เพิ่มท่ากายบริหารอีก ๒ ท่า คือ ๔) ห้าหักโหมเจ็ดปั่นป่วนเหลียงหลังหาย เพื่อกระตุ้นพลังชีวิตด้วยการเคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ และ ๕) โยกศีรษะย้ายสะโพกขจัดไฟหัวใจ....
Thursday, January 07, 2016
Wednesday, January 06, 2016
ไท่เก๊ก ท่ากายบริหารเพื่อสุขภาพ ๒
ด้วยความห่วงใยในสุขภาพของเพื่อน ๆ ที่รักทุกท่าน ผมนำ "ไท่เก๊ก ท่ากายบริหารเพื่อสุขภาพ" มาลงต่ออีก...
เพื่อน ๆ อย่าลืมรักษาสุขภาพด้วยน้าาาาา....
Tuesday, January 05, 2016
ไท่เก๊ก ท่ากายบริหารเพื่อสุขภาพ ๑
พอย่างเข้าปีลิง ๒๕๕๙ ผมก็เริ่มได้รับสัญญาณอันตรายที่จะเกิดกับร่างกายซึ่งใช้งานมานานกว่า ๖ ทศวรรษ! มันคือ "อาการปวดหลัง" ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน!
กลัวเหลือเกินว่าปีนี้อาจจะเป็นปีแห่งการเจ็บไข้ได้ป่วย! ผมรีบคว้าหนังสือ "ไท่เก๊ก ท่ากายบริหารเพื่อสุขภาพ (Chinese Exercise for Health) ที่มีอยู่ออกมาอ่าน...
เขียนโดย "หยาง หมิงซื่อ" แปลและเรียบเรียงโดย "เหล่าซือ" ลองอ่านคำนำของสำนักพิมพ์ดอกหญ้าดูหน่อยนะครับ...
เว็บของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า...
ปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดหลัง
- อายุ โดยทั่วไปอาการปวดหลังเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งในหนุ่มสาววัยทำงาน และในผู้สูงอายุ
- การขาดการออกกำลังกาย ในคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังไม่แข็งแรง ไม่สามารถรองรับกระดูกสันหลังได้
- อ้วน น้ำหนักตัวที่มากเกินไปส่งผลให้กระดูกสันหลังต้องรับน้ำหนักมากทำให้เกิดความเสื่อมได้มากขึ้น นอกจากนี้ไขมันที่พอกพูนบริเวณหน้าท้องอาจทำให้สมดุลของร่างกายเสียไปและเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือเกิดอุบัติเหตุได้
- โรคบางชนิด เช่น ข้ออักเสบ เนื้องอกบางชนิดการทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องยกของ ใช้แรงผลักหรือดึงซึ่งทำให้กระดูกสันหลังบิด รวมถึงผู้ที่ทำงานอยู่กับโต๊ะเป็นเวลานานโดยอิริยาบถไม่ถูกต้องก็อาจปวดหลังได้
กลัวเหลือเกินว่าปีนี้อาจจะเป็นปีแห่งการเจ็บไข้ได้ป่วย! ผมรีบคว้าหนังสือ "ไท่เก๊ก ท่ากายบริหารเพื่อสุขภาพ (Chinese Exercise for Health) ที่มีอยู่ออกมาอ่าน...
เป็นหนังสือเล่มเล็ก พิมพ์ด้วยกระดาษเนื้อดี หนา ๖๔ หน้า ของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ผมซื้อมาในราคา ๔๗ บาท...
เขียนโดย "หยาง หมิงซื่อ" แปลและเรียบเรียงโดย "เหล่าซือ" ลองอ่านคำนำของสำนักพิมพ์ดอกหญ้าดูหน่อยนะครับ...
ไท่เก็กหรือไท่จี๋ฉวนนี้ เป็นอีกตำรับหนึ่งที่เราเสนอต่อคุณในชุดคู่มือรักษาสุขภาพแบบจีน เป็นการบำรุงรักษาสุขภาพที่ง่ายดาย มีประสิทธิภาพ และเพลิดเพลินผมเริ่มฝึกปฏิบัติโดยค่อย ๆ ศึกษาและทำตาม ตอนเช้าขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าโน่น หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปล่อยให้แสงแดดชโลมกายขณะฝึก รู้สึกว่าดีครับ จึงอยากนำข้อเขียนและภาพประกอบในหนังสือ* มาฝากเพื่อน ๆ ด้วยดังนี้...
ผู้เขียนเป็นผู้รู้ลึกด้านนี้อย่างแท้จริง จึงเป็นที่มั่นใจได้ถึงท่วงท่าที่ถูกต้อง อันจะก่อประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งจิตใจ อารมณ์ และสภาพร่างกาย ทางสำนักพิมพ์ตระหนักถึงการใช้สอยหนังสือเล่มนี้จึงได้รับการออกแบบโดยยึดถือความสะดวกในการพลิกใช้ขณะฝึกทำท่วงท่าเป็นสำคัญ จึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณ เมื่อใจคุณเปล่งประกายประดับอยู่บนเรือนใจที่สมบูรณ์ ความสุขก็จะเป็นของคุณอีกยาวนาน - ด้วยความปรารถนาดี
ชักเริ่มสนใจแล้วใช่มั้ย? เดี๋ยวผมจะนำมาบอกต่อนะครับ!
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หนังสือเล่มนี้คงไม่มีจำหน่ายอีกแล้ว ขออนุญาตนำมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน
Monday, January 04, 2016
BACK TO EARTH
ผมกำลังจะกลับมาทำโน้ตเพลงด้วยโปรแกรม Sibelius แล้วนำมาเก็บไว้ในบล็อกช่างเหอะอีกครั้ง เพื่อน ๆ ว่าดีมั้ยครับ?
สมัยก่อนเคยทำไว้ในเว็บ wichai.net ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว ผมละทิ้งโดเมนเนม wichai.net ไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นี้ไปพูดง่าย ๆ ก็คือขอกลับไปอยู่ติดดิน ไม่ยึดติด ไม่คิดมาก ใครจะใหญ่ ใครจะรวย มียศฐาฯ แลอำนาจขนาดไหน ผมขออยู่ห่าง ๆ หน่อยจะดีฝ่า!
วันนี้ขอนำโน้ตเพลง BACK TO EARTH ของ Dave Brubeck มาฝากเพื่อน ๆ ครับ...
Sunday, January 03, 2016
แบบบ้านครอบครัวไทยเป็นสุข ๑
ผมกำลังจัดระเบียบไฟล์ต่าง ๆ ในฮาร์ดดิสก์ ได้เจอภาพ "แบบบ้านครอบครัวไทยเป็นสุข ๑" ซึ่งทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ออกแบบไว้โดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ เพื่อให้ประชาชนได้นำไปสร้างบ้านในรูปแบบที่พออยู่พอเพียงและดูดี
จำไม่ได้แล้วว่าไปดาวน์โหลดมาจากไหน ก่อนจะลบไฟล์ทิ้งไป...ผมรู้สึกเสียดาย จึงอยากนำมาเก็บไว้ในบล็อกช่างเหอะ ด้วยคิดว่าอาจมีประโยชน์สำหรับผู้ที่อยากจะปลูกบ้านชั้นเดียวขนาด ๒ ห้องนอนให้กับครอบครัวเล็ก ๆ ของตัวเอง....
มีทั้งหมด ๑๐ ภาพดังนี้...
สารบัญแบบ สัญลักษณ์ประกอบแบบ
รายการประกอบแบบ
ผังบริเวณ
แปลนฐานราก, เสาคาน และพื้น - แปลนโครงหลังคา
แปลนพื้น แปลนหลังคา
รูปด้าน 1, 2, 3, 4
รูปตัด A B - แบบขยายโครงหลังคา
แบบขยายห้องน้ำ, แบบประตู-หน้าต่าง
แปลนสุขาภิบาล - ท่อน้ำดี - ท่อน้ำทิ้ง
คลิกดูจะได้ภาพที่ใหญ่ขึ้นนะครับ!
Saturday, January 02, 2016
Louis Green
ลุงหลุยส์ กรีน ชาวอังกฤษวัย 60 คนนี้ก็ไม่ยอมแพ้หนุ่ม ๆ เหมือนกัน แกปั่นจักรยานคนเดียวท่องโลกอย่างที่เห็นในภาพนี่แหละครับ...
น่าเสียดายที่เป็นภาพขาวดำเก่า ๆ ทำให้ไม่สามารถเห็นในรายละเอียด แต่ก็พอจะเห็นว่าเป็นตาแก่หนวดขาว สวมเสื้อยืดบอกว่า “ I’M CYCLING ROUND THE WORLD” กำลังปั่นจักรยานอย่างใจเย็น ดูท่าทางแกก็ง่าย ๆ ดีนะครับ ไม่รีบร้อนทำเวลา เหมือนที่แกบอกว่า “ปั่นจักรยานท่องโลกไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน หรือการทดสอบความแข็งแกร่ง ถ้าผมเจออะไรที่มันน่าสนใจ ผมก็จะหยุดดู บ่อยไป..ที่ผมแวะขี่ลงข้างทาง เพื่อจะดูว่ามันไปถึงไหนกัน”
จากจุดเริ่มต้นที่อัมสเตอร์ดัม ลุงหลุยส์ปั่นจักรยานลงทางใต้ แวะฟังดนตรีคลาสสิก เที่ยวหอศิลป์ ชมธรรมชาติ นอนดูดาว เดินทางไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน (แหม…ช่างน่าอิจฉาจัง...)
แต่พอถึงบาซีโลน่า ก็เจอดีเข้าจนได้ แกโดนกลุ่มคนร้ายใช้มีดจี้เอาข้าวของไปเกือบหมด (ดีนะที่มันไม่ได้เอาจักรยานไปด้วย) แกต้อวขี่กลับเข้าฝรั่งเศส นั่งเรือเอาจักรยานไปปั่นเที่ยวบนเกาะคอร์สิก้าและซาดีเนีย (อยู่ระหว่างยุโรปกับอาฟริกา) เที่ยวไปอย่างมีความสุข จน…ก่อนที่จะออกจากที่นั่นเพียงแค่สองวัน ก็เจอทุกข์เข้าอย่างจัง เมื่อโดนจักรยานยนต์ชนอัดเข้าที่เท้าข้างขวา ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัดและรักษาตัวอยู่หลายอาทิตย์ เมื่อถามหมอถึงโอกาสที่จะกลับไปปั่นจักรยานได้อีกหรือไม่ หมอต่างก็ไม่แน่ใจและให้ความเห็นว่าลุงแกอาจต้องใช้ไม้เท้าไปตลอดชีวิต (ถ้าเจออย่างลุงแก ผมคงหมดความหวังที่จะปั่นต่อไปแล้วนิ)
ผ่านไป 3 เดือน พอเอาเฝือกออก แกก็ควบจักรยานต่อเลย ทั้ง ๆ ที่เวลาเดินยังต้องอาศัยไม้เท้าช่วยอยู่ แกรู้สึกว่าปั่นจักรยานยังจะง่ายกว่าการเดินเสียอีก หลังจากที่อยู่โรงพยาบาลเสียนาน ลุงหลุยส์ไม่รอช้าที่จะข้ามไปปั่นจักรยานเที่ยวบนหมู่เกาะเอโอเลี่ยนซึ่งอุดมไปด้วยภูเขาไฟและน้ำพุร้อน
จากนั้นก็โบกมืออำลายุโรป นั่งเรือไปทูนีซ ปั่นต่อไปจนถึงอัลจีเออส์ เพื่อเริ่มต้นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ การปั่นข้ามทะเลทรายซาฮาร่า
คนแก่อายุ 60 ปั่นจักรยานคนเดียวข้ามทะเลทรายซึ่งเราเคยเรียนรู้กันว่าโหดที่สุด ด้วยระยะทางเป็นพัน ๆ กิโลเมตร บนถนนที่มีแต่หินและทราย ต้องปั่นเป็นร้อยกิโลเมตรกว่าจะเจอเมืองแต่ละเมือง บางครั้งถนนก็หายไป กลายเป็นแค่รอยทางรถบนผืนทราย พบแต่ซากของรถยนต์ และเรื่องราวของนักเดินทางหลายสิบคนที่เอาชีวิตไปทิ้งทะเลทรายในแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม ลุงหลุยส์ก็ไม่ยอมแพ้ แกสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ในที่สุด พร้อมด้วยประสบการณ์ที่ต้องจดจำไปชั่วชีวิต
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา - บทความในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เจอในออสเตรเลีย
น่าเสียดายที่เป็นภาพขาวดำเก่า ๆ ทำให้ไม่สามารถเห็นในรายละเอียด แต่ก็พอจะเห็นว่าเป็นตาแก่หนวดขาว สวมเสื้อยืดบอกว่า “ I’M CYCLING ROUND THE WORLD” กำลังปั่นจักรยานอย่างใจเย็น ดูท่าทางแกก็ง่าย ๆ ดีนะครับ ไม่รีบร้อนทำเวลา เหมือนที่แกบอกว่า “ปั่นจักรยานท่องโลกไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน หรือการทดสอบความแข็งแกร่ง ถ้าผมเจออะไรที่มันน่าสนใจ ผมก็จะหยุดดู บ่อยไป..ที่ผมแวะขี่ลงข้างทาง เพื่อจะดูว่ามันไปถึงไหนกัน”
จากจุดเริ่มต้นที่อัมสเตอร์ดัม ลุงหลุยส์ปั่นจักรยานลงทางใต้ แวะฟังดนตรีคลาสสิก เที่ยวหอศิลป์ ชมธรรมชาติ นอนดูดาว เดินทางไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน (แหม…ช่างน่าอิจฉาจัง...)
แต่พอถึงบาซีโลน่า ก็เจอดีเข้าจนได้ แกโดนกลุ่มคนร้ายใช้มีดจี้เอาข้าวของไปเกือบหมด (ดีนะที่มันไม่ได้เอาจักรยานไปด้วย) แกต้อวขี่กลับเข้าฝรั่งเศส นั่งเรือเอาจักรยานไปปั่นเที่ยวบนเกาะคอร์สิก้าและซาดีเนีย (อยู่ระหว่างยุโรปกับอาฟริกา) เที่ยวไปอย่างมีความสุข จน…ก่อนที่จะออกจากที่นั่นเพียงแค่สองวัน ก็เจอทุกข์เข้าอย่างจัง เมื่อโดนจักรยานยนต์ชนอัดเข้าที่เท้าข้างขวา ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัดและรักษาตัวอยู่หลายอาทิตย์ เมื่อถามหมอถึงโอกาสที่จะกลับไปปั่นจักรยานได้อีกหรือไม่ หมอต่างก็ไม่แน่ใจและให้ความเห็นว่าลุงแกอาจต้องใช้ไม้เท้าไปตลอดชีวิต (ถ้าเจออย่างลุงแก ผมคงหมดความหวังที่จะปั่นต่อไปแล้วนิ)
ผ่านไป 3 เดือน พอเอาเฝือกออก แกก็ควบจักรยานต่อเลย ทั้ง ๆ ที่เวลาเดินยังต้องอาศัยไม้เท้าช่วยอยู่ แกรู้สึกว่าปั่นจักรยานยังจะง่ายกว่าการเดินเสียอีก หลังจากที่อยู่โรงพยาบาลเสียนาน ลุงหลุยส์ไม่รอช้าที่จะข้ามไปปั่นจักรยานเที่ยวบนหมู่เกาะเอโอเลี่ยนซึ่งอุดมไปด้วยภูเขาไฟและน้ำพุร้อน
จากนั้นก็โบกมืออำลายุโรป นั่งเรือไปทูนีซ ปั่นต่อไปจนถึงอัลจีเออส์ เพื่อเริ่มต้นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ การปั่นข้ามทะเลทรายซาฮาร่า
คนแก่อายุ 60 ปั่นจักรยานคนเดียวข้ามทะเลทรายซึ่งเราเคยเรียนรู้กันว่าโหดที่สุด ด้วยระยะทางเป็นพัน ๆ กิโลเมตร บนถนนที่มีแต่หินและทราย ต้องปั่นเป็นร้อยกิโลเมตรกว่าจะเจอเมืองแต่ละเมือง บางครั้งถนนก็หายไป กลายเป็นแค่รอยทางรถบนผืนทราย พบแต่ซากของรถยนต์ และเรื่องราวของนักเดินทางหลายสิบคนที่เอาชีวิตไปทิ้งทะเลทรายในแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม ลุงหลุยส์ก็ไม่ยอมแพ้ แกสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ในที่สุด พร้อมด้วยประสบการณ์ที่ต้องจดจำไปชั่วชีวิต
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา - บทความในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เจอในออสเตรเลีย
Friday, January 01, 2016
Scott Smith
วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2528 สก๊อต สมิธ หนุ่มชาวอังกฤษวัย 29 ปี ได้เริ่มต้นการปั่นจักรยานผ่านยุโรปมุ่งหน้ามายังทวีปเอเซีย โดยมีเป้าหมายที่จะหาทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กในโครงการรณรงค์ต่อต้านโรคไขสันหลังอักเสบหรือที่เรียกกันว่าโปลิโอ เขาทำระยะทางได้ประมาณ 13,000 กิโลเมตร ก่อนที่จะเข้าถึงเมืองไทยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2530
เมื่อครั้งเป็นเด็ก สก๊อตพิการ ไม่สามารถจะเดินได้เพราะโรคเท้าช้าง พ่อแม่ต้องพาเขาอพยพจากแคนนาดาไปอยู่ประเทศอังกฤษ เพื่อให้สก๊อตได้เข้ารับการรักษาที่ดีกว่าในโรงพยาบาลเป็นเวลาถึงหนึ่งปี ช่างเหมือนปาฏิหาริย์ เมื่อปรากฏว่าเขาหายเป็นปกติ ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงตั้งใจว่าเมื่อโตขึ้น เขาจะต้องหาทางช่วยเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเขาให้ได้ และแล้วความฝันของเขาก็เป็นจริงขึ้นมา สก๊อตกล่าวว่า "โรคโปลิโอเป็นโรคที่รักษาได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ทุกวันนี้เด็ก ๆ ในประเทศด้อยพัฒนากำลังเผชิญกับภาวะอาหารขาดแคลน ข้าวยากหมากแพง และความแห้งแล้ง ผมอยากจะช่วยเขาเหล่านั้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" สก๊อตเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการเดินทางของเขาว่า "จากลอนดอน ผมปั่นจักรยานเข้าฝรั่งเศส เบลเยี่ยม สักแซมเบิร์ก เยอรมันตะวันตก ออสเตรีย ฮังการี ยูโกสลาเวีย บัลกาเรีย กรีซ ตุรกี อิหร่าน จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย อาบูดาบี ดูไบ จากนั้นจึงนั่งเรือมายังปากีสถาน แลัวขี่จักรยานต่อเข้าอินเดีย บังคลาเทศ และมาถึงเมืองไทย"
แม้ว่าก่อนหน้าการเดินทางครั้งนี้ สก็อตได้อุ่นเครื่องมาก่อนแล้วด้วยการปั่นรอบ ๆ ยุโรปตะวันตก แต่เขาก็ยังขาดประสบการณ์ในการเดินทางไกลอย่างเช่นครั้งนี้ เขาเล่าว่า "ผมคิดผิดที่เอาข้าวของมาด้วยมากเกินไป ทั้งเสื้อผ้า หนังสือ เครื่องครัวพวกกระทะและเตา ทั้งผ้าห่มผืนใหญ่ ถุงนอน และยา ตอนหลังผมให้เขาไปหมด เหลือแค่เสื้อยืด 4 ตัว กางเกงขาสั้น 2 ตัว และพวกเอกสารเท่านั้นที่มีมากหน่อย" สำหรับคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่พัก เขาตอบว่า "ผมนอนในป่า เกสท์เฮาส์ ตามบ้านคนท้องถิ่น ทำให้ได้ประสบการณ์มากมาย"
คุณสมิธเล่าถึงประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงว่า "ในยูโกสลาเวีย ซึ่งเป็นประเทศที่สวยงามแต่หนาวจัด ผมได้เรียนรู้ถึงวิธีการสร้างกระท่อมน้ำแข็ง (igloo) แบบที่พวกแอซคีโมเค้าอยู่กัน ช่วงจากดูไบไปการาจี ผมมีตั๋วเครื่องบิน แต่ผมก็เลือกที่จะเดินทางด้วยเรือสินค้าแบบโบราณที่มีชื่อเรียกว่า 'dhow' ทีแรกเค้าก็ไม่ยอมให้ผมลงเรือด้วย เพราะว่าช่วงนั้นมีสงครามระหว่างอิรักกับอิหร่านพอดี อันตรายมากเพราะมีการยิงกันหนักในแถบอ่าว แต่พอกัปตันรู้ว่าผมเดินทางมาแบบนี้เพื่อช่วยหาทุนให้เด็ก ๆ ก็เลยยอมอนุโลมให้อาศัยมา ผมต้องนอนบนดาดฟ้าเรือ มีท้องฟ้าเป็นหลังคา กินแต่ปลาวันละสามมื้อ ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้สักคน แต่ก็ไปกันได้ดี …………."\
เป็นเรื่องราวของนักปั่นท่องโลกที่ผมนำจาก wichai.net มาเก็บไว้ที่นี่ครับ...
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา - "Round-the-world cycling for children" เขียนโดย Siriporn Srethapramote หนังสือ Student Weekly
Subscribe to:
Posts (Atom)


























































