Saturday, November 05, 2011

ซ่อมหีบเพลง...

หลายปีมาแล้ว...มีผู้นำ accordion มาทิ้งไว้ให้ซ่อมหนึ่งตัว เป็นหีบเพลงขนาดเล็กของจีนแดง วิธีแกะเครื่องออกมาดู ผมต้องค่อย ๆ ใช้คีมดึงหมุดดังที่เห็นในภาพออก โดยใช้ผ้ารองหัวหมุดไว้ด้วยเพื่อไม่ให้เป็นรอย...


เมื่อดึงหมุดออกหมดแล้ว ก็ค่อย ๆ ดึงเอาส่วนที่เป็นด้านคีย์บอร์ดและด้านเบสออกจากกระเพาะลม(bellow) .  


นั่นไง...เห็นตับไตไส้พุงแล้วล่ะ หีบเพลงตัวนี้มีกล่องลิ้น(reed block)อยู่ ๒ กล่อง ตัวบนเป็นชุดลิ้นสำหรับโน้ตคีย์ดำ ส่วนตัวล่างเป็นของโน้ตคีย์ขาว เราสามารถถอดกล่องลิ้นออกมาตรวจซ่อมได้ด้วยการคลายสกรูที่ยึดอยู่ตรงด้านข้างนั้นออก


อาการเสียของหีบเพลงตัวนี้คือโน้ต F# เสียงเพี้ยน ผมแกะเอากล่องลิ้นชุดบนออกมาตรวจสอบ พบว่าลิ้น F# ตัวที่เสียงเพี้ยนอยู่ตรงช่อง ๖  มีวิธีซ่อมอยู่ ๒ วิธี คือ ๑) แกะลิ้นออกมาฝน และ ๒) หาลิ้นอะไหล่มาเปลี่ยน  พอดีผมมีหีบเพลงเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วเก็บไว้ จึงไปเลือกแกะเอาลิ้น F# มาลองเทียบดู  อืมม...ขนาดเกือบจะเท่ากันเลย!!
 


เมื่อเห็นว่าพอจะใช้กันได้ ผมก็แกะลิ้น F# ที่เสียงเพี้ยนออก เจ้ากล่องลิ้นฟันหลอไปซะแล้ว! 


จากนั้นผมก็วางลิ้นอะไหล่เข้าไปแทน เท่าที่ผ่านมาผมเคยใช้เทียนขี้ผึ้งซึ่งหาได้ทั่ว ๆ ไป นำมาหยอดเป็นตัวยึด แต่คราวนี้ผมใช้เพียงขี้ผึ้งที่มีอยู่ ขาดอยู่นิดนึงก็แคะจากตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยมาผสม ใช้ปลายหัวแร้งร้อน ๆ บรรจงจี้ให้ละลายจนสามารถยึดล่ิ้นให้ติดอยู่ได้โดยไม่มีรูรั่ว  ใช้ได้แล้วครับ โทนเสียงที่ได้ต่างกันเล็กน้อย เพราะลิ้นตัวใหม่สัญชาติอิตาเลียน ได้ beat frequency ที่เร็วกว่าเล็กน้อย...

การซ่อมหีบเพลงบางครั้งก็ง่าย บางครั้งก็ยาก ถ้าอาการเสียเกิดจากรอยรั่วที่กระเพาะลม ผมไม่เคยซ่อมได้ดีเลยสักครั้ง ต้องยอมแพ้!  เคยซ่อมให้พี่ดำเมืองแพร่โดยทดลองใช้ฟริ้นท์โค้ตทาด้านในกระเพาะลมแล้วไม่สำเร็จ แม้จะเป็นการซ่อมให้ฟรี...ก็ทำให้ผมเสียใจครับ!

Thursday, November 03, 2011

ถังกรองน้ำ


เมื่อวานนี้ ผมพยายามหาซื้อทรายกรองน้ำ...แต่หาไม่ได้ มีคนบอกว่าต้องไปซื้อที่อำเภอห้างฉัตร...  

วันนี้ผมไปซื้อมาแล้ว ก็เลยอยากจะเล่าให้ฟังสักหน่อย เผื่อมีใครที่อยู่ในลำปางต้องการหาวัสดุกรองน้ำ จะได้รู้แหล่ง ไม่ต้องเที่ยวหาให้เสียเวลาเปล่า ๆ  ให้ตรงไปซื้อที่ "ห้างฉัตรทรายกรอง" ครับ ถ้าขับรถไปจากตัวเมืองลำปาง ก็ให้ u-turn ตรงทางแยกเข้าอำเภอห้างฉัตร แล้วขับย้อนกลับ สังเกตทางด้านซ้ายมือให้ดี ประมาณไม่ถึง ๑ กืโลเมตร...จับตาดูป้ายร้านสนุ๊กเกอร์ ถัดจากนั้นก็จะเป็นพื้นที่กว้างติดทางหลวง มีหินและทรายกองอยู่ เลี้ยวรถเข้าไปได้เลย ...


เจ้าของร้านใจดีให้คำแนะนำแล้วยังแจกเอกสารให้ด้วย ผมเห็นว่ามีประโยชน์...จึงได้สแกนมาลงไว้...



ผมซื้อหิน ๒ ถุง (ทางเหนือเรียกว่า "ไต้") และทรายอีก ๔ ถุง ราคาจำหน่ายไม่ว่าหินหรือทรายก็เท่ากันคือถุงละ ๖๐ บาท


บ่ายวันนี้ผมลงมือล้างถังกรอง (ตัวที่เห็นอยู่ตรงกลาง) ตักเอาทรายและกรวดซึ่งใช้มา ๑๐ กว่าปีออกจนเกือบหมด เหลือไว้แต่กรวดขนาดใหญ่ แล้วนำหินที่ซื้อมาใหม่ใส่ลงไป (ต้องยกขึ้นคนเดียว...หนักมั่ก ๆ) จากนั้นก็เปิดน้ำย้อนกลับขึ้นไปทำความสะอาด ตักเอาเศษไม้และเศษผงออกทิ้ง

พอหินสะอาด...ผมก็ใช้มุ้งลวดที่มีเหลือจากการทำบานมุ้งลวดวางทับลงไป แล้วใส่ทรายลงไป ๒ ถุง ตามด้วยขี้เถ้าแกลบอีก ๖ ถุง (ตามคำแนะนำของคุณปิว)  แต่ก่อนผมไม่ได้ใช้ขี้เถ้าแกลบ ที่นำมาใช้ก็เพื่อทดลองดูว่าน้ำจะใส(มาก)จริงหรือเปล่า?  อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การใส่ขี้เถ้าแกลบมาก ๆ ทำให้น้ำไหลช้าและตันได้ง่าย ผมวางแผนไว้ว่าถ้ามีปัญหาก็จะตักออกเสียบ้าง แต่ตอนนี้ขอดูไปก่อนละกัน

เมื่อจัดการกับถังกรองเรียบร้อยแล้ว...ผมก็หันไปทำความสะอาดถังเก็บน้ำซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ ต้องใช้ stool หย่อนลงไปตั้งที่ก้นถัง แล้วโหนตัวลงไป ใช้แปรงทองเหลืองค่อย ๆ ขัดทำความสะอาด โอ้โฮ...สกปรกมาก ๆ ครับ น้ำที่ล้างทำความสะอาดดำจนแทบเป็นน้ำหมึก

จวนสี่โมงครึ่ง ผมหยุดมือไว้ก่อน กลับขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมสอนไวโอลิน ผมไปนั่งเล่นเปียโนรออยู่พักใหญ่  เวลาผ่านไป ๑๕ นาที...ผมคิดว่านักเรียนคงไม่มาเรียนแล้ว จึงได้กลับไปถอดเสื้อ สวมกางเกงขาสั้นตัวเดิมแล้วลงไปล้างถังต่อ กว่าจะแล้วเสร็จก็มืดพอดี! 

พรุ่งนี้ยังต้องทำต่อครับผม

Wednesday, November 02, 2011

Olympus µ 20

กล้องถ่ายรูป Kodak Instamatic 100 : ที่มา -camerapedia.com
Kodak Instamatic 100 คือกล้องถ่ายรูปตัวแรกที่ผมซื้อจากร้านจงรักษ์ ถนนช้างคลาน เมื่อปี ๒๕๑๐ หรือไม่ก็ ๒๕๑๑  ส่วนกล้องตัวล่าสุดที่ได้ใช้งานมานานเกือบ ๓ ปีก็คือ เจ้า Olympus µ 20 ที่ผมประมูลได้มาในราคา ๑,๖๙๐ บาท (หุหุ ใช้ของมือสองอีกแล้ว) ผมชอบตรงที่ว่ามันเป็นกล้องสมบุกสมบัน กันฝน และที่สำคัญคือมีช่องมองภาพ ทำให้รู้สึกคล้ายว่ากำลังใช้กล้องตัวแรก พูดง่าย ๆ ก็คือ ผมไม่ชอบถ่ายภาพด้วยการมองที่จอ LCD นั่นเอง 

Olympus µ 20 สภาพตอนที่ได้มาใหม่ ๆ
ผมตั้งชื่อมันว่า "มิวซาว" เวลาไปไหนมาไหนก็มักจะพกใส่กระเป๋ากางเกงไปด้วย ฝนตกก็ไม่กลัว สามารถล้วงออกมาถ่ายภาพได้ทุกที่-ทุกเวลา กล้องตัวนี้ทำให้ผมบันทึกภาพไว้ได้มากมาย เอาไว้ใช้ประกอบข้อเขียนและทำอัลบั้มภาพให้เด็ก ๆ

แม้ภาพที่ได้จะไม่ชัดเจนและงดงามระดับมือโปร แต่ผมก็พอใจและมีความสุขที่ได้ใช้เจ้ามิวซาว

ภาพถ่ายจาก Skybridge, Twin Towers, KL (resize อย่างเดียว) 
สองปีก่อนผมเดินทางไปมาเลเซียและสิงคโปร์ ก็มีเจ้ามิวซาวนี่แหละเป็นเพื่อนคู่กาย ตอนนั้นแบตเตอรี่ยังเก็บไฟได้ดี แม้ว่า xD Card ที่ใช้จะมีหน่วยความจำแค่ 512 MB ผมใช้วิธีตั้งความละเอียดของภาพไว้ที่ระดับปานกลาง ก็ทำให้บันทึกภาพเก็บไว้ได้จำนวนไม่น้อย ต้องยอมรับว่ากล้องตัวนี้ทรหดมากครับ ขณะเดินทางข้ามฟากจากเกาะปีนัง (George Town) ผมทำมันหลุดจากมือ ตกลงสู่พื้นเรือ ก็ยังไม่เป็นไร!

นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาแบกเป้นำความเครียดไปทิ้งที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้าได้ไป...ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องนำเจ้ามิวซาวไปด้วย แต่มีปัญหาแล้วล่ะ...เจ้าแบตเตอรี่ Li-10B ซึ่งมีอยู่เพียงก้อนเดียวเริ่มเสื่อมจนเก็บไฟไม่ค่อยอยู่ แถมที่ชาร์จ(ของแท้)ก็พังไปด้วย เห็นเค้าบอกว่าเป็นจุดอ่อนของ charger รุ่นนี้!


ผมต้องแก้ไขปัญหาให้ได้ก่อนออกลุย ทำยังไงดีน้า?  เห็นมีที่ชาร์จ(เทียม)ประกาศขายในเว็บ ราคาอยู่ที่ ๕๐๐ บาท ส่วนแบตเตอรี่ (เทียบเท่า) ตกก้อนละ ๕๐๐ บาท โห...สองอย่างก็ ๑ พันบาทแย้ว! และถ้าจะซื้อ xD Card 1 GB ของ Olympus อีกตัว ก็ต้องมีงบเตรียมไว้อีก ๙๙๐ บาท!

ช่างเหอะกำลังหาวิธีแก้ไขปัญหาอยู่ครับ แล้วจะมารายงานให้ทราบอีกที

Tuesday, November 01, 2011

ไขลานแล้ว...

ในขณะที่ผู้คนในกรุงเทพมหานครและอีกหลายจังหวัดในภาคกลางยังคงต้องทุกข์ระทมกับภัยน้ำท่วม ภาคเหนือก็เริ่มหนาวเย็นลง เช้าวันแรกของเดือนพฤศจิกายน...วันนี้ผมได้เห็นภาพหมอกลงบาง ๆ ดูเหมือนว่าเทวดาเริ่มจะเปิดเครื่องลองไฟเพื่อเตรียมงานเทศกาลเหมันต์หรรษากันแล้ว


ต้องขออภัยเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้อัพเดทบล็อก "ช่างเหอะ" ตัวนี้ซะยาวนาน ได้ข่าวอุทกภัยแล้วไม่สบายใจ ยิ่งได้เห็นภาพการแย่งชิงถุงยังชีพที่โยนให้ทางเฮลิคอปเตอร์ ความขัดแย้งในเรื่องคันกั้นน้ำ ของบริจาคที่ถูกกั๊กไว้แทนที่จะรีบนำไปช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยาก การบริหารน้ำที่ผิดพลาด ฯลฯ ผมก็ยิ่งรู้สึกหดหู่  

ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาเขียน "ฟังลุงน้ำชาคุย" เพราะตรงนั้นมีเรื่องให้เล่าเยอะ (ส่วนใหญ่ไร้สาระ ฮา) แต่สำหรับบล็อกนี้ อยากจะให้เป็นเรื่องของงานช่าง การแก้ไขปัญหา รวมถึงเรื่องการเรียนการสอนซึ่งจำเป็นต้องมีรูปภาพและเอกสารประกอบค่อนข้างชัดเจน ก็เลยยากหน่อยครับ บางครั้งสมองตื้อจนเบลอ เขียนไม่ออกจริง ๆ  มาถึงวันนี้...เริ่มต้นเดือนใหม่แล้ว ผมจึงอยากจะปรับตัว พยายามจะหาเรื่องเขียนให้บ่อยยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาลานมันอ่อนไป  วันนี้ผมไขลานตัวเองแล้ว!

เจ้าวังน้ำวน ตู้เย็นตัวเก่งของผม
เพื่อน ๆ คงจะรู้จักเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อ Whirlpool บางท่านพอเห็นชื่อนี้แล้วอาจร้องยี้ เพราะ Brand Name นี้ไม่ค่อยติดตลาด แต่ก่อนผมก็เคยคิดเช่นนั้น แต่หลังจากที่ได้เป็นเจ้าของตู้เย็นยี่ห้อ Whrilpool ตัวที่เห็นในภาพมานานเกือบ ๒๐ ปี...วันนี้ผมขอยกนิ้วให้เจ้า Whirlpool ครับ 

สภาพเก่ามั่ก ๆ ผมนำ sticker ที่เด็กนักเรียนโรงเรียนเพ็ญจิตตพงษ์ให้มาติดไว้
ผมซื้อตู้เย็น Whirlpool ที่เห็นในภาพเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว สมัยนั้นอยู่คอนโดที่เชียงใหม่ (ชื่อว่า "คอนโดพีพี" อยู่ใกล้ ๆ กับโรงแรมปอยหลวงหรือสี่แยกหนองประทีป) ตู้เย็นลูกนี้ซื้อที่ห้างนิยมพาณิช เป็นตู้เย็นมือสอง...ไม่ใช่ตู้เย็นใหม่! ราคาจำไม่ได้แล้ว ทางร้านเค้านำไปส่งให้ถึงห้องเลย...

แล้วผมก็ใช้มันมาตลอด ขายคอนโดไปก็ขนมาลำปาง เสียบไฟใช้มาเรื่อย ๆ โดยไม่มีปัญหา ไม่ต้องเติมน้ำยา เรียกว่าใช้จนพังไปกับมือก็ว่าได้ ที่ว่าพังในที่นี้คือขาตั้งหลุด ตัวที่เป็นฐานยึดฝาตู้เย็นแตกออกไป เมื่อไม่มีตัวรับน้ำหนัก...ฝาตู้เย็นก็หลุดลง ใช้งานไม่ได้ ตอนนั้นพี่ชายผมเป็นคนใช้ พอมันเสีย แกก็ทิ้ง ปล่อยให้เป็นแค่ซากตู้เย็นอยู่ข้างหลังบ้าน! 

เสียดายของ...ผมนำเจ้าวังน้ำวนกลับมาซ่อมตามประสาช่างเหอะ (อีกแย้ว) โดยทำตัวรับน้ำหนักขึ้นมาใหม่ เสร็จแล้วก็ใส่ฝากลับเข้าไป เดินเครื่อง มันกลับมาทำงานได้ตามปกติ สามารถทำน้ำแข็งก้อนไว้ชงกาแฟเย็นดื่มได้ต่อไป.... 

ใช้ต่อไปได้ระยะหนึ่ง...เจ้าตัวที่ทำไว้รับน้ำหนักฝาก็หมดสภาพ ปิดฝาตู้เย็นไม่ได้อีกแล้ว (ก็ไหนบอกว่า "เอาอยู่ ๆ" ไม่ใช่เหรอ)  ผมต้องงัด "วิชาช่างเหอะ" ฉบับสุดยอดออกมาใช้  หุหุ อยากหลุดดีนัก ทำบานพับใส่ให้เหมือนกับประตูซะเลย!


ทีแรกก็ใส่บานพับตัวล่างแค่ตัวเดียว ผมใช้งานต่อมาอีก ๒ ปีเห็นจะได้ ว้า! สัปดาห์ที่แล้ว...ฝาตู้เย็นก็หลุดอีก (ดีนะที่ไข่ไม่แตก) ตรวจสอบแล้วพบว่าสกรูที่ยึดบานพับกับตัวและฝาตู้เย็นหลวม ผมหาสกรูตัวใหญ่กว่าเดิมไปใส่แทน แล้วเพิ่มความแข็งแรงด้วยการใส่บานพับเข้าไปอีกตัว ดังที่เห็นในภาพ...

บานพับตัวใหม่ (ถ่ายจากด้านใน)
ผมคิดว่าเจ้าวังน้ำวนคงจะทำงานต่อไปได้เรื่อย ๆ อายุครบ ๒ ทศวรรษเมื่อไหร่ คงจะได้ปลดระวางเสียที

วันนี้ได้เขียนเกี่ยวกับช่างเหอะ ตรงตามนโยบายของรัฐบาล เอ๊ย...ของบล็อกเลย!

Wednesday, October 12, 2011

Accordion 5

การฝึกหัดเล่น accordion ของเพื่อน ๆ ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้วครับ?



ขอให้ฝึกหัดเล่นเสกล C major ให้คล่อง โดยใช้นิ้วตามที่มีหมายเลขบอกไว้ (1=โป้ง 2=ชี้  3=กลาง 4=นาง 5=ก้อย)  ฝึกเหมือนกับไล่เสกลบนเปียโน เพียงแต่ตำแหน่งของแขนผู้เล่นต่างกัน และในขณะกดที่คีย์ก็ต้องดึงกระเพาะลมเข้าออกไปด้วย วิธีเล่นไม่ว่าจะเป็นมือขวาหรือมือซ้าย ให้ใช้ความรู้สึก ใช้นิ้วสัมผัสหาตำแหน่ง แล้วเคลื่อนไปตามคีย์ อย่าก้มดู เพราะจะทำให้ไม่งามสง่า  





เล่นเสกลก็ต้องให้โน้ตทุกตัวยาวเท่ากันและจังหวะสม่ำเสมอ 

เมื่อคล่องดีแล้ว ให้ฝึกแบบฝึกหัดต่อไปนี้...


อย่าลืมชักกระเพาะลมเข้าออกตามที่ลูกศรกำหนดไว้ด้วยนะ ระยะแรกก็คงลำบากหน่อย แต่พอคุ้นเคยดีแล้ว จะสามารถเล่นได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดถึงมัน

ส่วนมือซ้ายก็เช่นกัน ให้ฝึกหัดเล่นเบสและคอร์ด [บุ่ม-แชบ-แชบ]  [บุ่ม-แชบ-แชบ-แชบ] และ [บุ่ม-แชบ-บุ่ม-แชบ] ทั้ง C major และ G major จนชำนาญ ไม่ต้องก้มดูนิ้ว   

ขอนำ chart เก่ากลับมาให้ดูอีกครั้งดังนี้...


จากนั้นก็ฝึกเล่นเพลง Hi Lee, Hi Low ได้เลยครับ...




Tuesday, October 11, 2011

A Lover's Concerto



หายจากอาการป่วยที่ยาวนานเกือบสองสัปดาห์...วันนี้ผมสามารถขี่จักรยานยนต์ออกไปสอนเปียโนนักเรียนได้แล้ว  ทุกวันนี้ผมมีนักเรียนเปียโนอยู่ ๓ คน ทั้งสามคนผมต้องไปสอนให้ที่บ้าน ผมคิดค่าสอนชั่วโมงละ ๒๐๐ บาท (ไม่รวมค่าเดินทางอีก ๕๐ บาท) ซึ่งถ้าจะถามว่าคุ้มไหม ผมก็ยังหาคำตอบที่ถูกต้องให้ไม่ได้ อย่างเช่นวันนี้ ผมออกบ้านตั้งแต่ ๕ โมงเย็น บึ่งรถออกไปตามถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ วิ่งขนานไปกับรถพ่วงคันใหญ่ที่มองดูล้อของมันแล้วรู้สึกเสียวอยู่ไม่น้อย  พอไปถึงบ้านนักเรียนก็ลงมือสอนทันที ผมสอนอย่างเต็มที่ ไม่มีการอู้ ไม่มีถ่วงเวลา เวลาเลิกนั้นตรงเวลาคือ ๑๘.๓๐ น. ตลอดระยะ ๗๐ กว่านาที...ผมทั้งร้องทั้งพูด  รู้สึกเหนื่อย แต่ก็ดีใจที่นักเรียนตั้งใจเรียน  สอนเสร็จผมขี่แมงกะไซค์กลับบ้าน ท้องฟ้ามืดแล้ว...การจราจรค่อนข้างอันตราย ผมต้องใช้ความระมัดระวังสูง ค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปข้างหน้า กว่าจะถึงบ้านก็จวนทุ่ม!


จริง ๆ แล้ว การที่ต้องบึ่งมอเตอร์ไซค์ไปสอนถึงในเมืองโน่น มันไม่น่าจะเกิดขึ้นในชายวัย ๖๐ กว่าเช่นผมแล้วนะ เพื่อน ๆ ของผมส่วนใหญ่เค้าก็สบายกันไปหมด ไม่เห็นมีใครต้องทำอย่างผม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงยังต้องทำ ทั้ง ๆ ที่เงินที่ได้รับจากการสอนนักเรียนสามคน ผมก็ไม่ได้ใช้แม้แต่บาทเดียว (เอาไปให้ผู้ที่ขัดสนทั้งหมด)


เอาเถอะ...ถึงอย่างไรก็ยังได้แบ่งปันในสิ่งที่มีอยู่ ผมไม่แน่เหมือนกันว่าโอกาสเช่นนี้่จะมีได้อีกนานแค่ไหน


เพื่อน ๆ คงจะรู้จักเพลง A Lover's Concerto ซึ่งมีเนื้อเพลงว่า..."How gentle in the rain, that falls softly on the meadow.  Birds high up in the trees, serenade the clouds with their melody......"  ความจริงผมได้ยินเพลงนี้มาตั้งแต่เป็นเด็กแล้วล่ะ เป็นเพลงที่นำทำนองมาจากท่อนแรกของเพลง Minuet in G โดย J.S.Bach ช่วงหลังมานี้ได้รับความนิยมอีกครั้ง เมื่อมีผู้นำไปขับร้องใหม่ เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นบ้านเรา


วันนี้ ขอนำหนังสือโน้ตเพลง A Lover's Concerto (Piano Mini Album หนา ๑๗ หน้า) มาฝาก มีเพลงที่เขียนโดย Sandy Linzer และ Denny Randell ซึ่งอยู่ในคีย์ Ab major และโน้ตเปียโนเพลง Minuet in G ของ J.S. Bach


คลิกดาวน์โหลดได้ที่รูปหนังสือครับ...

Monday, October 10, 2011

ภาพถ่ายรางวัลยอดเยี่ยม ปี ๒๕๒๔

ในการประกวดภาพถ่ายของสมาคมถ่ายภาพพิศเจริญกรุงเทพ เมื่อปี ๒๕๒๔ มีภาพที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม (เหรียญทอง) อยู่ ๔ รางวัล ดังนี้ :-


เหรียญทอง รางวัลเรื่องราวยอดเยี่ยม

"งูกินหาง"  -  สุชาติ ทรัพย์สินทวีลาภ

คำอธิบาย - ถึงแม้ว่าการหาโฟคัสคลาดเคลื่อนไปบ้างและมีการพร่าไหวเล็กน้อยก็ตาม แต่ก็มิได้เกิดข้อเสียหายอะไรมากนัก เพราะเป็นภาพที่แสดงถึงการเคลื่อนไหว ช่างไฟ ลีลาต่าง ๆ และเงายาวบนพื้นรวมทั้งอริยาบถและสีหน้าของเด็ก ๆ แสดงออกได้ดีมาก แสงส่องมาจากด้านข้างทำให้เกิดแสงรอบวง เน้นเรื่องราวให้แยกออกจากฉากหลังที่มืดกว่าได้ผลอย่างยิ่ง

เหรียญทอง รางวัลองค์ประกอบยอดเยี่ยม

"หาเช้ากินค่ำ" - ประเวทย์ อุดมวิทยะธาดา
คำอธิบาย - แนวต้นตาลที่โนนสูง จ.นครราชสีมา ตรงนี้ได้กลายเป็นแหล่งที่ผลิตผลงานบรรลือโลกมามากต่อมากนักไปแล้ว คนทั่วไปหรือนักถ่ายภาพสมัครเล่นบางคนอาจมองข้ามถิ่นนี้เมื่อได้ผ่านไป เพราะยังขาดศิลปะในการเลือกเฟ้นมุมถ่ายหรือการสร้างสรรค์ มิใช่เป็นการง่ายนักที่ในเสี้ยวของวินาทีลั่นไกกล้องให้ทันต่อจังหวะของการแกว่งมือและการก้าวเท้าที่เหมาะ รวมทั้งเครื่องมือประมงเห็นได้อย่างชัดเจน องค์ประกอบในภาพก็จัดได้สมบูรณ์ ช่องไฟระหว่างต้นตาล มีห่าง มีถี่ จัดสรรได้อย่างมีส่วนสัด ลำต้นก็มีตรง มีงอ ทำลายความซ้ำซากที่จืดตา แม้แต่บนพื้นก็ยังมีโครงสร้างโค้งนูนไม่เท่ากัน ใบตาลเป็นพุ่มทรงกลมแจกจ่ายกระจายบนเนื้อที่ภาพอย่างน่ายล


เหรียญทอง รางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม

"คัลเลอร์แฟนตาเซีย" - ภูวดล ธรรมธิติคุณ
คำอธิบาย - ที่เคยพูดกันว่า "กล้องถ่ายรูปไม่เคยโกหก" นั้น มาใช้กับภาพนี้คงไม่ได้แน่ จริงอยู่ เลนส์สามารถบันทึกทุกสิ่งละเอียดละออดีกว่าตาเห็น แต่บางครั้งตากับกล้องเห็นได้ผลไม่เหมือนกัน ตาเห็นสิ่งของชัดเจนได้ทุกระยะ แต่ตากล้องหาทำได้ไม่ ถ้าให้ชัดตลอดเหมือนตาเห็น ต้องหรี่เลนส์ให้เล็กที่สุด (ในบางกรณีหรี่เล็กเท่าใดก็ยังชัดได้ไม่ตลอด) ยิ่งเป็นเลนส์ให้กว้างเท่าไร ความชัดจะยิ่งตื้นด้วยลักษณะพิเศษนี้จึงทำให้ผู้ถ่ายใช้ให้เป็นประโยชน์ บันดาลให้ภาพเกิดอารมณ์เพ้อฝัน เลื่อนลอย และยวนใจ ที่เรียกกันว่า "โรแมนติก" ดวงสีส้มในภาพคือแสงสปอตไลท์สีเขียว สีน้ำตาลที่พร่ามัวบนฉากหลังคือ ผ้าผ่อน กางเกงที่แขวนไว้ สมควรแล้วที่ภาพนี้ได้รับรางวัลเหรียญทอง รางวัลยอดเยี่ยม


เหรียญทอง รางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม

"เจ้าหนุ่มทันยุค" - วิชัย แซ่ไล่
คำอธิบาย - สร้างสรรค์ในที่นี้หมายถึงผู้ถ่ายเข้าใจสรรหาเครื่องหมายจราจรให้เป็นประโยชน์ ภาพนี้หากเป็นภาพขาวดำคงจะมีความประทับใจด้อยลง ยิ่งกว่านั้น ผู้ถ่ายยังพลิกแพลงใช้แสงแวบแทนแสงอาทิตย์อย่างชาญฉลาด โดยส่องแสงจากด้านข้างให้เกิดเงาหนัก เพื่อจะได้ล้อเลียนสีดำบนกำแพงข้างขวา ถ้าจะให้ลำตัวบังเครื่องดับเพลิงเสีย และจัดเงาที่หัวเข่าให้ดูแล้วไม่คล้ายคนขาด้วน ภาพนี้จะดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน

ที่มา : หนังสือ "ผลงานการประกวดภาพถ่าย 2524" สมาคมถ่ายภาพพิศเจริญกรุงเทพ เขียนโดย อาจารย์เชาว์ จงมั่นคง

Sunday, October 09, 2011

ผลงานการประกวดภาพถ่าย ปี ๒๕๒๔

การได้ดูภาพถ่ายที่ชนะการประกวดภาพถ่าย และการได้อ่านคำวิจารณ์ภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการถ่ายภาพ นับว่ามีส่วนช่วยให้เราสามารถถ่ายภาพได้สวยขึ้น มีคุณค่ายิ่งขึ้น วันนี้จึงขอนำภาพถ่ายที่ได้รับรางวัล ท้อปเท็น ประจำปี ๒๕๒๔ ของสมาคมถ่ายภาพพิศเจริญกรุงเทพ มาให้เพื่อน ๆ ได้ดูกัน ดังนี้:-















ที่มา : หนังสือ "ผลงานการประกวดภาพถ่าย 2524"   สมาคมถ่ายภาพพิศเจริญกรุงเทพ 

Saturday, October 08, 2011

บัญญัติเจ็ดประการ


ผมมีหนังสือเล่มบาง ๆ อยู่เล่มหนึ่ง เป็นผลงานการประกวดภาพถ่าย 2524 ของสมาคมภาพถ่ายพิศเจริญกรุงเทพ พลิกไปดูข้างท้ายแล้ว เห็นว่ามีบทความที่น่าสนใจและมีประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องการถ่ายภาพ ในหัวข้อว่า "บัญญัติเจ็ดประการ" ผู้เขียนบทความคือ อาจารย์เชาว์ จงมั่นคง ผมคิดว่าแม้กาลเวลาจะผ่านเลยมาได้ ๓๐ ปีแล้ว แต่บทความสั้น ๆ เพียงสองหน้าครึ่งนี้ก็ยังคงทันสมัยอยู่เสมอ หากจะปล่อยให้ผ่านทิ้งไปก็จะเป็นที่น่าเสียดายยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาพิมพ์เก็บไว้ที่นี่ครับ....

บัญญัติเจ็ดประการ

โปรดอย่าเข้าใจว่า บัญญัติเจ็ดประการที่จะกล่าวถึงนี้จะไปเกี่ยวข้องทางศาสนา หรือ กฎหมาย และหรือระเบียบการอื่นใด ที่แท้คือ ธาตุแท้ของภาพถ่ายที่ดีสมบูรณ์ที่ผู้เขียนเฝ้าสังเกตและศึกษามาช้านาน จึงสรุปเขียนขึ้นเป็นบัญญัติเจ็ดประการคือ

  1. เนื้อหาของภาพ... ภาพทุกภาพย่อมมีเรื่องราวหรือเนื้อหากันแทบทั้งนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ถ่ายสามารถถ่ายทอดให้ผู้ชมเข้าใจได้ง่าย ยาก หรือไม่เข้าใจต่างหาก เรื่องราวของภาพนั้นกินความหมายกว้างมาก และไม่จะเป็นต้องมีคนที่กำลังทำอะไรอยู่จึงจะขึ้นว่ามีเนื้อหาดีตามที่คนทั่วไปเข้าใจ แม้แต่ต้นไม้แห้ง ๆ ที่ปราศจากสิ่งมีชีวิตที่ผู้ถ่ายสามารถ่ายทอดออกมาให้รู้สึกแห้งแล้งจริง ๆ ก็ถือว่ามีเรื่องราวที่ดีได้ มิฉะนั้น ภาพวาดของนิ่งสมัยเก่าแก่คงไม่เป็นหมื่น เป็นแสนปอนด์เป็นแน่ ตามที่อาจารย์สน สีมาตรัง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร เคยกล่าวไว้ว่า แม้แต่ประตูเก่าแก่ที่ผู้ถ่ายสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ ก็นับว่าเป็นภาพที่มีเรื่องราวดีได้ ผู้เขียนขอสนับสนุนข้อคิดเห็นนี้อย่างเต็มที่
  2. การจัดองค์ประกอบ... ข้อนี้ก็เช่นกัน ภาพถ่ายทุกภาพล้วนมีองค์ประกอบกันทั้งสิ้น เช่น เมฆ ภูเขา ต้นไม้ บ้านคน ฯลฯ ที่อยู่ในภาพ ทีนี้ก็อยู่ที่ผู้ถ่ายเข้าใจจัดองค์ประกอบเหล่านี้ให้ดูแล้วสบายตา ไม่เคอะเขิน ไม่จืดชืด หรือไม่รกรุงรังต่างหาก เคราะห์ดีที่วิธีการจัดองค์ประกอบมีหลักเกณฑ์ที่พอเรียนรู้กันได้ โดยไม่ยากจนเกินไปนัก
  3. แนวการสร้างสรรค์... ภาพถ่ายที่แสดงออกอย่างธรรมดาสามัญย่อมจะสู้ภาพที่มีการสร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร แนวแปลก ๆ ใหม่ ๆ หรือริเริ่มไม่ได้แน่
  4. ความประทับใจ หรือ ความดึงดูด... ภาพถ่ายที่ให้ความประทับใจจำแนกได้หลายแบบ เช่น อารมณ์ บรรยากาศ บุคลิก ลักษณะ เส้นสายด้วยลีลาที่อ่อนช้อยหรือรุนแรง ฯลฯ ที่สามารถโน้มน้าวจิตใจแล้วเกิดความประทับใจจนดึงดูดให้ผู้ชมต้องหยุดชมภาพ (ด้วยอำนาจเร้นลับบางประการจากภาพนั้น ๆ)
  5. เทคนิคการถ่ายและการจัดแสง... ได้แก่การถ่ายภาพด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง เช่นหาโฟคัสได้ชัดเจน (หรือจงใจให้มัว) การเปิดรูรับแสงหรือเลือกชัตเตอร์ที่ถูกต้อง ส่วนการจัดแสงนั้นได้แก่การเลือกสภาพแสงที่เข้ากับอารมณ์ของภาพ
  6. เทคนิคการพิมพ์ภาพ... ข้อนี้นับว่าเป็นประเด็นสำคัญ เสมือนหนึ่งจิตรกรระบายสีในภาพวาดทีเดียว ภาพที่ขาดคุณภาพในการพิมพ์หรือขยายจะมีสีหมองคล้ำ ซูบซีด กระด้าง ขาดลายละเอียดทั้งในที่มืดหรือสว่าง ภาพถ่ายที่ถ่ายทอดอารมณ์ บรรยากาศที่ต้องอาศัยเทคนิคการพิมพ์ที่ดีเลิศทีเดียว
  7.  การนำแสดงออก... ถึงแม้ว่าข้อนี้ไม่ใคร่มีความสำคัญนักก็จริง แต่ผลงานที่ติดการ์ดเรียบร้อย เลือกสีการ์ดให้เหมาะกับเรื่องราวและเข้ากับสูตรสีของภาพ (หากเป็นภาพสี) รวมทั้งได้กลบเกลื่อนจุดเล็กจุดน้อยหรือรอยขูดขีด ก็จะเพิ่มพูนความสมบูรณ์และชวนดูยิ่งขึ้น
บัญญัติเจ็ดประการที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น นอกจากนำไปประเมินผลสำหรับภาพถ่ายทั่วไปได้แล้ว ยังอาจนำไปใช้ในการตัดสินภาพ รวมทั้งไปประเมินผลงานของตนโดยปราศจากอคติได้อีกด้วย


ที่มา : หนังสือ "ผลงานการประกวดภาพถ่าย 2524" สมาคมถ่ายภาพพิศเจริญกรุงเทพ เขียนโดย อาจารย์เชาว์ จงมั่นคง

Thursday, October 06, 2011

Hohner Big River Harp

ขออภัยที่หายเงียบไปหลายวัน มีปัญหาเรื่องสุขภาพครับ  วันนี้ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว ก็เลยกลับมาเขียนต่อ 


ที่เห็นในภาพคือ ฮาร์โมนิก้า ยี่ห้อ Hohner  รุ่น Big River  เห็นเค้าโฆษณาว่า Large Sound, Low Price ผมได้ลองเข้าไปสำรวจดูตามเว็บต่าง ๆ แล้ว ราคาตกอยู่ที่ $22  แต่ไม่ทราบว่าเมืองไทยมีขายที่ไหนบ้าง?  


ที่ผมถามขึ้นมาในวันนี้ ก็เพราะในตำราเรียนเป่าฮาร์โมนิก้าในสไตล์บลูส์ ชุด Step by Step Blues Harp ผู้เขียนคือ Steve Baker ได้เขียนไว้ในบทนำว่า......"This is the sound of the blues harp!  For this package we chose a Hohner Big River Harp in key of C.  This is a professional quality, service friendly instrument which feature a robust injection moulded comb and screw together assembly to ensure rapid, even response and full tune..."   

Steve Baker แนะนำให้นักเรียนได้ใช้เจ้าฮาร์โมนิก้ารุ่นนี้ สำหรับเล่นแบบฝึกหัดและบทเพลงต่าง ๆ ที่อยู่ในหนังสือของเขา




ตำราชุด Step by Step Blues Harp ที่กล่าวถึง ประกอบด้วยหนังสือหนา ๒๘ หน้า พร้อมแผ่นซีดีเสียงประกอบอีก ๑ แผ่น ผมคิดว่าตำราชุดนี้ง่ายดี  เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยากหัดเล่นฮาร์โมนิก้าในสไตล์บลูส์  เพื่อน ๆ ท่านใดสนใจอยากนำไปใช้ฝึก สามารถคลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่ 


ในการเป่าฮาร์โมนิก้า สิ่งที่นักเรียนจะต้องทำให้ได้คือการเป่าเสียงเดี่ยว (single tone)  การใช้ลิ้นบล็อคลมให้ผ่านเพียงรูเดียว(Tongue Blocking) เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เล่นเสียงเดี่ยวได้  ผมชอบใช้วิธีนี้เพราะนอกจากเล่นเสียงเดี่ยวแล้ว ยังสามารถเล่นเสียงคอร์ดประกอบได้ด้วยการยกลิ้นออกเป็นระยะ ๆ  




ตัวอย่าง "แบบฝึกหัดเล่นเสียงเดียวช่อง 4"