Showing posts with label สง่า อารัมภีร. Show all posts
Showing posts with label สง่า อารัมภีร. Show all posts

Wednesday, January 26, 2011

น้ำตาแสงไต้

ผมมีหนังสือโน้ตเพลงเก่าอยู่หลายเล่ม เล่มหนึ่งคือ “รวมเพลงเอก ของ สง่า อารัมภีร เป็นหนังสือปกแข็ง พิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๑ ราคา ๓๕ บาท หนังสือเล่มนี้ก็จะเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งในห้องสมุดดนตรีของผม...



จริง  ๆ แล้ว ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้อ่านเรื่องราวดี ๆ ที่ครูสง่า อารัมภีร ได้เขียนไว้ทั้งหมด แต่มันยาวเกินกว่าที่จะหยิบยกมาไว้ที่นี่   สำหรับวันนี้เพียงเพื่อกระตุ้นความกระหายของเพื่อน ๆ ให้อยากอ่านต่อ ผมขอคัดอรัมภบทเกี่ยวกับที่มาของเพลง “น้ำตาแสงไต้” พร้อมกับโน้ตเพลงมาลงไว้


ครูแจ๋ว หรือ  สง่า อารัมภีร ได้เขียนไว้เกี่ยวกับเพลงน้ำตาแสงไต้ว่า...
“ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำว่าวันนั้น ในราวเดือนพฤศจิกายน ๒๕๘๘ ซึ่งเป็นเวลาเกือบ ๗ ปีแล้ว “ศิวารมณ์” กำลังซ้อมละครเรื่องพันท้ายนรสิงห์อยู่ที่ห้องเล็กเฉลิมกรุง ดูเหมือนจะเข้าโปรแกรมในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน เราซ้อมกันอย่างหนักทุกวัน เพราะเวลานั้นเป็นสมัยที่เริ่มงานกันใหม่ ๆ หรือจะเรียกว่ากำลังฟิตก็ได้ สมัยนั้นเป็นสมัยที่ทุก ๆ คนกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นดารากำลังก้าวขึ้นสู่ความนิยมของประชาชน สุรสิทธิ์, จอก, สมพงษ์ และทุก ๆ คนมาซ้อมตั้งแต่เช้าจนเย็นทุกวัน (ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้เลย เช้าไม่มา เย็นไม่มา ไม่รู้ไปไหนกันแฮะ)  เนรมิต มารุต สมัยนั้นเข้าคู่กันคร่ำเครียดกับบทและวางแคแร็คเตอร์ตัวละครกันเป็นการใหญ่ นาฏศิลป์ก็ซ้อมกันไป เต้นกันไป นักร้องก็ร้องกันไป เสียงแซ่ดไปหมดบนห้องเล็กเฉลิมกรุง ตั้งแต่ ๙.๐๐ น. ถึง ๑๕.๓๐ น. ทุกวัน
ตอนนั้นข้าพเจ้ามีหน้าที่แต่เพียงดีดเปียนโนสำหรับให้นาฏศิลป์เขาซ้อม และต่อเพลงให้กับนักร้องเท่านั้น ผู้แต่งเพลงให้ศิวารมณ์สมัยนั้นคือ ประกิจ วาทยากร และ โพธิ ชูประดิษฐ์ ข้าพเจ้าเพิ่งเป็นนักดนตรีใหม่ ๆ ยังไม่ถึงปีเลย เพลงก็ยังแต่งกับเขาไม่เป็น และยังไม่เคยคิดเลยว่าจะแต่งกับเขาได้ยังไง ได้แต่ดูเขาแต่งกันเท่านั้น วันหนึ่ง ๆ ก็ได้แต่ดีดเปียนโนจนเมื่อยนิ้วไปหมด
เหลือเวลาอีก ๕ วัน ละครก็จะแสดงแล้ว ปรากฏว่าเพลงเอกของเรื่องคือเพลง “น้ำตาแสงไต้” ทำนองยังไม่เสร็จ ทั้งคุณประกิจและคุณโพธิแต่งส่งมาคนละเพลงสองเพลง ก็ยังไม่เป็นที่พอใจแก่เจ้าของเรื่องและผู้กำกับ ทั้งเจ้าของเรื่องและผู้กำกับต้องการจะให้เป็นเพลงที่มีสำเนียงเป็นไทยแท้ มีรสวิญญาณไปในทาง “หวานเย็นและเศร้า” เพลงของคุณประกิจที่ส่งมามีสำเนียงกระเดียดไปทางฝรั่ง ของคุณโพธิก็ไปกลาง ๆ คือครึ่งไทยครึ่งฝรั่ง ล่วงมาอีกหนึ่งวัน ทำนอง “น้ำตาแสงไต้” ก็ยังไม่เสร็จ เจ้าของเรื่องผู้กำกับตลอดจนผู้ร่วมงานต่างก็อึดอัดไปตาม ๆ กัน
เย็นนั้นเมื่อเลิกการซ้อมแล้ว ข้าพเจ้าก็พลอยอึดอัดและกลุ้มใจไปกับเขาด้วย ในเมื่อด้านอื่นเขาเสร็จกันเรียบร้อยแล้ว ยังอยู่เพลง “น้ำตาแสงไต้” เพลงเดียวเท่านั้น และใครก็รับรองไม่ได้ด้วยว่าเมื่อคุณประกิจและคุณโพธิแต่งมาอีกจะเป็นที่พอใจแก่เจ้าของเรื่องและผู้กำกับหรือไม่ เมื่อถึงเวลาภารโรงมาปิดห้องซ้อม ข้าพเจ้าก็ลงมาเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าเฉลิมกรุง ไม่รู้จะไปไหนดีดี มันงงไปหมด….”
สำหรับเรื่องที่ครูแจ๋วเขียนถึงที่มาของเพลง “น้ำตาแสงไต้”  ยังมีต่ออีก ๑๐ กว่าหน้า  น่าสนใจมาก ๆ ครับ…


เมื่อวานนี้ท่านผู้พันมือ fiddle ได้แวะมาเยี่ยมเยียนผมที่บ้าน ก่อนที่จะขับปิคอัพขึ้นเชียงใหม่ ผมจึงได้ขอความกรุณาจากท่านให้ช่วยพาไปซื้อไม้อัด ๔ มิล จำนวน ๕ แผ่น ที่ร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างซึ่งอยู่ใกล้ ๆ  ปรากฏว่าราคาไม้อัดแพงขึ้นอีก 5%  ครั้งที่แล้วผมซื้อแผ่นละ ๑๘๐ บาท ตรั้งนี้ต้องจ่ายเพิ่มเป็น ๒๐๐ บาท พอผมบ่น เจ้าของร้านก็บอกว่าอะไร ๆ ก็แพง จะให้มันราคาคงเดิมได้อย่างไร ผมอดคิดไม่ได้ว่าไม้อัดที่อยู่ในโกดังนับร้อย ๆ แผ่นนั่น อยู่ดี ๆ ก็ราคาเพิ่มขึ้นแผ่นละ ๒๐ บาท  หุหุ ไม่ซื้อก็ไม่ได้ครับ ต้องลุยงานกั้นห้องให้เสร็จ ผมกัดฟันจ่ายเงิน ๑ พันบาทให้พ่อค้าไป  ได้ไม้อัด ๕ แผ่นใส่หลังรถปิคอัพของท่านผู้พันฯ กลับบ้าน…


นอกจากจะช่วยพาผมไปซื้อไม้อัดแล้ว ท่านผู้พันฯ ยังเล่าประสบการณ์ที่มีมากมายในอดึต แล้วยังสาธิตการสีไวโอลินแนว bluegrass และแนวไทยเดิมให้ผมฟังด้วย  มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ท่านผู้พันฯ หยิบไวโอลินตัวใหม่ของน้องม่าเหมี่ยวขึ้นดู แล้วบอกว่าจากประสบการณ์ที่เล่นไวโอลินมานาน คิดว่าไวโอลินตัวนี้น่าจะมีค่าไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท


ขอขอบคุณท่านผู้พันมือ fiddle ที่ช่วยให้ผมสามารถทำงานกั้นห้องต่อได้ในวันนี้….


ผ่านไปแล้วอีก ๑ วัน... 

Tuesday, January 04, 2011

ขวัญของเรียม


“๒๕ ปีในจักรวาลเพลงของเพ็ญศรี่ พุ่มชูศรี”  ปกแข็ง หนา ๑๖๕ หน้า เป็นหนังสือเก่าอีกเล่มหนึ่งที่พี่ชายผมซื้อจากสุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์ เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๐๙ ในราคา ๓๐ บาท นอกจากเนื้อเพลงซึ่งขับร้องโดยเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้องจำนวน ๘๙ เพลงแล้ว ยังมีโน้ตเพลงอีก ๑๙ เพลง วันนี้ผมขอนำมาให้ดูสักเพลงนึงคือ “ขวัญของเรียม”



เพลง "ขวัญของเรียม" เป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ผมหัดเล่นเปียโน ส่วนเพลงสากลคือเพลง Dahil Sa Iyo หรือ “Because of You” เพลงพื้นบ้านฟิลิปปินส์  ทั้งสองเพลงยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผมมาตลอด!

ในหน้า ๒๑-๒๒ ครูแจ๋วหรือสง่า อารัมภีร ได้เขียนเรื่องการสอนเปียโนให้กับเพ็ญศรี พุ่มชูศรี  ในหัวข้อ “ศิษย์เปียนโนคนสุดท้ายของข้าพเจ้า” ไว้ดังนี้…
“ประมาณปี ๙๖-๙๗ ม่านละครเวทีที่ปิดสนิท ชาวละครเสมือนฝึ้นแตกรัง เธอและเขาไปกัดฟันเขียนหนังสือกู้ชีวิตอยู่ที่ฝั่งธนฯ วงเวียนใหญ่ ส่วนข้าพเจ้ากรอบอยู่ที่วรจักร “ไอ้เต้ย” ก็เกิดขึ้นมาอีกคน ละครเวทีสิ้นใจแต่เรากลับมาใกล้กัน โดยเธอมาเรียนเปียนโนที่บ้าน คือหลังจากไปส่งบทประพันธ์ตามโรงพิมพ์แล้ว ก็จะแวะมาหัดเปียนโน ซึ่งข้าพเจ้าก็แนะนำไปตามประสา สมัยนั้นอาหารประจำบ้านข้าพเจ้าคือ “หอยกะพง” เช้าก็ผัดหอย เย็นผัดหอย ด้วยว่ามันถูกดี เหล้าก็เหล้าโรง ใส่ยาใช้พายคน กินวันละสองบาทก็พอ เย็นหนึ่งเธอไปซื้อเป็ดย่างมาแกงเผ็ดให้กิน มันช่างอร่อยล้ำเลิศอะไรยังงั้นก็ไม่รู้
ที่วรจักรสมัยนั้น เป็นที่ชุมนุมของนักร้องชื่อดังในสมัยนี้ ชรินทร์ – สุเทพ – สวลี ไปคิดไปคุยกันเสมอ เพลงรักต่างยุค – ศิลปินคู่ใจ ฯลฯ นั่นแหละที่คู่ชีวิตของเธอให้กำเปิดในสมัยแกงเป็ดย่างนั่น…
เธอหัดเปียนโนอยู่ไม่ถึงปีก็เลิก และข้าพเจ้าก็เลิกสอนโดยเด็ดขาดมาตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ หากเธอไม่เลิก หัดต่อมาเรื่อย ๆ หาครูที่ฝีมือดีสอนต่อมาจากข้าพเจ้า อันเป็นระดับ "ตำบล" ไปสู่ระดับ "อำเภอ" ระดับ "จังหวัด" ป่านนี้ไม่ต้องจ้างวงดนตรีหรอก นั่งดีดเปียนโนคลอเสียงร้อง ร่ำรวยหลายไปแล้ว……”
ครูแจ๋ว - ภาพจากอินเทอร์เน็ต
ใช้หีบเพลงเล่น ”ขวัญของเรียม” คนแก่ได้ยินแล้วหูผึ่งแน่นอนครับ!