Thursday, August 23, 2018

สันติธรรมค้ำจุนโลก

ก่อนหน้าที่ผมจะไปร่วมงานเทิดเกียรติเสรีที่เมืองแพร่ ก็ได้ดูภาพยนต์สารคดีเกี่ยวกับ "ยุทธการที่อิโวะจิมะ" ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติมากขึ้น...

ภาพจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี - thanks!
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี กล่าวว่า...
ยุทธการที่อิโวะจิมะ (๑๙ กุมภาพันธ์ – ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๘) เป็นยุทธการสำคัญซึ่งกองทัพสหรัฐอเมริกาขึ้นบกและยึดเกาะอิโวะจิมะจากกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองได้ในที่สุด....
อิโวะจิมะเป็นยุทธการเดียวสำหรับเหล่านาวิกโยธินสหรัฐที่กำลังพลสูญเสียของฝ่ายอเมริกันสูงกว่าญี่ปุ่น แม้การเสียชีวิตจากการสู้รบของฝ่ายญี่ปุ่นคิดเป็นสามเท่าของจำนวนผู้เสียชีวิตฝ่ายอเมริกัน จากทหารญี่ปุ่น ๒๒,๐๐๐ นายบนอิโวะจิมะ มีถูกจับเป็นเชลยเพียง ๒๑๖ นาย ซึ่งบางส่วนถูกจับเพราะถูกทำให้หมดสติหรือไม่ก็ถูกทำให้พิการ ที่เหลือส่วนใหญ่ตายในการรบ....
เกิดไม่ทันสงครามโลกครั้งที่สองก็จริง แต่ผมก็ได้ศึกษาและดูภาพยนต์เกี่ยวกับสงคราม นับตั้งแต่ยุคโรมันมาจนถึงยุทธการปลิดชีพบิลลาเดน หนังสือประวัติศาสตร์ที่โหลดไว้ก็มีมากมาย...

ผมยึดมั่นในสันติธรรม...ความยุติธรรม...ความเมตตาเอื้ออารีย์ มากกว่าการใช้กำลัง...ความอยุติธรรม...และความเห็นแก่ตัว ผมจะไม่กล่าวโทษผู้คนในอดีตที่ได้ยกทัพเข้าประหัตประหารกัน ผมมีเพื่อนทั้งคนอเมริกันและคนญี่ปุ่น ผมเรียนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น.... รักและเห็นใจเพื่อนร่วมโลกทุกคน มาถึงวันนี้ผมได้เห็นว่าทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นได้ร่วมกันวางพวงมาลาในงานเทิดเกียรติเสรีไทย....รู้สึกปลื้มปิติเป็นยิ่งนัก!









ด้วยความขอบคุณ...ผมขออนุญาตนำภาพและคำแปลจาก lingolanguage.blogspot.com มาลงประกอบดังนี้


สันติสุข มิใช่ สงคราม
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มิใช่ ความโลภ
ความเมตตา มิใช่ ความเกลียดชัง
การสร้างสรรค์ มิใช่ การทำลาย
ทุกคน มิใช่ แค่เพียงตัวเรา

สันติธรรมค้ำจุนโลกครับ!! 

Wednesday, August 22, 2018

วันเทิดเกียรติเสรีไทย ๒๕๖๑

ยังมีควันหลงจากงานวัดเทิดเกียรติเสรีไทย เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ อีกหน่อยครับ...


เรื่องการบรรเลงเปียโน ปีนี้ผมกะว่าจะให้ดีกว่าปีที่แล้ว คือเตรียมทักซิโดไปด้วย พร้อมกับ refill สมองด้วยเพลงอเมริกันเก่า ๆ อย่างเช่น Always, I left my heart in San Francisco, Will the circle be unbroken, Keep on the sunny side, I remember you, etc.  พอดีครั้งนี้มีวงดนตรีมาแสดงอีก ๒ วง (วงคันทรีและวงโปงลาง)  

ภาพจาก facebook โรงแรมภราดร - ขอขอบคุณ
ด้วยเวลาที่จำกัด...ผมจึงเคาะเปียโนได้แค่ครึ่งเพลง! ครั้นจะหันมาช่วยเรื่องถ่ายภาพงานก็ทำได้ไม่มาก เพราะมีแค่เจ้า Nikon D50 คู่กับเลนส์ติดกล้องขนาด 18-55mm  ต้องขอโทษแม่งานด้วยครับที่เก็บภาพได้เพียงน้อยนิด...


ซูมสุด ๆ ก็ได้แค่นี้เองครับ...




ปีนี้มีวงโยธวาทิตด้วยจ้า...







ทุกอย่างน่าประทับใจ ดอกไม้ยังคงสดสวยเหมือนเดิม....


เสียดายเพียงอย่างเดียวที่ไม่มีคุณป้า ผู้รู้จักเพลงเก่า ๆ ที่ผมร้องเป็นอย่างดี...

ภาพจาก facebook ของ Chuem Thongchua นำมาเพิ่มเนื้อเพลง Always


Look forward to seeing you again before I kick the bucket, khun Pa!

Tuesday, August 21, 2018

ส. ศิวรักษ์ ในสายตาของผม


วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานวันเทิดเกียรติเสรีไทย ที่พิพิธภัณฑ์เสรีไทย โรงแรมภราดร จังหวัดแพร่...



มีนายทหาร ข้าราชการ คณาจารย์ ผู้บริหารระดับสูง และผู้มีชื่อเสียง ไปร่วมงานจำนวนไม่น้อย...





หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า ส. ศิวรักษ์ ซึ่งในวิกิพีเดียได้กล่าวไว้ว่า...
ส. ศิวรักษ์ เป็นนักเขียนชาวไทย ศาสตราจารย์อาคันตุกะและนักวิชาการอิสระ เป็นที่รู้จักทั่วไปจนได้รับสมญานามว่า ปัญญาชนสยาม มีชื่อเสียงอย่างมากในการวิจารณ์อย่างไม่เกรงใจใคร ไม่เกรงอำนาจผู้ใด จนได้รับ รางวัลอัลเทอเนทีฟโนเบล (Alternative Nobel) หรือ "รางวัลสัมมาอาชีวะ" ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ สุลักษณ์ยังได้รับรางวัลศรีบูรพาจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในปีเดียวกันอีกด้วย มีผลงานการเขียนมากมายครอบคลุมหลายด้าน เช่นพุทธศาสนา สังคม การเมือง รูปแบบการปกครอง เป็นต้น....


เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่ได้เห็น ส.ศิวลักษณ์ในลักษณะตัวเป็น ๆ และคิดว่าคงเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน ผมแอบถ่ายภาพของท่านไว้ด้วยกล้อง Nikon D50...


ถ้าถามว่ามีความรู้สึกอย่างไรกับปัญญาชนสยามท่านนี้ ก็อยากจะตอบว่าผมชื่นชอบและนับถือในภูมิปัญญาและความสามารถในด้านการเขียนของท่านมาก ตอนเรียนอยู่เทคนิคกรุงเทพฯ ช่วงปี ๒๕๑๒-๑๔ ผมต้องรอต่อรถเมล์สาย 67 ที่สามย่าน ใกล้ ๆ กับร้านหนังสือ "ศึกษิตสยาม" ของ ส.ศิวรักษ์ ด้วยความเป็นคนรักหนังสือ บางครั้งถ้ามีโอกาสผมก็แวะเข้าไปดู...

ซื้อหนังสือที่ท่านเขียนไว้ก็หลายเล่ม มีทั้งเล่มเล็กปกอ่อนและปกแข็งเล่มหนา ๆ กล่าวได้ว่าตู้หนังสือของผมนั้นจะหยิบหาหนังสือของ ส.ศิวรักษ์ได้ไม่ยากเลย  เอ้า...ไม่เชื่อจะไปหยิบให้ดู ไม่ต้องค้นหาให้เสียเวลา...ผมคว้ามาได้เลย ๒ เล่ม คือ "ไกลกลิ่นหอย" และ "จดหมายรักจากอเมริกา"


"ไกลกลิ่นหอย" รวมเรื่องที่ ส.ศิวลักษณ์เขียนขึ้นในช่วงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างที่ผู้เขียนอยู่ต่างแดน พร้อมด้วยบทสัมภาษณ์และเรื่องอื่น ๆ อีกบ้าง ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๒๑ หนา ๕๐๕ หน้า ราคา ๒๘ บาท...


ให้เพื่อน ๆ อ่านซักนิดที่หน้า ๕๕-๕๖
เราเองสอนสองวิชา วิชาละสี่ชั่วโมง ถ้าเป็นเมืองไทยก็ถือว่าเป็นอาจารย์พิเศษ ได้เงินตามชั่วโมงที่สอน เพราะเบ็ดเสร็จสัปดาห์ละ ๘ ชั่วโมงยังไม่ถึงดี เมื่ออยู่กรุงเทพฯ เราสอนที่จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ก็ประมาณนี้ ที่นี่เขาตั้งเป็นอาจารย์ประจำ มีสิทธิ์เท่าอาจารย์ประจำทุกประการ ถูกหักภาษีไป ๑ ใน ๓ ด้วยเช่นกัน...
การสอนของเรานับว่าเป็นงานเบาก็ว่าได้ เพราะเราสอนวิชาที่ถนัดอยู่แล้ว วิชาปริญญาตรี เราสอนว่าด้วยบทบาทของพระพุทธศาสนาทางสังคมในเอเซียอาคเนย์ วิชาปริญญาโทเราสอนประวัติความเป็นมาของปัญญาชนไทยที่มีต่อการสร้างสรรค์ประเทศ นักศึกษามีมาเรียนชั้นละไม่กี่คน แต่เป็นเอาจริงเอาจัง พวกอาจารย์และนักศึกษาปริญญาเอกทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยมาขอฟังก็มีบ้างเป็นครั้งคราว...  
ทีนี้มาดู "จดหมายรักจากอเมริกา" ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๑๐ หนา ๔๗๑ หน้า ราคา ๓๒ บาท  ภาพประกอบโดยอังคาร กัลยาณพงศ์อีกหน่อย  หน้า ๒๓๙ เขียน (เกี่ยวกับเรื่องสหพันธรัฐไว้พอดี) ว่า...
พูดถึงเรื่องรัฐ เธอควรทำความเข้าใจไว้เสียว่ารัฐหนึ่ง ๆ มีอำนาจเต็มบริบูรณ์ภายในรัฐของตน ขาดความเป็นอธิปไตยเพียงไม่มีกองทหาร และทำสัญญากับต่างประเทศไม่ได้เท่านั้น และก็ถูกสหรัฐก้าวก่ายบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกจากนั้นแล้วการติดต่อกันระหว่างรัฐหนึ่ง ๆ เป็นไปดังประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง รัฐหนึ่งมีกฎหมายของรัฐตนเอง กฎหมายของรัฐหนึ่งอาจไม่ยอมรับกฎหมายของอีกรัฐหนึ่งก็ได้ ระบบศาลของแต่ละรัฐก็ต่างกันดังได้กล่าวมาแล้ว....

มีลายเซ็นเป็นหลักฐานว่าหนังสือของ ส.ศิวรักษ์ ที่หยิบมาให้เพื่อน ๆ ดูเนี่ยผมควักกระเป๋าซื้อเองจริง 


"ไกลกลิ่นหอย" ซื้อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๒๒  ส่วน "จดหมายรักจากอเมริกา" นั้นซื้อเมื่อไหร่ไม่ได้เขียนไว้ ด้านหลังปกหนังสือมีโฆษณาว่า...
แพร่พิทยา....จัดพิมพ์เรื่องต่าง ๆ ของ ส.ศิวรักษ์ ดังนี้
มาพูดภาษาไทยกันดีกว่า รวมเรื่องแต่แรกออกโรงจนไปเขียนอยู่เมืองอังกฤษ ๕๙๖ หน้า ๓๒ บาท
ลายสือสยาม รวมเรื่องแต่กลับมาจากอังกฤษจนปัจจุบัน  ๖๒๔ หน้า ๓๙ บาท
ความคิดความอ่าน รวมเรื่องตั้งอยู่อยู่เมืองไทย ไปเมืองนอก และกลับมาทำงานในนี้  ๖๑๖ หน้า ๓๘ บาท
แผ่นดินและประชากรของข้าพเจ้า พระอัตชีวประวัติของทะไลลามะแห่งธิเบต ๓๗๒ หน้า ๓๕ บาท
โห...เขียนหนังสือไว้มากมายก่ายกอง ไม่รู้ว่าท่านจะจำได้ทุกเล่มหรือเปล่า? น่าทึ่งจริง ๆ

วันนี้ ส.ศิวรักษ์ก็มีหนังสือติดมาด้วย คือ "ความเข้าใจในเรื่องสินธูธรรม เจาะจงไปที่ธรรมของชนชั้นปกครองโดยเฉพาะก็พระราชา"  ปกอ่อน ๑๒๐ หน้า ราคา ๑๐๐ บาท ท่านเขียนไว้ว่า...
เมื่อพุทธธรรมตั้งหลักมั่นคงลงที่ศาสนจักร แล้วขยายอิทธิพลออกไปจากนั้น โดยเฉพาะก็ในทางเถรวาทของเรา สินธูธรรม ดูจะเป็นแกนสำคัญสำหรับอาณาจักร ไม่แต่เฉพาะทางชมภูทวีป หากขยายออกไปจนตลอดเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ที่รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากภารตประเทศ
ภาพจาก trilakbooks.com - ขอขอบคุณ
ใครซื้อหนังสือ ท่านก็เซ็นชื่อ (autograph) ให้ด้วยครับ...


สำหรับผมแล้วมองเห็นว่าท่านเป็นผู้รอบรู้จริง ๆ อายุ ๘๖ แล้ว (เกิดปี ๒๔๗๕) ก็ยังดูแข็งแรงและมีสุขภาพดี เดินได้ด้วยตนเองโดยอาศัยเพียงไม้เท้า การแต่งกายก็ดูเรียบง่ายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การวางตัวก็ดูสุขุมเยือกเย็น ไม่พูดมาก ไม่วางท่า เปรียบได้เหมือนดาบคมในฝัก เห็นตัวจริงแล้วผมก็ได้แต่เก็บความชื่นชมไว้ในใจ แต่...มิได้คิดจะเข้าใกล้ 

ยิ่งเป็นเจ้าขุุนมูลนาย....ผมยิ่งออกห่าง!

Monday, August 20, 2018

เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ตำบลเวียงตาล

ผมได้หนังสือ "เจ้าพ่อขุนตาน" มา ๑ เล่ม เป็นเอกสารแจกฟรีหนา ๑๔ หน้า จัดทำโดยองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงตาล อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง....


หน้า ๑๓ มีแผนที่เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงประวัติศาสตร์ตำบลเวียงตาล แสดงให้เห็นว่าอำเภอห้างฉัตรที่ผมอยู่นี้ก็มีของดี ๆ อยู่ไม่น้อย...


บ้านผมอยู่ตรงตำแหน่ง P ติดกับถนนซุปเปอร์ไฮเวย์หมายเลข 11 ใน google maps ปักหมุดไว้ที่ร้านเปียโน ในแผนที่ผมพอจะนำรายชื่อสถานที่มาให้เพื่อน ๆ ดูชัด ๆ เรียงจากทางด้านซ้ายได้ดังนี้...
  • ศูนย์บริการทางหลวงขุนตาน
  • ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย
  • สวนป่าทุ่งเกวียน
  • สวนรุกขชาติทุ่งเกวียน
  • กาดทุ่งเกวียน
  • อ่างเก็บน้ำแม่สัน
  • สวนรุกขชาติอำเภอห้างฉัตร
  • อุทยานาประวัติศาสตร์เจ้าพ่อขุนตาน
  • วัดบ้านยางอ้อยใต้
  • กลุ่มหัตถกรรมตีดาบโบราณบ้านใหม่แม่ปาง
  • กลุ่มหัตถกรรมตี๋ดาบโบราณบ้านขามแดง
  • วัดยางอ้อย
  • วัดดอยน้อย
  • วัดดอนไชย
  • วัดสันทราย
  • กลุ่มหัตถกรรมเหลาฝักดาบ ถักหวาย บ้านเหล่า
  • กลุ่มหัตถกรรมเหลาฝักดาบ ถักหวาย บ้านสันทราย
จริง ๆ แล้ว ยังขาดสถานที่ ๆ น่าสนใจอีกหลายแห่ง ถ้ามีโอกาสจะไปเก็บภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ดูเพิ่มเติม ผมรู้สึกดีใจที่บ้านห้างฉัตรของผมเป็นชุมชนสงบสุข ผู้คนใจดีมีอัชฌาสัย ขโมยขโจรก็น้อยหรือแทบไม่มีเลย...

วัดเตาปูน ต.ห้างฉัตร อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง
มีโอกาสเพื่อน ๆ อย่าลืมแวะมาเที่ยวนะครับ!

Sunday, August 19, 2018

Fearless


"พม่า" คือประเทศแรกที่เดินทางออกนอก ผมได้นั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต โดยมีกล้อง Rollei 35 (กล้องฟิล์มฟูลเฟรมที่เล็กที่สุดในโลก*)  ติดตัวไปด้วย...

ภาพกล้อง Rollei 35 (ที่มา - wikipedia.org)
นี่คือภาพเจดีย์มหาโลกมารชินของวัดกุโสดอร์ มัณฑะเลย์ ถ่ายด้วยกล้อง Rollei 35 เมื่อปี ๒๕๒๖... 


คุณอาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล กล่าวถึงกล้อง Rollei 35 ว่า....
เลนส์ที่ใช้มีความคมมาก และระยะก็ถือว่า Wide กว่าปกติที่ใช้ในยุคนั้นเล็กน้อยคือ 40 mm (ในยุคนั้นฝั่งยุโรปจะนิยมระยะ 50 mm) เป็นเลนส์ Zeiss Tessar 3.5/40mm 4 ชิ้นเลนส์ ปรับรูรับแสงได้ตั้งแต่ f/3.5 – f/22 ส่วนความเร็วชัตเตอร์อยู่ที่ 1/2 sec ไปถึง 1/500 sec และมีชัตเตอร์ B ให้ด้วย ถือว่าครอบคลุมเพียงพอกับงานทั่วไปแล้ว...
ที่จะคุยวันนี้ก็เกี่ยวกับการเดินทางไปร่างกุ้งหรือย่างกุ้ง (Yangon) เมื่อ ๓๕ ปีที่แล้ว โรงแรมการ์เด้นตั้งอยู่บริเวณสวนสาธารณะและเจดีย์สุเล (Sule Paya) จำได้ว่าจากสนามบิน คืนนั้นผมแชร์แท็กซี่กับฝรั่งกลุ่มหนึ่งไปลงที่หน้าโรงแรม ได้เข้าพักในตึกโบราณทรงสูง ๒ ชั้น 


ลืมไปแล้วว่าค่าที่พักคืนละเท่าไหร่ สมุดที่บันทึกการเดินทางเล่มนั้นก็หายไปซะแล้ว ผมจำได้แต่เพียงว่ามันเป็นโรงแรมเก่า กำแพงหนา เพดานสูง แสงน้อย สกปรก คิดว่าคงจะสร้างตั้งแต่สมัยอังกฤษเข้ายึดครอง นับได้ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตของหนุ่มเชียงใหม่คนหนึ่งซึ่งได้พักค้างคืนในตึกโบราณ สถานที่ซึ่งบางคนอาจไม่กล้านอนคนเดียว ผมมีรูปบานหนึ่งที่ถ่ายไว้ในเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นอ่างล้างหน้าเก่า ๆ อยู่ใกล้กับช่องหน้าต่างทรงสูง กั้นไว้ด้วยลูกกรงเหล็กและผ้าม่านราคาถูก...  


แปลกอยู่เหมือนกันว่าทำไมผมถึงไม่รู้สึกกลัวเมื่อต้องนอนอยู่คนเดียวในอาคารน่ากลัวอย่างนั้น!.

------------------------------------------------------------------------

* ข้อมูลจากบล็อกของคุณ อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล  

Saturday, August 18, 2018

รถตู้ ลำปาง-แพร่


จากลำปาง...ทุกวันนี้การเดินทางไป-มาสู่จังหวัดใกล้เคียงนั้นสะดวกสบายขึ้นเยอะเพราะมีบริการรถตู้!


เคยนั่งจากสถานีขนส่งลำปางไปเชียงใหม่และนั่งจากเชียงใหม่มาลงห้างฉัตร ค่าโดยสารตอนนั้นคนละ ๗๐ บาท ใช้เวลาวิ่งประมาณเกือบ ๒ ชั่วโมง นับว่าค่อนข้างปลอดภัยเพราะรถวิ่งไม่เร็วเกิน ผมยังไม่เคยได้ข่าวอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารประเภทนี้ (เฉพาะรถที่ออกจากลำปาง)



ใช้นั่งรถเมล์เขียวก็ได้ครับ ราคาถูกว่าหน่อยนึง แต่ช้ากว่า ไม่มีแอร์และไม่ค่อยตรงเวลา บางครั้งก็มาช้าหรือไม่มาเอาซะเลย 


รถตู้ที่วิ่งระหว่างลำปาง-แพร่ก็มีครับ จอดรอรับผู้โดยสารอยู่ที่สถานีขนส่งแต่ละจังหวัด!


จำได้เลือน ๆ ว่าค่าโดยสารคนละ ๗๐ บาท (หากผิดพลาดก็ต้องขออภัย) ใช้เวลาวิ่งประมาณเกือบ ๒ ชั่วโมงเช่นเดียวกัน รถวิ่งผ่านอำเภอลอง แม่แขม และแม่ทะ 


มีรถออกทุกชั่วโมงตั้งแต่เช้ายันเย็น...


รถวิ่งไม่เร็ว สองข้างทางร่มรื่นเขียวขจี นั่งดูเพลิน ๆ ไป ไม่นานก็ถึงจุดหมายปลายทาง มีเข็ดขัดนิรภัยให้คาดด้วยทุกที่นั่ง แต่ผมเห็นผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ค่อยปฏิบัติตาม นี่แหละคนไทย!


หากมีข้าวของไปด้วย ถ้าไม่มากเกินก็มีที่ให้เก็บ



ผมมีทั้ง backpack และ accordion ของขวัญจากครูเตี๋ยง...




ยังสงสัยอยู่ว่าถ้าเป็นเจ้า Banian จักรยานพับ เค้าจะเอาขึ้นให้หรือเปล่า? ซักวันคงต้องลองดู!