Showing posts with label เล่าเรื่องสายตาสั้น. Show all posts
Showing posts with label เล่าเรื่องสายตาสั้น. Show all posts

Monday, January 17, 2011

เล่าเรื่องสายตาสั้น(ต่อ)

อากาศเย็นนะเนี่ย เพื่อน ๆ ต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดีด้วยนะ ผมมีอาการปวดเมี่อยแขนขาอยู่บ้างนิดหน่อย คงเป็นเพราะได้เลื่อยไม้และตอกตะปูในการตั้งโครงผนังห้องเมื่อ ๒ วันก่อนนั่นเอง วันนี้อยากให้เป็นวันเบา ๆ ของผมครับ...


นั่งอยู่หน้าคอมพ์ฯ พยายามกู้ไฟล์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องสายตาสั้นต่ออ่ะ คราวก่อนเขียนถึงตอนเรียนจบช่างไฟฟ้าปี ๓ ที่เทคนิคภาคพายัพ ผมก็สายตาสั้นเป็นพันแล้ว ต้องสวมแว่นตาหนาเตอะนั่งรถไฟเข้ากรุง เพื่อสอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิคทุ่งมหาเมฆ เป็นการเดินทางกลับบ้านเกิดอีกครั้งหลังจากที่ได้จากไปนานหลายปี ผมไปพักที่บ้านน้าชายที่เคยได้พักอาศัยตอนเรียนชั้น ป. ๑-๒ ที่โรงเรียนประสาทวิทยาอนุชน วันไปสมัครสอบ…ผมนั่งรถเมล์สาย ๔ จากท่าน้ำภาษีเจริญไปลงที่สวนลุมฯ แล้วต่อรถสองแถวเข้าไปที่วิทยาลัย รอบเช้าเค้ารับประมาณ ๗๐ คนมังครับ (ถ้าจำไม่ผิด) แต่มีคนไปสมัครสอบหลายร้อย เรียกว่าจะต้องต่อสู้กันแบบ ๑ ต่อ ๘ ก็ว่าได้  ผมสมัครสอบแล้วกลับบ้าน รายงานให้น้าสะใภ้ฟัง ท่านยังแสดงความเป็นห่วง กลัวว่าผมจะสอบเข้าไม่ได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ เมื่อประกาศผลสอบออกมา นักศึกษาหนุ่มสวมแว่นตาคนที่เห็นในภาพกลับสอบเข้าได้…


ภาพนี้ถ่ายที่โรงอาหารวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ในวันที่ ๑๔ ก.ค. ๒๕๑๒ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาลัย ถ้าสังเกตดูแว่นตาที่ผมสวม จะเห็นได้ว่ามันหนามาก!  จำได้ว่าแว่นคู่นี้พี่สิทธ์เป็นคนพาไปตัดที่ห้างภิรมย์การแว่น วังบูรพา วันนั้นพอรู้ว่าสายตาตัวเองสั้นพันกว่า ผมถึงกับร้องไห้ด้วยความเสียใจว่าจะเรียนต่อไม่ได้ ดูเหมือนว่าอนาคตข้างหน้าจะสิ้นความหวังซะแล้ว!!!  ตอนเรียนปี ๔ ผมต้องสวมแว่นตาติดตา ถอดไม่ได้เพราะมองไม่เห็น


ภาพที่ผมเล่นกีต้าร์บนเวทีหอประชุม วทก. เมื่อวันที่ ๑๙ ก.ย. ๒๕๑๒ นั้นดูไม่จืดเลยครับ หุหุ


ผมเล่น lead guitar  เพื่อนที่ยืนเล่น rhythm guitar อยู่ข้างหลังนักร้อง คือ “วิบูลย์ โตทอง” เป็นคนที่ให้ผมยืมพิมพ์ดีดไปพิมพ์ E.E News   มันเรียกผมว่า “ไอ้แว่น”


และแล้ววันที่เป็นจุดเปลี่ยนของผมก็มาถึง วันนั้นผมเดินผ่านร้านบุญเท่งแว่นตาซึ่งอยู่แถว ๆ ถนนเจริญกรุง ได้เห็นป้ายวัดสายตาและทำคอนแทคเลนส์ ผมจึงเดินเข้าไปสอบถามและขอวัดสายตาทันที   เหตุการณ์นั้นผ่านมา ๔๐ กว่าปีแล้ว แต่ผมก็ยังพอจะจำรูปร่างหน้าตาของคุณหมอและขั้นตอนการตรวจสายตาในวันนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่คุณหมอให้ผมทดลองสวมคอนแทคเลนส์ซึ่งจะมีค่าประมาณ -800 กว่า (ถ้าเป็นใช้คอนแทคเลนส์จะสั้นน้อยกว่าสวมแว่นตา) แล้วบอกให้ผมเดินออกจากห้องวัดสายตาไปยืนมองออกไปยังนอกถนน ไม่ต้องสวมแว่นตาหนัก ๆ เลนส์หนา ๆ ผมมองเห็นได้ชัดแจ๋ว มันเป็นความรู้สึกยินดีอย่างเหลือล้นจนตราตรึงมาถึงวันนี้

สมัยนั้นยังไม่มีคอนแทคเลนส์แบบนิ่ม มีแต่คอนแทคเลนส์ชนิดแข็งทำด้วยพลาสติก น้ำซึมผ่านไม่ได้ ราคาคู่ละ ๑,๕๐๐ บาท ซึ่งนับว่าแพงมาก ถ้าเทียบกับค่ารถเมล์ ๒ สลึง ผักชีกำละ ๒๕ สตางค์ เกาเหลาชามละ ๓ บาท และอาบอบนวดชั่วโมงละ ๕๐ บาท  แม้ว่าคอนเเทคเลนส์จะแพงและมีโอกาสหลุดตกหายได้ง่าย ผมก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนไปใช้แทนแว่นตาหนาเตอะโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย…

ที่มาของภาพ - อินเทอร์เน็ต
ไม่มีตังค์ทำยังไง?  ผมนั่งรถเมล์ไปหาพี่นา (พี่สาวของพี่อู๊ด) ที่บ้านถนนเทอดไทเพื่อขอยืมเงินจำนวน ๑,๕๐๐ บาท พี่นาไม่ให้ แต่บอกให้ไปยืมที่คุณลุง ในที่สุดผมก็สมหวัง ได้เปลี่ยนไปใช้คอนแทคเลนส์ ตอนเขียนจดหมายขอเงินเพื่อใช้คืนให้คุณลุง ผมบอกคุณแม่ว่าต่อไปไม่ต้องสวมแว่นตาอีกแล้ว!!

ผมไม่ต้องสวมแว่นตาแล้ว
ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันแผนก ๕ กันยายน ๒๕๑๓ ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ จะสงสัยหรือเปล่าว่าทำไมอยู่ดี ๆ ผมถึงได้กลายเป็นคนที่ไม่ต้องพึ่งแว่นตาอีกต่อไป…

วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๑๓ ไปจัดงานต้อนรับน้องใหม่ที่พัทยา ผมไม่ต้องสวมแว่นตาแล้วเด้อ…

รับน้องใหม่
ลงเล่นน้ำทะลก็ได้ แต่ต้องระวังให้ดี ไม่อย่าเผลอลืมตาในน้ำ…

เล่นน้ำทะเลต้องระวังคอนแทคหลุด
ภาพที่ผมเล่นออร์แกนให้สุเทพ วงศ์กำแหงร้องเพลง “รักคุณเข้าแล้ว” ในงานแต่งงานที่สโมสรแพทย์ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๑๓  ก็ไม่สวมแว่น!!!

เล่นออร์แกนให้สุเทพร้องเพลง
ความจริงแล้วการใช้คอนแทคเลนส์แบบแข็งจะต้องมีช่วงเวลาถอดให้อ๊อกชิเจนผ่านเข้าไปเลี้ยงแก้วตาด้วย บางคนมีอาการแพ้ ถ้าใส่นาน ๆ ก็ทำให้ตาอักเสบได้ง่าย โชคดีที่ผมไม่ค่อยมีปัญหาซักเท่าไร ทั้ง ๆ ที่ผมสวมคอนแทคทั้งกลางวันกลางคืน จะได้ถอดก็เมื่อเข้านอน (บางครั้งก็ยังใส่นอนซะอีก)

ตั้งแต่ใช้คอนแทคเลนส์…ผมก็พยายามไม่ให้มันตกหาย แต่แล้ววันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นจนได้!!!

เดือนมีนาคม ปี ๒๕๑๓ สอบเสร็จ…นักศึกษาอีเล็คทรอนิคส์รุ่นผมก็ได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่จังหวัดเชียงใหม่  ไปเที่ยวว่างั้นเหอะ  หนุกหนานมากครับ ผมก็ได้ถือโอกาสกลับบ้านด้วย…

แวะเที่ยวสุโขทัย
แวะขี่รถม้าที่ลำปาง ไม่นึกเลยว่าบั้นปลายผมจะต้องมาอยู่ที่จังหวัดนี้นานกว่า ๑๐ ปีแล้ว

เที่ยวดอยสุเทพ
หลายเดือนแล้วที่ผมไม่ต้องสวมแว่นสายตา เมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่ ผมพาเพื่อนที่สนิทไปพักที่บ้านถนนทุ่งโฮเต็ล แม่ได้เห็นผมหล่อขึ้นกว่าเดิม (อ๊วก…) เพราะปราศจากแว่นตาหนาเตอะ คงจะดีใจด้วย แต่แม่ไม่รู้หรอกว่าคืนวันสุดท้ายของการทัศนศึกษา ผมจะต้องเหลือดวงตาเพียงข้างเดียวที่มองเห็นได้ชัด

ในขณะที่ผมกับเพื่อน ๆ กำลังยืนเย้ว ๆ อยู่บนรถซึ่งวิ่งผ่านสี่แยกอุปคุต คอนแทคเลนส์ข้างหนึ่งได้หลุดออกจากดวงตาของผม มันปลิวไปกับสายลม ผมก็ได้แต่เศร้าใจ ความสนุกสนานมลายหายไปภายในพริบตา!!

แล้วค่อยโม้ต่อนะครับ…  เรื่องคอนแทคเลนส์ยังมีอีกหลายตอน

Thursday, January 06, 2011

เล่าเรื่องสายตาสั้น - "เขาผ่อบ่อหัน"

คืนวันวานที่ผ่านมาผมทำงานหน้าคอมพ์ฯ ไม่ได้ เพราะตอนเย็นไปพบจักษุแพทย์ ได้รับการหยอดยาขยายม่านตาทั้งสองข้าง ไม่สามารถดู monitor ซึ่งมีแสงจ้าได้ ก็เลยไม่ได้เขียนอะไร!!   วันก่อนเขียนเรื่องหนอนตัวที่คุณแซมบอกว่ามันเป็นหนอนโชคดีที่มีโอกาสได้เข้าไปทัศนาจรในช่องหูคน  จริงด้วยซิ โดยปราศจากความเกียจชัง ผมไว้ชีวิตให้มันได้นำเรื่องราวไปคุยกับเพื่อนหนอนด้วยกัน ไม่บดขยี้ให้แบนบี้ไปกับพื้น hostel  ก็เพราะไม่ใช่ความผิดของมัน!  แต่ถ้าเป็นพวกนักการเมืองหรือใครก็ตามที่โกงกิน ผมเกลียดและขยะแขยงยิ่งกว่าหนอนซะอีก!

กลับมาคุยเรื่องดวงตาของผมดีกว่า คุณหมอพงษ์ศักดิ์ตรวจดวงตาของผมด้วยเครื่องตรวจจอประสาทตาแล้วบอกกับผมว่ายังใช้ได้อยู่ อีก ๖ เดือนค่อยไปตรวจอีกที ผมเสียค่าตรวจแค่ ๑๐๐ บาทเองครับ...

สายตาผมสั้นจากพันธุกรรม คุณแม่สายตาสั้นมาก ผมและพี่ชายก็สายตาสั้นระดับพันกว่าทั้งสองคน ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น (สมัยนั้นจากประถม ๔ ก็เป็นมัธยม ๑ เลย) ครูประจำชั้นมีหนังสือแจ้งให้คุณแม่ทราบว่าผมมีปัญหาเรื่องสายตา แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ครอบครัวคนขายกาแฟมีคุณพ่อเป็นคนหัวโบราณไม่เข้าใจผลอันเกิดจากการมองกระดานดำไม่ชัดของลูกชาย มีแต่คุณแม่ซึ่งคอยเป็นห่วง แต่ก็ยังมิได้ให้ผมได้รับการตรวจวัดสายตาจากจักษุแพทย์  เด็กกะโปโลอย่างผมจึงได้เรียนได้เล่นแบบคนสายตาเสื่อมลงเรื่อย ๆ (ไม่รู้ว่าเรียนผ่านแต่ละชั้นมาได้ยังไง)  แม้ว่าจะอยู่ชั้น ม.ศ.๓ แล้วก็ตาม ผมก็ยังคงไม่ได้สวมแว่นตา จำได้ว่าผมอยู่ห้อง C โต๊ะเดียวกับอนันต์ จันตา (ไอ่แมวน้อย – บ้านอยู่แม่ริม) นั่งอยู่ติดผนังทางด้านขวา ประมาณกลาง ๆ ห้อง ตอนนั้นสายตาคงจะสั้นประมาณ ๗-๘๐๐ ถึงระดับที่อ่านตัวหนังสือตัวเล็กที่ครูเขียนบนกระดานดำไม่ออกแล้วล่ะ  การเรียนผมแย่ลงมากชนิดหัวปริ่มน้ำ โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยซึ่งต้องอ่านที่ครูเขียนบนกระดานดำ ผมเรียนเพียงแค่ขอให้ผ่าน หันไปเล่น ๆๆ  เบิกเงิน ๕๐ บาทจากธนาคารออมสินไปซื้อลูกฟุตบอลเบอร์ ๓ ไปเตะกับเพื่อน ๆ ที่ทุ่งนา ถนนหน้าบ้านป้าเงา สนามโรงเรียนปริ้นซ์

ผมหันไปเล่นกีต้าร์ อย่างที่เห็นในภาพการบรรเลงในวันคริสต์มาสปลายปี ๒๕๐๘ ยังไม่มีแว่นตาใส่!!!
ก่อนจบชั้น ม.ศ.๓ นักเรียนทุกคนก็ตั้งเป้าว่าจะไปเรียนต่อกันที่ไหน ทักษิณบอกว่าจะไปสอบเข้าเตรียมทหาร จักรกฤษณ์ (หนุ่ย) อยากไปอเมริกา ส่วนผมไม่อยากไปไหน นอกจากเทคนิคภาคพายัพ (ตีนดอย)  เพราะได้ข่าวว่ามีเครื่องดนตรีวง shadows ให้เล่น

ตารางสอบเข้าวิทยาลัยเทคนิคภาพพายัพ ปี ๒๕๐๙

จำได้ว่ามาสเตอร์ประเสริฐ มั่นศิลป์ เปิดสอนพิเศษให้นักเรียนที่จะไปสอบเข้าเรียนต่อสถาบันมีชื่ออย่างเช่น เตรียมอุดม เตรียมทหาร ฯลฯ  ผมก็สมัครเรียนกับเค้าด้วย เราไปเรียนกันที่บ้านมาสเตอร์ ผมไปได้ไม่กี่ครั้งก็เลิกไป เพราะมองไม่เห็นตัวหนังสือบนกระดานดำ

มาถึงวันนี้ ผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าเรียนจบชั้น ม.ศ.๓ ที่โรงเรียนมงฟอร์ตมาได้อย่างไร ดูกระดานดำก็ไม่เห็นชัด ครูชี้ให้ผมลุกขึ้นตอบคำถามบนกระดาน ผมตอบไม่ได้ เพื่อนร่วมชั้นต้องบอกครูว่า “เขาผ่อบ่อหันครับ…”

เนื่องจากผมเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือ ชอบประดิษฐ์ของเล่น ทำกล้องฉายหนัง เลยต้องใช้สายตาหนัก ตาก็ยิ่งสั้นลงทุกที ๆ พอสอบเข้าเรียนต่อที่แผนกช่างไฟฟ้าวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพได้ ผมจำเป็นต้องสวมแว่นตา!  คุณพ่อบอกว่าไม่ต้องใส่แว่นก็ได้มั้ง แต่คุณแม่พาไปวัดสายตาและตัดเเว่นที่ร้านวิมลการแว่น ใกล้สี่แยกอุปคุต ถึงตอนนั้นเลนส์ที่ใช้ก็หนาเตอะแล้ว!!!

เล่นกีต้าร์ที่โรงอาหารวิทยาลัยเทคนิคภาพพายัพ ตอนนั้นสวมแว่นตาแล้ว
ช่วงที่เรียนช่างไฟฟ้า ผมสวมแว่นตาแล้วก็จริง แต่ไม่ได้ใส่ติดตา คงกลัวว่าไม่หล่อมั้ง แว่นกรอบกระใส่เลนส์หนาเตอะอย่างที่ผมใส่ในภาพข้างบน จะสวมก็เฉพาะเวลาจำเป็นเท่านั้น ขณะฝึกงานผมไม่เคยใส่  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ปฏิบัติงานตั้งเสาไฟฟ้าและเดินสาย เพื่อนซึ่งอยู่บนปลายเสาทำน้อตที่ยึด rack ตกลงพื้นแล้วบอกให้ช่วยเก็บ ผมมองไม่เห็น จำได้ว่ารู้สึกอายเหลือเกิน มันฝังติดอยู่ในใจมาถึงทุกวันนี้…

ตอนอยู่ปี ๑ ผมได้เรียนวิชาฟิสิกส์กับอาจารย์วัฒนาและวิชาเคมีกับอาจารย์หญิงท่านหนึ่ง (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้)  วิชาฟิสิกส์เรียนในห้องเล็ก (อยู่ด้านขวาของอาคารด้านหน้า) กระดานดำอยู่ไม่ไกล ผมสอบได้เกรด A  แต่วิชาเคมีเรียนในห้องปฏิบัติการเคมี เป็นห้องกว้าง นักศึกษาต้องแบ่งเป็นกลุ่ม นั่งตามโต๊ะปฏิบัติงาน ผมมีชื่ออักษร ว. จึงได้นั่งอยู่ห่างจากกระดานดำในระยะไกล มองตัวหนังสือไม่เห็น เจ้าวิชานั่นก็ดันมีแต่อะไรไม่รู้ที่ต้องเขียน ๆๆๆๆ  ตารางแร่ธาตุเอย สูตรและสมการต่าง ๆ เอย ยังจำได้ถึงตอนที่ถูกอาจารย์ถามชื่อสัญลักษณ์ธาตุที่อยู่บนกระดาน ผมตอบไม่ได้เพราะมองไม่เห็น ตอนนั้นไม่ยักมีใครพูดขึ้นว่า “เขาผ่อบ่อหันครับ…”  ในที่สุดวิชาเคมีก็เป็นวิชาแรกและวิชาเดียวในชีวิตที่ผมได้เกรด D

พี่อู๊ดเคยพาไปดูหนัง แล้วเห็นผมสวมแว่นตาเฉพาะตอนอยู่ในโรงหนัง ยังบอกให้ผมใส่แว่นติดตา สายตาจะได้ไม่เสื่อมไว แต่ผมกลับไม่ทำตาม

ผมยิ่งอ่านหนังสือหนักกว่าเดิม เขียนนิตยสารทำเองอ่านเอง ทำสมุดภาพ ต่อเครื่องขยายเสียงให้ตัวเองและเพื่อน (ประสาท เผ่าชัย) ประกอบเครื่องรับวิทยุและเครื่องส่ง จนสายตาเสื่อมลงถึงขั้นที่ถอดแว่นแล้วเห็นเพียงภาพเบลอ ๆ  เวลาไปหาใคร ผมหาไม่เจอ มองไปแล้วไม่รู้ว่าเป็นคนที่ต้องการพบหรือเปล่า!  สายตาตอนนั้นคงสั้นถึงพันแล้วล่ะ…

พออยู่ปี ๓  เริ่มดีขึ้นเมื่อสามารถหาแว่นตาที่เป็นกรอบโลหะได้ คิดว่าใส่แล้วดูดีว่างั้นเหอะ แม้ว่าเลนส์จะหนา ผมก็เลยใส่ติดตามากขึ้น...

ภาพนี้ถ่ายบนดาดฟ้าตึกช่างไฟฟ้า วทพ. หน้าหนาวปี ๒๕๑๑-๑๒

อยู่ปี ๓ แล้ว ได้แว่นตาที่ดูดี ก็เลยใส่ติดตา..
อย่างไรก็ตาม ขณะฝึก ร.ด. ผมก็ไม่ยอมสวมแว่นตา วันหนึ่งนักศึกษา ร.ด. ไปยิงปืนที่สนามยิงปืนหนองฮ่อ จำได้ว่าแต่ละคนจะได้รับลูกปืน ๕ ลูกเพื่อใช้ยิงด้วยปืน ปลยบ. <em>(ปืนเล็กยาวแบบบรรจุเอง)</em> ผมมองไม่เห็นเป้าหรอกครับ ได้แต่เดา ๆ แล้วยิงไปยังงั้น หุหุ ไม่เข้าเป้าเลยแม้แต่นัดเดียว…

เรียน ร.ด. ไม่สวมแว่น ภาพนี้ถ่ายที่สนามยิงปืนหนองฮ่อ
โฮ้ย…สนุก  ถ้าจะให้เล่าเรื่องสายตาสั้นของผม แล้วค่อยเล่าต่อนะครับ