Wednesday, March 28, 2012

ทดสอบกล้องตัวใหม่

ต้องขออภัย...เมื่อวานนี้ HiNet ของ CAT ใช้งานไม่ได้ทั้งคืน ผมจึงไม่ได้เข้ามาคุยกับเพื่อน ๆ  วันนี้เข้าเน็ตได้ตามปกติ...ผมอยากจะคุยเกี่ยวกับเรื่องกล้องถ่ายรูป

ขอย้อนความก่อนว่า ผมชอบเล่นกล้องมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก กล้องตัวเเรกที่ได้เป็นเจ้าของก็คือเจ้า Kodak Instamaic 100 ซึ่งมีหน้าตาอย่างที่เห็นในภาพ....


จากนั้นมาผมก็ใช้กล้องอีกหลายตัว ชึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ จนกระทั่งถึงยุคติจิตอล...ผมตัดสินใจควักเงินหลายพันบาทซื้อกล้องยี่ห้อ Polaroid ซึ่งถือว่าเป็นกล้องดิจิตอลตัวแรกของผม...มาทดลองใช้ 



ดูเหมือนว่าผมได้เป็นผู้บุกเบิกซึ่งมีโอกาสก้าวไปข้างหน้าได้อีกไกล แต่ผมกลับหยุดอยู่ตรงจุดเริ่มต้น เหมือนเช่นตอนได้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่ใช้ cpu 8088 กับระบบ Dos ที่ซื้อมาในราคา ๒๕,๐๐๐ บาท ถ้าจากจุด ๆ นั้น...หากผมสานต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ทุกวันนี้ผมก็คงมีอะไรที่ดีกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่านัก!

พูดถึงเรื่องกล้อง....ผมบอกได้อย่างไม่อายว่าในชีวิตนี้ผมยังไม่เคยใช้กล้องดิจิตอล SLR ชนิดที่เปลี่ยนเลนส์ได้เลยครับ แค่สัมผัสหรือยกขึ้นมาส่องผ่านช่อง viewfinder ก็ยังไม่เคยด้วยซ้ำ (อ่อ...เคยลองจับกล้องตัวหนัก ๆ ของคุณเมธีที่วัดพระแก้วฯ เข้าใจว่าจะเป็นกล้องฟิล์ม แต่ถ้าเป็นกล้องดิจิตอลก็ต้องขออภัยที่เข้าใจผิด) ผมได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งผมอาจได้เป็นเจ้าของกล้องอย่างนั้นบ้าง แต่ก็ยังเกรงว่าเมื่อถึงวันนั้นเชื้อไฟที่มีอยู่อาจจะดับไปแล้วก็ได้!!!

ถ้าเพื่อน ๆ ติดตามอ่านบล็อกช่างเหอะมาสักระยะ คงทราบว่าผมเคยปรารภว่า จะต้องรีบหากล้องถ่ายรูปตัวใหม่ให้ได้ ก่อนที่จะแบกเป้ออกเดินทางในเดือนหน้านี้  วันนี้ผมได้มาแล้วครับ....


กล้อง Canon PowerShot A460 ขนาด 5 Megapixels ภาพนี้เป็นภาพที่ลงไว้ในเว็บ pramool.com...

ผมประมูลได้มาในราคา ๖๐๐ บาท เมื่อวานนี้ไปรับสินค้าซึ่งส่งมาให้ทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษแล้ว...


กล้องสภาพค่อนข้างใหม่ ใช้งานได้ดี ผู้ขายแพ็คไว้เป็นอย่างดี และแถมถ่าน AA แบบอัลคาไลน์มาด้วย ๒ ก้อน...

ผมใช้ถ่าน AA แบบ rechargeable ที่มีอยู่ใส่ลงไปแล้วเปิด switch  ภาพที่ปรากฏบนจอ LCD ขนาด ๒ นิ้วนั้นสดใสกว่าที่ผมเคยเห็นจากกล้อง Olympus Mju 20 ซึ่งพังไปแล้ว ได้เห็นเป็นครั้งแรก...ผมก็เกิดความพอใจ!   

สำหรับการถ่ายภาพนิ่ง กล้องตัวนี้สามารถตั้งความละเอียดได้หลายระดับดังนี้  
Large: 2592 x 1944 pixels
Middle 1: 2048 x 1536 pixels
Middle 2: 1600 x 1200 pixels
Small: 640 x 480 pixels
Widescreen: 2592 x 1456 pixels


ส่วนภาพเคลื่อนไหวมีดังนี้
640 x 480 pixels (10 frames/sec.)
320 x 240 pixels (30 frames/sec.)

ต้องทดสอบดูหน่อย.....








Canon ตัวนี้ให้ภาพที่สว่างดี

ภาพนี้วัดแสงตรงจุดที่แสงเข้ามาทางหน้าต่าง

ความชัดเจนใช้ได้เลยนะ...


ลองถ่ายคีย์เปียโน...

แล้วลองใช้โหมดถ่ายใกล้...

ลองถ่ายภาพนักเรียนที่มาเรียนทฤษฎีดนตรี...

ถูกใจที่สุดตรงที่มีช่อง viewfinder...ผมปิดสวิชจอภาพแล้วมองผ่านทางช่อง viewfinder มีความรู้สึกเหมือนกับใช้กล้องฟิล์มในอดีต!


วันนี้พูดเรื่องกล้องถ่ายรูป ผมจึงอยากนำนิตยสาร Outdoor Photograph ฉบับล่าสุด (April 2012) หนา ๕๙ หน้ามาฝาก ในเล่มมีเรื่องของกล้องและเลนส์รุ่นใหม่ ซึ่งน่าสนใจสำหรับเพื่อน ๆ ช่างภาพด้วย สามารถคลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับ

เพื่อน ๆ ที่รักครับ ตอนนี้ผมมีกล้องสำหรับใช้บันทึกภาพในการเดินทางแล้ว อีกไม่นานคงได้ออกลุยไปถ่ายภาพมาให้เพื่อนได้ดู...

Monday, March 26, 2012

เคล็ดลับเรื่องของผัก


ผมมีนิตยสาร "หมอชาวบ้าน" ฉบับที่ ๑๗๐ เดือนมิถุนายน ๒๕๓๖ อยู่บนชั้นหนังสือ วันนี้ได้นำออกมาอ่าน รู้สึกชื่นชอบคอลัมน์ "รู้ก่อนกิน" ซึ่งเขียนโดย "เด็กหญิงส้มโอ" ในหัวข้อ "เคล็ดลับเรื่องของผัก" ในหน้าที่ ๗๖-๗๘  ผมเห็นว่ามีประโยชน์ดี จึงอยากจะขออนุญาตนำมาเก็บไว้ที่นี่ครับ...

"เด็กหญิงส้มโอ" ให้ความรู้ไว้ดังนี้...

 ชะอมเป็นพืชที่มีหนามตามเถาและก้านใบ ปลายหนามจะงอกลงทางด้านโคนต้นและโคนก้านใบ ฉะนั้นเวลารูดชะอมจึงต้องรูดจากปลายก้านไปหาโคนก้าน เพื่อป้องกันโดนหนามเกี่ยว เวลาจะซื้อก็ต้องเลือกที่สด ๆ ลองเขย่าดูเบา ๆ ถ้าไม่มีใบร่วงก็ใช้ได้...
 

หัวปลีก่อนกินต้องลอกกาบชั้นนอกกับดอกเล็ก ๆ ที่จะกลายเป็นกล้วยออกทีละชั้นจนถึงชั้นที่มีสีขาว จะได้ไม่เหนียว รสก็ไม่ฝาดมาก หากจะนำมาทำยำให้หั่นบางที่สุดตามขวางหัว แล้วแช่ในน้ำส้มมะขามเปียกหรือน้ำมะนาว ต้องคอยกดให้จม มิฉะนั้นหัวปลีจะดำ (สูตรนี้ใช้ได้กับผักทุกชนิดที่ปอกหรือหั่นทิ้งไว้แล้วจะดำ)  ถ้าอยากกินแบบเผา ต้องอย่าเพิ่งลอกเอากาบออก เผาให้สุกจนนิ่มทั่วกันดีแล้ว จึงลอกเอากาบนอกที่เหนียวและแก่ออก ให้เหลือแต่อ่อน ๆ
 
 มะระนำมาทำอาหารได้หลายอย่างทั้งต้มและผัด และมีรสชาติที่เฉพาะตัวคือความขม หากใครไม่ชอบรสขมมาก ก็ให้นำมะระไปต้มกับน้ำเกลือ แล้วรินน้ำทิ้ง ๑ ครั้ง  

 วิธีเลือกซื้อบวบ คือให้เลือกที่มีสีเขียวสด หัวขั้วยังเขียวสดอยู่ เหลี่ยมนูนชัดและคม จับดูจะนิ่ม เวลาจะนำไปปรุงอาหารควรปอกเปลือกแค่พอลบเหลี่ยม จะทำให้มีรสชาติหวานอร่อย
 หน่อไม้ฝรั่งมีหลายชนิด ชนิดสีเขียวขณะที่ยังอ่อนอยู่จะไม่มีเสี้ยนมาก เวลาเลือกให้ดูที่ก้านจะคล้ายกับดอกกุยช่าย ถ้าแก่เปลือกจะเหนียวมาก เวลาปรุงจึงต้องปอกเปลือกก่อนเพื่อช่วยไม่ให้เหนียว เวลาซื้ออย่าซื้อครั้งละมาก ๆ เพื่อเก็บไว้กินหลาย ๆ วัน เพราะเปลือกที่บาง เขียว นุ่ม จะแก่และหนาขึ้น มีเสี้ยนมากขึ้น ทำให้เหนียว ไม่อร่อย
ถั่วลันเตา เลือกฝักที่ยังเขียวสด ฝักแบน ไม่พอง เส้นของฝักเล็ก ก่อนนำไปประกอบอาหารต้องลอกเส้นขอบฝักทั้ง ๒ ข้างออกเสียก่อน เพราะส่วนนี้จะเหนียวและเเข็ง ไม่อร่อย

 มะเขือพวงนิยมนำมาใส่ในน้ำพริกและแกง หากใส่ในน้ำพริกไม่ควรใส่มาก เพราะจะมีรสขื่นนิด ๆ ขมด้วย แต่ถ้าใส่ในแกงเขียวหวาน ก่อนใส่ให้นำมะเขือพวงมาบุบพอแหลกแล้วแช่น้ำ เมล็ดจะลอยขึ้นมา เมื่อนำไปใส่แกงจะไม่ทำให้น้ำแกงดำ ไม่ขม และยังช่วยให้น้ำแกงเข้าเนื้อด้วย
คะน้ามีด้วยกันหลายพันธุ์ พันธุ์ที่ลำต้นอวบใหญ่ ใบถี่และกว้าง ใบเป็นคลื่นเล็กน้อย เมื่อนำมาประกอบอาหารจะอร่อยกว่าพันธุ์ที่มีลำต้นสูงเพียว ใบห่าง และค่อนข้างเรียบ นอกจากนี้คะน้ายังเป็นผักที่สามารถดูดซึมสารพิษได้ดี จึงควรล้างหลาย ๆ ครั้ง ก่อนนำมาปรุงอาหาร
 
ในเห็ดฟางมีกรดกลูตามิก ซึ่งเป็นกรดชนิดเดียวกับที่มีในผงชูรส อาหารที่ประกอบด้วยเห็ดฟางจึงมีรสชาติหวาน อร่อย  นอกจากนี้ในเห็ดฟางยังมีไนอะซินสูงอีกด้วย มีประโยชน์คือช่วยป้องกันโรคผิวหนังหยาบ ปากอักเสบ และลิ้นบวมแดง...  เวลาเลือกก็ควรเลือกดอกที่กำลังจะตูมจะดีกว่าดอกบาน เพราะเนื้อจะหวานกรอบกว่า หากเหลือจะเก็บไว้กินวันอื่นก็กลัวดอกจะบานและดำ ก็ให้นำเห็ดมาลวกน้ำเดือดเสียก่อนจึงแช่เย็น เท่านี้ก็ทำให้เก็บเห็ดคงสภาพเดิมได้นานขึ้น

เผือก ส่วนที่ใช้กินคือ ราก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหัว...(เช่นเดียวกับหัวมัน หัวผักกาด) เผือกมีผิวที่สากมือ และเป็นขน ทำให้คันมือ ก่อนปอกให้นำเผือกไปผิงไฟสักครู่ แล้วจึงนำมาปอก  พืชที่มีหัวประเภทเผือก แครอต หัวผักกาด หากต้องการเก็บไว้ ให้ตัดใบออกให้หมดก่อน มิฉะนั้นความหวานในหัวจะลดลง...
วันนี้ผมนั่งเคาะแป้นพิมพ์นำบทความของคุณส้มโอมาบอกต่อ โดยใช้ภาพประกอบจากทางอินเทอร์เน็ต (มิใช่เพราะขี้เกียจเขียนเรื่องของตัวเองนะครับ) เพราะเห็นว่าบทความนี้มีสาระที่เป็นประโยชน์ (ขอขอบคุณผู้เขียนและเจ้าของภาพพืชผักที่ผมนำมาใช้ด้วยครับ)



วันนี้...ขอนำนิตยสาร New Zealand Gardener ฉบับล่าสุด เดือนมีนาคม มาฝากด้วย ๑ เล่ม เพื่อน ๆ คลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับผม...

กำลังจะปลูกผักกินเองอยู่พอดีครับ!

Sunday, March 25, 2012

เตรียมเสบียง..ก่อนออกเดินทาง

วันนี้ขอคุยเรื่องการแบกเป้ท่องเที่ยวอีกซักวันนะครับ จริง ๆ แล้วถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่เบื่อ...ผมก็อยากจะเขียนต่อในเรื่องการเตรียมตัวออกแบกเป้ของผม ซึ่งค่อนข้างจะไม่เหมือนใคร!

ก่อนแบกเป้ออกเดินทาง ถ้ามีเวลา...ผมก็มักจะจัดเตรียมเสบียงเพื่อนำติดตัวไปด้วย สิ่งที่ง่ายมาก ๆ สำหรับผมก็คือ การทำกล้วยตากและแอปเปิ้ลตากแห้ง อย่างที่เห็นในภาพ...


 ก่อนอื่นก็ต้องไปหาซื้อกล้วยน้ำว้าชนิดที่เค้าโล๊ะขายให้ถูก ๆ มาจากตลาดเสียก่อน...


ไม่สวยก็ไม่เป็นไรครับ ปลอกเปลือกแล้วใส่ถาดนำออกไปตากได้เลย...
 

ส่วนแอปเปิ้ลก็นำมาปลอกเปลือก หั่นให้เป็นแผ่นบาง ๆ ประมาณ ๒ มม. จัดวางเรียงในถาด แล้วนำออกตากเช่นเดียวกัน

ถ้าจะใช้เป็นเสบียงสำหรับการเดินทางไกล ควรต้องตากนานกว่าปกติ สำหรับผมจะตากถึง ๗ แดด หรือตาก ๗ วัน จนแอปเปิ้ลกลายเป็นแผ่นแข็งและเหนียวเคี้ยวแทบไม่ออก...

เมื่อตากได้ที่แล้ว ให้นำไปนึ่งในหม้อนึ่ง โดยใช้เวลาประมาณ ๒๐-๓๐ นาที หลังจากผ่านการ sterile... ทั้งกล้วยและแอปเปิ้ลจะนิ่มลง

ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น ก่อนนำบรรจุลงในภาชนะพลาสติกซึ่งปิดสนิท อากาศไม่เข้า

ไม่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นนะครับ  หลังจากนั้นอีก ๒-๓ วัน มันจะกลายเป็นกล้วยตากที่อร่อยมาก ๆ หอมหวาน! เคี้ยวหนึบ ๆ ส่วนแอปเปิ้ลก็มีรสเปรี้ยวนิด ๆ สามารถนำใส่เป้...ใช้เป็นเสบียง ช่วยบรรเทาความหิวในระหว่างการเดินทางบนรถยนต์หรือรถไฟได้เป็นอย่างดี!  ผมมักจะกินกับขนมปังโฮลวีทและนมถั่วเหลือง 

ปัญหาที่นักเดินทางไม่อยากเจอะเจอก็คือ "อาการท้องเสีย"  ฉะนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่แน่ใจในความสะอาด เสบียงซึ่งนำติดตัวไปด้วยจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้ครับ!

คงต้องเริ่มเตรียมตากกล้วยและแอปเปิ้ลแล้วล่ะ!




พูดเรื่องการท่องเที่ยว..วันนี้ขอนำนิตยสาร Wanderlust ฉบับล่าสุดประจำเดือนเมษายนมาฝาก หนา ๑๔๘ หน้า ประกอบด้วยเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวผจญภัย เพื่อน ๆ สามารถคลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับ

Saturday, March 24, 2012

ถุงนอน


เมื่อวานซืน ขณะเขียนเรื่อง เสื้อจิงโจ้ ก็ยังรู้สึกเฉย ๆ....พอถึงตอนนี้ผมกลับมีความหวังที่จะได้แบกเป้ไปต่างแดนอีกครั้ง!  หุหุ ความตื่นเต้นเริ่มเข้าเกาะกุมหัวใจของนักผจญภัยวัยดึกทีละน้อย ๆ

วันนี้อยากพูดเรื่องถุงนอนหรือที่เรียกกันว่า sleeping bag ครับ ถุงนอนที่ผมใช้เป็นถุงนอนราคาถูก (ถ้าจำไม่ผิดคิดว่าไม่เกิน ๔๐๐ บาท) แม้ว่าจะเก่า (อายุเกือบ ๒๐ปี)...แต่ก็ยังคงใช้งานได้ ข้อดีคือมีน้ำหนักเบา ไม่เปลืองเนื้อที่ในการพกพา

ผมนำไปตากแดด แล้วพับเก็บลงถุงของมัน!


จากนั้นก็เก็บลง backpack เตรียมพร้อมไว้ลุยได้เล้ย!


ถ้าถามว่าถุงนอนมีประโยชน์ไหม?  ไม่ได้ไปนอนป่าจำเป็นต้องนำไปด้วยหรือ?  ผมก็อยากบอกว่ามันมีประโยชน์มาก ๆ ครับ นำติดตัวไปเถอะ  มันเป็นได้ทั้งผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หมอน เป็นเสื่อ ใช้ห่อหุ้มข้าวของที่บอบบางและเสียหายได้ง่าย มันเป็นได้แม้กระทั่ง "ม่านบังตา"!

ถุงนอนและเป้ใบแรก - ภาพนี้ถ่ายที่ backpacker hostel ในสิงคโปร์


เพื่อน ๆ มีถุงนอนเตรียมไว้หรือเปล่าครับ?

Thursday, March 22, 2012

เสื้อจิงโจ้...สิ่งที่ขาดไม่ได้


เสื้อกล้ามตราห่านคู่ถูกนำมาดัดแปลงด้วยการทำกระเป๋าพร้อมซิปไว้ด้านหน้าเป็นสิ่งที่ขาดได้ (ตามอายุการใช้งาน) แต่ผมขาดมันไม่ได้จริง ๆ  ผมเรียกเสื้อที่ทำไว้อย่างนี้ว่า "เสื้อจิงโจ้"  ทุกครั้งที่แบกเป้เดินทางท่องโลก...ผมจะต้องสวมเสื้อจิงโจ้ไว้ชั้นในตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ยามนอนหลับ!

เอกสารสำคัญ ๆ อย่างเช่น หนังสือเดินทาง หรือตั๋วเครื่องบิน รวมทั้งกระเป๋าสตางค์จะต้องถูกเก็บไว้ในกระเป๋าจิงโจ้...ให้แนบตัวไว้ตลอดเวลา ยกเว้นก็แต่ขณะอาบน้ำ ซึ่งก็จะต้องเตือนสติอยู่เสมอว่าอย่าได้ลืมเจ้าจิงโจ้ไว้ในห้องน้ำ บนโขดหิน...หรือบนพื้นหญ้าโดยเด็ดขาด!

ทำ "เสื้อจิงโจ้" ไว้อย่างน้อย ๓ ตัวเพื่อสับเปลี่ยน เนื้อผ้าของเสื้อกล้ามตราห่านคู่จะดูดซับเหงื่อได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเสื้อที่ใส่แล้วจึงเหม็นกลิ่นเหงื่อ ตอนค่ำ...หลังจากเดินเที่ยวมาทั้งวัน เมื่อได้อาบน้ำ...ก็ถือโอกาสซักซะเลย บิดให้แห้งแล้วผึ่งไว้ชั่วคืน ตอนเช้าก็แห้งแล้ว!

เพื่อน ๆ อย่าไปอายที่ตัวเองมองดูคล้ายคนพุงป่อง เพราะมีเอกสารและกระเป๋าตังค์อยู่ตรงหน้าท้อง (อย่างที่เห็นในภาพ อิอิ...)



เสื้อจิงโจ้จะช่วยมิให้เกิดปัญหาโดนล้วงกระเป๋า หรือหนังสือเดินทางหาย ผมจะรู้สึกอุ่นใจตลอดเวลาที่เดินทางไปต่างแดนพร้อมกับเสื้อจิงโจ้

อ่อ...ลืมบอกไปว่า เอกสารต่าง ๆ รวมทั้งกระเป๋าสตางค์จะต้องใส่ลงในซองหรือถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะใส่ลงในกระเป๋าจิงโจ้ ไม่งั้นเหงื่อจะทำให้มันเปียกและเสียหายครับ

วันนี้ขอพูดน้อยแต่ต่อยหนัก ไม่อ้อมค้อม...ว่าถึงเรื่องซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กันเลย!

Wednesday, March 21, 2012

Plaisir d'Amour


เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๓๑ ผมและอาจารย์ราเชนทร์ได้บันทึกบทเพลงที่เราได้เล่นด้วยกันใน lobby โรงแรมแม่ปิงไว้ จากนั้นก็ได้นำไปบันทึกลง cassette tape ทำเป็นอัลบั้มเพื่อส่งไปให้ป้า Alice Bennett ที่ Canada โดยตั้งชื่อว่า "From Lampang with Love" 

เพลงแรกของ Side B คือ เพลง Plaisir d'Amour  เป็นเพลงฝรั่งเศสที่ทำนองคุ้นหู เราบรรเลงด้วยกันที่โรงแรมแม่ปิงในลักษณะ duet คือผมเล่นเปียโน และอาจารย์ราเชนทร์เป่าคลาริเน็ต




พอดีบ่ายวันนี้ผมได้รับหนังสือโน้ตเพลงของ Frank Mills (นักเปียโนชาวแคนาดา) จากเพื่อนซึ่งอยู่เชียงใหม่ (ขอไม่บอกชื่อ เพราะกลัวทำให้ท่านถูกจับ...ช่างเหอะขอรับเต็ม ๆ คนเดียวก็พอแล้ว อิอิ) ทำให้ผมคิดถึงป้า Alice จาก British Columbia, Canada ซึ่งเสียชีวิตไปนานแล้ว และคิดถึงเพลง Plaisir d'Amour ที่เคยบันทึกส่งไปให้ป้า Alice

ป้า Alice เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิต...

ผมก็เลยอยากจะบอกเพื่อน ๆ ว่าเพลงนี้เพราะมาก ๆ  บรรเลงด้วยเปียโนก็หวานซึ้ง หรือจะใช้ accordion บรรเลงก็น่าฟังครับ



 ขอบคุณสำหรับ Frank Mills Collection จากเชียงใหม่ครับผม...

Tuesday, March 20, 2012

สแกนหนังสือเก่า...แล้วทำเป็นไฟล์ PDF

ทุกวันนี้การสแกนเอกสารเก่า ๆ แล้วนำไฟล์ JPEG หรือไฟล์ภาพอื่น ๆ ไปแปลงเป็นไฟล์ PDF (Portable Document Format) เพื่อเก็บไว้ดูนั้น เราสามารถทำได้โดยไม่ยากแล้ว ผมจะลองทำให้ดูนะครับ....

 

ผมมีหนังสือเก่าอยู่เล่มหนึ่งคือ Pictorial Guide to Pagan หนังสือเล่มนี้ผมซื้อไว้เมื่อครั้งเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต ถ้าจะค้นหาข้อมูลมาเล่าว่าซื้อมาเท่าไหร่หรือไปทำอะไรมาบ้างในพม่า...ก็พอทำได้ครับ  แต่พอดีบล็อก "ช่างเหอะ" ตัวนี้อยากจะยึดแนว "อะไรก็ได้ที่มีประโยชน์ นำไปใช้ได้กับชีวิตที่เรียบง่าย...."  ผมจึงต้องขอข้ามไปพูดถึงเรื่องการแปลงไฟล์เสียเลย

หลายปีมาแล้ว ผมได้สแกนหนังสือ Pictorial Guide to Pagan แล้วนำขึ้นเว็บ wichai.net โดยเก็บไว้ที่ "หนังสือเก่าของผม"   ตอนนั้นยังไม่มีโปรแกรมแปลงไฟล์ภาพที่ได้จากการสแกน แล้วรวมเข้าไว้เป็นไฟล์ PDF เพียงตัวเดียว ผมต้องใช้โปรแกรมทำเว็บอย่างเจ้า FrontPage ในการนำเสนอให้ผู้ชมเว็บได้คลิกอ่านไปทีละหน้า ๆ

ปัจจุบันนี้ เราสามารถทำให้เป็นไฟล์ PDF ของหนังสือทั้งเล่มได้โดยใช้โปรแกรมสร้างไฟล์ PDF ซึ่งมีอยู่หลายตัว แต่ที่ผมอยากจะนำมาใช้ในวันนี้ก็คือ JPEG to PDF ซึ่งสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากเว็บ compulsivecode.com   เจ้าของโปรแกรมบรรยายว่า..
This is a program for converting image files into PDF files.  The program supports converting multiple image files to single or multiple PDFs files.  The program also supports image scaling and positioning.  This program now supports unicode filenames.  Latest addition:  The program now supports multi-page images.

เยี่ยมเลยครับเพราะโปรแกรมสนับสนุนการแปลงไฟล์ภาพหลาย ๆ ไฟล์ให้เป็น multiple PDFs files แถมยังเป็น freeware ซะด้วย!  เปิดออกมาแล้วหน้าตาเป็นเช่นนี้ครับ...


จากนั้นผมก็ต้องไปค้นหาไฟล์ภาพซึ่งผมสแกนจากหนังสือ Pictorial Guide to Pagan มา อ่อ...พบแล้ว มีอยู่ทั้งหมด ๗๐ กว่าภาพ  เมื่อรู้ตำแหน่งแห่งหนของไฟล์ดังกล่าวแล้ว ก็คลิกที่ Add Files หน้าต่างก็จะเปิดให้เรา browse หาไฟล์ภาพไปลงดังนี้...


ทำ highlight บรรดารูปภาพทั้งหมดแล้วคลิก "เปิด" เพื่อนำภาพไปใส่ในโปรแกรมได้เลย  จะออกมาดังนี้....


อ๊ะ ๆ ยังก่อน...ถ้ามีไฟล์ภาพที่เป็น GIF (Graphics Interchange Format) รวมอยู่กับ JPEG อย่างที่เห็น เจ้าโปรแกรม JPEG to PDF มันจะไม่ทำงานครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมต้องเข้าไปแปลงไฟล์ภาพทั้งหมดให้เป็น JPEG เสียก่อน เรื่องนี้ PhotoShop ช่วยได้ครับ


เห็นมั้ย ตอนนี้ผมนำไฟล์ภาพมาใส่ใหม่อีกครั้ง ทั้งหมดเป็นไฟล์ JPEG

ก่อนคลิก Save PDF เราต้องดูว่าไฟล์ภาพเหล่านั้นเรียงกันตามลำดับถูกต้องแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่ถูกต้องก็คลิกที่ชื่อไฟล์ แล้วกด Move Set Up เพื่อเลือนขึ้น หรือ Move Set Down เพื่อเลื่อนลง (เราสามารถเลื่อนไฟล์พร้อม ๆ หลาย ๆ ไฟล์ด้วยการกด Cap Lock + Shift แล้วคลิกซ้ายเพื่อทำ highlight  แล้วคลิกให้มันขึ้นหรือลง) ต้องตรวจสอบให้ดีนะครับ เพราะถ้าเรียงหน้าผิด...ออกมาเป็น PDF ก็จะผิด!

เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ ที่ช่อง Single PDF File named ตั้งชื่อไฟล์ไว้ด้วยก็ได้ ส่วนช่อง Output Path: ก็เลือกเอาครับว่าจะเก็บไฟล์ pdf ไว้ตรงไหน   เสร็จแล้วก็คลิก Save PDF เลย....




ช่างรวดเร็วยิ่งนัก ผมยังไม่เคยเห็นโปรแกรมแปลงไฟล์ตัวไหนที่จะไวอย่างนี้

คลิก "ตกลง" แล้วเข้าไปดูในที่เก็บไฟล์ จะเห็นไฟล์ pdf ของหนังสือ Pictorial Guide to Pagan นอนรออยู่แล้ว!  แม้หนังสือจะมีหลายหน้า แต่ไฟล์ก็ไม่ใหญ่นัก แค่ 11.5 MB เอง!  คลิกเปิดดูได้แล้วจ้า....



หวังว่าเรื่องนี้คงมีประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ ผู้สนใจในเรื่องการเก็บเอกสาร...