Showing posts with label ลาว. Show all posts
Showing posts with label ลาว. Show all posts

Wednesday, June 26, 2019

พริกขี้หนูทอด


"ข้าวปุ้น"... ถ้าเพื่อน ๆ ไปอีสานหรือ สปป.ลาวแล้วไม่รู้จัก ก็อาจพลาดโอกาสได้กินของอร่อยและราคาไม่แพง...



ร้านนางกุกในตลาดเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ขายอาหารจำพวกเส้นมีขนมจีนรวมอยู่ด้วย...



อ่านจากป้ายผมเห็นราคา ๑๕-๒๐ พัน (กีบ)  โห...ตั้ง ๖๐-๘๐ บาทเลยนะท่าน  "แล้วทำไมถึงว่าถูก?"  ก็ที่นี่มันคือ "ตลาดดาวเรือง" ตลาดนักท่องเที่ยวของมหาเศรษฐีนีเมืองปากเซ ผู้มีคฤหาสน์ใหญโตอยู่นั่นไง!



หากได้มาเดินดูตลาดเช้าที่เวียงภูคา เพื่อน ๆ จะรู้ว่าข้าวปุ้น+น้ำแจ่วเมืองลาวไม่แพงอย่างที่คิด...



เคยเขียนถึงขนมจีนน้ำยาราคาถูกที่ห้างฉัตรมาแล้วครั้งนึง วันนี้ผมไปซื้อมากินอีก รู้สึกว่ามีลูกชิ้นปลาลูกเล็ก ๆ เพิ่มขึ้นมา...แต่ราคายังคงเป็น ๑๕ บาทเหมือนเดิม!



ผมเป็นคนกินเผ็ด คิดว่าถ้ามีพริกทอดอีกสักหน่อยคงจะดี พอดีมีพริกขี้หนูที่กินไม่ทัน เอาไปตากแดดเก็บไว้เป็นเดือนแล้ว...



เอาลงกระทะทอดในน้ำมันไฟอ่อน ๆ ให้เหลืองกรอบ เอามากินกับขนมจีนน้ำยา จักเพิ่มความอร่อยให้มากขึ้น!..


ขออภัยภาพเบลอ เพราะความหิวทำให้มือสั่น อิอิ
ฮุ้ย... เผ็ดน่าดู เพื่อน ๆ มีพริกขี้หนูสดที่กินไม่ทัน ก็เอาไปตากแดดแล้วนำมาทอดนะครับ!

Wednesday, February 01, 2017

คุณหมอนักปั่น

เป็นสมาชิก Warm Showers  ผมเริ่มกลับมาเป็น host ให้กับนักปั่นจักรยานท่องโลกอีกครั้ง!


วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๐ ได้รับการติตต่อจากนักปั่นฝรั่งเศส Mathilde และ Etienne ทั้งคู่เป็นแพทย์...


วางแผนไว้ว่าจะใช้เวลา ๑ ปีท่องโลกด้วยจักรยาน โดยบินไปเริ่มต้นที่เมืองไหโข่ว (Haikou) ประเทศจีนเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ บอกว่าจะเดินทางไปพม่า อินเดีย ภูฐาน เนปาล ทาจิกิสถาน คีร์กีซสถาน และคาซัคสถาน เส้นทางน่าสนใจมากครับ ผมลองกูเกิ้ลหาข้อมูลได้มาดังนี้...


เมืองไหโข่ว เมืองหลวงของมณฑลไหหลำ ตั้งอยู่ตรงบริเวณชายหาด ดูจากแผนที่...ผมเห็นเส้นทางที่สามารถจะปั่นจักรยานเข้าเวียดนามมาลาวและไทย



คุณหมอส่งเมล์มาบอกว่าอยู่ที่เชียงของ กำลังจะใช้เส้นทาง 1155 และ 1093 ไปภูชี้ฟ้า จากนั้นถึงค่อยลงมาพะเยา และกำหนดถึงลำปางในวันที่ ๒๘ มกราคม ผมตอบรับที่จะให้ที่พักกับสองนักปั่น โดยชี้แจงด้วยว่า "You wrote that you would cycle from Phayao to Lampang, please bear in mind that if using the HW#1 you will reach Lampang in the opposite direction of my place. My house is on the super highway#11 and you need to pedal 20 kms. backward to Hang Chat."

น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้ต้อนรับขับสู้ วันที่ ๒๕ มกราคม ผมได้รับเมล์จากหมอ Mathilde แจ้งว่าคุณปู่ของเธอเสียชีวิต ต้องกลับฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานศพ การผจญภัยกำหนด ๑ ปีจึงสิ้นสุดลงหลังจากดำเนินมาได้แค่เพียง ๒ เดือนกว่า!!

"อนิจจา วต สังขารา"...  ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนจริง ๆ !

Thursday, February 11, 2016

เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก

จากแผ่นพับตารางเวลาเดินรถโดยสารระหว่างประเทศไทย-ลาว กรุงเทพฯ - ปากเซ ที่ บขส. พิมพ์แจก มีข้อมูลเกี่ยวกับเมืองปากเซ แขวงจำปาสักบอกไว้ด้วยครับ ขอนำมาลงเพิ่มเติมให้เพื่อน ๆ ดังนี้...
เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก มีอาณาเขตทางทิศตะวันตกติดกับชายแดนประเทศไทย ทางด้านช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ทิศใต้ติดต่อกับจังหวัดกัมปงทมของประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ ๑๕,๔๑๕ ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ คือเมืองปากเซ ชนะสมบูรณ์ ปากช่อง ประทุมพร สุขุมา จำปาสัก โพนทอง เมืองโขง มุลละปาโมก
ในอดีตแขวงจำปาสักมีชื่อเรียกว่า เขตแคว้นของนครกาละบูริสี เป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจของประเทศลาวตอนใต้ แต่ภายหลังที่ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมตั้งเมืองปากเซเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เมืองจำปาสักซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของแขวงจำปาสักจึงถูกลดระดับความสำคัญลงไป
การเดินทางไปยังเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก เริ่มต้นที่ด่านพรมแดนช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ซึ่งเป็นประตูสู่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก จากนั้นมาตามทางหลวงหมายเลข ๑๐ เป็นถนนลาดยาง ระยะทางประมาณ ๔๒ กิโลเมตร จะถึงสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น ข้ามแม่น้ำโขงมาเมืองปากเซ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ชั่วโมง เมืองปากเซไม่มีอารยธรรมเก่าแก่เหมือนเมืองจำปาสัก แต่กลับมีความหลากหลายของเชื้อชาติ ประเพณีและวัฒนธรรม มีจำนวนประชากรประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน นอกจากชาวลาวแล้ว ยังมีชาวจีนและเวียดนามเข้ามาตั้งรกรากเป็นจำนวนมาก บรรยากาศทั่วไปเมืองปากเซยังเงียบสงบเป็นธรรมชาติ ช่าวบ้านมีวิถีชีวิตเรียบง่าย 

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ
น้ำตกตาดผาส้วมที่ตั้ง มาตามทางหลวงหมายเลข ๒๓ จนถึงบ้านห้วยแร่ ประมาณกิโลเมตรที่ ๒๑ แล้วเลี้ยวซ้ายมาตามทางหลวงหมายเลข ๒๐ ประมาณ ๑๓ กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่ตัวน้ำตกตาดผาส้วม แค่ชื่อก็อาจฟังดูไม่คุ้นหูสำหรับคนไทยเท่าไรนัก แต่จริง ๆ แล้วคำว่า "ส้วม" ของลาวหมายถึง ห้องนอนที่กั้นไว้สำหรับลูกสาวลูกเขยโดยเฉพาะ ส่วนตาดแปลว่า "ลานหินที่เป็นชั้น ๆ" จุดเด่นของน้ำตกตาดผาส้วมคือ สายน้ำที่ไหลผ่านหินผาขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นแท่ง ๆ รูปร่างคล้ายห้องหอของคู่บ่าวสาวดูสวยงาม
นอกจากนี้ภายในอุทยานยังมีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเอาหมู่บ้านโบราณของหลายชนเผ่ามาจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน เช่นบ้านของชาวกระต้าง ซึ่งเป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รอบ ๆ น้ำตกนี้ บ้านของชาวเผ่าอาลัก บ้านของชาวกระตู้ หอกวนที่ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของชาวเผ่าละแว ภายในจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ของชาวเผ่าให้ชมเป็นจำนวนมาก และหอสูงของชาวละแวที่ใช้เป็นที่สังเกตการณ์ภายในหมู่บ้าน และที่น่าสนใจที่สุดคือบ้านพักของทางอุทยานที่ตกแต่งได้สวยงามอย่างลงตัวด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น   
น้ำตกหลี่ผี อยู่ในเขตดอนคอน ช่วงที่เหมาะแก่การเที่ยวชมคือช่วงกรกฎาคม – ธันวาคม เพราะคุณจะเห็นสายน้ำจำนวนมากในแก่งหลี่ผีที่ไหลถาโถมผ่านเนินหินโขดหินลงมาด้วยกำลังแรงแตกเป็นละอองสีขาวไปทั่วแก่งดูสวยงามตื่นตามาก
"หลี่" เป็นภาษาลาว หมายถึงเครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายลอบ ส่วนคำว่า ผี หมายถึงศพคนตาย ซึ่งบริเวณน้ำตกหลี่ผีจะมีกระแสน้ำไหลบ่าตามพื้นที่ราบผ่านแผ่นหิน แล้วไหลตกลงมาตรงช่องซอกเขาที่แตกแยกออกจากกัน กระแสน้ำสีเขียวเข้มในหน้าแล้งหรือสีชาในช่วงฤดูฝนจะไหลบ่าตกลงมาเบื้องล่าง จากนั้นจึงไหลไปตามรอยแยกของซอกเขาเป็นทางยาวหลายกิโลเมตร
จุดที่พบศพมากๆ คือบริเวณร่องหินของน้ำตกหลี่ผี บริเวณนี้กระแสน้ำจะไหลมารวมตัวกันเป็นแอ่งขนาดใหญ่ จากนั้นน้ำจะวนไปมาแล้วจึงไหลตกลงไป ด้านล่างผ่านซอกและหลืบหินแคบ ๆ ทำให้ศพของทหารในสมัยสงครามอินโดจีนจำนวนมากลอยมาติดในหลี่จับปลา ชาวลาวจึงเรียกน้ำตกแห่งนี้ว่า "หลี่ผี" 

น้ำตกคอนพะเพ็ง เป็นน้ำตกที่ขนาดใหญ่ที่สุดในเขตแม่น้ำโขงตอนล่าง ตั้งอยู่บนแก่งหินขนาดใหญ่ขวางกั้นเส้นทางการไหลของแม่น้ำโขงทั้งสาย มีลักษณะต่างระดับกันสูงประมาณ 10 เมตร ซึ่งแม้จะมีชั้นของหินไม่สูงมากนัก แต่กระแสน้ำที่ไหนถามโถมลงมามีความรุนแรงมาก
ด้วยแม่น้ำโขงทั้งสายไหลลงมาจากนั้นจะแยกออกเป็นหลายสาย สาเหตุเพราะแรงดันของน้ำจำนวนมหาศาลที่ไหลบ่าถาโถมกระหน่ำลงมาจากชั้นหินราวกับจะถล่มทลายแก่งหินอย่างดุดันและเกรี้ยวกราด สร้างความตื่นตาที่น่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว สมกับคำร่ำรือและยกย่องให้เป็น ไนแองการ่า แห่งเอเชีย ความยิ่งใหญ่ของสายน้ำที่กระโจนบิดตัวปะทะแก่งหินน้อยใหญ่ จนเดือดพล่านกระจายเป็นละอองไอน้ำแทรกตัวปกคลุมอยู่ตามแก่งหิน

ปราสาทวัดพู (มรดกโลกของลาวตอนใต้)เป็นพิพิธภัณฑสถานที่ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุดในลาวตอนใต้ ซึ่งได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนจากองค์การ UNESCO เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๕ ว่าเป็นสถานที่เมืองมรดกโลกแห่งที่สองของลาวนับจากหลวงพระบาง
ตั้งอยู่บนเนินเขากู หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากูควาย หรือภูเขาควาย ห่างจากตัวเมืองไป ๙ กิโลเมตร เชื่อกันว่าปราสาทวัดพู เป็นเทวสถานขอมคล้ายกับเขาพระวิหาร และปราสาทวัดพูได้สร้างก่อนอังกอร์วัดในประเทศเขมร ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ในสมัยพระเจ้ามเหนทรวรมัน โดยใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่บูชาเทพเจ้า ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูเป็นเวลานานหลายปี
ศิลปะต่าง ๆ เหมือนศิลปะที่อังกอร์วัด โดยแบ่งเป็นขั้นบันไดตามภูเขาจนถึงปราสาทข้างบน สถานที่สำคัญภายในบริเวณปราสาทพู เช่น ที่ทำพิธีกรรม เซ่นไหว้ต่อเทพเจ้าฮินดู โดยใช้ชีวิตมนุษย์ผู้มีพรหมจรรย์ชาย-หญิงตามความเชื่อของลัทธิฮินดูก็ยังมีให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน ต่อมาประเทศลาวได้รับพุทธศาสนาเข้าในประเทศ เทวสถานแห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นวัดของพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาจนถึงวันนี้
วัดพูจะมีงานประจำปีที่มีชื่อเสียงจัดเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ประมาณ ๓ วัน ซึ่งในวันดังกล่าวต้องเป็นวันเพ็ญเดือนสาม ปราสาทวัดพูเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตลอดทั้งปี เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติและสถาปัตยกรรมที่งดงาม และน่าชื่นชมของปราสาทวัดพู

 ไม่ไปไม่ได้แล้วครับ เพื่อน ๆ ที่รัก!!

Thursday, February 05, 2015

ผลไม้รวมอบแห้ง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คุณพ่อของอินดี้ (หนึ่งในนักเรียนไวโอลินสองคนที่ยังเหลืออยู่) ไปทำงานใน สปป. ลาว แล้วซื้อผลไม้รวมอบแห้งมาฝาก.. 


อยากรู้ว่าท่านไปเมืองอะไร เมื่อได้ยินคำตอบว่า "เมืองหงสา" ผมก็คิดถึงเมือ ๖-๗ ปีก่อน เมื่อได้นั่งรถเมล์เขียวไปลงปลายทางที่อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน แล้วอาศัยรถทหารไปยังอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ด้วยความตั้งใจที่จะเดินทางสู่ลาวโดยผ่านทางด่านห้วยโก๋น  น่าเสียดายที่ตอนนั้นด่านน้ำเงินของลาวยังไม่ได้เปิดเป็นด่านถาวร ผมไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางไปยังเมืองหลวงพระบางได้  

ทุกวันนี้คนไทยสามารถเดินทางเข้าเมืองลาวโดยผ่านด่านน้ำเงินได้แล้ว จากด่านไปอีกประมาณ ๔๐ กิโลเมตรก็จะถึงเมืองหงสา ซึ่งคุณพ่อของอินดี้ได้ไปเยือนมา  วันนี้ผมจะยังไม่พูดถึงเรื่องการเดินทางแต่อยากเขียนถึงเจ้า"ผลไม้อบแห้ง"ผลิตในลาวถุงนี้สักหน่อยก่อน...


ทั้งนี้เพราะในบรรดาขนมอบกรอบที่ผมเห็นวางจำหน่ายในลาวส่วนใหญ่มักเป็นสินค้านำเข้าจากเมืองไทยซึ่งราคาแพงเกือบเท่าตัว!  เมื่อได้เห็นผลไม้รวมอบแห้งจากลาวถุงนี้ ผมถึงได้สนใจมากเป็นพิเศษ อยากรู้ว่ามันมีอะไรบ้าง?


ผมเปิดถุงแล้วบรรจงหยิบผลไม้อบแห้งส่งเข้าปากทีละชิ้น ปล่อยให้มันแช่ตัวอยู่ในแอ่งน้ำลายใต้ลิ้นก่อนที่จะเริ่มบดเคี้ยวเพื่อหาคำตอบ...
  

อร่อยมากครับ ผลไม้ทั้งหมดประกอบด้วย กล้วย ขนุน สับปะรด เผือก มันฝรั่ง และฟักทอง...




ในฐานะคนชอบตากกล้วย ผมบอกตัวเองว่าจะต้องเริ่มทดลองตากผลไม้อื่นดูบ้าง หวังว่าทริปเดือนเมษายนทึ่จะถึงนี้ ผมคงมีผลไม้ตากแห้งซึ่งมีมากกว่ากล้วยอย่างแน่นอน! 

Wednesday, November 05, 2014

คิดถึงหลวงพระบาง

ผมไปหลวงพระบางมาแล้ว ๒ ครั้ง ถ้ามีโอกาสก็ยังอยากจะไปอีก หากเป็นไปได้...ครั้งต่อไปก็อยากให้เป็น FB Trip มากกว่า!


FB Trip ในความหมายของผมคือ การใช้จักรยานพับขี่ท่องเที่ยว! 


หลวงพระบางยังมีเส้นทางน่าสนใจอีกมากมายให้ได้ไปสัมผัส... 


เที่ยวเมืองลาวด้วยจักรยาน เพื่อน ๆ ไม่ต้องปั่นตลอด อย่างเช่นจากหลวงพระบางไปหนองเขียวก็เอาจักรยานใส่รถไป... 


จักรยานพับในกระเป๋าสามารถนำขึ้นรถโดยสารได้สบาย พอไปถึงจุดหมายก็ค่อยนำออกมาปั่น...


เพื่อน ๆ ที่รัก ผมกลัวเหลือเกินว่าอีกไม่นานร่างกายจะไม่มีโอกาสได้ปั่นจักรยานท่องเที่ยวอีก! สัญญาณเตือนเริ่มปรากฏชัดแล้วครับ!! 

Friday, December 21, 2012

เลือกเป้


สวัสดีเพื่อน ๆ ที่รัก...

ผมต้องขออภัยอีกครั้งที่ว่างเว้นการอัพเดทบล็อกช่างเหอะไปเสียนาน  วันนี้ไม่เขียนต่อคงไม่ได้แล้ว

สำหรับเรื่องงานช่าง แม้ผมจะมีโอกาสได้ทำบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจสักเท่าใด พอดีมีทีท่าว่าจะได้ขายบ้านด้วย...ผมก็เลยต้องเที่ยวหาดูบ้านไว้ล่วงหน้า เผื่อขายได้จริง ๆ ผมจะได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ได้โดยไม่ติดขัด  เมื่อถึงตอนนั้นผมก็คิดว่าน่าจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับงานซ่อมสร้างบ้านที่นำมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังได้มากขึ้นกว่าเดิม...

ส่วนในบล็อก "ฟังลุงน้ำชาคุย"  พักนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องราวของการท่องเที่ยวเหมือนเดิม  ถึงกระนั้น...ผมก็ยังคิดว่าบางสิ่งบางอย่างน่าจะนำมาเขียนไว้ในบล็อกช่างเหอะตัวนี้มากกว่า อย่างเช่น การที่ผมจะเลือกขนาดเป้สำหรับทริปที่จะมาถึงในเร็ววันนี้!

กล่าวคือ ผมมีโครงการที่จะใช้เวลาในช่วงปีใหม่สำหรับการแบกเป้ไปเยือนประเทศลาวอีกครั้ง ทีแรกผมคิดว่าจะเปลี่ยนลักษณะของการเดินทาง  จากที่เคยใช้เป้ใบใหญ่  นั่งรถลงเรือ...แล้วแบกเป้เดินต่อไปตามจุดหมายปลายทางซึ่งบางครั้งต้อง improvise กันสด ๆ เหมือนอย่างที่เพิ่งไปพม่าเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  ผมคิดที่จะเปลี่ยนไปใช้เป้ใบเล็กแล้วหิ้วกระเป๋าใส่จักรยานพับได้ไปด้วย!


สืบเนื่องมาจากการที่ครูหนิงได้ขายจักรยานพับให้ผมมาในราคามิตรภาพ หลังจากที่ได้ลองใช้มาระยะหนึ่ง...ปรากฏว่าอาการปวดหลังของผมได้หายไป รู้สึกเดินเหินคล่องแคล่วขึ้น  ผมเกิดแรงใจที่จะไปท่องเที่ยวโดยมีจักรยานพับนำใส่กระเป๋าไปด้วย...

เมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้ไปถามราคากระเป๋าสำหรับบรรจุจักรยานพับมาแล้ว ปรากฏว่าราคาใบละ ๗๕๐ บาท ซึ่งผมก็คิดว่าใช้ได้  ถ้าซื้อมาใช้ใส่จักรยานพับแล้วนำใส่รถทัวร์หรือรถไฟไปด้วย พอถึงปลายทางก็นำออกมาประกอบ(กาง) พร้อมสำหรับขี่ไปที่ไหนก็ได้ โดยมีเป้ขนาดเล็กบรรจุข้าวของที่จำเป็นวางท้ายไป!

ผมคิดจะไปลาว ดังนั้นการนำกระเป๋าจักรยานพับใส่รถเมล์เขียวไปเชียงของจึงไม่น่าเป็นปัญหา พอถึงเชียงของก็ปั่นไปที่พัก ปั่นเที่ยวซักวันสองวัน จากนั้นก็บรรจุกระเป๋าำแล้วนำลงเรือข้ามไปฝั่งลาว ผมมั่นใจว่าสามารถนำขึ้นรถตู้หรือรถเมล์ได้แน่นอน..เพราะขนาดกระเป๋าจักรยานนั้นเล็กกว่าบรรดากระสอบข้าวสารของชาวบ้านเสียอีก!

แต่แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนใจ ด้วยเหตุผลที่ว่าจักรยานยังไ่ม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และพร้อมสำหรับขี่ทางไกล นอกจากนั้นผมยังไม่มีอุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ สูบลม เครื่องวัดระยะทาง กระติกน้ำ เครื่องมือ ตลอดจนเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ขี่จักรยาน รองเท้าก็ไม่มี  ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินและใช้เวลาในการจัดหา ผมไม่มีทั้งเงินและเวลา! ได้แต่บอกตัวเองว่า "เอาไว้พร้อมแล้วค่อยไปจะดีกว่า"


ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ตัดสินใจเลือกใช้เป้ใบใหญ่ สำหรับทริปที่จะถึงนี้

เดี๋ยวผมต้องจัดของลงเป้แล้วครับ...

Saturday, May 19, 2012

เตรียมแผนที่ก่อนออกเดินทาง...

เพื่อน ๆ ที่รักครับ... พักนี้ผมไม่ค่อยได้สวมบทบาท "ช่างเหอะ" จึงหาเรื่องที่จะเขียนไม่ค่อยได้เอาเสียเลย  จริง ๆ แล้วงานซ่อมมากมายหลายชิ้นก็มีรอให้ผมลงมือ แต่พอดีช่วงนี้มีเรื่องให้ศึกษาอยู่หลายเรื่อง ผมจึงต้องแบ่งเวลาไปทางโน้นซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ตั้งใจว่าถ้ามีอะไรที่เป็นประโยชน์...ผมจะต้องนำมาเขียนเล่าให้เพื่อน ๆ ได้อ่านในบล็อกนี้โดยไม่รีรอ


วันนี้ก็เช่นกัน พอดีผมไปเจอเว็บ ๆ หนึ่งซึ่งมีประโยชน์มาก ๆ สำหรับนักเดินทางแบกเป้ผู้นิยมการผจญภัยที่ท้าทาย นั่นคือ http://www.hobomaps.com/

เป็นเว็บนี้เราสามารถหาแผนที่เมืองต่าง ๆ ในประเทศลาว รวมทั้งจังหวัดชายแดนของไทยซึ่งติดกับประเทศลาว อาทิ หนองคาย น่าน และ เชียงรายได้  แผนที่ซึ่งมีทั้งในเมืองและพื้นที่โดยรอบนั้นละเอียดและอ่านง่าย มีประโยชน์จริง ๆ ข้อมูลการเดินทางก็มีให้ด้วย

เสียดายที่ผมไม่สามารถนำตัวอย่างแผนที่มาให้ดูได้ เพราะเค้าห้ามไว้...

ในการเดินทาง...ถ้าหากเราได้ศึกษาแผนที่เมืองที่จะไปไว้ก่อน หรือมีพกติดตัวไปด้วย ก็จะช่วยได้เยอะ ผมยังรู้สึกเสียดายที่ก่อนไปลาวและเวียดนามครั้งที่ผ่านมา ผมยังไม่เจอเว็บนี้ มิฉะนั้นคงจะมีข้อมูลของเมืองแต่ละเมืองที่ผมเดินทางไปถึง มากพอที่จะไม่ต้องไปเดินหาหรือไปลุยเอาข้างหน้าแบบไร้จุดหมาย!

ยกตัวอย่างเช่น "เมืองไชย" หรือที่เรียกว่า "อุดมไชย" ซึ่งผมไปถึงเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๕ โมงเย็น โดยปราศจากแผนที่ตัวเมือง ทำให้ผมต้องเสียเวลาเดินหาที่พัก และเที่ยวชมเมืองโดยไม่รู้ว่ามีสถานที่ ๆ น่าสนใจอยู่ตรงไหนบ้าง



ถ้าวันนั้นผมมีแผนที่อยู่ในมือ ผมคงจะคล่องในเรื่องทิศทางและตำแหน่งแห่งหน มันคงจะดีกว่ากันเยอะ!

แม้แต่ที่บ้านห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีแผนที่ละเอียด ๆ ติดมือไปด้วย สายตาผมคงจะกว้างไกลขึ้น! แต่ไม่เป็นไรครับ แม้จะรู้จักเว็บนี้ช้าไปหน่อย แต่ผมก็ยังมีโอกาสได้นำแผนที่ไปใช้กับการเดินทางครั้งต่อ ๆ ไปอย่างแน่นอน

เพื่อน ๆ จะไปเที่ยวประเทศลาว อย่าลืมศึกษาเกี่ยวกับเมืองที่จะไปจากแผนที่ซึ่งหาได้จากเว็บดังกล่าวไปก่อนนะครับ การเดินทางจะได้ราบรื่นขึ้นอีกเยอะ!

ขอบคุณเว็บดี ๆ อย่าง hobomaps ด้วยครับ

Friday, May 04, 2012

แนะนำเรื่องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองห้วยทราย...


เวลาช่างเหอะต้องซ่อมของบางอย่างโดยอาศัยการลองผิดลองถูก บางครั้งมันก็ทำให้เสียเวลาหรือเสียเงินโดยไม่จำเป็นได้เหมือนกัน ต่างกับถ้าจะมีผู้รู้มาบอกเลยว่าตรงไหนเสียและต้องซื้ออะไรมาเปลี่ยน เช่นเดียวกันกับการเดินทางคนเดียวไปยังสถานที่ ๆ ยังไม่เคยไป บางครั้งอาจต้องเสียเวลาไปกับความไม่รู้ก็เป็นได้

วันนี้ผมอยากแนะนำเรื่องการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือที่เรียกว่า ต.ม. ที่บ้านห้วยทรายซักหน่อย คิดว่าน่าจะมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยไป ท่านที่รู้แล้วคงไม่ว่ากันนะครับ...



เจ้าหน้าที่ ต.ม. ของลาวจะเริ่มทำงานเวลา ๘.๓๐ น. สิ่งที่ต้องเตรียมไว้คือ หนังสือเดินทางและปากกา  แบกเป้ไปคนเดียวโดด ๆ พอไปถึง...ต้องรีบหาแบบฟอร์มให้ได้ก่อน (ไม่เหมือนไปกับทัวร์หรือกับบริษัทเดินรถซึ่งจะมีผู้จัดเตรียมไว้ให้) ได้มาแล้วก็ให้รีบกรอกทันที  เป็นภาษาอังกฤษ...เขียนให้ดี ๆ หน่อยนะ ตัวสะกดให้ถูกต้อง  ตัวเลขวันเดือนปีเกิด หมายเลขหนังสือเดินทาง วันออกหนังสือฯ วันหมดอายุ ดูให้ดี...อย่าให้ผิด ช่องที่ถามว่าจะพักที่ไหนก็ให้เขียนลงไปว่า Hotels

เค้าไม่มีแบบฟอร์มวางไว้ให้หยิบเอง ต้องไปขอกับเจ้าหน้าที่ ถ้าเพื่อน ๆ วางแผนที่จะไปเวียดนามแล้วกลับเข้าลาวอีกครั้ง จะขอมา ๒ ใบก็ได้ (เหลือเก็บไว้ใช้ตอนเข้าลาวอีกครั้ง)


แบบฟอร์มมี ๒ ส่วนติดกันคือ ด้านซ้าย(ขาเข้า) และด้านขวา(ขาออก)  ด้านขาออกจะกรอกรายละเอียดไว้ล่วงหน้าก็ได้ แต่ยังไม่ต้องลงวันที่ เพราะเรายังไม่รู้กำหนดวันแน่นอน

ทีนี้ก็เป็นเรื่องของการเข้าคิวอย่างที่เห็นในภาพ เพื่อน ๆ ไม่ต้องไปเข้าคิวตามก้นฝรั่งนั่นนะครับ จะเสียเวลาเปล่า (ภายหลังอาจต้องเขกหัวตัวเอง) เพราะว่าคนมากมายเหล่านั้นเป็นผู้เดินทางเข้าลาวที่ต้องมีวีซ่าและต้องเสียค่าธรรมเนียม คนไทยอย่างเราไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่า (เช่นเดียวกับคนสิงคโปร์ คนมาเลเซีย ฯลฯ)  ไม่ต้องไปต่อคิวหรอกครับ ให้นำหนังสือเดินทางพร้อมแบบฟอร์มที่กรอกแล้วไปยื่นตรง IMMIGRATION PASSPORT CHECK นั่นเลย



ตรงนั้นจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ เค้าจะตรวจสอบและฉีกเอกสารขาเข้าที่เรากรอกเก็บไว้ ขั้นตอนการประทับตราใช้เวลาไม่ถึงนาที เพื่อน ๆ ก็จะได้ passport คืน!   

ที่สำคัญคือ...เมื่อได้หนังสือเดินทางคืนมา ให้ตรวจสอบว่ามีการประทับตราเข้าเมืองถูกต้องหรือเปล่า ถ้าไม่มี...ตอนเดินทางออกเป็นได้เรื่องแน่นอน โดนปรับฐานลักลอบเข้าเมืองหลายตังค์นะครับ

ลาวให้อยู่ได้ ๑ เดือน เช่นเดียวกับมาเลเซียและสิงคโปร์...


เอกสารขาออกที่ได้คืนมาพร้อมกับหนังสือเดินทางต้องเก็บให้ดีนะครับ อย่าให้หายโดยเด็ดขาด 

ถ้าดูในภาพบนสุด...ตรงหน้าต่างสีฟ้าที่เห็นคือจุดรับแลกเงิน เพื่อน ๆ ยังไม่ต้องแลกเงินกีบจากตรงนั้นก็ได้ เมื่อเดินขึ้นไปถึงถนนใหญ่ เลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปอีกซัก ๓๐-๔๐ เมตร จะเห็นบูธแลกเงินทวีสิน ที่นั่นเค้าให้ rate ดีกว่านิดนึง!


๑ บาทแลกได้ ๒๕๖ กีบเจ้า...


Friday, April 27, 2012

อย่าเสือก!

ดูเหมือนว่าวันนี้ผมตั้งชื่อเรื่องไม่สุภาพเอาซะเลย!  การนำ ส เสือมาใส่เกือกทำให้การพูดจาของผมใกล้เคียงกับบรรดาท่านผู้ทรงเกียรติในรัฐสภา(บางคน)เข้าไปทุกที ๆ แต่เอาเหอะ...ถ้าจะทิ้งหนังสือสมบัติผู้ดีทิ้งไปสักวันหนึ่งก็คงไม่เป็นไร! 

วันนี้...ผมอยากพูดเรื่องการยื่นหน้าเข้าไปเสนอแนะ หรือให้ความช่วยเหลือเรื่องข้อมูลให้กับบรรดาฝรั่งนักท่องเที่ยวที่ได้เจอะเจอบนเส้นทางที่ก้าวไป



แตกต่างจากเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีก่อน ปัจจุบันนี้วิถีทางของบรรดานักเดินทางแบกเป้เปลี่ยนไปเยอะ แทบทุกคนมีคัมภีร์ของการเดินทางเล่มหนาอยู่ในมือ เค้าจะใช้มันเป็นผู้นำทางซึ่งบอกอย่างละเอียดทุกขั้นตอนว่าควรเดินทางอย่างไร กินที่ไหน และต้องเข้าพักที่ใด นอกจากนั้นส่วนใหญ่ยังมีเครื่องมือสื่อสารจำพวก netbook, iPad, iPhone หรือแท็บลกแท็บเล็ตอะไรต่อมิอะไรพกพาไปด้วย สามารถที่จะจับจองห้องพักไว้ล่วงหน้าก่อนเดินทางไปถึงด้วยระบบ 3จี!


สำหรับตัวกระผม...ก็ใช้ระบบ 3จีเช่นกัน แต่แตกต่างตรงที่ว่ามันเป็น จี(จน) จี(เจียม) และจี(จำกัด)  เคยมีประสบการณ์แบกเป้ในสมัยที่นักเดินทางยังไม่มีเครื่องมือช่วย เวลาเจอกันก็จะคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ใครรู้จักที่พักราคาถูกและดีก็แนะนำ บางครั้งถึงกับแชร์ห้องพักเพื่อความประหยัดก็ยังทำได้ (แชร์ห้องที่พักอย่างเดียวนะ อิอิ)



แต่ทุกวันนี้...นักเดินทางรุ่นใหม่เค้าไม่เชื่อคนอื่นหรอก นอกจากทำตามคัมภีร์ที่มีอยู่ในมือ พอใกล้ถึงจุดหมายปลายทาง...ต่างก็หยิบหนังสือเล่มหนาออกมาเปิดดูว่าจะต้องเดินตรงไปพักที่โรงแรมอะไร จ่ายคืนละเท่าไหร่ ต่อให้มีโรงแรมที่ถูกกว่าหรือแชร์กันได้ เค้าก็ไม่สนใจ!

วัตถุประสงค์ในการเดินทางของเขาคือการไปให้ถึงจุดหมาย เพื่อให้บอกได้ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตได้ไปเยือนมาแล้ว ดังนั้นผมจึงได้เห็นภาพหนุ่มสาวนักเดินทางที่เอาแต่หลับ ๆๆ ในช่วงที่รถวิ่งไปตามเส้นทาง เขาไม่สนใจภาพบ้านเรือนและผู้คนแปลกตาซึ่งอยู่สองข้างทาง ตั้งหน้าตั้งตาหลับตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง!


ต่างกับผมซึ่งตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา...นักเดินทางผู้หลับใหลไม่มีโอกาสได้เห็นฝูงเป็ดหรือหมูที่เดินเตร่ขวางอยู่หน้ารถ เธอไม่ได้สังเกตหรอกว่าควายในเมืองลาวนั้นมีขนหนากว่าควายไทย ไม่รับรู้แม้กระทั่งตอนที่รถสองคันต้องห้ามล้อกระทันหันเมื่อเผชิญหน้ากันบนเส้นทางแคบและคดเคี้ยว ลืมตาอีกทีเธอก็ถึงจุดหมาย พร้อมที่จะถูกจูงให้เดินต่อไปตามเส้นทางที่คัมภีร์บอกไว้!


นักเดินทางส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปเหมือนการบรรเลงเพลงคลาสสิกซึ่งเล่นตามโน้ตที่กำหนด แต่การเดินทางของผมเปรียบเสมือนการบรรเลงเพลงแจ๊สซึ่งกอปรด้วยการ improvise ผมเปลี่ยนเส้นทางได้ทุกเมื่อ ไม่กลัวที่จะต้องเผชิญกับการแบกเป้หาที่พักในยามค่ำคืน


ได้เจอครูสาวชาวสวิสวัย ๓๐ คนหนึ่งบนรถโดยสารสายอุดมไชย-หลวงพระบาง คัมภีร์นักเดินทางบอกให้เธอไปพักที่ Riverside Guest House เธอบอกด้วยว่าจะต้องจ่ายค่าตุ๊ก ๆ เท่าไหร่ แต่เราไปถึงหลวงพระบางเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม ตอนนั้นมีตุ๊ก ๆ อยู่คันเดียวรอรับเหยื่ออยู่ที่ท่ารถ เค้าเรียก ๒๕ พันกีบ หรือ ๑๐๐ บาทต่อหัวสำหรับการพาไปยังที่พักที่ต้องการ ผมเองขนาดเป็นคนที่รัดเข็มขัดสุด ๆ ก็ยังไม่ปฏิเสธที่จะจ่าย เพราะรู้ดีว่าที่ไหนก็เหมือนกันหมด นักเดินทางแบกเป้มาถึงด้วยความเหนื่อยล้าตอนสี่ทุ่ม!  ถ้าเป็นกลางวันผมคงจะแบกเป้เดินออกจากสถานีขนส่งแล้วมุ่งหน้าหาที่พักด้วยตนเอง!

สาวยุโรปบอก "Riverside Guest House" ลูกเดียว แถมบ่นด้วยว่าค่าตุ๊ก ๆ แพงมาก ในหนังสือบอกว่าถูกกว่านั้น!

ทุกคนมีเส้นทางของตนเอง...โดยอาศัยคัมภีร์นักเดินทางและอุปกรณ์สื่อสารทันสมัย เขาไม่ฟังเราหรอก เพราะฉะนั้นอย่าได้ใส่เกือกให้กับเสือโดยเข้าไปให้คำแนะนำเลย เสียเวลาเปล่า!

ผมไม่เคยให้ความสนใจ คิดว่ายูไปของยู...ไอไปของไอ แต่ถ้าได้นั่งติดกัน...ก็คุยกันได้


อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็จำเป็นต้องยื่นจมูกเข้าไป อย่างเช่น ตอนที่รถตู้ห้วยทราย-หลวงน้ำทาจอดให้ผู้โดยสารลงฉี่ข้างทาง มีรถตู้อีกคันวิ่งเข้ามาจอด แล้วมีฝรั่งกลุ่มหนึ่งลงมาเจรจาสอบถามด้วยเรื่องอันใดก็ไม่รู้ ผมยืนดูอยู่ห่าง ๆ เห็นว่าสื่อสารกันไม่เข้าใจจึงได้ยื่นหน้าเข้าไป ไม่งั้นคงจะไปไหนมาสามวาสองศอกกันอยู่นาน!  ฝรั่งคนนั้นแค่เพียงอยากรู้ว่าแถวนั้นมี "ห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะ (Sanitary Toilet)" หรือเปล่า การเสือกของผมช่วยให้ทุกคนถึงบางอ้อ แยกย้ายกันเดินทางต่อ!




ลืมถามฝรั่งคนนั้นว่า..ที่เห็นในภาพนั่นจัดว่าเป็น Sanitary Toilet ด้วยอ่ะป่าว? อิอิ

Saturday, March 07, 2009

ข่าวจากพี่อุดม...


เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้เขียนถึงพี่อุดมในบล็อก Travellers Never Stop Dreaming...

ผมได้มีโอกาสเจอพี่อุดมเพียงแค่หนึ่งชั่วคืน แต่การได้ร่วมวงเสวนากับพี่อุดมและคุณอิโต้ซังที่บ้านอาจารย์ประสิทธิ์ (เจ้าของไร่หญ้ารีสอร์ท) ในคืนวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๑ นั้นก็ทำให้ผมได้สัมผัสกับความไม่เหมือนใครของพี่อุดม  เปรียบกันแล้วพี่อุดมก็เหมือนกับพี่โกปอล พี่ชายชาวสิงคโปร์ของผม ทั้งสองคนเป็นนักสู้ชีวิตที่ไม่เคยยอมแพ้ เขาจะไม่ยอมหยุดนิ่งจนถึงวันที่แผ่นดินกลบหน้า พี่โกปอลอาจจะลำบากกว่าตรงที่เพิ่งผ่านวิกฤตซึ่งเกือบทำให้ดวงตามืดบอด แต่พี่อุดมยังแข็งแรงดี ดูจากภาพข้างบนซึ่งถ่ายในขณะที่พี่อุดมและเพื่อนชาวญี่ปุ่นกำลังจะเดินทางออกจากไร่หญ้ารีสอร์ทเมื่อเช้าวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑ จะเห็นลำแข้งที่แข็งแรง พร้อมที่จะแบกเป้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ท้อถอย...

พี่อุดมบอกว่าหลังจากปลดเกษียญจะมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยชีวิตอีกครั้ง ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วผมก็เฝ้าติดตามการผจญภัยของพี่ชายที่แสนดีของผมด้วยใจจดใจจ่อ ด้วยความหวังว่าพี่อุดมจะสามารถก้าวเดินไปตามเส้นทางที่ตนเองใฝ่ฝัน จนกระทั่งวันวานนี้เอง..ผมก็ได้รับอีเมลจากพี่อุดมแจ้งให้ทราบว่าขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางข้ามชายแดนจีนไปยังเวียดนาม หลังจากที่ได้ออกเดินทางจากอุบลราชธานีไปยังปากเซในวันแห่งความรักที่ ๑๔ กุมภาพันธ์เพื่อเริ่มต้นการผจญภัยในประเทศลาวและจีน

จำปาสัก เวียงจันทน์ และหลวงพระบางคือเมืองที่พี่อุดมได้ไปเยือนก่อนที่จะจับรถยนต์โดยสารจากหลวงพระบางไปยัง Meng La, ประเทศจีน รองเท้าของพี่อุดมได้ทิ้งรอยประทับไว้แล้วที่เชียงรุ้ง สิบสองปันนา และคุนหมิง ก้าวต่อไปของนักเดินทางผู้นี้คือประเทศเวียดนามและกัมพูชา

พี่อุดมเขียนว่า...
"....In China a bit hard to travell because they don't speak English and very few English sign.  From Kin Ming to He Kou China border.  Mar.7 I will walk cross the China border to Lao Cai border , Vietnam. Then take a bus to Hanoi.  From Ha Noi to Da Nang and Ho Chi Min City.  From here to Panom Pen and Seam Reap , Cambodia.  Then to Thailand.   I wish to travel with you.  Next time let's travel together.  It' s very interesting to travel alone in Open Communist Countries.  China will be the world super power country in the near future.  Looking forward to see you again....." 
ขอบคุณพี่อุดมที่เตารพรัก ขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ...