงั้นก็ต้องถูยางสนก่อน แต่ยางสนใหม่มันลื่น ถูยังไงมันก็ไม่ติดหางม้า ต้องใช้กระดาษทรายถูผิวหน้าของยางสนให้สากเสียก่อน แล้วค่อยนำมาถู ถ้านักเรียนถามว่าไม่มีกระดาษทรายจะทำอย่างไร ตอบว่าใช้ปลายแหลมของโลหะขีด ๆๆๆ  พอให้ความลื่นที่หน้าสัมผัสหายไป ก็นำก้อนยางสนมาถูได้แล้ว

การถูยางสนครั้งแรก ต้องถูนาน ถูแรง ๆ ขยับไปตามหน้าสัมผัสของหางม้าจนทั่ว วิธีนี้จะใช้สำหรับการถูยางสนครั้งแรกเท่านั้น  (ผู้ใหญ่ควรทำให้)  บอกนักเรียนว่า...การถูยางสนครั้งต่อไปจะไม่มากเช่นนี้ และต้องมีวิธีการถูที่ดีด้วย...

พูดเรื่อง "ยางสน" ตามสไตล์ลุงน้ำชา...

  1. ถูด้วยสมาธิ ไม่วอกแวก ให้ใช้ "เวลา" ขณะถูยางสนอย่างมีค่า ด้วยการฝึกคล้ายกับ shadow bowing คือไหน ๆ จะถูยางสนแล้ว ก็ฝึกการลากคันชักด้วยเลย มือซ้ายจับยางสนยกขึ้นข้างหน้าให้ได้ระดับคล้ายมีไวโอลินหนีบอยู่ ผิวหน้ายางสนเป็นสายไวโอลิน มือขวาจับคันชักตามรูปแบบที่ถูกต้อง ลากหางม้าจากด้าน frog ไปให้สุดปลายแล้วลากกลับ บังคับข้อมือให้คันชักเคลื่อนที่ขนานกับลำตัว
  2. ถูกี่ครั้ง? ถ้าลากยาว กดนิ้วชี้มือขวาลงบนด้ามคันชักด้วยน้ำหนักคงที่ ให้หางม้าแนบกับผิวยางสนตลอดเวลา ผมจะให้นักเรียนนับ ๑-๒-๓... จนถึงครั้งที่ ๙ ก็พูดว่า "๙....ก้าวหน้า ๆๆ"  แค่นั้นพอ
  3. การถูยางสนมากครั้งเกิน ทำให้ฟุ้งกระจาย เลอะเทอะ และสิ้นเปลือง
  4. ควรถูยางสนเป็นประจำสม่ำเสมอ ความรู้สึกของผู้สีไวโอลินจะบอกได้ว่าถึงเวลาต้องถูยางสนแล้วหรือยัง เช่นเดียวกับคนเล่นสนุ๊กเกอร์ที่รู้ว่าเมื่อไรจะต้องฝนหัวคิว...
  5. ขณะลากคันชัก สายตาต้องมองดูก้อนยางสนที่อยู่ข้างหน้า บังคับให้หางม้าสัมผัสเนื้อยางสนถ้วนทั่ว ไม่ใช่โดนเฉพาะตรงกลาง แล้วทำให้เกิดร่องลึกลงไปทุกที ๆ  (เนื้อยางสนด้านข้างไม่ได้ถูกใช้) ผมมักจะบอกนักเรียนให้ใช้ยางสนอย่างมีประโยชน์ทุกอณู โดยอาศัย "เชิงช่าง" ถูยางสนให้ผิวหน้าก้อนยางสนเรียบอยู่เสมอ เหมือนช่างเหอะไสไม้หรือตะไบเหล็ก
  6. ยางสนดี ๆ มีผลต่อการสีเครื่องสาย 
  7. ระวังอย่าให้ยางสนตกลงพื้น
  8. ยางสนราคาแพง หากแตกเป็นชิ้น ๆ ให้ใส่รวมกันในแบบพิมพ์ แล้วนำไปตากแดดแรง ๆ มันจะหลอมติดกันเป็นก้อน สามารถนำไปใช้ได้อีก ส่วนยางสนราคาถูก (ราคาไม่ถึงร้อย) จะเก็บไปหลอมกับขี้ผึ้ง เอาไว้ใช้ในงานซ่อมแอคคอร์เดียนก็ได้...
  9. ข้อสุดท้าย ขอให้นึกถึง "ความก้าวหน้า" ก็แล้วกัน
ผมเขียนต่อให้แล้วน้าาาาาาาาาา.....

Saturday, February 15, 2014

นกยาง


เช้านี้ผมเห็นเจ้านกยางกำลังหากินอยู่บริเวณหนองน้ำหลังบ้าน ก่อนหน้านั้นมันมาเป็นคู่ (คงเป็นสองตัวผัวเมีย) ระยะหลังมานี้ผมเห็นเพียงตัวเดียว คู่ของมันอาจโดนยิงตายไปแล้วก็ได้ ผมเห็นใจเจ้าตัวที่ยังต้องผจญชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย!



วิกิพีเดียกล่าวว่า..
นกยาง หรือ นกกระยาง (อังกฤษ: Heron, Bittern, Egret) เป็นนกวงศ์หนึ่ง ที่อยู่ในอันดับนกกระสา (Ciconiiformes) ใช้ชื่อวงศ์ว่า Ardeidae  มีลักษณะโดยรวม คือ เป็นนกน้ำขนาดใหญ่มีคอและขายาว มักพบเดินท่องน้ำหากินหรือยืนนิ่งบนกอหญ้าหรือพืชน้ำ คอยใช้ปากแหลมยาวจับสัตว์น้ำเล็ก ๆ หรือแมลง ขณะบินจะพับหัวและคอแนบลำตัว เหยียดขาไปข้างหลัง ทำรังรวมกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่บนต้นไม้ ใช้กิ่งไม้สานกันอย่างหยาบ ๆ พบทั้งหมด 61 ชนิดทั่วโลก พบในประเทศไทย 20 ชนิด 
ผมขึ้นไปบนดาดฟ้า... เก็บภาพมาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้







ชีวิตยังไม่สิ้นก็ต้องดิ้นไป สู้ ๆ

Thursday, February 13, 2014

ซ่อมเปียโนไฟฟ้าโรแลนด์


เมื่อวานนี้ โรงเรียนลำปางกัลยาณีนำเปียโนไฟฟ้ายี่ห้อ Roland มาให้ "ช่างเหอะ" ซ่อม  อาการคือ คีย์จม ๒ คีย์ และมีเสียงฮัมตลอดเวลา  วันนี้ช่างเหอะต้องวางมืองานไม้ไว้ก่อน หันมาซ่อมเปียโนไฟฟ้า เพราะเห็นบอกว่าจะต้องใช้งานด่วน!!

ต้องแกะออกมาตรวจซ่อมลูกเดียว พิจารณาให้ดีก่อนนะครับว่าจะต้องขันสกรูออกกี่ตัว ตรงไหนบ้าง สำหรับเจ้าโรแลนด์ตัวนี้ ต้องขันสกรูข้างใต้ออกหมด อย่าลืมหาภาชนะเก่า ๆ ใส่สกรูแยกกันไว้ จะได้ไม่ปะปนและไม่ตกหาย  โห...ข้างในสกปรกน่าดู!


ขันสกรูที่ยึดชุดคีย์บอร์ดออก จะยกขึ้นดูได้ดังนี้...


ก่อนหน้านั้น ผมคิดว่าสปริงคงจะหลุดหรือหักแล้วทำให้คีย์จม แต่เจ้าเปียโนยี่ห้อนี้กลับไม่มีสปริง เค้าออกแบบให้มีตะกั่วถ่วงไว้ตรงปลาย นอกจากทำให้น้ำหนักคีย์ใกล้เคียงกับเปียโนจริงแล้ว ยังเป็นตัวผลักให้คีย์เด้งกลับโดยไม่ต้องอาศัยสปริง...


ผมเห็นเจ้าตะกั่วถ่วงหักตกอยู่ภายในเครื่อง...


ถอดตัวตัวที่เสียออกมาได้เล้ย...


พบว่าพลาสติกหักออกจากกัน...


งานนี้ต้องอาศัยกาวร้อนอีกแล้ว...


การซ่อมก็ต้องอาศัยคีย์ชุดแรกเป็นแบบอย่าง เห็นได้ว่าเปียโนอายุมากแล้ว แม้โน้ต A ต่ำสุดซึ่งไม่ค่อยได้ทำงานก็ยังเกิดรอยร้าวให้เห็น....


ผมเพิ่งรู้ว่าเปียโนไฟฟ้า Roland ใช้ระบบ switching ซึ่งออกแบบไว้ดี มียางสีเขียวเป็นชีล (น่าจะกันฝุ่นและทนทาน) ผมถ่ายรูปมาให้เพื่อน ๆ ได้ดูด้วย...


เมื่อกาวแห้งสนิท ตรวจสอบว่าแน่นหนาดีแล้วก็ประกอบเข้าที่ ทำความสะอาด แก้ไขบริเวณแจ็ค output ฉีดน้ำยาเอนกประสงค์บริเวณสกรูด้านใต้แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดถู ทำความสะอาดคีย์ทั้ง ๘๘ คีย์ให้หมดคราบ...

เสียบแอมป์แล้วลองเล่นดู ดังดีทุกคีย์ ไม่มีเสียงฮัมแล้วครับ...

Wednesday, February 12, 2014

ลายมือสาวพม่า

เมื่อได้พูดเรื่องปากกาคอแร้งและการเรียนวิชาคัดไทย-คัดอังกฤษในโรงเรียน ผมก็อยากตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันนี้เด็กนักเรียนบ้านเราเขียนตัวหนังสือไม่ค่อยสวย... โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือภาษาอังกฤษ...


ภาพจาก rakenglish.com (ขอขอบคุณ)
ผมเห็นนักเรียนบางคนเขียน"ตัวเขียน" ไม่เป็นก็มี!  แม้แต่ภาษาไทยก็เถอะ เขียนมีหัวบ้าง ไม่มีหัวบ้าง ไปกันคนละทิศละทาง เหมือนกับว่าไม่เคยฝึกเขียนในวิชาคัดลายมือมาอย่างมีระบบระเบียบ หรือว่าแค่มีสมุดคัดไทยให้นักเรียนได้เขียนตามเส้นปะ  ทำการบ้านเสร็จ ก็ส่งให้ครูตรวจ แล้วก็จบ!

จริง ๆ แล้วมันต้องเอาใจใส่มากกว่านั้น...

สำหรับผมแล้ว แม้จะลายมือไม่สวย แต่ยังจำได้ดีถึงตอนที่คุณครูจับมือให้เขียน!

เพื่อน ๆ เคยสังเกตฝรั่งเขียนหนังสือบ้างไหมครับ?  ดู ๆ ก็คล้ายกันไปหมด หรือว่าเค้าจะมีรูปแบบให้เด็ก ๆ คัดลายมือ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าสอนกันอย่างไร!!!

วันนี้ผมอยากนำลายมือของพนักงานเสริฟห้องอาหารในทะเลสาบอินเล ประเทศพม่า มาให้เพื่อน ๆ ได้ดู ผมสั่งหมี่ผัด(มังสวิรัติ)  ผลไม้ในฤดู และกาแฟดำ กินเสร็จก็จ่ายตังค์ ได้ใบเสร็จฯ มาดังนี้....


สาวพม่าตัวเล็ก ๆ เขียนภาษาอังกฤษได้สวยและถูกต้อง พูดก็คล่อง ไม่เห็นต้องกวดวิชากันจนหัวผุหัวพังเหมือนเด็กไทยเลย!!

หรือว่าเป็นเพราะได้ต้นแบบที่ดีจากครู? 

Tuesday, February 11, 2014

คนรักปากกาหมึกซึม...


ผมเป็นคนรักปากกาหมึกซึม (Fountain pen)!  คงเป็นเพราะเคยได้ใช้มันมาตั้งแต่เด็ก  วิชาคัดไทยผมใช้ปากกาคอแร้งเบอร์ ๕  ส่วนวิชาคัดอังกฤษต้องใช้เบอร์ ๓ ซึ่งมีปลายแหลมกว่า (ถ้าจำเบอร์ผิด...ก็ต้องขออภัย)  นอกจากมีปากกา มีน้ำหมึกแล้ว ยังต้องเตรียม "กระดาษซับ" ไว้ด้วย...

ทุกวันนี้ผมก็ยังใช้ปากกาหมึกซึมอยู่นะ  การเขียนด้วยปากกาหมึกซึมเป็นการฝึกให้มีสมาธิ ผมต้องรู้น้ำหนักมือ ต้องใช้ความบรรจงมากกว่าเขียนด้วยปากกาลูกลื่น... 


ปากกาหมึกซึมต้องดูแลรักษา จะทิ้งขว้างเหมือนปากกาลูกลื่นทั่วไปไม่ได้ ทำให้รู้จักการเอาใจใส่...


ผมภูมิใจที่เกิดมาชีวิตหนึ่งแล้วมีโอกาสได้ใช้ปากกาหมึกซึม...

Monday, February 10, 2014

ระบบน้ำข้างบ้าน

อาคารพาณิชย์ที่ผมอาศัยอยู่... ห้องหัวมุมมีลักษณะไม่เหมือนใคร ทั้งกว้างใหญ่และมีโครงสร้างพิเศษ ตอนนี้ได้รับการปรับปรุง ทาสีเหลืองดูสะดุดตา...


เจ้าของอาคารได้ติดตั้งระบบน้ำด้วยการตั้งถังซีเมนต์ ๒ แถว ๆ ละ ๕ ถังบนฐานซึ่งก่อไว้อย่างดี (คงหมดไปแล้วหลายตังค์)  เมื่อวานนี้ ผมเห็นว่าเค้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ข้างบน (อย่างที่เห็นในภาพ) ทราบว่าพอเปิดใช้งาน...น้ำกลับไม่ขึ้นถึงชั้นบนสุด ส่วนชั้นอื่น ๆ ก็ไม่แรง หากเปิดมากกว่า ๑ จุด...น้ำก็ไม่ไหล!  ผมไม่กล้าพูดมาก เพราะเกรงว่าจ้าของตึกซึ่งเป็นผู้ออกแบบระบบน้ำเค้าจะว่าเอา...


พอดีเคยมีประสบการณ์มาแล้วจากการติดตั้งถังเก็บน้ำที่บ้านปงแสนทอง บ้านห้างฉัตร สวนลำพูน และสวนที่สันทราย เคยใช้ทั้งเครื่องสูบน้ำแบบชัก และเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ ผมอยากให้ความเห็นว่าการวางเครื่องสูบน้ำไว้ข้างบนถังเก็บน้ำอย่างนั้น...ไม่ถูกต้อง!

"ปั้มน้ำหอยโข่ง" ตัวแค่นั้น!  ต้องสูบน้ำขึ้นจากก้นถัง ให้ไหลลงไปตามท่อสู่พื้น แล้วดันขึ้นไปบนอาคารอีกที  มันไม่ไหวหรอกครับ!  วิธีแก้ไขก็คือ ต้องเจาะถัง ทำท่อน้ำออก (ขนาด ๑ นิ้ว)ไว้ด้านล่าง ตั้งสูบน้ำไว้บนพื้น แล้วดูดน้ำจากถังขึ้นไปบนอาคารโดยตรง ไม่ปล่อยให้เสียพลังไปกับการดูดน้ำขึ้นจากก้นบ่อ...

ที่มาของภาพ : scphub.ac.th (ขอขอบคุณ)
ที่สำคัญคือ แรงกดของน้ำในถังเก็บ (สูงขนาด ๕ ท่อ) จะผลักให้น้ำไหลเข้าปั้มอย่างแรงอยู่แล้ว พอมอเตอร์หมุน ใบพัดหอยโข่งปั่น มันก็ผลักน้ำให้ขับเคลื่อนไปได้แรงยิ่งขึ้น! 

แต่ทว่า...การเปลี่ยนตำแหน่งท่อน้ำเข้าปั้มยังไม่พอ เพราะว่าสูบน้ำตัวเล็กเกินไปสำหรับใช้งานกับอาคารขนาดนั้น  หุหุ เกิดเข้าส้วมพร้อม ๆ กันแล้วเปิดใช้น้ำ คงต้องมีใครได้เดือดร้อนกันบ้างแหละ  ทางที่ดีน่าจะใช้เครื่องสูบน้ำอัตโนมัติแรงดันคงที่ (วัตต์สูง ๆ หน่อย) จะได้หมดปัญหาไปเลย   

อีกอย่างนึง เค้าก็ไม่ได้ใช้ลูกลอยคอยเปิดน้ำจากประปาหมู่บ้านลงถังโดยอัตโนมัติไว้ด้วย คงต้องลงทุนอีก ๒๕๐ บาท ซื้อก๊อกลูกลอยมาใส่ไว้ข้างบน น้ำจะได้เต็มถังตลอด ไม่ต้องคอยมาเปิดปิดวาวล์ให้เสียเวลา

ผมเป็นแค่ "ช่างเหอะ" อยากแชร์ประสบการณ์เท่านั้นครับ!