Monday, April 21, 2014

ร้านอาหารเจเมืองสุพรรณฯ

 วันนี้ขอแนะนำร้านอาหารเจสุดอร่อยในจังหวัดสุพรรณบุรีหน่อยนะครับ...



บนถนนมาลัยแมน ถนนที่ตรงไปยังวัดป่าเลไลยก์ เลยศาลหลักเมืองและประตูเมืองไปหน่อย...ทางด้านขวามือจะมีร้านอาหารเจตั้งอยู่ร้านหนึ่ง (ตรงลูกศรชี้)  


หาได้ง่ายครับ...


เป็นสถานปฏิบัติธรรมด้วย เจ้าของร้านอัชฉาสัยดีมีน้ำใจ อาหารเจที่นี่อร่อยมั่ก ๆ และราคาไม่แพงด้วย...


เห็นภาพก๋วยเตี๋ยวชามนี้แล้ว เพื่อน ๆ ได้กลิ่นหอมฉุยมั้ยครับ?

Sunday, April 20, 2014

วัดประตูสาร สุพรรณบุรี


มหากวีเอก “สุนทรภู่” ได้พรรณาไว้ในโคลงนิราศเมืองสุพรรณตอนหนึ่งว่า...
ฝั่งซ้ายฝ่ายฟากโน้น      พิสดารมี
วัดพระรูปบูราณ              ท่านสร้าง
ที่ถัดวัดประตูสาร            สงฆ์สู่อยู่เอย
หย่อมย่านบ้านขุนช้าง   ชิดข้างสวนบัลลังก์
วันนี้เราไปเที่ยววัดประตูสารกันหน่อยนะ...


จากวัดพระรูป ผมเดินไปตามถนนขุนช้าง...


จนพบสถานีดับเพลิงอยู่ทางด้านขวามือ...


ตรงแยกวัดประตูสาร...


วัดประตูสารอยู่ทางด้านซ้าย.....  



เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งในสุพรรณฯ  ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติฝีมือช่างหลวง...



เสียดายที่อุโบสถหลังเก่าซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังปิดอยู่ ผมจึงไม่มีโอกาสบันทึกภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ดู...





ด้านขวามือมีโบสถ์เก่าหลังเล็ก ตอนไปถึง...ประตูเหล็กยังปิดอยู่!


หนุ่มคนหนึ่งรีบมาไขกุญแจเปิดให้เข้าชม...


บอกว่ามีธรรมาสน์เก่าสมัยรัชกาลที่ ๕ และวัตถุโบราณอยู่ข้างใน



ผมมีความรู้สึกว่าตอนเป็นหนุ่ม...คุณพ่อของผมคงจะเคยมาที่วัดประตูสาร

Saturday, April 19, 2014

วัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี


ช่วงที่ผมไปถึง "วัดพระรูป" นั้นสายมากแล้ว ผมเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงลานจอดรถ ทางด้านซ้ายมือเห็นศาลาการเปรียญไม้หลังใหญ่ตั้งอยู่ ด้านขวาเป็นวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์....




กล่าวกันว่า "พระพุทธไสยาสน์" ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า "เณรแก้ว" นั้น เป็นพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์งดงามที่สุดในประเทศไทย พระวรกายสมบูรณ์ทุกส่วน...


พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนขาว ยาว ๑๓ เมตร สูง ๓.๔๕ เมตร พระพักตร์แป้นกลม ยาวคล้ายผลมะตูม ผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าสร้างในราว พ.ศ. ๑๘๐๐-๑๘๙๓
 






มีซากศาลาแบบเก๋งจีนอยู่ภายในบริเวณวัด....




ใกล้ ๆ กัน... ผมเห็นเจดีย์แปดเหลี่ยม ยอดระฆังทรงกลม... 




 




ภายหลังจากการเยือนวัดพระรูป ผมถึงได้ทราบว่าศาลาการเปรียญวัดพระรูปสร้างด้วยไม้ที่คุณพ่อเป็นผู้จัดหาให้ในสมัยนั้น...

เสียดายที่ไม่ได้ไปเห็นด้วยตา!

ที่มาข้อมูล: oknation.net/blog/phaen,  thai-tour.com,  aj-ram.com

Friday, April 18, 2014

self check-in


สมัยก่อนเวลาจะขึ้นเครื่อง ผู้โดยสารจะต้องไปเช็คอินที่เค้าเตอร์ของสายการบินที่ได้ซื้อตั๋วไว้ เพื่อรับ boarding pass... 


จะเลือกที่นั่งก็ต้องตอนนั้น อยากได้ window seat หรือ aisle seat ก็บอกไป แถมเจ้าหน้าที่ยังถามด้วยนะว่า smoking หรือว่า non-smoking  ส่วนอาหารบนเครื่องก็เช่นกัน ถ้าอยากได้มังสวิรัติก็ต้องบอกเค้าว่าขอ vegetarian meal (VGML)

Boarding Pass ที่ได้มาจะเป็นกระดาษแข็ง หน้าตาแตกต่างกันไปดังที่ผมนำตัวอย่างมาให้ดู...


แต่ทุกวันนี้ก้าวหน้ามาก เราสามารถจองตั๋วได้ทางอินเทอร์เน็ต เลือกที่นั่งได้เอง สั่งซื้ออาหารล่วงหน้าไว้ก่อนก็ได้  ครั้นจะขึ้นเครื่อง...หากไม่มีสัมภาระที่จะต้องโหลด ผู้โดยสารก็ไม่ต้องไปที่เค้าเตอร์เพื่อเช็คอินเหมือนในอดีต...


แค่ไปที่ self check-in kiosk เจ้าเครื่องอย่างที่เห็นในภาพ...


 ทำการเช็คอินด้วยตนเอง โดยกดป้อน booking number ลงไป... 


เห็นว่าถูกต้องดีแล้วก็กด "ยืนยัน"  มันก็จะมี boarding pass เป็นกระดาษบาง ๆ (คล้ายกระดาษเครื่อง fax) ออกมาทางช่องที่เห็นอยู่ด้านล่าง...


นำไปขึ้นเครื่องได้เลยครับ...

Thursday, April 17, 2014

มณฑปวัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี




วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๗ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี...ผมถ่ายภาพสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนไว้ ๑ บาน ก่อนที่จะเดินข้ามไปยังฝั่งด้านตะวันตก


เชิงสะพานด้านซ้ายมือเป็นที่ตั้งของมณฑปวัดพระรูป...


เว็บ phuttha.com ได้อธิบายถึง "มณฑป" ไว้ว่า...
มณฑป : ชื่อเรียกงานสถาปัตยกรรมไทยประเภทหนึ่ง ที่เอื้อให้สำหรับประโยชน์ใช้สอยซึ่งเกี่ยวกับพุทธศาสนา โดยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป หรือพระไตรปิฎก หรือรอยพระพุทธบาทจำลอง พระมณฑปโดยทั่วไปมักเป็นอาคารรูป ๔ เหลี่ยมจัตุรัส มีหลังคาเป็นเรือนยอดแหลมอย่างทรงปิรามิดซ้อนเป็นชั้นๆเรียกว่า “หลังคาทรงบุษบก” เนื่องด้วยบุษบก บุษบกกับพระมณฑปใช้รูปแบบ สัดส่วน และองค์ประกอบที่เป็นแบบแผนเดียวกัน แตกต่างกันในบางส่วนและการใช้สอยที่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ บุษบกใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็ก หรือขยายใหญ่ขึ้นขนาดสำหรับคนเข้าไปนั่งได้ ๑ คน อย่างเช่นให้พระเข้าไปนั่งเทศน์ ซึ่งจะเรียกชื่อใหม่ว่า “ธรรมาสบุษบก” หรือสำหรับให้พระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นประทับ ในพระราชพิธีบางอย่างก็เรียกว่า “พระที่นั่ง” ลักษณะสำคัญของบุษบกก็คือจะเปิดโล่งทุกด้านไม่ทำฝาผนังกั้นและมีฐานสูง ส่วนพระมณฑปนั้นเป็นอาคารขนาดใหญ่ประมาณ ๔.๐๐ x ๔.๐๐ เมตรขึ้นไป ตั้งบนฐานทึบไม่สูงมากเมื่อเทียบกับส่วนเรือน ที่สำคัญพระมณฑปจะก่อหรือกั้นเป็นฝาผนังทึบทุกด้าน อาจมีหรือไม่มีหน้าต่างก็ได้
(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล)


มณฑปวัดพระรูป สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๕ - ๒๔๕๙ โดยการริเริ่มของเจ้าอาวาสวัดพระรูปในขณะนั้น (พระแจงวินัยธร) ร่วมกับคณะสงฆ์ และชาวบ้าน เพื่อประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไม้ที่พบจากการลอยน้ำมา โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงิน ๑,๔๘๑ บาท ต่อมาเมื่อราวปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ทางวัดได้เคลื่อนย้ายรอยพระพุทธบาทไม้ไปเก็บไว้ในหอสวดมนต์ มณฑปหลังนี้จึงถูกทิ้งร้างไป
ลักษณะของมณฑป เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม ส่วนกลางเป็นห้องโถง มีบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ ส่วนยอดเป็นทรงหลังคาซ้อนลด ๔ ชั้น ต่อด้วยทรงเจดีย์ย่อมุม และ บัวกลุ่มลดหลั่นกันขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีกำแพงแก้วในผังกลมล้อมรอบอาคารเอาไว้
กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดพระรูป ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ หน้า ๓๗๑๐ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ดำเนินการขุดแต่ง และบูรณะมณฑปหลังนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยเป็นการบูรณะเสริมความมั่นคงตามรูปแบบสถาปัตกรรมเดิม



ประตูทุกด้านปิดหมด กระทาชายจากเมืองรถม้าได้แต่เดินดูรอบ ๆ ก่อนที่จะถ่ายภาพชีวิตไว้อีก ๑ บาน...


ผมก้าวเดินต่อไปยังวัดพระรูปที่เห็นอยู่เบื้องหน้า...



มาชวนเพื่อน ๆ ไปเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีด้วยกันครับ!