Tuesday, September 06, 2011

The Pianist


The Pianist เป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักเรียนเปียโนคลาสสิก ผมรู้จักโปรแกรมของค่าย PG Music ตัวนี้มาตั้งแต่สมัยที่ใช้ Windows 3.1 อยู่ที่เชียงใหม่แล้ว  ก็ได้อาศัยโปรแกรม The Pianist นี่แหละเปิดฟังเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโน(คลาสสิก) ซึ่งมีมากถึง ๒๑๕ เพลง โดยคลิกเลือกเปิดได้ตามยุคสมัย ตามอารมณ์เพลง ตามความยากง่าย หรือตามชื่อคีตกวีซึ่งประกอบด้วย Albeniz, Bach, Beethoven, Brahms, Chopin, Liszt, Satie, ฯลฯ 



ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ โปรแกรมนี้กินเนื้อที่น้อยมาก (เพียง 2.85 MB)  เพราะฐานข้อมูลเพลงอยู่ในรูปแบบ MIDI  


The Pianist สามารถติดตั้งได้ง่าย การใช้งานก็ง่าย  ขณะที่บรรเลงเพลงจะมีการเคลื่อนไหวที่คีย์บอร์ดจำลองให้เห็นด้วย  นอกจากนั้นก็ยังมี่พจนานุกรมดนตรี ชีวประวัติคีตกวี แบบทดสอบ และเกมส์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนานและมีประสิทธิผล...


ตอนนี้ถ้าใครอยากฝึกเล่น Fur Elise ของ Beethoven  ก็อย่ารีรอที่จะโหลดโปรแกรมนี้ไปเป็นตัวช่วย ขอให้ศึกษาโน้ตเพลงให้ดี เปิดฟังเพลงจากโปรแกรม The Pianist บ่อย ๆ จนขึ้นใจ แล้วฝึกซ้อมที่เปียโนให้มาก ๆ  ในที่สุดก็จะเล่น Fur Elise ได้อย่างแน่นอน


เพื่อน ๆ สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้โดยคลิก ที่นี่ ครับ



แล้วค่อยคุยกันต่อพรุ่งนี้นะ..

Sunday, September 04, 2011

Bowing Aid

ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่แวะเข้ามาอ่านบล็อก "ช่างเหอะ" ของผม  ที่จริงแล้ว..ยังมีหลายเรื่องที่ผมอยากเขียน(ตามประสาช่างเหอะ)เพื่อเก็บไว้ในบล็อกนี้ อย่างเช่น เรื่องการทำมุ้งลวดด้วยตนเอง ซึ่งผมตั้งใจไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินเครื่องบล็อกตัวนี้แล้วว่า จะเขียนอย่างละเอียดให้เพื่อน ๆ สามารถนำไปทำเองได้เลย แม้ว่าสิ่งที่ผมเขียนจะมิได้นำมาจากหลักสูตรที่ใช้สอนกันตามสถาบันฝึกอาชีพโดยตรง มันเป็นเพียงสิ่งที่ได้จากการลองผิดลองถูกและการพยายามหาคำตอบซึ่งมืออาชีพตัวจริงบางทีไม่ยอมบอก แล้วนำมาบอกต่อ ซึ่งบางครั้งอาจจะนอกตำราหรือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกหลักวิชา แต่ก็น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง  คิดว่าเพื่อน ๆ คงไม่รังเกียจที่จะอ่านข้อเขียนของคนที่ชอบพูดว่า "ช่างเหอะ ยังไงก็ได้ ขอให้ใช้งานได้เป็นพอ" เช่นผม...


วันนี้ ขอนำเสนอวิธีทำเครื่องช่วยทำให้สีไวโอลินหรือเครื่องสายอื่น ๆ ให้คันชักอยู่ในตำแหน่งที่ดี คือเดินตรง ขนานกับหย่อง และใช้เนื้อที่ของหางม้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เครื่องช่วยตัวนี้เหมาะสำหรับนำไปใช้กับเด็กนักเรียนที่กำลังเริ่มฝึกการใช้คันชัก (Bow)   เอาล่ะ...มาดูภาพกันก่อนเลย




ประดิษฐ์จากวัสดุที่หาได้ในบ้านนั่นแหละ ไม่ต้องควักกระเป๋าซื้อ  เครื่องไม้เครื่องมือก็ใช้แค่กรรไกร ไม้บรรทัด และดินสอเท่านั้น


ผมคิดว่าทุกบ้านน่าจะหากล่องพัสดุไปรษณีย์ใช้แล้วได้ ให้นำมาตัดให้ได้สัดส่วนตามรูปที่เห็น...



ไม่ต้องอาศัยกาวหรืออะไรเพื่อยึดกระดาษแข็งให้ติดกับตัวไวโอลินนะครับ วัดระยะให้ดี เมื่อสอดเข้าไว้ใต้ finger board ให้มันอยู่ได้พอดี ไม่เคลื่อนไปมา








ใช้เทปติดอย่างที่เห็นในภาพ ให้เกิดช่องว่างตรงกลาง เพื่อเป็น guide บังคับให้คันชักสีขึ้นลงในทิศทางขนานกับหย่อง 




ในภาพจะเห็นว่ากระดาษแข็งยื่นเลยตัวไวโอลินออกไป ให้ใช้กรรไกรตัดแต่งได้ดูสวยงามกว่านั้น


นักเรียนฝีกสีอย่างที่เห็นในภาพ ให้ลากคันชักยาว ๆ สีทีละสาย โดยเริ่มจากสาย A D G แล้วเปลี่ยนองศาของคันชักอย่างรวดเร็วเพื่อเล่นสาย E ก่อนที่จะกลับไปที่สาย A อีกครั้ง




นักเรียนต้องมีสมาธิในการฝึก ไม่เร่งรีบ ฟังเสียงให้ดังต่อเนื่องชัดเจน ให้สีโดนเฉพาะสายที่ต้องการ




ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ลืมเรื่องการจับคันชัก




วันนี้ขออธิบายด้วยภาพนะครับ....

Saturday, September 03, 2011

Setting The Pins


กลับมาคุยเรื่องตั้งสายเปียโนต่อนะครับ... ก็ยังคงเป็นเรื่องของการใช้ค้อนตั้งสาย ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้เกริ่นเกี่ยวกับ tuning posture และการกดคีย์เปียโนแรง ๆ ในขณะตั้งสายไว้บ้างแล้ว

การตั้งสายเปียโนให้ได้ผลงานดีจะต้องฝีกฝนมาก่อน นั่นคือ ช่างเปียโนจะต้องทำงานกับค้อนตั้งสายมานาน จนสามารถรู้น้ำหนักมือของตัวเองว่าจะต้องใช้แรงดึงขนาดไหน ต้องออกแรงแขนและข้อมืออย่างไร จะต้องดึงให้เสียงสูงขึ้นไปแค่ไหน แล้วจะปล่อยให้ระดับเสียงคืนสู่จุดที่ต้องการได้อย่างไร ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ใช่ว่าฝึกกับเปียโนเพียงไม่กี่หลัง

เคยมีร้านจำหน่ายเปียโนร้านหนึ่งเคยมายืมเครื่องมือของผมไปตั้งสายเปียโนที่วางจำหน่าย (เพราะทนรอให้ผมไปทำไม่ได้ อิอิ) ผมก็ยินดีให้ยืม แต่ในใจคิดว่าการตั้งสายเปียโนโดยไม่ผ่านการฝึกฝนมาก่อนคงจะไม่ประสบความสำเร็จซักเท่าไร  ช่างเปียโนต้องเข้าใจการใช้เครื่องมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เจ้าค้อนตั้งสาย (tuning lever)  กล่าวกันว่า "เมื่อทำงานกับเปียโนได้ครบ ๑ พันหลังเมื่อใด เมื่อนั้นแหละ...ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้รู้ซึ้งในเรื่องเปียโน"

การหมุน tuning pin ด้วยค้อนนั้นไม่ง่ายเหมือนการบิดลูกบิดกีต้าร์หรืออูคูเลเล่ มันมีอะไรมากกว่าแค่ "หมุน ๆ"    เทคนิคบางอย่างก็ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้  ตัวนักเรียนต้องเป็นผู้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อจะได้รู้ว่าต้องกระตุกข้อมืออย่างไร แต่ละขั้นควรดึงให้เสียงสูงขึ้นแค่ไหน ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้สายขาด ทำอย่างไรถึงจะให้เสียงอยู่คงที่ ไม่เพี้ยนง่าย  ก็ต้องฝึก ๆๆๆ เท่านั้น...

ในตำราได้กล่าวถึงการใช้ค้อนตั้งสายที่เรียกว่า setting the pins ซึ่งเป็นเทคนิคจำเป็น กล่าวคือ เวลาที่เราใช้ค้อนหมุนตามเข็มนาฬิกาเพื่อให้สายตึงขึ้น นอกจากจะทำให้ tuning pin หมุนไปตามเกลียวของมันแล้ว แรงดึงยังทำให้แกน tuning pin เอียงไปตามแรงบิดของค้อน พอเราปล่อยมือจากค้อน tuning pin ก็จะคืนกลับไปสู่ตำแหน่งเดิม ยังผลให้เสียงที่ได้ที่แล้วลดลง  ฉะนั้นเราจึงต้องหมุน tuning pin ให้เสียงสูงเกินกว่าระดับที่ต้องการไปนิดนึง แล้วถึงค่อยขยับข้อมือปล่อยให้มันหมุนกลับจนได้ระดับเสียงที่ต้องการ เมื่อปล่อยค้อนแล้วมันจะต้องหยุดอยู่ ณ ตำแหน่งที่เสียงตรงพอดี การทำเช่นนี้เค้าเรียกว่า setting the pins ครับ

ขอให้คิดว่า...ต้องเคาะคีย์เปียโนให้แรง ๆ  ตั้งเสียงให้เลยสูงขึ้นไปเล็กน้อย แล้วถอยกลับด้วยการกระตุกแขนและขยับข้อมือ  การทำเช่นนั้นจะทำให้ความตึงของสายกระจายไปทั่ว เสียงจะอยู่ตัวในระดับที่ต้องการ  ส่วนปัญหาที่ว่าแต่ละขั้นตอนจะต้องทำมากน้อยหรือหนักเบาแค่ไหน?  คำตอบจะได้จากการเรียนรู้ครับ  ช่างเปียโนจึงต้องปฏิบัติมาก ๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญ

ผมพยายามคิดว่ามีอะไรบ้างที่ต้องคำนึงถึง ก็ได้มาไม่กี่ข้อ ดังนี้:-
  1. ให้วางข้อศอกในจุดที่จะทำให้สามารถควบคุมให้แขนและข้อมือทำงานได้อย่างมั่นคง ในกรณีที่ข้อศอกลอย ก็ต้องควมคุมไหล่ให้รองรับการทำงานของแขนและข้อมือได้อย่างมั่นคง
  2. ก่อนหมุน tuning pin ต้องแน่ใจว่าสวมบล็อคของค้อนตั้งสายลงบน tuning pin ไม่ผิดตัว ไม่งั้นหมุน ๆ ไป ไม่เห็นเสียงเปลี่ยน กว่าจะรู้ตัวก็เกิดเสียงดัง "ปิ้ง" สายขาดซะแล้ว!
  3. ถ้าสายเปียโนเก่าและมีสนิม อย่าหมุนค้อนตั้งสายขึ้นเสียงทันที ให้ขยับข้อมือ ลดเสียงลงก่อน แล้วค่อยขึ้น สายจะได้ไม่ขาด
  4. ไม่ควรฉีดน้ำยา Sonax ลงไปที่ tuning pins
  5. ควรใช้ผ้ารองบริเวณที่เกิดรอยได้ง่าย ถ้าสวมถุงมือผ้าบาง ๆ ได้ด้วย ก็ยิ่งจะดูดี 
แล้วจะเขียนต่อนะครับ...

Friday, September 02, 2011

การเตรียมหลุมเพื่อปลูกต้นไม้

ผมใช้พื้นที่เล็ก ๆ ข้างถังเก็บน้ำทำเป็นสวนครัว
ในภาษาอังกฤษ ถ้าผมพูดว่า "I don't think I have a green thumb."  หมายความว่า ผมไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนสวนที่ดีได้ ปลูกอะไรก็มักจะไปไม่รอด อย่างเช่นทุกวันนี้ ไม่ว่าต้นมะกรูด มะนาว โหระพา ที่ปลูกไว้ ถ้าไม่แห้งเหี่ยวเฉาตายไป ก็จะโดนแมลงกัดกินใบจนไม่ยอมโตซักกะที...


แต่พอคิดย้อนหลัง ผมก็ยังเชื่อว่าทุกวันนี้น่าจะมีต้นไม้มากกว่าสิบต้นที่ผมปลูกไว้ ไม่ว่าที่เชียงใหม่ ลำพูน หรือลำปาง ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่  ป่านนี้บางต้นอาจจะสูงใหญ่จนต้องแหงนหน้าขึ้นมองแล้วก็ได้... 


ภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวว่า "ถ้าอยากมีความสุขเพียงหนึ่งวัน ให้ดื่มเหล้าหัวราน้ำ ถ้าอยากมีความสุขหนึ่งปี ให้แต่งงาน แต่ถ้าอยากมีความสุขตลอดไป ให้ทำสวน"   ผมได้ยินมาตั้งแต่ก่อนลงมือทำสวนที่จังหวัดลำปาง จริง ๆ แล้ว...ผมอยากจะมีชีวิตเป็นคนสวนและคนปลูกต้นไม้มากกว่าเป็นนักดนตรีเสียอีก 


ผมเคยพิมพ์เรื่อง "คนปลูกต้นไม้" ของ ฌ็อง ฌิโอโน (แปลโดย คุณรสนา โตสิตระกูล) นำลงในเว็บเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน เพื่อนสามารถคลิกอ่านได้ ที่นี่ ครับ


ชีวิตก็มีความสุขดี แต่ทำไมผมถึงได้เลิกเสียล่ะ? คำตอบคือ เพราะผมเบื่อตรงที่ผู้คนไม่เคารพสิทธิผู้อื่น เวลาผมไม่อยู่ก็จะมีผู้บุกรุกเข้าไปขโมยของบ้าง เก็บผลผลิตไปเป็นของตนบ้าง แถมยังมีปัญหาต้องแย่งน้ำกันอีก ที่ลำพูนก็เหมือนกัน เคยไปถึงที่นั่นแล้วเห็นผู้บุกรุกกำลังลนลานออกจากสวนผมไป พอพบเหตุการณ์เช่นนั้นบ่อย ๆ ผมก็เลยขายสวนทิ้งหมด..



แต่ก่อน...เวลาปลูกต้นไม้แต่ละต้น ผมจะต้องเตรียมหลุมไว้ก่อน เนื่องจากการปลูกต้นไม้ในหลุมซึ่งเตรียมไว้อย่างดี จะมีผลให้ต้นไม้ที่ปลูกเติบโตเร็ว แข็งแรง และไม่ตายง่าย

พอดีไปเจอเอกสารเรื่องการปลูกมะขามหวานของคุณเด่นชัย กระต่ายเผือก ซึ่งได้เก็บไว้นานแล้ว ผมเห็นว่ามีเรื่องเกี่ยวกับ "การเตรียมหลุม" ซึ่งน่าจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ  วันนี้จึงขออนุญาตนำมาภาพการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและแกลบดำมาลงไว้

คุณเด่นชัยได้เขียนไว้ด้วยว่า ถ้าดินไม่ดี ก็ต้องเตรียมหลุมให้กว้างและลึก ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมมาก ๆ แต่ถ้าดินดี ขุดหลุมแคบ และลดปริมาณปุ๋ยรองก้นหลุมลงได้

สมัยก่อนแกลบดำไม่แพงครับ ยิ่งกาบมะพร้าวที่ใช้รองก้นหลุม สามารถขับเจ้าสี่ตาไปขนได้ฟรี ๆ เลยล่ะ




วันนี้เปลี่ยนแนวไปทางเกษตรซะหน่อย อิอิ

Thursday, September 01, 2011

เคาะแรง ๆ

เวลาสอนนักเรียนให้ตั้งสายไวโอลิน  ถึงตอนสาธิตเรื่องการปรับเสียงด้วยตัวปรับละเอียด (Fine Tuners) ถ้าบางครั้งเสียงไวโอลินสูงเกินไปแค่เพียงเล็กน้อย ผมก็จะไม่ใช้วิธีปรับที่ตัวปรับละเอียด แต่จะนำผ้าที่ใช้ทำความสะอาดมาเช็ดถูแรง ๆ บนสายไวโอลิน เพื่อให้เสียงที่สูงเกินเพียงเล็กน้อยลดลงจนได้ที่...




น้ำหนักที่กดลงบนสายแล้วถูไปมานั้นทำให้สายหย่อนลงได้นิดนึง นอกจากจะทำให้เสียงไวโอลินลดลงแล้วยังช่วยกระจายความตึง(tension)ให้ถ่ายเทไปตลอดสายจนถึงจุดที่อยู่บนลูกบิด หย่อง และหางปลา เป็นผลให้เสียงไวโอลินไม่ลดลงโดยง่ายภายหลังจากการตั้งสาย  


ที่มาของภาพ : internet
ในการตั้งสายเปียโนก็เช่นกันครับ ในระหว่างที่เราเคาะคีย์เปียโนให้เกิดเสียง แล้วใช้ค้อนตั้งสาย (tuning lever) หมุน  tuning pins ตามเข็มนาฬิกาเพื่อให้เสียงสูงขึ้น ตอนนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงความตึงของสาย ซึ่งเราจำเป็นต้องให้เท่ากันตลอดทั้งสาย การเคาะที่คีย์แรง ๆ (แรงกว่าการเล่นตามปกติ) จะช่วยทำให้เกิดการถ่ายเทความตึงไปทั่วสาย รวมทั้งยังทำให้สายบริเวณ hitch pin ปรับตัวเข้าที่ด้วย... 


ด้วยเหตนี้ เพื่อน ๆ ที่กำลังฝึกตั้งสายเปียโน จึงควรที่จะเคาะคีย์เปียโนให้แรงกว่าปกติ ไม่ต้องกลัวครับ เคาะลงไปเลย เสียงคนกำลังตั้งสายเปียโนนั้นหนวกหูและไม่น่าฟังอยู่แล้ว เจ้าของเปียโนต้องอดทนและเข้าใจว่าการเคาะเปียโนดัง ๆ ในระหว่างตั้งสายช่วยทำให้เสียงเปียโนเพี้ยนช้าลงได้   ถ้าไม่ทำเช่นนั้น ดีไม่ดี...พอช่างหิ้วกระเป๋าเครื่องมือเดินพ้นประตูรั้วได้ไม่นาน เสียงเปียโนก็อาจจะเพี้ยนไปซะแล้ว!


hitch pins :  ที่มา pianonoise.com

Wednesday, August 31, 2011

Tuning Posture

ภาพ Piano Tuner  ที่มา : http://washington.inetgiant.com/


ทีแรกตั้งใจคุยเรื่องการใช้ค้อนตั้งสาย (Tuning Lever) ตามที่ได้บอกไว้...แต่มาคิดได้ว่าผมควรต้องพูดเรื่องท่า (Posture) ของช่างตั้งสายเปียโนเสียก่อน วันนี้จึงของตั้งหัวข้อบล็อกว่า Tuning Posture 


ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า สิ่งที่ผมเขียนในบล็อก "ช่างเหอะ" ตัวนี้ เป็นเพียงความคิดเห็นที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์เท่านั้น มันใช่ว่าจะถูกต้องตามหลักวิชาการเสมอไป บางบทอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเขียนไว้ในหลักสูตร ฉะนั้นผมจึงอยากให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยวิจารณญาณที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ สิ่งไหนที่ดีมีประโยชน์ ก็สามารถนำไปใช้ได้ แต่ถ้าความคิดเห็นใด ๆ ที่ไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง ก็ขออย่าได้สนใจ ปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนกับว่าเป็นแค่เสียงบ่นของคนแก่ ๆ คนหนึ่งเท่านั้นก็พอ...


ที่มาของภาพ : American Piano Tuning School
มาคุยเรื่องท่าทางของผู้ตั้งสายเปียโนกันดีกว่า นึกถึงคำถามแบบไทย ๆ ที่ว่า "นั่งจูนหรือว่ายืนจูนดี?" หรือ "ใช้มือขวาหรือมือซ้าย?"  คำตอบสามารถค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ตครับ แต่ถ้าถามผม คำตอบก็คือ...ส่วนใหญ่ผมจะใช้วิธีนั่งหลังตรงในการตั้งสายเปียโน ไม่ว่าจะเป็นแกรนด์หรืออัพไรท์  ผมจะยืนเป็นบางครั้งในขณะตั้งสายทางด้านเสียงต่ำและเสียงสูงมาก ๆ หรือในกรณีที่เห็นว่าการยืนจะทำได้ดีกว่าการนั่ง   


ที่มา : pianocare.com

อย่างไรก็ตาม เปียโนอัพไรท์ที่มีความสูง ถ้าหากจะตั้งสายในท่านั่งอาจทำได้ไม่สะดวก การจับค้อนตั้งสายจะไม่มั่นคง การหมุน tuning pins ก็อาจทำได้ไม่เต็มที่  ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จำเป็นต้องยืนตั้งสายครับ  


ผมมีภาพที่ดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ตมาให้ดูประกอบ ภาพขาวดำนั้นอยู่ในตำราของ American Piano Tuning School ที่ผมเคยสมัครเรียน จะเห็นได้ว่าตำแหน่ง Tuning Pins อยู่สูง ถ้านั่งตั้งสายคงจะไม่ถนัด  ฝรั่งสูงขนาดนั้นยังต้องยืนตั้งสายเลย แล้วถ้าคนที่เตี้ยกว่าล่ะ?  ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยืน...


เปียโนอัพไรท์ที่ผมพบส่วนใหญ่จะมี Tuning Pins อยู่ในตำแหน่งที่นั่งตั้งสายได้อย่างสบาย ๆ (อย่างที่เห็นในภาพ) ในลักษณะนั้น เราไม่จำเป็นต้องยกข้อศอกขึ้นสูงเกิน จนทำให้ความมั่นคงและแข็งแรงในการทำงานด้วยค้อนตั้งสายลดลง  สำหรับแกรนด์เปียโน...ช่างเปียโนสามารถนั่งตั้งสายได้  ในอินเทอร์เน็ต...ผมไปเจอภาพคุณตา(เคราขาว)กำลังตั้งสายแกรนด์เปียโนอยู่ เห็นว่าเข้าท่าดี  ก็เลยนำมาโพสต์ให้เพื่อน ๆ ดู 


จริง ๆ แล้ว ในการตั้งสายแกรนด์เปียโนได้ บางครั้งก็จำเป็นต้องลุกขึ้น เพื่อให้ข้อแขนมีกำลัง และการหมุน tuning pin เป็นไปอย่างมั่นคง เพื่อน ๆ ทำไป ๆ แล้วจะรู้เองว่าตอนไหนควรนั่ง และตอนไหนควรยืน


ทีนี้มาคุยต่อเรื่องการใช้มือซ้ายหรือมือขวา ผมจำได้ว่าเคยอ่านเจอในตำราเล่มหนึ่ง เค้าบอกว่าการใช้มือซ้ายจับค้อนจะทำให้การตั้งสายมีประสิทธิภาพมากกว่าใช้มือขวา ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ได้แต่แอบคิดว่าถ้าใช้มือซ้ายจับค้อน เราก็ต้องหมุนตามเข็มนาฬิกาจากตำแหน่ง 9.00 น. ถึง +11.00 น. แต่ถ้าใช้มือขวาก็จากตำแหน่ง 13.00 น.ถึง  +15.00 น. (โดยประมาณ) แล้วมันต่างกันอย่างไร???   เรื่องนี้ คงต้องให้นักฟิสิกส์มาอธิบายว่ามันส่งผลต่อแรงดึงและความตึงของสายเปียโนต่างกันอย่างไร  โฮ้ย...ปวดหมอง!  


ผมเคยลองใช้มือซ้ายตั้งสายอยู่หลายปี แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันดีตรงไหน รู้แต่ว่าถ้าใช้มือขวาแล้วมันถนัดกว่า (เพราะผมเป็นคนถนัดขวา เพียงแต่การเล่นเปียโนและอีเลคโทนมานาน ทำให้ผมสามารถใช้มือซ้ายทำงานได้คล่องขึ้นเท่านั้น) ทุกวันนี้ผมได้เปลี่ยนมาใช้มือขวาจับค้อนตั้งสายเหมือนตอนที่เริ่มฝึกหัดตั้งสายแล้ว


สรุปได้ว่า...ไม่ว่าจะนั่ง จะยืน จะใช้มือซ้ายหรือมือขวา ก็ขอให้เราทำงานได้สะดวก ไม่ต้องฝืน ทำไปแล้วไม่ก่อให้เกิดอาการเมื่อยขบ ปวดข้อหรือปวดแขน และที่สำคัญคือขอให้อยู่ในตำแหน่งที่การบังคับค้อนตั้งสายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน


วันนี้ขอจบแค่ตรงนี้นะ.....

Tuesday, August 30, 2011

การถนอมสายตา

เช้านี้กำลังจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการตั้งสายเปียโนต่อ พอดีได้อ่านเจอบทความเรื่อง "การบริหารตาง่าย ๆ ด้วยโยคะสายตา" จาก Life & Family ใน Manager Online  ประจำวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๔  ผมเห็นว่ามีประโยชน์และเหมาะกับการดูแลรักษาสุขภาพดวงตาของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ใช้สายตาจ้องจับอยู่กับจอคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมงเช่นผม จึงขอนำมาบอกต่อดังนี้:-

ชวนทุกบ้านบริหารตาง่าย ๆ ด้วยโยคะสายตา

ปฏิเสธได้ยากว่า ชีวิตในยุคไอทีของหลาย ๆ ครอบครัวมีการใช้งานคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เพื่อทำงาน หรือติดตามข่าวสาร โดยการใช้งานในแต่ละครั้งนั้น จำเป็นต้องใช้สายตาจ้องมองเป็นเวลานาน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการ Computer Vision Syndrome (CVS) ทำให้มีอาการปวดตา เคืองตาและสายตาล้า บางคนอาจไม่สามารถโฟกัสภาพให้ชัดได้ ซึ่งจะทำให้เกิดสายตายาวเร็วขึ้นกว่าปกติ
       
       ดังนั้น การดูแลสุขภาพดวงตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเทคนิคเพื่อบริหารดวงตาให้มีสุขภาพดีนั้นมีหลายวิธี แต่อีกหนึ่งวิธีที่ทีมงาน Life & Family ได้รับความรู้ในงานมหกรรม "The eye story ครบเครื่องเรื่องตา" ของทางโรงพยาบาลปิยะเวทเมื่อเร็ว ๆ นี้คือ การบริหารดวงตาง่าย ๆ ด้วยโยคะดวงตา ซึ่งมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังต่อไปนี้
       
       ขั้นตอนที่ 1
       
       หลับตาแล้วถูฝ่ามือทั้งสองไปมาให้พอรู้สึกอุ่น แนบฝ่ามือที่เปลือกตาประมาณ 1 นาที ผ่อนคลายและหายใจลึกๆ เอามือออก ลืมตาขึ้น
       
       ขั้นตอนที่ 2
       
       เคลื่อนลูกตาจากซ้ายไปขวา โดยมองไปยังที่ไกลๆ จากมุมซ้ายสุดแล้วกวาดสายตาไปยังมุมขวาสุด ทำซ้ำกัน 4 ครั้ง
       
       ขั้นตอนที่ 3
       
       ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 เคลื่อนสายตาจากมุมขวาบนลงมามุมซ้ายล่าง ลักษณะทแยงมุม 4 ครั้ง
       
       ขั้นตอนที่ 4
       
       ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 กวาดสายตาเป็นวง ตามทิศทางเคลื่อนตัวของเข้มนาฬิกา 4 รอบ
       
       ขั้นตอนที่ 5
       
       ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 เคลื่อนสายตาจากบนสุดไกลสุด แล้วกวาดสายตาลงมายังจุดด้านล่างสุดอย่างช้า ๆ ทำ 4 ครั้ง จากนั้นทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 เป็นอันจบการบริหาร
       
       หมายเหตุ ในการบริหารแต่ละท่านั้น ต้องถอดแว่นหรือคอนแทคเลนส์ออกก่อนทุกครั้ง

       นอกจากการบริหารดวงตาด้วยโยคะสายตาข้างต้นแล้ว เวลาทำงาน หรือต้องใช้สายอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงโทรทัศน์นาน ๆ ควรพักเบรกบ้างเพื่อลดอาการล้าของสายตา หลายคนอาจจะพักแค่วันละ 15 นาที แต่สถาบันอาชีวเวชศาตร์ของอเมริกาแนะนำให้ในหนึ่งวันมีเพิ่มการพักสั้น ๆ 5 นาที วันละ 4 ครั้ง ที่สำคัญควรสวมแว่นขณะใช้คอมพิวเตอร์ ถ้ามีปัญหาสายตา ส่วนถ้าใครไม่มีปัญหา ควรตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำทุกปี
       
       ดังนั้น เรื่องสุขภาพดวงตาเป็นสิ่งที่สมาชิกทุกคนในบ้านควรให้ความสำคัญ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเรา โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สายตาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ การดูแลถนอมสายตาให้มีสุขภาพดีย่อมต้องมีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอันตรายแก่สายตา


ขอขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ เช่นนี้ ผมต้องขออนุญาตนำมาลงต่อ เพื่อให้ตรงกับเป้าประสงค์ของบล็อกที่เขียนไว้ว่า "อะไรก็ได้ที่มีประโยชน์...." 

พร้อมกันนี้ผมก็ขอคัดลอกบทความเรื่อง "การนวดถนอมรักษาดวงตาด้วยตนเอง" ซึ่งผมได้นำลงไว้ในหมวดว่าด้วยสุขภาพ ของ wichai.net มานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว มาเก็บไว้ด้วยอีกเรื่องหนึ่งดังนี้ :-
                                 
การถนอมรักษาสายตา      

ข้อมูลจาก รศ.นพ.กรุงไกร เจนพาณิชย์

    การถนอมรักษาสายตา มีมากมายหลายวิธี ดังที่เคยเรียนมาตั้งแต่เด็ก ๆ และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เช่น 
  1. ไม่มองของสีขาวกลางแดด หรือมองแสงสว่างจ้า ๆ เช่น ดวงอาทิตย์ แสงจากการเชื่อมโลหะ เป็นต้น 
  2. ไม่อ่านหนังสือตัวเล็กเกินไปเป็นเวลานาน ๆ รวมทั้งไม่อ่านหนังสือในรถ เรือ ที่มีความสะเทือนอยู่ตลอดเวลาด้วย 
  3. ไม่อ่านหนังสือในที่สลัว ๆ หรือมีแสงมากเกินควร ต้องให้มีความเข้มของแสงพอเหมาะ ส่องมาจากข้างหลังหรือด้านซ้ายมือ
  4. ไม่อ่านหนังสือ (หรือมองวัตถุ) ชิดใบหน้า ควรวางหนังสือให้ห่างจากตาประมาณ 1 ฟุต
  5. ไม่เอามือหรือผ้าสกปรกเช็ดหรือขยี้ตา
  6. ระวังไม่ให้มีการกระทบกระเทือนกะโหลกศีรษะบริเวณเบ้าตา เช่น ชกต่อย อุบัติเหตุ ยิงหนังสติ๊กถูกตา ถูกไอสารเคมีหรือน้ำยาที่ระคายต่อตา
  7. ไม่ไว้ผมยาวปรกหน้า และมาบังตาทำให้มองไม่ถนัด และเป็นช่องทางให้ความสกปรกจากผมเข้าตาได้
  8. ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือผ้าขาวม้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคตา  เป็นต้น
  9. เมื่อเป็นโรคตาต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรใช้ยาตา (หยอด, ป้าย) เอง
  10. เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา แว่นตา ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการใส่แว่น และเรื่องการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม
  11. ฯลฯ 

  ส่วนการถนอมรักษาสายตาด้วยตนเองโดยวิธีนวด (Massage) หรือกดจุด (Acupressure)  ก็มีหลายวิธีเช่นกัน ที่ผู้เขียนเคยแนะนำให้ปฏิบัติต่อตนเอง และเห็นผลมี 7 ท่าที่สำคัญ ได้แก่

ท่าเสยผม


ใช้ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง กดขอบกระบอกตาบนให้แน่นพอควร ทำทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กัน ค่อย ๆ ดันนิ้วทั้ง 3 นิ้ว เรื่อยขึ้นไปบนศีรษะจนถึงท้ายทอยแบบเสยผม ทำ 10-20 ครั้ง

ท่าทาแป้ง



 ใช้ นิ้วกลาง ทั้งสองกดตรงหัวตา (โคนสันจมูก) ให้แน่นพอควร ดันนิ้วขึ้นไปจนถึงหน้าผาก แล้วใช้นิ้วทั้งหมด (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ) แตะหน้าผาก โดยให้ปลายนิ้วมือจรดกัน แล้วลูบลงไปข้างแก้มแบบแนบสนิทมายังคาง ทำ 10-20 ครั้ง

ท่าเช็ดปาก


ใช้ ฝ่ามือ ขวา ทาบบนปาก ลากมือไปทางขวาให้สุด ให้ฝ่ามือกดแน่นกับปากพอสมควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทาบปาก แล้วทำแบบเดียวกัน นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 10-20 ครั้ง

ท่าเช็ดคาง


 ท่ากดใต้คาง


ใช้ นิ้วหัวแม่มือ ทั้ง 2 ข้างกดใต้คาง โดยให้ปลายนิ้วตั้งฉากกับคาง ใช้แรงกดพอควร และกดนานพอควร (นาน 10 วินาที หรือนับ 1-10 อย่างช้า ๆ) เลื่อนจุดกดให้ทั่วใต้คาง เฉพาะทางด้านหน้าทำ 5 ครั้ง

ท่าถูหน้าและหลังหู


ใช้ มือแต่ละข้าง คีบหู โดยกางนิ้วกลางและนิ้วชี้คีบอย่างหลวม ๆ วางมือให้แนบสนิทกับแก้ม ถูขึ้นลงแรง ๆ นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 20-30 ครั้ง

ท่าตบท้ายทอย


ใช้ ฝ่ามือ ปิดหู (มือซ้ายปิดหูซ้าย มือขวาปิดหูขวา) ใช้ นิ้วทั้งหมด อยู่ตรงท้ายทอย และปลายนิ้วกลางจรดกัน กระดิกนิ้วให้มากที่สุด แล้วตบที่ท้ายทอยพร้อม ๆ กันทั้ง 2 มือ ด้วยความแรงพอควร ทำ 20-30 ครั้ง  สำหรับท่านี้ ต้องไม่ยกฝ่ามือออกจากหู มิฉะนั้นจะทำให้การตบแรงเกินควรจนกลับเป็นผลเสียได้

เมื่อทำครบทั้ง 7 ท่าแล้ว จะรู้สึก หัวโปร่ง เบาสบาย ตาสว่าง หายง่วงนอน รู้สึกสดชื่น ถ้าเป็นไปได้ควรทำวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้า ตอนเย็น

ข้อพึงสังเกตเกี่ยวกับการนวดตนเองเพื่อช่วยสายตา
  • ต้องตัดเล็บให้สั้น เพื่อมิให้ไปขีดข่วนใบหน้า
  • ไม่ใส่แหวนและต่างหู เพราะอาจจะขูดใบหน้าทำให้เกิดบาดแผลได้
  • ต้องล้างมือและหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งก่อนการนวด
  • งดการนวดเมื่อมีไข้ ใบหน้าเป็นสิว ฝี หรือมีโรคผิวหนัง
  • เริ่มนวดแต่เพียงน้อยครั้ง เช่น 5-10 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มทีละน้อย
  • ตั้งใจนวด มิใช่ทำให้เสร็จ ๆ ไป หรือทำลวก ๆ ถ้าเป็นไปได้ควรทำสมาธิไปพร้อม ๆ กันด้วย
  • การนวดต้องทำเป็นประจำจึงจะได้ผล ไม่ทำ ๆ หยุด ๆ 
จากคู่มือ การนวดถนอมสายตาด้วยตนเอง โดยโครงการฟื้นฟูการนวดไทย ถนนจรัญสนิทวงศ์ 13 กทม. สนับสนุนโดย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์


เรื่องตั้งสายเปียโน แล้วค่อยว่ากันนะครับ ตอนนี้ไปดูแลถนอมดวงตากันก่อน...

Monday, August 29, 2011

Tuning Lever

การตั้งสายเปียโนจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย  กล่าวคือ มันง่าย...ถ้าเราใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ดี กับการตั้งสายเปียโนที่มีคุณภาพ  แต่ทว่างานประเภทเดียวกัน จะกลายเป็นเรื่องยากไปทันที ถ้าเครื่องมือที่ใช้นั้นด้อยในศักยภาพ แล้วยังต้องทำงานกับเปียโนซึ่งเก่ามาก ๆ หรือเป็นเปียโนที่ผลิตออกมาจำหน่ายจำนวนมากในราคาถูก อย่างที่ผมชอบเรียกว่า "เปียโนโหล"


ค้อนตั้งสาย (Tuning Lever, Tuning Hammer หรือที่คนไทยเรียกกันว่า "ค้อนจูน") ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีความสำคุัญมาก ๆ  เจ้าตัวนี้แหละที่จะมีผลต่อความยากง่ายของการตั้งเสียงเปียโน ภาพที่เห็นข้างบนคือค้อนตัวที่ผมฝากนักศึกษารุ่นน้องซื้อมาจากฮ่องกงในราคา ๓,๐๐๐ บาท(เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน)  มันเป็นค้อนตั้งสายสำหรับมืออาชีพ  ถ้าเพื่อน ๆ ได้ลองสัมผัสและใช้งานดู จะรู้สึกได้ทันทีว่ามันเป็นค้อนตั้งสายที่มีน้ำหนัก มีด้ามกระชับมือ ทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผมได้สมัครเป็นสมาชิกของ IPS (International Piano Supply)ไว้  สามารถสั่งซื้ออะไหล่ วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือสำหรับช่างเปียโนได้โดยไม่ยาก แต่ผมก็ยังไม่เคยได้สั่งซื้อแม้แต่ชิ้นเดียว  การที่ร้านจำหน่ายเปียโนปฏิเสธที่จะแบ่งขายอะไหล่ให้ เพื่อน ๆ ก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับ อยากได้อะไรก็สั่งซื้อจาก IPS ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น ค้อนตั้งสายเปียโน เค้ามีจำหน่ายหลายรุ่น หลายราคา ดังที่เห็นในภาพ...



จะเห็นได้ว่าเจ้าตัว Concert Tuning Lever ตัวบนนั่นราคา $128.80  ตกประมาณ ๔ พันบาทเห็นจะได้  ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการเป็นช่างเปียโนมืออาชีพก็จำเป็นต้องใช้ของดี  ซึ่งจะทำให้การตั้งสายเปียโนง่ายขึ้นอย่างรู้สึกได้เลยครับ...

พรุ่งนี้ผมจะคุยเรื่องเทคนิคในการใช้ค้อนตั้งสายนะครับ...

Tuesday, August 23, 2011

เตรียมเครื่องมือตั้งสายเปียโน

วันนี้เรามาเตรียมตัวและเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อที่จะออกไปรับจ้างตั้งสายเปียโนกันดีฝ่า.. 

รัฐบาลช่างบริหารบ้านเมืองมาดีแท้ ตอนนี้อะไร ๆ ก็แพงไปหมด เงิน ๑๐๐ บาทสำหรับคน ๆ นึง จะซื้ออาหารกินสามมื้อก็แทบไม่พอ ผมเองก็กระเป๋าแห้งเช่นกัน ทุกวันนี้อยากได้อะไรก็ไม่มีปัญญาซื้อ แถมเจ้า hard disk ตัวที่รับหน้าที่หนักในการเก็บข้อมูลก็เกิดงอแงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมได้ยินเสียงดังแกร๊ก ๆ มาหลายวัน ตอนนี้ detect ไม่เจอซะแล้ว คงต้องหาเงินซักก้อนเพื่อซื้อ hard disk ตัวใหม่ การซื้อครั้งนี้ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยนะครับ มันจำเป็นจริง ๆ ถ้าอยากจะรักษาข้อมูลมากมายมหาศาลซึ่งกำลังจะสูญหายไปกับการสิ้นอายุของ HDD เอาไว้


ครูแต้มบอกผมไว้นานแล้วว่า ถ้ามีเวลาให้ไปตั้งสายเปียโนให้หน่อย คงต้องรับงานนี้แล้วล่ะ ผมจะได้มีตังค์ซื้อ hard disk มาเปลี่ยน!  เอาล่ะ มาดูกันหน่อยว่าผมค้นหาเครื่องมืออะไรไว้ได้บ้าง..
  1. ค้อนตั้งสาย (Tuning Hammer) อันนี้เจอแน่ เพราะเป็นหัวใจในการตั้งสายเปียโน ถ้าไม่มีก็เลิกคิดได้เลย
  2. แถบผ้าสักหลาดสำหรับตั้งสายเปียโน (Felt Temperament Strip)
  3. ลิ่มยางสำหรับดับเสียง (Rubber Mutes)
  4. ลิ่มพลาสติกสำหรับดับเสียง (Plastic Mute)
  5. ลิ่มสักหลาดสำหรับดับเสียงสายเบส
  6. ไขควง (Screwdrivers) 
  7. ผ้าสำหรับทำความสะอาด



แค่ที่เห็นก็พอแล้วครับ สำหรับการตั้งเสียง...

แต่พอดีผมเจอเครื่องมืออื่น ๆ อีก ก็เลยถ่ายภาพไว้ แล้วใส่ลงไปในกระเป๋ารวมกับชุดแรก เครื่องมือชุดสองนี้นับว่าไม่จำเป็นเท่าไร ไม่มีก็ได้ครับ (เจ้าดินสอแท่งนั้นยิ่งไม่จำเป็นไหญ่ ฮา)

งั่ม ๆ เตรียมเครื่องมือไว้พร้อมแล้ว เดี๋ยวผมจะหาโอกาสไปตั้งสายเปียโนให้ครูแต้ม

แล้วไปด้วยกันนะ....