Wednesday, March 10, 2021

ร่ายยาวชมวงดนตรี

เพื่อน ๆ ที่รักครับ ผมเพิ่งเขียนบล็อก "บ้านเรา" เล่าเรื่องการเรียนวิชาภาษาไทยสมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย คุณครูสอนให้ผมแต่งโคลงกลอน...
 
 
 
ได้นำภาพบทกลอน "บ้านเรา" มาโพสต์ไว้ แล้วบอกว่าจะกลับมาเขียนต่อ ผมยังมีร่ายยาวอีกบทหนึ่งซึ่งแต่งเกี่ยวกับวงดนตรีเอาไว้ดังนี้... 
 
 
ร่ายยาวชมวงดนตรี
ครั้นแล้วเมื่อสายแจ็คถูกเสียบ แสนเรียบร้อยด้วยเสียงกรีตาร์
ทุกคนประจำหน้าที่รอง เสียงกลองดังกลบรบกวน ค่อยแปรปรวนให้เข้ากันดี
เริ่มดีดสีเพลงเอกทันที
เพลงที่ดี Dance on  title... แถมด้วย Bumble bee twice  เล่นไม่ติดสายเลยนะเจ้า
เสียงเพลงเข้าเร้าดวงใจจริง พวกผู้หญิงจ้องมองพอใจ มือกลองฟากกลองใหญ่ระห่ำ
จังหวะ Shake  จนหน้าแดงกร่ำ แซ่ฉาบดังชุ่มช่ำกลองทอม เสียงกลองใหญ่เหมือนบอมบ์ดังแท้
คุณนิเวศน์ไม่แพ้บรรเลง ต่อด้วยเพลงเต่าทองของเรา
คุณบรรจงเขายอดเยี่ยมแท้ เรื่อง Bass ไม่แพ้เลยนา 
ยอดทั้งสิ้นเก่งแท้ เป็นที่ยอดวงแล้...เรี่ยมให้เสียงเพลง
ไม่ได้เรื่องเลย... เพื่อน ๆ ว่ามั้ย?  บทนี้ไม่ได้เขียนตอนเรียนวิชาภาษาไทยปี ๒๕๐๘ นะ แต่แต่งเพื่อประกอบภาพถ่ายวงดนตรี The Tambourine ขณะเรียนช่างไฟฟ้าอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ (เทคนิคตี๋นดอย)  
 
 
ตอนนั้นไม่ได้เล่นคีย์บอร์ด ผมเล่นกีต้าร์โซโล   

 
 
มีเพื่อนชื่อบรรจงเล่นเบส... 


 
"ประธาน" ตีกลองบนเวทีโรงอาหาร...
 

โชคดีที่เริ่มเล่นกล้องแล้ว ผมซื้อลูบีเทลใช้ฟิล์ม 120 มาใช้เก็บภาพ (เป็นกล้องตัวที่สอง ต่อจาก Kodak Instamatic) ก็เลยมีรูปขาวดำเหล่านี้เก็บไว้จนถึงปัจจุบัน...

 
เพื่อนประยูรนักร้องรูปหล่อที่เอา tambourine คล้องคอได้จากพวกเราไปเกือบ ๒๐ ปีแล้ว...คิดถึงจังเลย!.
 

ผมเก็บรูปเพื่อนร่วมวงไว้ในสมุดเงิน คุณภาพของภาพที่อัดขยายเมื่อ ๕๐ กว่าปีก่อนนั้นดีจริง ๆ ทุกวันนี้สีสันก็ยังดูดี ในขณะที่มุมภาพซึ่งติดไว้ร่วงหลุดไปหมด!

จะมีสักกี่คนที่จำวงดนตรี Tambourine ของผมได้?

บ้านเรา

ผมรู้สึกดีใจที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตตอนเป็นเด็ก ม.ว. (บางคนเรียกว่า "หมาว้อ") แล้วมีเพื่อนนักเรียนมงฟอร์ต ๐๘ เข้ามาเม้นท์ พร้อมกับช่วยกันขุดคุ้ยหาอดึตเสมือนดั่งว่ากำลังหาสมบัติโกโบริเลยทีเดียว...  

เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๗  ผมเขียนเรื่อง "ปั้นถ้วย" ใจความส่วนหนึ่งว่า...

จำได้ว่าตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนมงฟอร์ตฯ  ในวิชา"ศิลปะ" นอกจากวาดเขียนแล้ว มาสเตอร์วิชิต เวียงทองยังสอนให้นักเรียนได้ทำงานปั้น และงานแกะสลักด้วย  งานแกะสลัก...นักเรียนต้องซื้อแผ่นกระดานไม้สัก หนาประมาณนิ้วครึ่ง กว้างฟุตกว่ามาคนละแผ่น มาสเตอร์จะใช้ดินสอวาดรูปช้างให้ แล้วให้นักเรียนนำกลับไปแกะสลักที่บ้าน ผมใช้เวลาเป็นเดือนสำหรับงานนี้ ทุกสัปดาห์ต้องนำไม้กระดานของตัวเองใส่ท้ายรถจักรยานไปโรงเรียนด้วย....ตอนนั้นไม้สักถูกมาก ทำลายป่ากันยับเยิน  ส่วนงานปั้น...ผมจำได้เช่นกันว่ามาสเตอร์ให้นักเรียนปั้นถ้วยกาแฟ...
ผมต้องขี่จักรยานไปซื้อดินเหนียวที่ "โรงถ้วย" อยู่เยื้องกับวิทยาลัยครูเชียงใหม่ ทางด้านซ้ายมือ แถวนั้นยังเป็นพงหญ้าอยู่เลย  ที่นั่นมีดินเหนียวจำหน่าย ได้ดินเหนียวมาแล้วก็ต้องนำไปขึ้นรูป ใส่หูจับ และตกแต่ง   เมื่อปั้นเสร็จ มาสเตอร์ก็ส่งไปเผา เสร็จแล้วก็นำมาคืน นักเรียนทุกคนดีใจมาก ๆ เพราะเค้าลงสีมาให้ด้วย สวยครับ นักเรียนนำผลงานกลับบ้านได้ นั่นคือความประทับใจที่ได้เรียนกับมาสเตอร์วิชิต เวียงทอง...

วันนี้อยากเขียนต่ออีกเกี่ยวกับวิชาภาษาไทยครับ  จำไม่ได้แล้วจริง ๆ ว่า..ใครสอน??  (พี่ชายผมบอกว่าแกเรียนภาษาไทยกับมาสเตอร์สมบูรณ์) 

เจ้าพญาขี้ไคล (เด๋วจะเล่าเรื่องชื่อนี้ให้ฟัง อิอิ) ได้เรียนเรื่องโคลงกลอน แล้วทดลองแต่งตามฉันทลักษณ์ที่ได้เรียนมา ผมบันทึกไว้ในสมุดเงินซึ่งเป็นสมุดบันทึกภาพเล่มแรกว่าดังนี้...

บ้านเรา

บ้านเอ๋ยบ้านเรา คนอื่นเขาอิจฉาเป็นบ้าหลัง

เพราะบ้านเราแสนสกปรก รกรุงรัง มีที่นั่งฝุ่นจับนับเป็นเดือน

อีกที่นอนหมอนมุ้งไม่เคยเก็บ นกตะเข็บแฝงกายเพื่อหมายเฉือน

ทั้งจิ้งจกนกหนูก็มาเยือน โธ๋หนอ! เรือนของเราเศร้าจริงเอย


ผมแต่งบทกลอนเรื่องบ้านเรา เพื่อพรรณาถึง" บ้าน" ตัวเอง (my home) ดังที่ได้วาดรูปไว้ (ด้วยฝีมือที่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย)

เคยถ่ายรูปสวนลิ้นจี่พ่อเลี้ยงหม่องซึ่งอยู่ข้างบ้าน (ติดถนนทุ่งโฮเต็ล ซอย ๓) เลยนำมาตัดแล้วแปะติดไว้ (ต่อเสาไฟ) มองเห็นท้องฟ้า ต้นลิ้นจี่ และต้นมะพร้าว...

อ่อ... ร่ายสุภาพก็ได้เรียนครับ เว็บวรรณคดีน่าอ่านกล่าวว่า...

ร่ายสุภาพ เป็นคำประพันธ์ชนิดหนึงที่มีบังคับสัมผัสและการลงท้าย ร่ายสุภาพบทหนึ่งมีตั้งแต่ ๕ วรรคขึ้นไป แต่ละวรรคกำหนดให้มี ๕ คำ แต่ไม่กำหนดว่าจะต้องมี   กี่บทหรือกี่บาท จะแต่งให้ยาวเท่าไรก็ได้จนกว่าจะจบเนื้อความ สัมผัสบังคับของร่ายสุภาพ กำหนดให้คำสุดท้ายของวรรคหน้าส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๑ หรือที่ ๒ หรือที่ ๓ เพียงดำใดคำหนึ่งในวรรคถัดไป มีข้อกำหนดสำคัญ ๒ ประการ คือ ๑. คำสุภาพ (คำที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์) ถ้าคำสัมผัสเป็นคำสุภาพก็ต้องส่งสัมผัสกับคำสุภาพด้วยกัน แต่ถ้าคำสัมผัสเป็นคำที่มีรูปวรรณยุกต์ก็ต้องส่งสัมผัสกับวรรณยุกต์เดียวกันเท่านั้น  ๒. ร่ายสุภาพ จะต้องจบด้วยโคลงสองสุภาพเสมอ
ผมหัดเขียนร่ายสุภาพไว้ยังไงน้า??  ต้องเอามาให้ดูกัน อิอิ อายจัง

โอ้บุคลวิชัย นามแสนไกลเก่งกล้า อยู่กับย่าแต่เด็ก บ้านหลังเล็กอาศัย
แต่เมื่อใหญ่ไกลย่า ไม่รื่นร่าเริงเลย ครั้นเมื่อเคยมากขึ้น ก็ค่อยชื่นใจล้ำ
นั่งรถข้ามจังหวัด ตามจำกัดจำนวน เริ่มแปรปรวนชีวิต เข้าใกล้ชิดพ่อแม่
พึ่งเรียนแค่ปอสาม ไม่ต้องหามตากตรำ เพราะพ่อทำให้ใช้ ไร้ซึ่งโรคโรคา
พอย่างมาเจ็ดปี บัดนี้มีกำหนด เริ่มจับจดการบ้าน เรื่องคร้านเรียนเริ่มขึ้น
แต่ขอชื่นคุณพระ ขอเพื่อจะรักษา

โอ้พระคุณเที่ยงแท้ พ่อแม่นภาแพ้ พี่น้องเจริญ ยิ่งเอย

เดี๋ยวเล่าต่อครับ...

Tuesday, March 09, 2021

Ness handlebar

What a proud of my design and DIY jobs on Sahatsadeja, the one-last bicycle of mine, that should not be counted as a mouthful brag, isn't it? 

I unavoidably spent lots of time to study and weigh up before choosing any part compatible with the red-white Giant frameset.  First of all, about the handlebar, I should have picked the most suitable one for my uneasy-final-travel cycling.  Considerably it ain't a real waste if I throw my old drop-bar away and use it as a hat hanger. 


Indeed I don't want to hurt my bending back to death during a long journey before reaching my final destination.  So what kind of bike handlebar should be used instead, I wonder.


Ary Ashoor wrote in his interesting cycling blog that flat handlebars are the standard type of bars for most bikes. They are very popular among cross-country riders due to their versatility and simple, better for climbing, tight space, also lighter and cheaper. 


pics from citybicycleco.com - thanks!

For my white giant, if a flat handlebar selected then what size of the stem should be used with? What degree of the stem and which brand should be purchased?  I do realise that good stems are not cheap at all.

Please don't ask me more about the stem, I eventually opted for a new Ness integrated carbon handlebar which came in desired colours.

 
 
 
 

 
Ness means "being in good condition, quality and degree". I do not doubt for sure.

โคอาลานาวิน

พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์เกี่ยวกับกัลยาณมิตรว่า เพื่อนที่ดีคือผู้หวังดี ผู้ให้กำลังใจและให้ข้อคิด ผมรู้สึกดีใจที่ในชั่วชีวิตหนึ่งได้มีเพื่อนดี ๆ มากมายหลายคน บางคนเจอกันตอนเป็นเด็ก บางคนเจอกันแค่ใน cyber world บางคนเป็นชนต่างชาติ ฯลฯ  

เมื่อเช้านี้เพื่อนมงฟอร์ตคนหนึ่งต่อสายเข้ามาทาง facebook messenger  ผมได้ยินเสียงเรียกแล้วล่ะ แต่ไม่สามารถจะรับสายได้ เพราะใช้ PC (personal computer) ที่ไม่ได้ต่อ microphone ไว้ จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ แต่ก็ยังดีที่การโต้ตอบทาง chat box ทำให้เราพูดคุยกันได้ ผมพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดเครื่องคอมพ์ฯ อาจจะเร็วกว่าเพื่อนซึ่งใช้ smartphone เล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาใด ๆ 

เพื่อนคนนี้คือ "นาวิน" ผมเรียกตามเพื่อนชวลิตว่า "ละอ่อนโฮงย้อม" ซึ่งมีอยู่ ๒ คนในรุ่น MC08 คือชวลิตกับนาวิน  ขี่จักรยานไปโรงเรียนทุกเช้า พอลงสะพานนวรัฐ เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเจริญประเทศ อีกไม่ไกลผมก็จะต้องผ่านโรงย้อมด้านซ้ายมือ เสียดายนะที่หาภาพเก่า ๆ ไม่ได้เลย...

 

ปัจจุบันนี้เพื่อนนาวินของผมย้ายบ้านเรือนไปอยู่กับหมีโคอาลาในรัฐ NSW ออสเตรเลียแล้วครับ วิกิพีเดียกล่าวว่า โคอาลาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้อง จำพวกพอสซัม ตัวเมียจะมีกระเป๋าหน้าท้อง สำหรับให้ลูกอ่อนอาศัยอยู่ จากการที่มีลักษณะรูปร่างหน้าตาคล้ายสัตว์ในตระกูลหมี ทำให้ส่วนใหญ่นิยมว่า "หมีโคอาลา" หรือ "หมีต้นไม้"

ผมแอบฉวยรูปของเพื่อนมาให้ดูด้วย ดูดิ...หน้าตาเหมือนเจ้าหมีโคอาลาเลย เพื่อน ๆ ว่ามั้ย?  โปรดสังเกต "ฮูดัง" *

ภาพจาก facebook ของเพื่อนเนี้ยว (นาวิน) 

ยังมีอีกคนคือ "จงฤทธิ์" ตอนเรียนชั้น ม.ศ.๓ (ห้องมาสเตอร์ส่ง) นั่งอยู่ข้างหน้าผมกับไอ่แมวน้อย ติดหน้าต่างข้างบ้านแขก ดมกลิ่นแคบไข**  ทุกเย็นเลย (ฮา)

สำหรับ final trip  ก่อนบินจากซิดนีย์ไปนิวซีแลนด์ ผมไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสแวะไปเยี่ยมเพื่อนเก่านาวินและจงฤทธิ์หรือเปล่า?

 
อยากเห็นเจ้าหมีโคอาลานาวินอ่ะ!
-----------------------------------------------------------------------
*   จมูก (คำเมือง) หมายถึงรู ๒ รูที่มีเสียงดัง
** เนื้อวัวชิ้นเล็กติดมันชิ้นใหญ่ เอามาทอดเรื่อย ๆ เป็นชั่วโมง จนได้ก้อนไขมันวัวแห้งและกรอบบาง

Monday, March 08, 2021

ภูเขาไฟเริ่มปะทุ

ทุกวันนี้ความรักของผมที่มีต่อเจ้า Banian (จักรยานพับจีน ๙ สปีด) ก็ยังคงเหมือนเดิม แม้ว่าจะมีเจ้ายักษ์ น้องทัสซูเฮะ และสหัสเดชะ มาอยู่ด้วย.... 
 

ผมวางตัวจักรยานพับคันนี้ไว้แล้ว ให้ใช้สำหรับการเดินทางแบบที่เรียกว่า "FB Trip" คือนำใส่รถไฟหรือรถยนต์โดยสารไปปั่นเที่ยวภายในประเทศโดยใช้เวลาไม่นานนัก!  สัมภาระที่นำไปด้วยก็จะใช้กระเป๋าติดท้ายราคาถูกอย่างที่เห็นในภาพ...นอกจากนั้นก็ยังมีการเดินทางที่เรียกว่า Busking Trip คือมีเครื่องดนตรีไปด้วย ผมกำลังคิดว่าถ้าจัดสัมภาระแบบ bikepacking จะเอา accordion ไปด้วยได้หรือเปล่า?  

 

ภาพจาก instagram - ขอขอบคุณ 

ภาพจาก instagram - ขอขอบคุณ 
 
 
 
Living as free as a bird ผมคิดถึงชีวิตที่อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่จากวันนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้อีก ไหนจะสถานการณ์โรคระบาด ภัยพิบัติ มลภาวะ ความยากจนข้นแค้น สงครามที่เริ่มก่อตัว ฯลฯ ทุกอย่างเริ่มกำลังเข้ามาขวางหน้าทุก ๆ เส้นทาง โอกาสที่จะมองเห็นฟ้าสีทองผ่องอำไพในเมืองไทยคงไม่มีอีกแล้ว ผมอดคิดถึงประเทศอินโดนีเซียซึ่งประชาธิปไตยกำลังเบ่งบานไม่ได้...

 

น่าเสียดายที่เพื่อนชาวอินโดนีเซียของผมกลับต้องเผชิญกับเถ้าถ่านและฝุ่นควันจากภูเขาไฟที่ประทุติด ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟ "ซีนาบุง" บนเกาะสุมาตราเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๓ "อิลเล เลโวโตลอค" (Ile Lewotolok) ในจังหวัดนูซาเติงการาตะวันออกตอนปลายปี  หรือ "เซอเมรู" ทางฝั่งตะวันออกของเกาะชวาเมื่อต้นปีนี้เอง

 

ล่าสุดข่าวจากไทยรัฐออนไลน์เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๔ แจ้งว่า...

ภูเขาไฟซีนาบุงของอินโดนีเซีย ปะทุพ่นเถ้าถ่านมหาศาลลอยสูงเต็มท้องฟ้า นับเป็นการปะทุครั้งใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายนเมื่อปีที่แล้ว กลุ่มเถ้าถ่านลอยสูงขึ้นไปในอากาศถึง ๕ กิโลเมตร และเริ่มมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องมาตลอดจนต้องเพิ่มระดับประกาศเตือนภัยเป็นระดับสูงสุดอันดับ ๒

าพจากไทยรัฐออนไลน์ - ขอขอบคุณ

วิกิพีเดียอธิบายว่า...

เขาซีนาบุง เป็นภูเขาไฟในสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย มีการไหลของลาวาที่เย็นตัวแล้วด้านข้างของภูเขา การปะทุครั้งล่าสุดก่อนหน้า พ.ศ. ๒๕๕๓ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๔๓ การพ่นไอน้ำ แก๊ส และลาวาทางรอยแตกบริเวณภูเขาได้รับการบันทึกครั้งล่าสุดใน พ.ศ. ๒๔๕๕

ภูเขาไฟซีนาบุงอยู่ห่างจากทะเลสาบโตบาประมาณ ๔๐ กิโลเมตรเอง บ้านริมทะเลสาบของโทนี่ที่ผมจะไปพักอาศัยในปี ๒๕๖๕ จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ ?  หวังว่าถึงตอนนั้นตาแก่เมืองรถม้าคงได้ไปดูให้รู้เห็นกับตา ใจจริงก็อยากไปเสียตอนนี้...ไปให้พ้นจากสังคมไร้ความยุติธรรม จากประเทศที่ผู้ปกครองใช้อำนาจกลั่นแกล้งกดขี่ประชาชน

เดินทางอีกไม่กี่ปีผมก็กลายเป็นธุลีดินแล้ว!

บัลลังก์เชียงรุ้ง

จำได้ว่าหนังสือนวนิยายเล่มแรกที่ผมได้อ่านเป็นจริงเป็นจังก่อนจบชั้น ม.ศ.๓ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่รุ่นปี ๒๕๐๘  คือ "บัลลังก์เชียงรุ้ง" ของ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ...

เว็บร้านหนังสือริมขอบฟ้ากล่าวถึงบัลลังก์เชียงรุ้งว่าเป็น...
นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าอีกเล่มหนึ่งของหลวงวิจิตรวาทการ กับเรื่องราวของหนุ่มสาวผู้มีเลือดกบฏอยู่ในหัวใจ เคียงบ่าเคียงไหล่โค่นล้มอำนาจแห่งความไม่ชอบธรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ และสร้างตำนานบทใหม่ให้แผ่นดิน หลากหลายเรื่องราวที่ถูกนำมาถ่ายทอด นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้วยังได้เรียนรู้ถึงขนบธรรมเนียม ประเพณีไทยตั้งแต่สมัยโบราณกาล เช่น ผีฟ้าเหลือง ชิงบัลลังก์เชียงรุ้ง ฆาตกรรมประหลาด สมเด็จหญิงเฟื่องฟ้า เป็นต้น 

พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นหนังสือปกอ่อน หนา ๔๘๘ หน้า พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ ภาพปกวาดโดยเฉลิมวุฒิรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นนี้ครับ...

ภาพจากคุณแม่บุ๊คดอทคอม - ขอขอบคุณ 

ต่อมาก็พิมพ์ครั้งที่ ๒ หนังสือปกแข็งจำหน่ายในราคาเล่มละ ๙ บาท ปกอ่อน ๗ บาท ที่ผมรู้สึกชื่นชอบและยังจำได้ก็เพราะเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์อันแฝงไว้ด้วยเรื่องราวของความรักที่เด็กหนุ่มอย่างผมกำลังแสวงหาในขณะนั้น จำหน้าปกของหนังสือบัลลังก์เชียงรุ้งที่เคยอ่านเมื่อ ๕๐ กว่าปีที่แล้วได้ดี แต่นึกไม่ออกว่าได้มาอย่างไร พี่ชายของผมซึ่งมีความจำเป็นเลิศบอกว่า "ยืมมาจากพ่อไอ้จงไง" ทำให้ผมรู้ว่าหนังสือที่ได้อ่านนั้นเป็นของคุณพ่อของเพื่อนซึ่งมีบ้านอยู่ในซอย ๓ ถนนทุ่งโฮเต็ล "พรหมมา มโนรส" ทนายผู้มีการศึกษาสูง มีเครื่องพิมพ์ดีด มีวิทยุ และมีหนังสือราคาแพง ฯลฯ
 


ขอบคุณภาพจาก siambook.net

กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ วันที่สถานการณ์โควิดปิดทางไม่ให้ได้ไปเที่ยวเชียงรุ้ง วันที่ประชาธิปไตยเมืองไทยถูกลบเลือนด้วยอำนาจเผด็จการ ผมเฝ้าคิดถึงหนังสือเก่า ๆ ที่เคยอ่านตอนเป็นเด็กหลายเล่ม "บัลลังก์เชียงรุ้ง" ของหลวงวิจิตรวาทการก็เป็นหนึ่งในนั้น โชคดีที่มีร้านหนังสือเก่าออนไลน์ให้ได้แสวงหา มีบางเล่มที่ผมหามาอ่านได้แล้วเช่น "ปรีชา จักรยานข้ามสามทวิป"  (ยอมเสียเงิน ๒๕๐ บาทซื้อมา) สำหรับบัลลังก์เชียงรุ้งที่เป็นหนังสือเก่านั้น ช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่หาซื้อไม่ได้แล้ว สำหรับเนื้อเรื่องนั้นผมจำไม่ได้แม้แต่น้อย แต่ก็หวังว่าจะได้กลับไปอ่านอีกครั้ง...

ของเก่าหาซื้อไม่ได้ก็ต้องสั่งของใหม่ ซึ่งจัดพิมพ์จำหน่ายในปี ๒๕๔๗ โดยสำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์ เป็นหนังสือปกอ่อนหนา ๒๗๐ หน้า รูปร่างดังนี้...

 

ราคาปก ๑๕๐ บาท เสียค่าส่งเพิ่มอีก ๒๗ บาท ผมได้อ่านเรื่องราวของหนุ่มสาวผู้มีเลือดกบฏในหัวใจ เคียงบ่าเคียงไหล่โค่นล้มอำนาจแห่งความไม่ชอบธรรม...


ขอเป็นกำลังใจให้นักสู้หนุ่มสาวผู้มีเลือดกบฏอยู่ในหัวใจคนไทยในยุคนี้ครับ!

ไม่อยากตกยุค

 ในสายตาชาวโลก ทุกวันนี้มีเรื่องให้ติดตามมากมาย ทั้งข่าวจริงข่าวเท็จ ข่าวดีข่าวร้าย!

เพื่อน ๆ ที่รักครับ.... ผมรู้สึกว่าเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว แต่ละนาทีมีค่าสำหรับผม ด้วยเหตุนี้จึงต้องอ่านมากขึ้น เขียน(ด้วยปากกา)มากขึ้น เฝ้าศึกษานวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ก็ยังไม่ละทิ้งความระแวดระวังในเรื่องของภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้ก่อนหลับตานอน ผมจะต้องอ่านหนังสือจากเจ้า Kindle (E-book reader) รุ่นเล็กสุดซึ่งซื้อเงินผ่อนมาเดือนละ ๓๓๐ บาท โดยใช้เงินเบี้ยผู้สูงอายุที่เค้าให้มาซื้ออาหารให้กับท้องแต่ผมขอแบ่งมาซื้ออาหารให้สมองซึ่งโหยหามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง

สำหรับงาน DIY นั้นก็มีให้ทำอย่างต่อเนื่อง เสียแต่ว่าหาเวลาได้ยากเหลือเกิน ผมอยากจะเขียนบล็อกทิ้งไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยมากกว่า วันนี้อยากจะเขียนถึง final trip ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าผู้ร่วมเดินทางของผมคือเจ้ายักษ์ขาวหรือสหัสเดชะ* ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการชุบชีวิต...

  
 
ส่วนอุปกรณ์พักแรม (camping gear)ก็เตรียมไว้ครบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์ ถุงนอน เปลญวน เสื่อปูนอน ผ้าคลุมกันฝน ฯลฯ ผมคงไม่หาอะไรมาเพิ่มอีก (มีแต่จะเอาออก!) คิดถึงตอนเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ผมมีของไปด้วยไม่กี่อย่างเอง เป็นดั่งเช่นฤาษี ใช้กะลาใส่อาหาร เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น แต่ต้องพกฟิล์มถ่ายรูปไป ๖ ม้วน จะกดชัตเตอร์เก็บภาพแต่ละทีต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะมีฟิล์มอยู่เท่านั้นเอง ไม่เหมือนปัจจุบันนี้ memory card 32 GB ตัวเดียวบรรจุได้นับพันนับหมื่นรูป!!...
ดีใจครับที่เกิดมาแล้วอยู่ทันได้ใช้ของมหัศจรรย์ในยุคดิจิตัล ภูมิใจเหลือเกินที่ตัวเองไม่ตกยุค  ผมประกอบคอมพิวเตอร์โดยใช้การระบายความร้อนด้วยของเหลว (liquid cooling system) ด้วยตนเอง ใช้คำสั่งด้วยเสียงในแอบ Google Assistant ก็ได้ ตอนนี้ก็เริ่มอัพเดทปรับปรุงการเขียนบล็อกให้ดูดีขึ้น!
 
เพื่อน ๆ คิดว่าผมควรจะใช้ชีวิตอย่างไรดี ให้คุ้มค่าทุกนาทีที่ยังมีลมหายใจอยู่ครับ? 
---------------------------------------------------------------------
*รากษส (อ่านว่า ราก-สด)กายสีขาวเจ้าเมืองปางตาลผู้มี ๑,๐๐๐ หน้า ๒,๐๐๐ มือ ร่างกายสูงใหญ่ดั่งเขาอัศกรรม มีกระบองวิเศษที่พระพรหมประทานให้มีฤทธิ์คือต้นชี้ตายปลายชี้เป็นและได้รับพรเมื่อข้าศึกหรือศัตรูเห็นต้องหลบหนีไปด้วยความกลัว