Showing posts with label น้ำตก. Show all posts
Showing posts with label น้ำตก. Show all posts

Monday, July 23, 2018

อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน

ผมได้รับแผ่นพับเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมา ๑ ฉบับ จัดทำโดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๓ (แพร่) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช...


เป็นเรื่องของอุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน ต.ยอด อ.สองแคว จ.น่าน ผมคิดว่ามีประโยชน์และน่าสนใจสำหรับเพื่อน ๆ ผู้รักการท่องเที่ยว จึงต้องขออนุญาตสแกนภาพและนำข้อมูลมาเก็บไว้ดังนี้...


ทึ่ตั้งและอาณาเขต

อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน มีอาณาเขตควบคุมพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำยาว และป่าน้ำสวดท้องที่ ต.ยอด ต.ชนแดน อ.สองแคว จ.น่าน  ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยม ท้องที่ ต.ผาช้างน้อย ต.ปง จ.พะเยา ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำเปี่อย-ป่าน้ำหยวน และป่าน้ำลาว ท้องที่ ต.ร่มเย็น ต.แม่ลาว อ.เชียงคำ จ.พะเยา รวมเนื้อที่ประมาณ ๑๕๗,๘๑๒.๕ หรือ ๒๕๒.๕ ตร.กม. ประกอบด้วยพื้นที่เทือกเขาสูงตอนปลายแห่งทิวเขาหลวงพระบาง ซึ่งทอดตัวยาวต่อเนื่องไปจนถึงเขตแดน ส.ป.ป.ลาว  สภาพธรรมชาติยังอุดมด้วยผืนป่าสมบูรณ์ ถ้ำขนาดใหญ่ น้ำตก และจุดชมทะเลหมอก...

ทิศเหนือ ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศใต้ ติดต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง จ.พะเยา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับพื้นที่ทำกินราษฎร
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติภูซางและดอยผาจิ


ลักษณะภูมิประเทศ

ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนวางตัวในแนวเหนือใต้ ระดับความสูงของพื้นที่ประมาณ ๓๐๐ - ๑,๗๕๒ เมตรจากระดับน้ำทะเล มียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดดอยจี๋ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๗๕๒ เมตร ซึ่งเป็นภูเขาหินปูนโผล่ขึ้นมาจากผิวดินเป็นแท่งเขาสวยงาม และยังเป็นที่ตั้งของถ้ำหลวงสะเกินที่สวยงาม



ลักษณะภูมิอากาศ

เป็นแบบมรสุมเขตร้อนโดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว ภูมิอากาศแบ่งออกเป็น ๓ ฤดู อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดต่อปีประมาณ ๗ องศาเซลเซียสในเดือนเมษายน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ ๑,๒๑๑ มิลลิเมตร




พืชพันธุ์และสัตว์ป่า 

สภาพป่าประกอบด้วยป่าดิบเขา พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ไม่ก่อชนิดต่าง ๆ พญาไม้ กฤษณา พญาเสือโคร่ง มะขามป้อมดง สนสามพันปี อบเชย ไม้พื้นล่างได้แก่ มอส เพิร์นชนิดต่าง ๆ ป่าดิบชี้นพันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ยาง กระบาก สมพง ลำพูป่า กระทุ่ม พืชพื้นล่างได้แก่ กูดต้น กูดพร้าว กูดดอย เอื้องกุหลาบพวง เป็นต้น  ป่าดิบแห้งพันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ยางแดง ยางขาว ตะเคียน ตะแบก มะม่วงป่า พืชพื้นล่างได้แก่ ไผ่ หวาย เฟิร์น ปาล์ม ต๋าว เป็นต้น ป่าเบญจพรรณพันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ มะค่าโมง สมอภิเพก ตะคร้อ เสี้ยว ดอกขาว พืชพื้นล่างได้แก่ หญ้าแฝก หญ้าคมบาง และพืชในวงศ์ขิง ข่า เป็นต้น สัตว์ป่าที่พบได้แก่ เสือ หมูป่า เลียงผา หมี ไก่ป่า ไก่ฟ้า ปลากั้ง ปลากระทิง กบ เต่าปูลู เป็นต้น




แหล่งท่องเที่ยว

ประเภทถ้ำ



๑. ถ้ำหลวงสะเกิน เป็นถ้ำขนาดกลาง ปากถ้ำกว้าง ๒๐ เมตร ตัวถ้ำลึกเป็นอุโมงค์ยาวประมาณ ๕๐๐ เมตร มีประวัติเล่าขานกันว่าเดิมที ชนกลุ่มที่เรียกกันว่า "เผ่ากอ" ซึ่งย้ายถิ่นฐานมาจากสิบสองปันนา และแยกออกเป็น ๒ หมู่บ้าน คือ บ้านเสือกิ๋น ปัจจุบันคือ บ้านสะเกิน อีกหมู่บ้านย้ายไป จ.แพร่ คือ บ้านดงสนเขื่อน ปัจจุบันคือ บ้านสวนเขื่อน


๒. ถ้ำปลากั้ง เป็นถ้ำขนาดเล็กจำนวน ๒ แห่ง ปากถ้ำกว้างประมาณ ๒-๓ เมตร ภายในถ้ำลึกประมาณ ๒๐ เมตร ยังไม่มีการสำรวจภายในถ้ำที่แน่นอน แต่พบว่ามีปลากั้งอาศัยอยู่ภายในถ้ำ ในฤดูฝนจะมีน้ำไหลออกมาจากถ้ำปลา






ประเภทน้ำตก

๑. น้ำตกห้วยหาด เป็นน้ำตกขนาดกลางมีน้ำไหลตลอดทั้งปีจากดอยผาจี๋ มีความสูง ๓ ชั้น สูงประมาณ ๓๕ เมตร กว้างประมาณ ๑๕ เมตร มีแอ่งน้ำกว้างประมาณ ๕ เมตร ยาว ๕ เมตร ลึกประมาณ ๑.๕ เมตร


๒.น้ำตกผาธาร หรือน้ำตกหงษ์เวียงจันทร์ ซึ่งเป็นการให้เกียรติกับผู้สำรวจในคราวแรก คือนายวิทยา หงษ์เวียงจันทร์ เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลตลอดปีจากดอยผาจี๋ มีความสูง ๖ ชั้น สูงประมาณ ๓๐ เมตร กว้างประมาณ ๕ เมตร



สิ่งอำนวยความสะดวก

มีบ้านพักรับรองพร้อมอุปกรณ์เครื่องนอนจำนวน ๖ หลัง สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ ๒๐ - ๓๐ คน


ข้อมูลการเดินทาง

จากตัวเมืองน่าน ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1080 (น่าน - ทุ่งช้าง) ระยะทาง ๔๒ กิโลเมตรถึงอำเภอท่าวังผา ให้แยกไปทางซ้ายมือตามทางหลวงหมายเลข 1148 (ท่าวังผา - สองแค) ประมาณ ๓๓ กิโลเมตรถึงอำเภอสองแคว แล้วให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 1097 (สองแคว - เชียงคำ) ระยะทางประมาณ ๓๘ กิโลเมตรถึงหมู่บ้านสะเกิน ตำบลยอด อำเภอสองแคว แล้วให้แยกเข้าหมู่บ้าน เลี้ยวไปทางขวามือ ผ่านหมู่บ้านไปอีกประมาณ ๖ กิโลเมตรก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน 


ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่นำมาแชร์นี้จะมีประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ ไม่มากก็น้อย!

Sunday, July 16, 2017

ว่าด้วยเรื่องน้ำตก

เพื่อน ๆ ที่รักครับ... ช่วงหลังมานี้้จุดมุ่งหมายในการท่องเที่ยวของผมเปลี่ยนไปเยอะเลย คงเป็นเพราะสิ่งได้ประสบมานับตั้งแต่เมื่อ ๓๐ ปีตอนปีนขึ้นไปบนวิหารพาร์เธนอน (Parthenon) 


จนกระทั่งถึงตอนปั่นจักรยานออกจากเมืองเสียมเรียบแต่เช้ามืดไปยังนครวัด แล้วไปนั่งรอแออัดอยู่หน้าปราสาทเพื่อเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้น...


ไม่นับที่เคยนั่งรถไฟจากสถานีกัลกัตตาไปยังกรุงพาราณสีและทริปอื่น ๆ ประสบการณ์เหล่านั้นคงถูกหลอมรวมแล้วทำให้ความคิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของผมเปลี่ยนไป 

ถ้าพูดถึงเรื่องน้ำตก ผมไม่เคยได้เห็นน้ำตกใหญ่ ๆ อย่างน้ำตกไนแอแกรา ได้แต่ปั่นจักรยานไปน้ำตกเล็ก ๆ อย่างเช่นน้ำตกแม่พูล... 


หรือใหญ่ ๆ ในเมืองไทยก็โตนงาช้าง...




"ตาดกวางสี" ก็สวยครับ...


พอมาดู "น้ำตกหลี่ผี" สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในลาวใต้... 

ภาพนำมาจากบล็อกเที่ยวลาว ขอขอบคุณ
ผมกำลังจะไปลาวใต้ ถ้าถามว่าอยากไป "น้ำตกหลี่ผี" หรือ "สี่พันดอน" มั้ย?  คำตอบคืออยากเห็นเหมือนกัน แต่ก็มิได้เป็นจุดหมายที่ต้องไปให้ได้

ทุกวันนี้เวลาดูคลิปท่องเที่ยวที่มีผู้นำลงไว้ใน YouTube ผมแปลกใจตัวเองว่าทำไมยิ่งดู ความอยากไปเห็นก็ยิ่งลดลง? มุมมองเรื่องการท่องโลกของผมคงจะเปลี่ยนไม่น้อย!

ในอนาคตถ้าจะเที่ยวน้ำตกอีกสักครั้ง ผมก็อยากจัดเป้แบบเต็ม ๆ (มีพร้อมทั้งถุงนอนและเต๊นท์) นั่งสองแถวจากลำปางไปอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ไปลงที่ปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติแม่ปิง แล้วเดินหรือขออาศัยรถเค้าเข้าไปให้ถึงข้างใน ไปตั้งแค้มป์อยู่ริมน้ำตกแม่ก้อ!

ภาพจาก travel.thaiza.com ขอขอบคุณ
หรือถ้าจะลุยกว่านั้นก็ต้องทีลอซู... 

Thursday, February 11, 2016

เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก

จากแผ่นพับตารางเวลาเดินรถโดยสารระหว่างประเทศไทย-ลาว กรุงเทพฯ - ปากเซ ที่ บขส. พิมพ์แจก มีข้อมูลเกี่ยวกับเมืองปากเซ แขวงจำปาสักบอกไว้ด้วยครับ ขอนำมาลงเพิ่มเติมให้เพื่อน ๆ ดังนี้...
เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก มีอาณาเขตทางทิศตะวันตกติดกับชายแดนประเทศไทย ทางด้านช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ทิศใต้ติดต่อกับจังหวัดกัมปงทมของประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ ๑๕,๔๑๕ ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ คือเมืองปากเซ ชนะสมบูรณ์ ปากช่อง ประทุมพร สุขุมา จำปาสัก โพนทอง เมืองโขง มุลละปาโมก
ในอดีตแขวงจำปาสักมีชื่อเรียกว่า เขตแคว้นของนครกาละบูริสี เป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจของประเทศลาวตอนใต้ แต่ภายหลังที่ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมตั้งเมืองปากเซเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เมืองจำปาสักซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของแขวงจำปาสักจึงถูกลดระดับความสำคัญลงไป
การเดินทางไปยังเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก เริ่มต้นที่ด่านพรมแดนช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ซึ่งเป็นประตูสู่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก จากนั้นมาตามทางหลวงหมายเลข ๑๐ เป็นถนนลาดยาง ระยะทางประมาณ ๔๒ กิโลเมตร จะถึงสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น ข้ามแม่น้ำโขงมาเมืองปากเซ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ชั่วโมง เมืองปากเซไม่มีอารยธรรมเก่าแก่เหมือนเมืองจำปาสัก แต่กลับมีความหลากหลายของเชื้อชาติ ประเพณีและวัฒนธรรม มีจำนวนประชากรประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน นอกจากชาวลาวแล้ว ยังมีชาวจีนและเวียดนามเข้ามาตั้งรกรากเป็นจำนวนมาก บรรยากาศทั่วไปเมืองปากเซยังเงียบสงบเป็นธรรมชาติ ช่าวบ้านมีวิถีชีวิตเรียบง่าย 

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ
น้ำตกตาดผาส้วมที่ตั้ง มาตามทางหลวงหมายเลข ๒๓ จนถึงบ้านห้วยแร่ ประมาณกิโลเมตรที่ ๒๑ แล้วเลี้ยวซ้ายมาตามทางหลวงหมายเลข ๒๐ ประมาณ ๑๓ กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่ตัวน้ำตกตาดผาส้วม แค่ชื่อก็อาจฟังดูไม่คุ้นหูสำหรับคนไทยเท่าไรนัก แต่จริง ๆ แล้วคำว่า "ส้วม" ของลาวหมายถึง ห้องนอนที่กั้นไว้สำหรับลูกสาวลูกเขยโดยเฉพาะ ส่วนตาดแปลว่า "ลานหินที่เป็นชั้น ๆ" จุดเด่นของน้ำตกตาดผาส้วมคือ สายน้ำที่ไหลผ่านหินผาขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นแท่ง ๆ รูปร่างคล้ายห้องหอของคู่บ่าวสาวดูสวยงาม
นอกจากนี้ภายในอุทยานยังมีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเอาหมู่บ้านโบราณของหลายชนเผ่ามาจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน เช่นบ้านของชาวกระต้าง ซึ่งเป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รอบ ๆ น้ำตกนี้ บ้านของชาวเผ่าอาลัก บ้านของชาวกระตู้ หอกวนที่ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของชาวเผ่าละแว ภายในจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ของชาวเผ่าให้ชมเป็นจำนวนมาก และหอสูงของชาวละแวที่ใช้เป็นที่สังเกตการณ์ภายในหมู่บ้าน และที่น่าสนใจที่สุดคือบ้านพักของทางอุทยานที่ตกแต่งได้สวยงามอย่างลงตัวด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น   
น้ำตกหลี่ผี อยู่ในเขตดอนคอน ช่วงที่เหมาะแก่การเที่ยวชมคือช่วงกรกฎาคม – ธันวาคม เพราะคุณจะเห็นสายน้ำจำนวนมากในแก่งหลี่ผีที่ไหลถาโถมผ่านเนินหินโขดหินลงมาด้วยกำลังแรงแตกเป็นละอองสีขาวไปทั่วแก่งดูสวยงามตื่นตามาก
"หลี่" เป็นภาษาลาว หมายถึงเครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายลอบ ส่วนคำว่า ผี หมายถึงศพคนตาย ซึ่งบริเวณน้ำตกหลี่ผีจะมีกระแสน้ำไหลบ่าตามพื้นที่ราบผ่านแผ่นหิน แล้วไหลตกลงมาตรงช่องซอกเขาที่แตกแยกออกจากกัน กระแสน้ำสีเขียวเข้มในหน้าแล้งหรือสีชาในช่วงฤดูฝนจะไหลบ่าตกลงมาเบื้องล่าง จากนั้นจึงไหลไปตามรอยแยกของซอกเขาเป็นทางยาวหลายกิโลเมตร
จุดที่พบศพมากๆ คือบริเวณร่องหินของน้ำตกหลี่ผี บริเวณนี้กระแสน้ำจะไหลมารวมตัวกันเป็นแอ่งขนาดใหญ่ จากนั้นน้ำจะวนไปมาแล้วจึงไหลตกลงไป ด้านล่างผ่านซอกและหลืบหินแคบ ๆ ทำให้ศพของทหารในสมัยสงครามอินโดจีนจำนวนมากลอยมาติดในหลี่จับปลา ชาวลาวจึงเรียกน้ำตกแห่งนี้ว่า "หลี่ผี" 

น้ำตกคอนพะเพ็ง เป็นน้ำตกที่ขนาดใหญ่ที่สุดในเขตแม่น้ำโขงตอนล่าง ตั้งอยู่บนแก่งหินขนาดใหญ่ขวางกั้นเส้นทางการไหลของแม่น้ำโขงทั้งสาย มีลักษณะต่างระดับกันสูงประมาณ 10 เมตร ซึ่งแม้จะมีชั้นของหินไม่สูงมากนัก แต่กระแสน้ำที่ไหนถามโถมลงมามีความรุนแรงมาก
ด้วยแม่น้ำโขงทั้งสายไหลลงมาจากนั้นจะแยกออกเป็นหลายสาย สาเหตุเพราะแรงดันของน้ำจำนวนมหาศาลที่ไหลบ่าถาโถมกระหน่ำลงมาจากชั้นหินราวกับจะถล่มทลายแก่งหินอย่างดุดันและเกรี้ยวกราด สร้างความตื่นตาที่น่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว สมกับคำร่ำรือและยกย่องให้เป็น ไนแองการ่า แห่งเอเชีย ความยิ่งใหญ่ของสายน้ำที่กระโจนบิดตัวปะทะแก่งหินน้อยใหญ่ จนเดือดพล่านกระจายเป็นละอองไอน้ำแทรกตัวปกคลุมอยู่ตามแก่งหิน

ปราสาทวัดพู (มรดกโลกของลาวตอนใต้)เป็นพิพิธภัณฑสถานที่ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุดในลาวตอนใต้ ซึ่งได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนจากองค์การ UNESCO เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๕ ว่าเป็นสถานที่เมืองมรดกโลกแห่งที่สองของลาวนับจากหลวงพระบาง
ตั้งอยู่บนเนินเขากู หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากูควาย หรือภูเขาควาย ห่างจากตัวเมืองไป ๙ กิโลเมตร เชื่อกันว่าปราสาทวัดพู เป็นเทวสถานขอมคล้ายกับเขาพระวิหาร และปราสาทวัดพูได้สร้างก่อนอังกอร์วัดในประเทศเขมร ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ในสมัยพระเจ้ามเหนทรวรมัน โดยใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่บูชาเทพเจ้า ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูเป็นเวลานานหลายปี
ศิลปะต่าง ๆ เหมือนศิลปะที่อังกอร์วัด โดยแบ่งเป็นขั้นบันไดตามภูเขาจนถึงปราสาทข้างบน สถานที่สำคัญภายในบริเวณปราสาทพู เช่น ที่ทำพิธีกรรม เซ่นไหว้ต่อเทพเจ้าฮินดู โดยใช้ชีวิตมนุษย์ผู้มีพรหมจรรย์ชาย-หญิงตามความเชื่อของลัทธิฮินดูก็ยังมีให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน ต่อมาประเทศลาวได้รับพุทธศาสนาเข้าในประเทศ เทวสถานแห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นวัดของพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาจนถึงวันนี้
วัดพูจะมีงานประจำปีที่มีชื่อเสียงจัดเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ประมาณ ๓ วัน ซึ่งในวันดังกล่าวต้องเป็นวันเพ็ญเดือนสาม ปราสาทวัดพูเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตลอดทั้งปี เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติและสถาปัตยกรรมที่งดงาม และน่าชื่นชมของปราสาทวัดพู

 ไม่ไปไม่ได้แล้วครับ เพื่อน ๆ ที่รัก!!