Showing posts with label กำลังใจ. Show all posts
Showing posts with label กำลังใจ. Show all posts

Wednesday, May 27, 2015

อย่าได้ท้อแท้

เช้าวันนี้ มีข่าวรถทัวร์เบรกแตกพุ่งลงดอยพระบาทชนรถนักเรียนและบ้านเรือนพังยับ พี่ชายฟังวิทยุแล้วตะโกนบอกว่ามีนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๔ ด้วย ผมเปิดเน็ตดูภาพข่าวแล้วเศร้าใจยิ่งนัก!



ภาพจาก manager online
รู้สึกเวทนาผู้ประสบภัยเหลือเกิน คิดว่าถ้าเป็นพ่อเป็นแม่ ใจคงปิ่มว่าจะขาด...เมื่อเห็นภาพลูกตัวเอง เด็กเหล่านั้นตื่นแต่เช้าเพื่อไปโรงเรียนด้วยความสดชื่นแจ่มใส ใครจะรู้ว่าต้องมาเป็นเช่นนี้!

ผมเคยถูกจ้างให้ไปสอนที่โรงเรียนเทศบาล ๕ หลายเดือน ทำให้ได้รู้จักเด็กชั้นประถมในโรงเรียนเทศบาล บางคนยังจำชื่อได้ ถ้าหลับตาก็พอมองเห็นภาพรอยยิ้มของเด็กน่ารักเหล่านั้น....
เห็นภาพเด็กหญิงที่นอนอยู่ ๒ คน คนนึงไม่ไหวติง อีกคนขาขวาเละเต็มไปด้วยเลือด ใบหน้าแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนโรงเรียนไหน ผมก็รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น! 

เมืองไทยมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเหลือเกิน คิดว่าการพัฒนาได้เดินมาอย่างผิดทาง ประเทศมีงบประมาณในการสร้างถนนหนทาง แต่ไม่สร้างวินัยในการใช้รถใช้ถนนให้ดีตาม ผลคือเคราะห์ร้ายที่เกิดกับผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่...

บ่ายวันนี้ผมตรงไปโรงพยาบาลลำปาง...


ผมไม่ได้บริจาคเลือดมานานแล้ว เนื่องจากอายุเกิน ๖๐ แต่วันนี้ได้ยินประกาศต้องการเลือดกรุ๊ป O ด่วน ผมคิดว่าเลือดคนแก่ ๆ อาจพอช่วยได้!


พบว่าที่หน้าห้องมีคนมากมาย ทั้งบรรดาทหารเกณฑ์ที่ถูกส่งมาจากค่ายฯ และคนหนุ่มคนสาวผู้มีน้ำใจ ทุกคนไปรอให้เลือดด้วยปรารถนาที่จะช่วย...


ผมดีใจเมื่อเห็นภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ตาแก่จากห้างฉัตรต้องขอตัวกลับก่อนนะ  คนมากจริง ๆ รอไม่ไหวจ้า!


ได้แต่ภาวนาให้ผู้บาดเจ็บทุกคนหายไว ๆ  มีข่าวว่าเด็กนักเรียนคนหนึ่งต้องถูกตัดขา ผมขอให้พระเจ้าประทานกำลังใจให้เธอต่อสู้ต่อไป!

หนูจ๋า...อย่าท้อแท้นะ ชีวิตยังมีอะไรสดใสรออยู่ข้างหน้าอีกเยอะ!  สู้ ๆ

Wednesday, June 09, 2010

ยังมีหวัง…

เช้าวันนี้ผมจัดอาหารเช้าให้พี่ชายตามปกติ สิ่งแรกที่ผมให้พี่ชายคือ “น้ำผลไม้” คำพูดที่จะใช้บ่อย ๆ คือ “เอ้า…ล้างลำไส้ก่อน” พร้อมกับยื่นแก้วน้ำผลไม้ให้พี่ชายดื่มด้วยหลอดดูด  แล้วกลืนลงคอเสียงดัง "อึก ๆ”  เมื่อใกล้หมดผมก็จะบอกว่า “เอาให้ดังป้อดเลย"  พี่ชายผมก็จะดูดน้ำผลไม้จนหมดแก้วเสียงดังป้อดดดดดด...

จากนั้นผมก็จะทิ้งช่วงหน่อยนึง ให้พี่ชายได้ลุกขึ้นนั่งกินอาหารเช้าที่จัดเตรียมไว้ให้บนโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่สามารถดึงเข้าชิดขอบเตียงได้ รายการอาหารก็ไม่มีอะไรมาก แค่เพียงข้าวโอ้ตใส่นมถั่วเหลือง ขนมปังโฮลวีท ๑ คู่ และกาแฟเย็น ๑ แก้ว  ส่วนใหญ่ก็จะกินเหลือ กินหก คล้ายกับเด็กที่ถูกพ่อแม่เอาใจจนไม่เห็นคุณค่าของอาหารที่เหลือคาถ้วยคาชาม แต่กรณีพี่ชายผมนั้นคงเป็นเพราะการสั่งงานของสมองมากกว่า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมพาพี่ชายไปหาหมอที่คลีนิกบ้านฟ่อน  พี่ชายยังเดินไม่ได้ แม้แต่จะเหยียดขาตรงเพื่อรับน้ำหนักตัวเองก็ทำไม่ได้ ผมต้องประคองปีก ยกและอุ้มเดินไปขึ้นรถ ลงรถ เดินไปนั่งรอคุณหมอได้ที่ม้ายาว...


คุณหมอให้ยาตัวเดิม และให้ความหวังว่าพี่ชายของผมจะมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี…

เย็นวันอังคาร คุณน้อย (แม่น้องเดียร์) ก็กรุณามาเยี่ยมถึงบ้านพร้อมกับขนมจีบและซาลาเปา สิ่งที่วิเศษสุดที่คุณน้อยได้นำมาให้คือ “กำลังใจ” ซึ่งทำให้พี่ชายผมเกิดความหวังที่จะอยู่อย่างไม่ไร้ค่า แม้ว่าตัวเองจะเดินไม่ได้ก็ตาม…

ขอกราบขอบคุณคุณน้อยและผู้ที่ห่วงใยทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย