ถ้าผมบอกว่าวันนี้ไปเจาะเลือด ก็เป็นที่เข้าใจว่าผมเอาแขนไปยื่นให้คุณหมอเจาะ ไม่ใช่ว่าผมไปทำหน้าที่เจาะเส้นเลือดใคร ๆ ผมว่าเรื่องของภาษาเนี่ยมันน่าสนใจนะ บางคนพูดว่า "ไปตรวจหมอ" ก็ยังมี สนุกดีครับ!!
ผมไปถึงที่สถานีอนามัยบ้านแม่กืยก่อน ๘ โมง รีบนำบัตรไปวางต่อคิวไว้ก่อน
ไม่นานนักผู้คนก็มากันมากขึ้น ผมสังเกตได้ว่าทุกคนสวมเสื้อกันหนาวแขนยาว ในขณะที่ผมสวมเสื้อเหลืองแขนสั้นตัวเดียว หุหุ ผมคงเป็นมนุษย์หนังหนาไม่รู้หนาวเหมือนคนอื่น ๆ ที่บ่นหนาวแล้วออกไปนั่งตากแดดอยู่ที่ประตู
ผมเที่ยวเดินหาเก็บภาพ แต่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ นอกจากเจ้าต้นที่เห็นเนี่ย…
๘ โมงกว่าเจ้าหน้าที่ก็มาทำงาน ผมอยู่ลำดับที่ ๑๕ ได้รับการเจาะเลือดก็ประมาณ ๙ โมงกว่า อืมม์…ผมเป็นคนซาดิสหรือเปล่าไม่รุ? คนอื่น ๆ เวลาโดนเจาะเลือดจะเบือนหน้าหนี ไม่ยอมมอง แต่ผมจะมองดูทุกขั้นตอน ตั้งแต่ถูกรัดแขน โดนทาแอลกอฮอล์ และเห็นปลายเข็มที่ค่อย ๆ เจาะลึกเข้าในผิวหนัง พร้อม ๆ กับความเจ็บที่เกิดขึ้นเหมือนโดนมดกัด จ้องดูเลือดที่ค่อย ๆ ถูกดูดออกมาตามปริมาณที่ต้องการ จนถึงขั้นตอนสุดท้าย เป็นอันว่าเรียบร้อย…กลับบ้านได้!!
ก่อนกลับผมนำแผ่นซีดี Piano-Lovers Op.1 ๒ แผ่นไปมอบให้เจ้าหน้าที่สองท่านซึ่งทำหน้าที่เจาะเลือด ท่านหนึ่งคือคุณหมอเทียม ผู้ที่เคยมาเยี่ยมพี่ชายผมถึงบ้าน (ภาพ ๑) ส่วนอีกท่านหนึ่งซึ่งได้เจาะเลือดของผมในวันนี้ (ชื่อจำไม่ได้แล้ว) จำได้แต่ว่าท่านมือเบามาก ผมแทบจะไม่รู้สึกเจ็บเลย…
ขี่จักรยานยนต์กลับบ้าน ผมต้องจอดสูบลมเป็นระยะ ๆ เพราะยางซึม พอถึงร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ ผมก็แวะให้ช่างดู ปรากฏว่ายางรั่วตรงแผลเก่าซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อ ถ้าจะปะอีกก็จะอยู่ได้อีกไม่นาน ผมจึงต้องเปลี่ยนยางในใหม่ หมดตังค์ไปอีก ๙๐ บาท…
กลับถึงบ้าน ๑๐ โมงกว่า ๆ ผมชง Ovaltine Soy ซึ่งคุณแม่ของน้องเจ้าขานำมาให้เป็นของขวัญวันครู กิน ๑ ซองพร้อมกับขนมปังโฮลวีท…
จบเรื่องไปเจาะเลือดที่สถานีอนามัยบ้านแม่กืยด้วยดี!
Showing posts with label ไปหาหมอ. Show all posts
Showing posts with label ไปหาหมอ. Show all posts
Monday, January 24, 2011
Wednesday, July 28, 2010
ไปพบจิตแพทย์…
วันนี้ผมตื่นแต่เช้ามืด ให้อาหารพี่ชายแล้วรีบบึ่งมอเตอร์ไซค์ไปโรงพยาบาลศูนย์ฯ เพื่อพบจิตแพทย์ตามนัด ต้องไปให้ถึงที่นั่นก่อน ๗ โมงเช้า พี่สิทธิ์ไม่รู้หรอกว่าผมไปพบจิตแพทย์และรับยาแทนมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นปี ๆ แล้ว...
ผมไปถึงเป็นคนที่ ๕ แต่ได้รับบัตรคิวหมายเลข ๗ เพราะมีบางคนไม่ยอมเข้าคิว...
เรื่องการเข้าคิวก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งผมสงสัยว่าเด็กนักเรียนถูกสอนมาอย่างไรตั้งแต่อยู่ชั้นประถม ทำไมถึงไม่ค่อยมีระเบียบวินัย เด็กชายไม่รู้จักหลีกให้เด็กหญิง เวลามีอะไรไปแจกก็ยื่นมือสลอน...
เห็นเค้าพูดกันว่าตอนอยู่อนุบาลนักเรียนมักถูกสอนให้แข่งขันกัน ในภาพยนต์ฝรั่งผมเคยเห็นที่เค้าฝึกเด็ก ๆ ให้เดินเรียงแถวลงหลุมหลบภัยหรือออกจากอาคารในขณะเกิดภัย เค้าฝึกกันจริง ๆ จัง ๆ และถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ของพี่ไทยเรากลับไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องความปลอดภัยและระเบียบวินัย เราจึงเห็นการแซงคิวหรือการขี่รถผ่าไฟแดงอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะหนุ่มหรือแก่...ต่างปฏิบัติกันจนเป็นเรื่องปกติ!
บ่นมาก ๆ อย่างเนี้ย สงสัยผมคงต้องปรึกษาจิตแพทย์ซะแล้วมั้ง??
ผมไปถึงเป็นคนที่ ๕ แต่ได้รับบัตรคิวหมายเลข ๗ เพราะมีบางคนไม่ยอมเข้าคิว...
เรื่องการเข้าคิวก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งผมสงสัยว่าเด็กนักเรียนถูกสอนมาอย่างไรตั้งแต่อยู่ชั้นประถม ทำไมถึงไม่ค่อยมีระเบียบวินัย เด็กชายไม่รู้จักหลีกให้เด็กหญิง เวลามีอะไรไปแจกก็ยื่นมือสลอน...
เห็นเค้าพูดกันว่าตอนอยู่อนุบาลนักเรียนมักถูกสอนให้แข่งขันกัน ในภาพยนต์ฝรั่งผมเคยเห็นที่เค้าฝึกเด็ก ๆ ให้เดินเรียงแถวลงหลุมหลบภัยหรือออกจากอาคารในขณะเกิดภัย เค้าฝึกกันจริง ๆ จัง ๆ และถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ของพี่ไทยเรากลับไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องความปลอดภัยและระเบียบวินัย เราจึงเห็นการแซงคิวหรือการขี่รถผ่าไฟแดงอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะหนุ่มหรือแก่...ต่างปฏิบัติกันจนเป็นเรื่องปกติ!
บ่นมาก ๆ อย่างเนี้ย สงสัยผมคงต้องปรึกษาจิตแพทย์ซะแล้วมั้ง??
Thursday, June 24, 2010
ไปหาหมอที่สถานีอนามัย
ไปหาหมอที่สถานีอนามัยบ้านแม่กืยเลยวันนัดไปหนึ่งสัปดาห์เพราะผมลืมเสียสนิท ไปถึงสถานีอนามัยประมาณ ๗ โมงกว่า…รู้สึกแปลกใจที่ยังไม่มีคน!
ผมไม่ได้เป็นข้าราชการ พนักงานบริษัทหรือลูกจ้าง ซึ่งทางรัฐหรือหน่วยงานประกันสังคมจะคอยดูแลในเรื่องค่ารักษาพยาบาล เท่าที่มีอยู่ผมก็ได้อาศัยบัตรทอง ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เป็นใบเบิกทางในการรักษาตัว ผมต้องกินยาควบคุมความดันโลหิตมิให้สูงเกิน…
ต่อมาเค้าบอกว่าบริจาคเลือดมา ๕๐ กว่าครั้ง สามารถรับการรักษาพยาบาลฟรีโดยการใช้บัตรผู้บริจาคโลหิต นอกจากนั้นยังสามารถตรวจเลือดได้อีกปีละ ๒ ครั้งโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย นับเป็นอานิสงค์ที่ได้รับโดยไม่คาดคิด ซึ่งต้องขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้…
หลายปีที่ผ่านมา ผมไปรับการรักษาจากสถานีอนามัย แรก ๆ ก็ร้องยี้และคิดว่าสถานีอนามัยจะตรวจรักษาได้ดีเหมือนโรงพยาบาลรึ? พอเอาเข้าจริงผมกลับได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เมื่อนัดเจาะเลือด ผมไปเจาะตามนัด เค้าก็จะส่งเลือดไปตรวจให้ฟรี อาทิตย์ต่อมาค่อยไปฟังผลและรับยา คุณหมอที่สถานีอนามัยก็ใจดี ไม่ว่าจะเป็นหมอเล็กหมอใหญ่…
มันทำให้ผมอดคิดถึงเด็ก ๆ ในบังคลาเทศที่เคยได้ไปเห็น ที่นั่นบริการด้านสาธารณสุขของเค้าช่างต่างกับของไทยเราเสียจริง! บ้านเรามีพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ หยุกยา และเจ้าหน้าที่แสนดี
ด้วยเครื่องมือวัดระบบดิจิตอลที่อ่านผลได้ละเอียดทั้งค่าความดันโลหิตตัวบนตัวล่าง และอัตราการเต้นของหัวใจ ผมดีใจที่เห็นว่าทุกอย่างยังคงอยู่ในระดับปกติ ถ้าจะมีที่น่าเป็นห่วงก็เห็นจะเป็นน้ำหนักตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ ๔ กิโลกรัมเห็นจะได้
ผมได้ยาตัวเดิมคือ Enalapril Maleate 20 mg และ Amlodipine 10 mg มากินต่ออีก ๓ เดือน
คุณหมอเขียนใบนัดให้แล้วบอกผมว่า “ถ้าลืม (อีก) ก็ไม่เป็นไร”
ผมไม่ได้เป็นข้าราชการ พนักงานบริษัทหรือลูกจ้าง ซึ่งทางรัฐหรือหน่วยงานประกันสังคมจะคอยดูแลในเรื่องค่ารักษาพยาบาล เท่าที่มีอยู่ผมก็ได้อาศัยบัตรทอง ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เป็นใบเบิกทางในการรักษาตัว ผมต้องกินยาควบคุมความดันโลหิตมิให้สูงเกิน…
ต่อมาเค้าบอกว่าบริจาคเลือดมา ๕๐ กว่าครั้ง สามารถรับการรักษาพยาบาลฟรีโดยการใช้บัตรผู้บริจาคโลหิต นอกจากนั้นยังสามารถตรวจเลือดได้อีกปีละ ๒ ครั้งโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย นับเป็นอานิสงค์ที่ได้รับโดยไม่คาดคิด ซึ่งต้องขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้…
หลายปีที่ผ่านมา ผมไปรับการรักษาจากสถานีอนามัย แรก ๆ ก็ร้องยี้และคิดว่าสถานีอนามัยจะตรวจรักษาได้ดีเหมือนโรงพยาบาลรึ? พอเอาเข้าจริงผมกลับได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เมื่อนัดเจาะเลือด ผมไปเจาะตามนัด เค้าก็จะส่งเลือดไปตรวจให้ฟรี อาทิตย์ต่อมาค่อยไปฟังผลและรับยา คุณหมอที่สถานีอนามัยก็ใจดี ไม่ว่าจะเป็นหมอเล็กหมอใหญ่…
มันทำให้ผมอดคิดถึงเด็ก ๆ ในบังคลาเทศที่เคยได้ไปเห็น ที่นั่นบริการด้านสาธารณสุขของเค้าช่างต่างกับของไทยเราเสียจริง! บ้านเรามีพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ หยุกยา และเจ้าหน้าที่แสนดี
ด้วยเครื่องมือวัดระบบดิจิตอลที่อ่านผลได้ละเอียดทั้งค่าความดันโลหิตตัวบนตัวล่าง และอัตราการเต้นของหัวใจ ผมดีใจที่เห็นว่าทุกอย่างยังคงอยู่ในระดับปกติ ถ้าจะมีที่น่าเป็นห่วงก็เห็นจะเป็นน้ำหนักตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ ๔ กิโลกรัมเห็นจะได้
ผมได้ยาตัวเดิมคือ Enalapril Maleate 20 mg และ Amlodipine 10 mg มากินต่ออีก ๓ เดือน
คุณหมอเขียนใบนัดให้แล้วบอกผมว่า “ถ้าลืม (อีก) ก็ไม่เป็นไร”
Wednesday, June 09, 2010
ยังมีหวัง…
เช้าวันนี้ผมจัดอาหารเช้าให้พี่ชายตามปกติ สิ่งแรกที่ผมให้พี่ชายคือ “น้ำผลไม้” คำพูดที่จะใช้บ่อย ๆ คือ “เอ้า…ล้างลำไส้ก่อน” พร้อมกับยื่นแก้วน้ำผลไม้ให้พี่ชายดื่มด้วยหลอดดูด แล้วกลืนลงคอเสียงดัง "อึก ๆ” เมื่อใกล้หมดผมก็จะบอกว่า “เอาให้ดังป้อดเลย" พี่ชายผมก็จะดูดน้ำผลไม้จนหมดแก้วเสียงดังป้อดดดดดด...
จากนั้นผมก็จะทิ้งช่วงหน่อยนึง ให้พี่ชายได้ลุกขึ้นนั่งกินอาหารเช้าที่จัดเตรียมไว้ให้บนโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่สามารถดึงเข้าชิดขอบเตียงได้ รายการอาหารก็ไม่มีอะไรมาก แค่เพียงข้าวโอ้ตใส่นมถั่วเหลือง ขนมปังโฮลวีท ๑ คู่ และกาแฟเย็น ๑ แก้ว ส่วนใหญ่ก็จะกินเหลือ กินหก คล้ายกับเด็กที่ถูกพ่อแม่เอาใจจนไม่เห็นคุณค่าของอาหารที่เหลือคาถ้วยคาชาม แต่กรณีพี่ชายผมนั้นคงเป็นเพราะการสั่งงานของสมองมากกว่า
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมพาพี่ชายไปหาหมอที่คลีนิกบ้านฟ่อน พี่ชายยังเดินไม่ได้ แม้แต่จะเหยียดขาตรงเพื่อรับน้ำหนักตัวเองก็ทำไม่ได้ ผมต้องประคองปีก ยกและอุ้มเดินไปขึ้นรถ ลงรถ เดินไปนั่งรอคุณหมอได้ที่ม้ายาว...
คุณหมอให้ยาตัวเดิม และให้ความหวังว่าพี่ชายของผมจะมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี…
เย็นวันอังคาร คุณน้อย (แม่น้องเดียร์) ก็กรุณามาเยี่ยมถึงบ้านพร้อมกับขนมจีบและซาลาเปา สิ่งที่วิเศษสุดที่คุณน้อยได้นำมาให้คือ “กำลังใจ” ซึ่งทำให้พี่ชายผมเกิดความหวังที่จะอยู่อย่างไม่ไร้ค่า แม้ว่าตัวเองจะเดินไม่ได้ก็ตาม…
ขอกราบขอบคุณคุณน้อยและผู้ที่ห่วงใยทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย
จากนั้นผมก็จะทิ้งช่วงหน่อยนึง ให้พี่ชายได้ลุกขึ้นนั่งกินอาหารเช้าที่จัดเตรียมไว้ให้บนโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่สามารถดึงเข้าชิดขอบเตียงได้ รายการอาหารก็ไม่มีอะไรมาก แค่เพียงข้าวโอ้ตใส่นมถั่วเหลือง ขนมปังโฮลวีท ๑ คู่ และกาแฟเย็น ๑ แก้ว ส่วนใหญ่ก็จะกินเหลือ กินหก คล้ายกับเด็กที่ถูกพ่อแม่เอาใจจนไม่เห็นคุณค่าของอาหารที่เหลือคาถ้วยคาชาม แต่กรณีพี่ชายผมนั้นคงเป็นเพราะการสั่งงานของสมองมากกว่า
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมพาพี่ชายไปหาหมอที่คลีนิกบ้านฟ่อน พี่ชายยังเดินไม่ได้ แม้แต่จะเหยียดขาตรงเพื่อรับน้ำหนักตัวเองก็ทำไม่ได้ ผมต้องประคองปีก ยกและอุ้มเดินไปขึ้นรถ ลงรถ เดินไปนั่งรอคุณหมอได้ที่ม้ายาว...
คุณหมอให้ยาตัวเดิม และให้ความหวังว่าพี่ชายของผมจะมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี…
เย็นวันอังคาร คุณน้อย (แม่น้องเดียร์) ก็กรุณามาเยี่ยมถึงบ้านพร้อมกับขนมจีบและซาลาเปา สิ่งที่วิเศษสุดที่คุณน้อยได้นำมาให้คือ “กำลังใจ” ซึ่งทำให้พี่ชายผมเกิดความหวังที่จะอยู่อย่างไม่ไร้ค่า แม้ว่าตัวเองจะเดินไม่ได้ก็ตาม…
ขอกราบขอบคุณคุณน้อยและผู้ที่ห่วงใยทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย
Labels:
การเจ็บป่วย,
กำลังใจ,
บ้านฟ่อน,
ไปหาหมอ,
พี่ชาย,
ยังมีความหวัง
Subscribe to:
Posts (Atom)







