อาจารย์ประทีป นุตาคม เป็นมือแซกโซโฟน ในยุคที่วงดนตรีประเภทวงคอมโบกำลังเป็นที่นิยมกัน เครื่องดนตรีวงคอมโบก็จะประกอบด้วย กีต้าร์ เบส เปียโน กลอง เทเนอร์เเซกโซโฟน อัลโตแซกโซโฟน ทรัมเปท และทรอมโบน (บางครั้งไม่มี) วงดนตรีประเภทนี้ใช้บรรเลงในไนท์คลับ สวนอาหาร ตลอดจนงานสังสรรค์ งานบอลรูม และงานแต่งงาน
อาจารย์ประทีปเป็นอาจารย์พิเศษซึ่งทางวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพจ้างให้ช่วยสอนดนตรีให้กับชุมนุมดนตรีสากล พอดีผมเป็นประธานชุมนุมดนตรีสากลในช่วงปี ๒๕๑๒-๑๓ จึงได้รู้จักอาจารย์ประทีปและเคยได้ไปออกงานกับท่านเป็นครั้งคราวในตำแหน่งนักเล่นกีต้าร์หรือเบส…
ช่วงนั้นเป็นยุคทองของนักดนตรีวงคอมโบจริง ๆ ครับ มีงานให้ทำอยู่เรื่อย ๆ นักดนตรีมีชื่อเสียงในวงการบางคนก็ตั้งวงขึ้นมารับงาน อย่างเช่น พี่ป๊อกมือกลองวงสุนทราภรณ์ เมื่อรับงานก็โทรบอกนักดนตรีคนอื่น ๆ อาจบอกว่า “โหล ๆ วันศุกร์นี้ งานแต่งงาน ที่สโมสรรถไฟ เจอกัน ๕ โมงเย็น อย่าลืมนะ…”
เย็นวันศุกร์อาจารย์ประทีป (ทำงานอยู่กองสลากกินเเบ่งฯ) ก็จะขับรถเต่าไปที่สโมสรรถไฟพร้อมกับกล่องเทเนอร์เเซกโฟนและฟลุท ไปเจอพี่ป๊อกและนักดนตรีคนอื่น ๆ ก่อนงานเริ่ม ไม่ต้องซ้อมไม่ต้องเซิ้มหรอกครับ วางโน้ตก็เล่นกันเลย หัวหน้าวงก็เตรียมโน้ตเพลงบรรเลงไว้ ส่วนนักร้องต่างคนต่างก็มีโน้ตเพลงที่จะร้องไปแจกให้นักดนตรี เพลงไหนที่ไม่มีโน้ตก็เล่น by heart กันไป นักดนตรีและนักร้องชายใส่สูท นักร้องหญิงลูกกรุงก็จะแต่งชุดยาว ส่วนลูกทุ่งก็สวมรองเท้าบูท เหมือนอย่างในภาพนี้
อาจารย์ประทีบไว้ใจผม เวลางานชนกัน หามือกีต้าร์หรือมือเบสไม่ได้ ผมก็จะถูกเรียกให้ไปเล่นด้วย ทำให้ผมได้สัมผัสชีวิตการเป็นนักดนตรีวงคอมโบ ผมไม่ต้องขนเครื่องดนตรีหรือเครื่องขยายเสียงไปด้วย หัวหน้าวงจะจัดเตรียมไว้ให้ พอไปถึงก็ตั้งสายแล้วเล่นเลย งานเลิกก็กลับหอพัก (จำนงค์) ค่าตัวที่ได้รับเพียง ๓๐-๔๐ บาทเอง สมัยนั้นค่ารถเมล์ ๕๐ สตางค์ ผักชีกำละ ๒๕ สตางค์เท่านั้น!!
มีอยู่ครั้งหนึ่งอาจารย์ประทีปบอกให้ผมไปแทนมือเบสที่ภัตตาคารบางโพ ผมนึกเห็นภาพแต่เพียงลาง ๆ รู้สึกว่าจะมีเปียโน เบส กลอง แต่ที่จำได้คือนักร้องที่ชื่อ ชวลี ช่วงวิทย์ และมาณี มณีวรรณซึ่งร้องเพลงที่ว่า “จุดเทียนเวียนวน…เรามาสองคน วนเอ๋ยวนเวียน…” คืนนั้นผมได้ค่าตัว ๓๐ บาทครับ!!
นักร้องที่ผมได้กล่าวถึง ทุกคนได้จากโลกนี้ไปแล้ว ครูเอื้อ สุนทรสนาน (๑ เมษายน ๒๕๒๔) – ชวลี ช่วงวิทย์ (๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๔) – มาณี มณีวรรณ (๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒) – บุษยา รังษี (๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) เหลือไว้แต่ผลงาน เสียงเพลง และคุณงามความดีที่ประดับไว้ในโลกา ผมขอกราบคารวะครับ…
ชีวิตไม่จีรังยั่งยืน.... สำหรับผมเองก็คงไม่มีอะไรอีกแล้ว จะขออยู่โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร จนกว่าจะถึงวันที่ผมจากโลกนี้ไป
Showing posts with label วทก.. Show all posts
Showing posts with label วทก.. Show all posts
Thursday, January 13, 2011
Saturday, November 27, 2010
E.E. News
ผมชอบอ่านและชอบขีดชอบเขียนมาตั้งแต่เมื่อตอนเป็นเด็กนักเรียนแล้วหละ เคยฝันที่จะมีโรงพิมพ์ของตนเองและทำนิตยสารออกจำหน่าย อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นบรรณาธิการ อยากเป็นช่างศิลป์ ทั้ง ๆ ที่เกือบตกวิชาภาษาไทยมาโดยตลอด ส่วนวิชาวาดเขียนก็ไม่เคยได้คะแนนดี...
ตอนเรียนช่างไฟฟ้าที่วิทยาลัยเทคนิคภาพพายัพ ผมตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นเล่น ๆ โดยให้ชื่อว่า "สำนักพิมพ์ลมม้า" ตั้งตัวเองให้เป็นทั้งบรรณาธิการและนักเขียน ออกหนังสือเกี่ยวกับไฟฟ้า-อีเลคทรอนิคส์ ในชื่อว่า "A.M. Electronics" ตอนนั้นผมเขียนเองอ่านเอง โดยมีบรรจงเพื่อนสนิทเป็นผู้เขียนภาพประกอบ ฉบับสุดท้าย ฉบับที่ ๓ เดือนพฤษภาคม ๒๕๑๐ ไม่คลอด เพราะผมเขียนได้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ
ขอสแกนที่นายมือบอนตอบปัญหา Electronics มาให้ดูหน่อยละกัน...
บ้าไหมล่ะ? ผมถามเองตอบเอง โดยใช้ปากกาคอแร้งเบอร์ ๓ จุ่มน้ำหมึกอินเดียนอิ้งค์ เขียนตอบไปเรื่อย ๆ หากหมึกเลอะก็ใช้กระดาษซับซับ...
พอไปเรียนอยู่เทคนิคกรุงเทพ ปี ๒๕๑๓ ผมก็ทำ E.E. News โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดแบบกระเป๋าหิ้วซึ่งยืมจากเพื่อนที่ชื่อวิบูลย์ โตทอง ผมนั่งพิมพ์อยู่ที่ห้องในหอพักจำนงค์ แล้วก็นำไปให้เพื่อน ๆ แผนกอีเล็คทรอนิคส์ชั้นปีที่ ๔ ได้อ่านกัน ครั้นไปเรียนที่ดุริยศิลป์ ปี ๒๕๒๐ ผมก็พิมพ์ "ดุริยสาร" ด้วยเครื่องพิมพ์ที่ซื้อเอง แล้วนำไปติดไว้ที่บอร์ดตึกดนตรีให้เพื่อน ๆ อ่าน...
วันนี้ผมอยากจะสแกน E.E. News ฉบับที่ยังคงเหลืออยู่ให้เพื่อน ๆ ได้ดูซักหน่อย มีด้วยกัน ๘ หน้า ประกอบด้วยการ์ตูนเสียเป็นส่วนใหญ่
ที่ตึกอีเล็คทรอนิคส์ มีพื้นที่ว่างใต้ถุนตึกซึ่งใช้เป็นที่เล่นฟุตบอลในร่มได้ นักศึกษารอบเช้าปี ๔ ได้ตกลงที่จะแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม เรียงรายชื่อตามลำดับตัวอักษร ได้เป็น หมู่ ๑ ถึงหมู่ ๔ แต่ละหมู่ก็จะจัดทีมนักเตะจำนวน ๕ คน ซึ่งประกอบด้วย กองหน้า ๒, กองหลัง ๒ และผู้รักษาประตู จากนั้นก็จัดให้มีการแข่งขันแบบพบกันหมด โดยใช้เวลาช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน ผมอยู่หมู่ ๔ แต่ไม่ได้ลงแข่งขันกับเค้าหรอก ขอทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการ E.E.News
จำไม่ได้แล้วว่ากิจกรรมเตะลูกพลาสติกของนักศึกษาปี ๔ ที่ใต้อาคารอีเล็คทรอนิคส์ในช่วงปี ๒๕๑๓ มีที่มาอย่างไร ตอนนั้นคำว่า ฟุตซอล (Futsal) ก็ยังไม่ปรากฏ มันเป็นภาพที่ยังคงประทับใจของนักศึกษารุ่น "ตึกพัง" บางคน หลายคนอาจจะลืมเลือนไปแล้วก็ได้ แต่ถ้าเขาเหล่านั้นได้มาเห็นภาพ E.E.News ฉบับนี้ คงจะระลึกได้ถึงความสนุกสนานของนักศึกษาทั้งห้อง ก และ ห้อง ข ในช่วงเวลานั้น...
น่าเสียดายที่ไม่มีใครในหมู่ ๑ ถึง ๔ ที่จะได้เห็น E.E. News ฉบับนี้!!
ตอนเรียนช่างไฟฟ้าที่วิทยาลัยเทคนิคภาพพายัพ ผมตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นเล่น ๆ โดยให้ชื่อว่า "สำนักพิมพ์ลมม้า" ตั้งตัวเองให้เป็นทั้งบรรณาธิการและนักเขียน ออกหนังสือเกี่ยวกับไฟฟ้า-อีเลคทรอนิคส์ ในชื่อว่า "A.M. Electronics" ตอนนั้นผมเขียนเองอ่านเอง โดยมีบรรจงเพื่อนสนิทเป็นผู้เขียนภาพประกอบ ฉบับสุดท้าย ฉบับที่ ๓ เดือนพฤษภาคม ๒๕๑๐ ไม่คลอด เพราะผมเขียนได้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ
ขอสแกนที่นายมือบอนตอบปัญหา Electronics มาให้ดูหน่อยละกัน...
บ้าไหมล่ะ? ผมถามเองตอบเอง โดยใช้ปากกาคอแร้งเบอร์ ๓ จุ่มน้ำหมึกอินเดียนอิ้งค์ เขียนตอบไปเรื่อย ๆ หากหมึกเลอะก็ใช้กระดาษซับซับ...
พอไปเรียนอยู่เทคนิคกรุงเทพ ปี ๒๕๑๓ ผมก็ทำ E.E. News โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดแบบกระเป๋าหิ้วซึ่งยืมจากเพื่อนที่ชื่อวิบูลย์ โตทอง ผมนั่งพิมพ์อยู่ที่ห้องในหอพักจำนงค์ แล้วก็นำไปให้เพื่อน ๆ แผนกอีเล็คทรอนิคส์ชั้นปีที่ ๔ ได้อ่านกัน ครั้นไปเรียนที่ดุริยศิลป์ ปี ๒๕๒๐ ผมก็พิมพ์ "ดุริยสาร" ด้วยเครื่องพิมพ์ที่ซื้อเอง แล้วนำไปติดไว้ที่บอร์ดตึกดนตรีให้เพื่อน ๆ อ่าน...
วันนี้ผมอยากจะสแกน E.E. News ฉบับที่ยังคงเหลืออยู่ให้เพื่อน ๆ ได้ดูซักหน่อย มีด้วยกัน ๘ หน้า ประกอบด้วยการ์ตูนเสียเป็นส่วนใหญ่
ที่ตึกอีเล็คทรอนิคส์ มีพื้นที่ว่างใต้ถุนตึกซึ่งใช้เป็นที่เล่นฟุตบอลในร่มได้ นักศึกษารอบเช้าปี ๔ ได้ตกลงที่จะแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม เรียงรายชื่อตามลำดับตัวอักษร ได้เป็น หมู่ ๑ ถึงหมู่ ๔ แต่ละหมู่ก็จะจัดทีมนักเตะจำนวน ๕ คน ซึ่งประกอบด้วย กองหน้า ๒, กองหลัง ๒ และผู้รักษาประตู จากนั้นก็จัดให้มีการแข่งขันแบบพบกันหมด โดยใช้เวลาช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน ผมอยู่หมู่ ๔ แต่ไม่ได้ลงแข่งขันกับเค้าหรอก ขอทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการ E.E.News
จำไม่ได้แล้วว่ากิจกรรมเตะลูกพลาสติกของนักศึกษาปี ๔ ที่ใต้อาคารอีเล็คทรอนิคส์ในช่วงปี ๒๕๑๓ มีที่มาอย่างไร ตอนนั้นคำว่า ฟุตซอล (Futsal) ก็ยังไม่ปรากฏ มันเป็นภาพที่ยังคงประทับใจของนักศึกษารุ่น "ตึกพัง" บางคน หลายคนอาจจะลืมเลือนไปแล้วก็ได้ แต่ถ้าเขาเหล่านั้นได้มาเห็นภาพ E.E.News ฉบับนี้ คงจะระลึกได้ถึงความสนุกสนานของนักศึกษาทั้งห้อง ก และ ห้อง ข ในช่วงเวลานั้น...
น่าเสียดายที่ไม่มีใครในหมู่ ๑ ถึง ๔ ที่จะได้เห็น E.E. News ฉบับนี้!!
Labels:
E.E.News,
ดุรยสาร,
ตึกพัง,
ฟุตซอล,
วทก.,
วิทยาลัยพายัพ,
วิบูลย์ โตทอง
Subscribe to:
Posts (Atom)












