Showing posts with label การท่องเที่ยว. Show all posts
Showing posts with label การท่องเที่ยว. Show all posts

Tuesday, November 13, 2018

สุขุมวิทสายเก่า


วันเสาร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ผมออกเดินทางจาก Shining Center (S) พร้อมกับคุณธเนศและเพื่อนชาวต่างชาติ ๔ คนไปยังเมืองโบราณ (M) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการเพื่อชมคอนเสิร์ต Kenny G 



ไม่รู้หรอกว่าคนขับพาไปทางไหน ผมได้แต่นั่งมองสองข้างทาง กรุงเทพฯ ทุกวันนี้ไม่ใช่เมืองที่เคยอยู่มาก่อน วันนี้มีแต่อาคารสูงและทางยกระดับ รถราวิ่งกันขวักไขว่ พอวิ่งขึ้นทางด่วน ผมเห็นเจ้าแขนกั้นที่ด่านมันยกขึ้นเองโดยอัตโนมัติก็ได้แต่นึกแปลกใจ!


พอมาดู google maps ทีหลังจึงรู้ว่าระยะทางวิ่งไปเมืองโบราณ (M) ประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ผมได้ยินพูดกันว่าวิ่งออกทาง "สุขุมวิทสายเก่า"  มองออกไปเห็นแต่ถนน เสา และแท่งคอนกรีต...ได้แต่นั่งคิดย้อนหลังไปถึงเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน ตอนนั้นยังเป็นแค่เพียงถนนลาดยาง ๔ เลน มีร่องน้ำตรงกลาง ข้าง ๆ ทางเต็มไปด้วยต้นหมากต้นไม้


นั่งรถไปแค่เมืองโบราณ แต่ใจผมเตลิดไปถึงสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง (3)โน่นเลยทีเดียว!


ค้นเจอรูปเก่าอีกบาน ผมยิ้มได้อย่างมีความสุขกับภาพ "เจ้าอามุย" จักรยานที่ปั่นจากบ้านป้าที่สุขุมวิท 79 (1) ไปชลบุรี (2) ระยะทางประมาณ ๘๕ กิโลเมตรโดยใช้เส้นทางซึ่งปัจจุบันเรียกกันว่า "สุขุมวิทสายเก่า" 



วันนั้นข้ามสะพานแล้ว ผมหยุดพักเอาแรงโดยนำจักรยานลงไปตั้งชมวิวอยู่ริมน้ำบางปะกง (3)


อยากให้เห็นความแตกต่าง ขออนุญาตนำภาพสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงจาก google street views ซึ่งมีทางพิเศษบูรพาวิถีคร่อมขนานอยู่มาลงประกอบ...


ภาพจาก google street view - thanks!
จะมีสักกี่คนที่ยังพอจำถนนสายนี้เมื่อ ๓ ทศวรรษที่แล้วได้?

Thursday, May 18, 2017

ว่าด้วยเรื่องหนังสือเดินทาง

Google ปฏิทินแจ้งเตือนมาว่า "หนังสือเดินทางเหลืออายุแค่ ๖ เดือน ในวัน พฤ. 18 พ.ค. 2017" เป็นอันว่าต่อไปจะใช้เดินทางไปต่างประเทศไม่ได้แล้วเป็นส่วนใหญ่ ลาวก็ไปไม่ได้ จะมีก็แค่กัมพูชาที่ยังกำหนดอายุหนังสือเดินทางไว้อย่างน้อย ๔ เดือน... 

ผมเคยถือหนังสือเดินทางมาแล้วรวมทั้งหมด ๖ ฉบับ เล่มที่เห็นในภาพมีขนาดใหญ่กว่าเพื่อน และมีรอยตัดตรงมุมนั้นเป็นเล่มที่ ๒...


สำหรับหนังสือเดินทางเล่มแรกนั้นทางการได้ยึดคืนไปแล้วเมื่อมันหมดอายุและติดต่อทำเล่มใหม่ จำได้ว่าตอนทำหนังสือเดินทางเล่มแรกนั้นยากลำบากมาก ผมต้องไปติดต่อที่ทำการอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นอาคารไม้สองชั้นอยู่หน้าเรือนจำ สำหรับผู้ชายก็ต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารไปแสดงด้วย...


ยื่นรูปถ่าย เอกสาร ค่าธรรมเนียมให้เจ้าหน้าที่แล้วต้องรอเป็นเดือนครับกว่าจะได้หนังสือเดินทางเล่มแรกมาถือไว้ ผมใช้แค่เดินทางไปพม่า-บังกลาเทศ-อินเดีย


ในภาพจะเห็นหนังสือเดินทางเล่มแรกซึ่งวางไว้ใกล้กับหนังสือ Across Asia on the Cheap ของ Lonely Planet....


ตอนทำหนังสือเดินทางฉบับที่ ๒ ผมจำไม่ได้ว่าทำที่ไหน รู้แต่ว่าเค้าออกให้เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๗ หมดอายุเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๒ เล่มนี้รับงานหนักหน่อย ผมใช้เดินทางไปปากีสถาน ยุโรป ออสเตรเลีย และประเทศเพื่อนบ้าน หมดอายุเมื่อครบ ๕ ปีก็ยังสามารถไปต่ออายุได้อีก ๕ ปี ถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๗...



หลังจากนั้นรู้สึกว่าการทำหนังสือเดินทางก็ง่ายขึ้น มีหน่วยบริการเคลื่อนที่มาตั้งทำหนังสือเดินทางให้ในต่างจังหวัด ที่ลำปางผมเคยทำ ๒ ครั้ง (ที่โรงเรียนบุญวาทย์และที่ว่าการอำเภอ) ช่วงหลังไปทำที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ จะเห็นได้ว่ารูปเล่มของหนังสือเดินทางตั้งแต่ฉบับที่ ๓ ถึง ๖ นั้นมีขนาดเล็กลง...

สรุปแล้วผมถือหนังสือเดินทางมาแล้วทั้งหมด ๖ ฉบับ รวมอายุใช้งานต่อเนื่องก็ ๓๕ ปี ฉบับล่าสุดซึ่งกำลังจะหมดอายุในอีก ๖ เดือนข้างหน้าก็อาจใช้เดินทางไปไหนไม่ได้อีก!

ถ้ายังอยากจะเดินทางไปต่างประเทศต่อ ก็ต้องทำหนังสือเดินทางอีกเล่ม และมันจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตอย่างแท้จริง! 

Saturday, March 19, 2016

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

วันนี้ผมมีโอกาสได้ปั่นจักรยานไปซื้อกระดาษทรายในตัวเมืองห้างฉัตร ขากลับได้แวะเข้าไปที่ห้องสมุดประชาชนอำเภอห้างฉัตร... 



โชคดีได้เจอบรรณารักษ์ใจดีซึ่งย้ายจากแม่ฮ่องสอนมาอยู่ห้างฉัตรได้ ๒ ปีแล้ว ผมทราบว่าท่านกำลังเร่งส่งเสริมการอ่านให้กับผู้คนในอำเภอห้างฉัตร ได้คุยด้วยแล้วต้องบอกตัวเองให้กลับมาค้นหาหนังสือที่บ้านเพื่อนำไปบริจาคให้แก่ห้องสมุดโดยเร็ว!


ก่อนจากมาได้เห็นแผ่นพับ "อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล" ที่วางแจกอยู่ด้านหน้า ผมนำติดมือมาด้วย ๑ ฉบับเพื่อสแกนลงไว้ให้แก่นักท่องเที่ยวผู้สนใจ เห็นว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ ผมปรารถนาที่จะเผยแพร่ต่อ...


มีแผนที่ด้วยครับ...


เพื่อน ๆ จะได้ทราบว่านั่งรถไฟไปลงที่สถานีขุนตาลแล้วเดินขึ้นไปอีกไกลแค่ไหน? ตรงไหนเป็นอย่างไร?  แผ่นพับมีเนื้อหาเกี่ยวกับ "ประวัติอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล" ดังนี้...


พืชพันธุ์และสัตว์ป่ามีอะไรบ้าง?...


ว่าด้วย "กฎ/ระเบียบ/ข้อห้าม" แล้วแนะนำเรื่อง "การเดินทาง"



ส่วนเรื่องที่พัก ทางอุทยานฯ ก็มีทั้งบ้านพักและสถานที่ให้กางเต๊นท์...


แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและกิจกรรมที่น่าสนใจมีดังนี้...





อยากแนะนำให้เพื่อน ๆ นั่งรถไฟไปมากกว่า... หรือไม่ก็ปั่นจักรยานไป!

Friday, June 26, 2015

little locusts

ทริปไปอินโดนีเซียครั้งที่แล้ว...ผมทำผิดพลาดตรงที่ไม่นำปากกา Rotring ไปด้วยเพราะกลัวหาย ดันไปใช้ปากกาหมึกซึมบันทึกเรื่องราว น้ำหมึกหมดตั้งแต่วันที่เดินทางถึง Bukit Lawang การบันทึกในช่วงหลังจึงขาดหายไปเป็นบางส่วน! 


สำหรับทริปไปไซ่ง่อนเดือนสิงหาคมนี้ ผมคงจะนำเจ้า Rotring ไปด้วย ยอมรับครับว่าไม่มีอะไรเขียนดีเท่า ส่วนกระดาษ...วันนี้ได้ซื้อเจ้า "small locusts" มาจากห้างแม็คโคร เป็นสมุดบันทึกปกแข็ง ขนาด ๑๑ ซ.ม. X ๑๔.๕  เล่มเล็กน่ารักเชียว... 


Locusts คือตั๊กแตนหนวดสั้น ตัวคั่นหน้าทำเป็นรูปตั๊กแตนซะด้วย (หุหุ ถ้าเป็นแมลงสาบ ผมคงไม่กล้าจับ)




เห็นเค้าพิมพ์ในใบเสร็จฯ ว่า สมุดปกแข็ง BUG 160 แผ่น - ราคา 59.00 บาท (รวม vat) ปกติผมชอบเขียนแบบไม่มีบรรทัดมากกว่า ที่ซื้อก็เพราะเข้าใจผิดคิดว่าไม่มีบรรทัด...


ซื้อมาแล้วก็ไม่เป็นไร ด้วยกระดาษ ๓๒๐ หน้า...ผมจะใช้เจ้าตั๊กแตนเล่มนี้บันทึกการเดินทางมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านต่อไป!

Friday, May 22, 2015

ห้างฉัตร-กรุงเทพ

พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนดให้รถ บขส. ลดราคาค่าโดยสารให้ผู้สูงวัยครึ่งนึง (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)  ทำให้ผมเลือกที่จะนั่งรถ ปอ. ๒ ของ บขส. อยู่บ่อยครั้ง!

เวลาที่เหลืออยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต ผมอยากนั่งรถ ปอ.๒ ไปลงหมอชิตแล้วต่อรถไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าผมจะไปขึ้นรถที่สถานีขนส่งลำปางซึ่งอยู่ห่างจากบ้านถึง ๑๐ กว่ากิโลเมตรได้อย่างไร?  วันนี้มีคำตอบซึ่งแก้ปัญหาได้แล้ว เมื่อไปพบที่จำหน่ายตั๋วรถ บขส. 99 อยู่ตรงข้ามกับตลาดห้างฉัตร!


มีรถไปกรุงเทพฯ เพียงวันละ ๑ เที่ยว เป็นรถ ปอ.๒ ตามที่ต้องการพอดี ผมสามารถจองตั๋วโดยใช้สิทธิ์ผู้สูงวัยได้ที่นั่น


คนขายตั๋วบอกว่า รถจากเชียงใหม่จะแวะไปรับเวลาทุ่มครึ่ง ผมสามารถนั่งไปลงที่สถานีขนส่งหมอชิตแล้วต่อรถไปที่ไหนก็ได้ที่อยากไป

มีทางเลือกใหม่ ๆ ให้อีกแย้ว!

Saturday, April 25, 2015

Penang Street Food II

ขอใช้พื้นที่บล็อกช่างเหอะเขียนถึงเรื่องอาหารต่ออีกสักระยะนึงนะครับ ผมอยากจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่หากินได้ในระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในมาเลเซีย เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้เห็นหน้าเห็นตาของบรรดาอาหารที่มีจำหน่ายทั่ว ๆ ไปเอาไว้ก่อน...  

7) Banana Leaf  มีร้านอาหารแขกอยู่ประเภทหนึ่งคือ  Banana Leaf Restaurant ถ้ามีโอกาสผมจะต้องแวะเข้าไปอุดหนุนทันที คือว่าอยากกินอาหารที่ใส่มาบนใบตองอย่างที่เห็นในภาพน่ะ หากเพื่อน ๆ สั่งอาหารแล้ว ก็ให้มองหาอ่างล้างมือ ไปล้างมือให้สะอาดก่อนเปิบข้าวด้วยมือขวา (เก็บมือซ้ายไว้)  แม้เป็นจาปาตีก็ไม่ต้องยกมือซ้ายขึ้นมาช่วยจับ ผมจำได้ว่าที่โกตาบารูมีร้านอาหารใบตองอยู่ร้านนึงซึ่งถูกและอร่อยมากกก!  ในสิงคโปร์ก็ยังพอหากินได้  


8) Mee Udang  อุดังก็คือ "กุ้ง"  ผมจึงอยากเรียกอาหารชามนี้ว่า "หมี่กุ้ง" ซึ่งไม่เหมือนกับบะหมี่เกี้ยวน้ำใสที่มีขายในบ้านเรานะครับ ที่นี่เค้าใส่กุ้งตัวใหญ่ น้ำแกงมีรสคล้ายต้มยำ ซดร้อน ๆ แซบหลาย..


9) Wan tan Mee  ผมอยากจะเรียกมันว่า "บะหมี่" ซึ่งมีทั้งน้ำและแห้ง ที่เห็นในภาพคือ "บะหมี่แห้ง" หน้าตาคล้าย ๆ กับหมี่เหลืองขายที่ตลาดนัดวันพุธ (หน้าบ้านผม) กล่องละ ๑๕ บาท เพียงแต่ในมาเลเซียเค้าใส่หมู ใส่ปู ใส่ไข่ แล้วยังเหยาะด้วยซีอิ้วและน้ำมันหอย...  


10) Penang Laksa  ในไทยวิกิพีเดียกล่าวว่า "ละก์ซา (Laksa) เป็นอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวรสเผ็ดของชาวเปอรานากันซึ่งเป็นการผสมผลานระหว่างวัฒนธรรมจีนและมาเลย์ในมาเลเซียและสิงคโปร์ รวมทั้งในอินโดนีเซียด้วย"  ส่วนเว็บ healthandcuisine.com ก็ขยายความไว้อย่างชัดเจนดังนี้...
ลักซา เป็นอาหารที่ผสมผสานวัฒนธรรมจีน โดยสังเกตได้จากลักษณะอาหารซึ่งเป็นเส้นเหมือนก๋วยเตี๋ยว เส้นลักซานั้นทำจากข้าว รูปร่างกลม ขนาดประมาณไม้ตะเกียบ เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มหนึบอร่อย รับประทานได้เพลินดี..... ขอเน้นว่าห้ามลืมใส่ ดอนคะซุม (Daun Kesum) หรือผักแพว และบุหงากันตัน (Bunga Kantan) หรือดอกขิงป่า ลงในน้ำลักซาเด็ดขาด เพราะหากไม่มีสองสิ่งนี้ กลิ่นรสของลักซาจะไม่เหมือนอย่างต้นตำรับ และไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นลักซา
Penang Laksa ดูน่ากินนิ (ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูล)   


เขียนไป ๆ  น้ำลายชักไหลแล้วซิ!!!

Friday, April 24, 2015

Penang Street Food I


แม้จะไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ผมก็อยากจัดให้ "ปีนัง" เป็นสวรรค์ของนักกิน เห็นด้วยกับที่เค้าโฆษณาว่า "PENANG STREET FOOD - Food Paradise of Asia" ที่นั่นราคาอาหารก็พอ ๆ กับเมืองไทย แต่มีอาหารหลากหลายให้เลือกสั่งกิน...  


ใช้พื้นที่ของบล็อกช่างเหอะ ผมขอสแกนรูป street food บนเกาะปีนังมาลงไว้หน่อยนะครับ 

เริ่มจาก ๑) ข้าวหน้าไก่หรือเป็ด (chicken/duck rice) อย่างเนี้ยก็คล้าย ๆ กับข้าวหน้าเป็ดร้านเฮียก้ำที่ผมเคยพูดถึง เพียงแต่น้ำราดอาจแตกต่างกันบ้าง คนขายส่วนใหญ่จะเป็นคนมาเลย์เชื้อสายจีน...


๒) Nasi kandar ก็คล้ายกับข้าวราดแกงบ้านเรา (nasi =ข้าว) เค้าจะมีกับข้าวใส่ภาชนะวางเรียงไว้ให้ลูกค้าเลือก (ในพม่าก็เป็นเช่นนี้)  เราสามารถสั่งรวมกันได้หลาย ๆ อย่าง ส่วนข้าวสวยถ้าเห็นว่าไม่พอ ก็ขอเพิ่มได้... 


Nasi kandar ที่เห็นในภาพจะมีทั้งไข่ต้ม ปลาหมึก และอะไรก็ไม่รู้อีกอย่าง (อาจเป็นไก่)  ส่วนน้ำแกงก็จะราดมาบนข้าว ราคาก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เลือก... 


๓) อาหารทะเล บนเกาะปีนังอาหารทะเลสดแน่นอนครับ...


๔) Nasi Lemak   


ต้องขออนุญาตนำข้อมูลจากไทยวิกิพีเดียมาบรรยายดังนี้...
คำว่านาซีเลอมะก์ ในภาษามาเลย์หมายถึงข้าวมัน โดยนำข้าวไปแช่ในกะทิ แล้วนำส่วนผสมไปนึ่ง กระบวนการปรุงคล้ายกับอาหารอินโดนีเซียคือนาซีอูดุก์ บางครั้งจะเติมใบเตยหอมลงบนข้าวขณะนึ่งเพื่อให้เกิดกลิ่นหอม อาจเพิ่มเครื่องเทศบางชนิด ได้แก่ ขิงและตะไคร้ เพื่อเพิ่มความหอม
การรับประทานแบบพื้นบ้านจะห่อด้วยใบตอง ใส่แตงกวาหั่น ปลาร้าทอด (ikan bilis) ถั่วลิสงอบ ไข่ต้มแข็ง และซัมบัลซึ่งเป็นซอสมีลักษณะคล้ายน้ำพริก รสเผ็ด นาซีเลอมะก์นี้อาจจะรับประทานคู่กับไก่ทอด (ayam goreng) ผักบุ้งผัด หมึกผัดพริก (sambal sotong) หอยแครง แตงกวาดอง (acar) เรินดังเนื้อ (แกงเนื้อกับกะทิและเครื่องเทศ) หรือปอดวัว (paru) อาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่มีรสเผ็ด
๕) Nasi Melayu (Malay Rice) คือข้าวสวยเสริฟพร้อมกับ "กับข้าวมาเลย์" หลากหลาย ถ้ามีน้ำแกงก็จะใส่ถ้วยมาให้...
 ๖) โจ๊ก (porridge) หน้าตาอาจต่างกับโจ๊กบ้านเราตรงที่มีหมูแดงชิ้นใหญ่ใส่มาด้วย ส่วนโจ๊กเวียดนามกลับโปะหน้าด้วยปาท่องโก๋กับหมูหยอง


ช่างเหอะหันไปจับตะหลิวแล้วหรือเนี่ย?

Thursday, April 23, 2015

หนังสือที่ทำให้น้ำลายไหล


ชีวิตผม... เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว ถ้าไม่ตัดสินใจกลับมาหาแม่ ทุกวันนี้ผมคงเป็นคนออสเตรเลียไปแล้ว เคยคิดว่าถ้าหนักเอาเบาสู้และกินง่ายอยู่ง่าย ผมคงสามารถดำรงชีพอยู่ในเมืองจิงโจ้มาได้จนถึงวัยเกษียณ...

ดอกเบี้ยฝากประจำ 10%  ถ้าทำงานเก็บเงิน ป่านนี้ผมอาจมีเงินแสนในธนาคาร ANZ...



แต่จะเอาอะไรกับชีวิตที่เลือกไม่ได้  หากผมไม่กลับเมืองไทย ทุกวันนี้ก็คงไม่มีคนที่ใช้ชื่อว่า "ลุงน้ำชา" มานั่งเขียนบล็อกให้อ่าน และผมคงไม่มีโอกาสได้พบกับเพื่อนดี ๆ อีกมากมายหลายคน...

หลังจากทริปไปอินโดนีเซีย ผมรู้สึกว่ายิ่งปล่อยวางมากขึ้นน่ะ หันกลับมามองตัวเองแล้วบอกได้ว่า "จริง ๆ แล้วทำอะไรไม่เคยได้ดีสักอย่าง"   ผมอาจเล่นเปียโนได้ เล่นแอ็คคอร์เดียนได้ แต่ก็เพียง "พอเล่นได้" ถ้าจะหากินก็คงเป็นได้แค่นักเปียโนในห้องอาหารสำหรับคนแก่ (ซึ่งไม่มีใครจ้าง)  ยิ่งเป็นแอ็คคอร์เดียนก็ยิ่งหมดสิทธิ์ เพราะผมไม่เคยพัฒนาการเล่นให้ดีขึ้นเลย...

เคยเรียนวาดรูปและฝันที่จะเขียนภาพให้ได้เหมือนกับคุณเดชา แต่ก็เป็นแค่ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง อยากเขียนหนังสือให้ได้ดีแค่ครึ่งหนึ่งของคุณเมธีแต่ก็ไกลสุดเอื้อม อยากเป็นชาวสวน...อยากมี backpacker hostel ของตัวเอง  หุหุ...ทุกอย่างไม่เคยประสบความสำเร็จ!

ทุกวันนี้จึงได้แต่นั่งมองความก้าวหน้าของคนอื่น!!

ผมรู้สึกอิจฉาเจ้าลูกเป็ดตัวน้อย ๆ เภสัชกรสาวผู้สามารถสร้างผลงานของตัวเองไว้ให้แก่สังคม...


ยิ่งได้ไปอ่านพบหนังสือ "From China  to Vietnam" หนังสือหนา ๓๗๘ หน้าของ "Luke Ngyyen" พ่อครัวชาวออสเตรเลียเชื้อสายเวียดนาม แล้วติดตามเข้าไปดูการจัดรายการทำอาหารควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวใน YouTube ด้วยแล้ว ผมจักต้องชื่นชมด้วยความจริงใจ  "Luke Ngyyen" คือคนหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งดึงเอาความสามารถของตัวเองออกมาถ่ายทอดและแบ่งปันให้กับเพื่อนมนุษย์...


ผมชอบที่ Luke เขียนว่า...
Each day I remind myself of how fortunate I am to be able to explore parts of the world that inspire me; where I can travel and discover not only the traditional foods, but also learn the local language, strong culture and meet the most incredible people who open up their homes to me and share their culinary secrets...
หน้า ๓๕ เชฟหนุ่มได้เขียนเล่าถึงการเรียนรู้วิธีทำ Dali Vegetarian Rice Noodle Stir-fly มาจากเมืองจีน...


เรื่องราว สูตรอาหารพร้อมภาพสีสวยสด รวมทั้งทัศนียภาพของประเทศที่ผู้เขียนได้ไปเยือนได้รวมกันเป็นหนังสือเล่มที่ผมอยากเป็นเจ้าของ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะหาซื้อได้ที่ไหน...

เปิดดูจากไฟล์ pdf  แล้วบอกตรง ๆ ว่าน้ำลายไหล!!