Saturday, April 21, 2012

มารายงานตัว...

ผมกลับถึงบ้านที่ลำปางตั้งแต่วันที่ ๑๗ เมษายน แต่ยังเข้ามาโพสต์อะไรไม่ได้ เพราะผมไปแจ้งเลิกใช้งาน HiNet ไว้ตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางแบกเป้ไปลาวและเวียดนาม เช้าวันนี้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเจ้าใหม่ได้มาทำการติดตั้งให้เรียบร้อยแล้ว ผมจึงได้เริ่มต้นคุยกับเพื่้อน ๆ ในบล็อก "ฟังลุงน้ำชาคุย" แล้วก็รีบมาที่นี่ เพื่อจะรายงานตัวกับเพื่อน ๆ ว่า "ผมกลับมาแล้ว"

กลับมาพร้อมกับหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากนำมาถ่ายทอดให้เพื่อน ๆ ผมอยากจะใช้ "บล็อกช่างเหอะ" ตัวนี้เล่าเรื่องการเดินทางของผม โดยปล่อยให้เรื่องของ "งานช่าง" สอดแทรกเข้ามาทุกครั้งที่มีหัวข้อให้เขียน ทั้งนี้เพื่อจะได้เป็นที่ประจักษ์ว่า"ช่างเหอะ" นั้นยังมีตัวตน และยังคงมีน้ำยาอยู่เสมอ!

เริ่มต้นวันนี้ ผมขอพูดเรื่องกล้องถ่ายรูปที่พกพาไปเพื่อบันทึกภาพมาฝากเพื่อน ๆ ก่อนนะครับ


ก็อย่างที่เคยเล่าว่า ผมประมูลกล้อง Canon PowerShot A460 มาในราคา ๖๐๐ บาท มันเป็นกล้องที่ใช้งานได้ดี และถูกใจผมมาก กล้องถ่ายรูปตัวนี้ช่วยทำให้การเดินทางไกลของผมเป็นจริงขึ้นมา!


ภาพข้างบนนี้...เป็นการเริ่มต้นใช้เจ้า Canon บันทึกเรื่องราวการเดินทางซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๕  เวลาประมาณ ๙ โมงเช้า...ขณะนั่งรอเวลารถออก ผมทดลองซูมบันทึกภาพที่อยู่ไกลออกไป  รายละเอียดในเรื่องการเดินทาง...เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟังไปเรื่อย ๆ ตามจังหวะการย่างก้าวไปข้างหน้านะครับ วันนี้ขอพูดเรื่องกล้องถ่ายรูปก่อน


ภาพจักรยานซึ่งมองแทบไม่เห็นผู้ขับขี่ เป็นภาพลำดับที่ ๑๑๗๘ ที่ผมใช้เจ้า Canon บันทึกไว้ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ก่อนที่มันจะเกิดอาการเดี้ยง ใช้งานไม่ได้อีกต่อไป!!  อาการก็คือ...ถ่ายออกมาแล้วภาพเป็นเพียงสีขาว ส่วนโหมดถ่ายวิดีโอยังคงใช้งานได้ ผมเคยอ่านพบอาการเสียเช่นนี้จากเจ้าของกล้อง ๒-๓ ราย รู้ได้ทันทีว่าเจ้า Canon ถึงจุดจบของมันแล้ว!  เข้าใจว่าผมเคลื่อนกล้องอย่างรวดเร็วในขณะที่มันกำลังประเมินผล...หลังจากที่ชัตเตอร์ถูกกด (คำเตือน - อย่ารีบขยับกล้องในขณะที่การบันทึกภาพยังไม่เสร็จสิ้น)

ผมรู้สึกเสียใจ และเริ่มไม่แน่ใจว่าจะเดินทางต่อไปหลวงพระบางตามที่คิดไว้ หรือจะหันกลับสู่เมืองไทยดี!  นักเดินทางผู้ไม่มีกล้องบันทึกภาพอีกต่อไปจะทำอย่างไรดี?  จำได้ว่าหลังจากทราบว่ากล้องเสีย...ผมคอตก ทรุดนั่งอยู่ตรงมุมถนน มองไปยังเนินเขา D1 ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์แห่งชัยชนะเดียนเบียนฟู แล้วปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป...

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ผมนั่งรถโดยสารประจำทางจาก "อุดมไชย ประเทศลาว" มาถึง "เดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม" แล้วครั้งนึง ตอนนั้นพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ผมใช้เจ้า Canon บันทึกภาพไว้มากมาย ถ้าเป็นภาพในมุมกว้าง...ผมก็จะใช้โหมด panorama อย่างที่เห็นนี้


กล้องที่ซื้อมาตัวละ ๖๐๐ บาททำหน้าที่ของมันอย่างดีเยี่ยม!  เดินทางไปจนถึง Sa Pa ผมใช้บันทึกภาพไว้ได้เป็นพันภาพ วันนั้นได้กลับไปเดียนเบียนฟู อีกครั้ง...กำลังมุ่งหน้าไปเที่ยวสงกรานต์ที่หลวงพระบาง พอเกิดปัญหา "กล้องเสีย" ขึ้นมา...แล้วผมจะปล่อยให้เรื่อง "การไม่มีกล้องถ่ายภาพ" เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ได้ทำตามแผนที่คิดไว้เชียวหรือ!



ผมชนะมาค่อนทางแล้ว จะยอมแพ้ไม่ได้!!  ต่อจากนี้ไปภาพสวย ๆ ที่เมืองหลวงพระบางจะถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำของผมไปก่อน หากมีโอกาสได้กลับไปอีกครั้ง...ผมก็คงได้ใช้กล้องถ่ายรูปเก็บภาพไว้อีกครั้ง!

ผมค่อย ๆ ลุกขึ้น เก็บกล้องใส่กล่อง แล้วเดินมุ่งหน้ากลับที่พัก คิดในใจว่า...ถ้าจะหากล้องคู่ใจไว้ออกเดินทางครั้งต่อไป ผมน่าจะหากล้อง compact ที่ไม่ต้องเสียเวลาให้เลนส์ยื่นออก กล่าวคือ...หยิบออกมาแล้ว เปิดสวิชกดถ่ายได้เลย และที่สำคัญคือต้องทนน้ำทนฝนได้ด้วย!

อย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องขอยกย่องเจ้า Canon PowerShot A600 baht เพราะเจอสภาพอากาศแบบใน Sapa เข้า มันก็ยังอดทนรับใช้ผมมาได้ตั้งหลายวัน!


ผมกำลังคิดไปไกลถึงกล้องอย่าง Olympus Tough TG-610

มันต้องอย่างนั้น ถึงจะอึดได้เหมือนผม ฮา...

Sunday, April 01, 2012

เตรียมพร้อม...

แน่นอนแล้วว่า...เช้าวันที่ ๔ เมษายน เวลา ๘.๓๐ น. ผมจะเดินทางออกจากสถานีขนส่งอาเขตเชียงใหม่ ด้วยรถเมล์เขียว (Green Bus) มุ่งหน้าสู่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะถึงจุดหมายปลายทางในเวลา ๑๕.๐๐ น.



ผมซื้อตั๋วไว้เรียบร้อยแล้วครับ ค่าโดยสาร ๒๑๑ บาท ทุกวันนี้บริษัทเดินรถส่วนใหญ่ใช้ระบบออนไลน์เชื่อมโยงกันหมด เราจึงสามารถซื้อตั๋วโดยสารจากจุดขายในต่างจังหวัดเตรียมไว้ล่วงหน้าได้เลย ที่สถานีขนส่งลำปาง ห้องขายตั๋วของ Green Bus อยู่เด่น ไม่รวมกับของบริษัทอื่น หาได้ง่ายครับ....


 ถ้าเพื่อน ๆ มีบัตรสมาชิก Green Bus ก็ยื่นให้พนักงานขายด้วยนะ


การจองตั๋วล่วงหน้าหลาย ๆ วันช่วยทำให้เพื่อน ๆ มีที่นั่ง ยิ่งใกล้วันหยุด คือวันจักรีที่ ๖ เมษายน และกำลังจะเข้าช่วงสงกรานต์ จะไปหวังซื้อตั๋วที่ต้นทางแล้วออกเดินทางเลย...คงจะลำบากอยู่ไม่น้อย  "เต็มแล้วค่า...มีตั๋วยืนเอามั้ย?..." เป็นประโยคที่ผมได้ยินบ่อย ๆ

คราวนี้ผมจองตั๋วไว้ล่วงหน้า ๔-๕ วัน ยังมีที่ว่างให้เลือกนั่ง เหมือนกับจองที่นั่งบนเครื่องบิน...พนักงานขายให้ผมดูผังบนจอคอมพิวเตอร์ แล้วบอกให้ผมเลือกที่นั่งตามใจชอบ สำหรับผมมีหลักคิดในการเลือกที่นั่งดังนี้
  • พยายามหลีกเลี่ยงที่นั่งทางด้านขวามือ คือพวกอักษร C และ D  (ผมเคยได้ข่าวนักศึกษาเมเจอร์ภาษาอังกฤษคนหนึ่งเดินทางกลับบ้านในต่างจังหวัด ได้นั่งด้านขวา...ติดกับฝรั่งนักเดินทาง ขณะเพลิดเพลินกับการคุยภาษาอังกฤษ...รถที่โดยสารไปเกิดเฉี่ยวกับรถขุด คมโลหะจากที่ตักดินกรีดผ่านตัวถังรถทางด้านขวา ทำให้นักศึกษาท่านนั้นเสียชีวิตทันที)
  • ไม่เลือกนั่งข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นด้านหลังคนขับ หรือทางซ้ายใกล้ประตูหน้า (หากเกิดรถชนกัน โอกาสที่จะพุ่งไปข้างหน้า แล้วเอาศีรษะไปกระแทกกับกระจกหน้าเป็นไปได้สูง ถ้าหากไม่ทันได้ระวังตัว)
  • ไม่เลือกนั่งด้านหลัง เพราะจะรู้สึกว่ารถกระเทือนมากกว่าปกติ
  • หากมีที่ว่าง ให้เลือกนั่งทางด้านซ้าย ประมาณช่วงกลาง ๆ
เป็นหลักคิดของผมเท่านั้นนะ อาจไม่ถูกต้องหรือตรงกับของคนอื่น ผมคิดอย่างนี้ก็เลยเลือก window seat 7A

พูดถึงเรื่องการจัดของ ผมเตรียมไว้เกือบพร้อมแล้ว เท่าที่นึกได้มีดังนี้ครับ...
  • ยาประจำตัว
  • ยาหยอดตา
  • น้ำตาเทียม
  • เสื้อจิงโจ้ ๓ ตัว
  • กางเกงขาสั้น ๒ ตัว
  • กางเกงยีนส์ผ้าลูกฟูกขายาว ๒ ตัว (ลงเป้ ๑ ใส่เดินทาง ๑)
  • เสื้อยืดคอกลม ๔ ตัว
  • เสื้อเชิ้ตแขนสั้น มีสองกระเป๋า ๑ ตัว
  • กางเกงใน ๓ ตัว
  • ผ้าขนหนู ๑ ผืน
  • ผ้าเช็ดตัว ๑ ผืน
  • ผ้าเช็ดหน้า ๒ ผืน
  • ถุงเท้า ๓ คู่
  • รองเท้าผ้าใบ ๑ คู่
  • รองเท้าฟองน้ำ ๑ คู่
  • ถุงนอน 
  • เต๊นท์
  • เชือกฟาง
  • แว่นตา + กล่อง + ผ้าเช็ด
  • กล้องถ่ายรูป Canon PowerShot A460 พร้อมกล่องและสายคล้องคอ
  • ถ่านAA สำรอง + ที่ชาร์จ 
  • โทรศัพท์มือถือ + ที่ชาร์จ
  • สาย mini US
  • Swiss Knife
  • ที่โกนหนวดพร้อมใบมีด
  • สบู่ + แชมพู
  • แปรงและยาสีฟัน
  • หนังสือเดินทาง เอกสารสำคัญ กระเป๋าตังค์ 
  • เงินไทยและ US Dollar 
  • คัมภีร์นักเดินทาง ๑ ปึก
  • หนังสือ ๒ เล่ม
  • สมุดจดบันทึก ๑ เล่ม
  • ปากกา Rotring (เติมหมึกเต็ม)
  • โปสการ์ดและแสตมป์
  • ไฟแช๊ก
  • กระติกน้ำ ๑ ใบ
  • ช้อน ๑ คัน
  • กระดาษทิซซู่ ๑ ม้วน
  • เสบียงเท่าที่นำไปได้ 
ก็ยังคงมีบางอย่างที่ผมไม่ได้ลงรายการไว้ โชคดีที่หลังการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาทั้ง ๒ ข้าง...ทำให้ผมไม่ต้องพก contact + น้ำยา รวมทั้งแว่นตาสำรองหนาเตอะไปด้วย ชีวิตการเดินทางของผมสะดวกสบายขึ้นเยอะครับ ตื่นมาก็มองเห็นภาพที่ชัดเจนแจ่มใส ไม่ต้องควานหา contact lens หรือแว่นตามาสวม ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยให้ผมมีวันนี้...



ไปลาวคราวนี้ผมตั้งใจว่าจะไม่พก Tuning Level ไปด้วย แต่ถ้าเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือประเทศอื่น ผมจะนำใส่เป้ไปด้วย พร้อมกับอุปกรณ์อื่นอีก ๒-๓ ชิ้น ตัวค้อนเป็นเครื่องมือตั้งสายเปียโนกระชับมือที่สามารถใช้ป้องกันตัวได้ เจอสัตว์ร้ายก็ใช้ต่อสู้ได้ดีกว่าใช้มือเปล่า เผลอ ๆ ไปเจอเปียโนเพี้ยน ๆ อาจช่วยตั้งสายให้ แล้วได้อาหารและที่พักฟรี พร้อมมิตรภาพจากเจ้าของเปียโน (เหมือนกับที่ผมประสบมาแล้วในออสเตรเลีย)

ไม่เอา accordion ไปด้วยแน่นอน มีแต่จะคอยหาดูในร้านขายของเก่า ถามหาหีบเพลงดี ๆ ซักดัว! 

เอาล่ะ เพื่อน ๆ ที่รักครับ พรุ่งนี้ผมคงไม่ได้ออนไลน์และเขียนอะไรอีก ขอบคุณที่ติดตามอ่าน ระหว่างการเดินทาง หากมีโอกาสได้เข้า internet cafe ผมจะอัพเดทที่ "บล็อกช่างเหอะ" แห่งนี้ เนื่องจาก blogspot ใช้งานง่ายและอัพโหลดได้รวดเร็วว่า WordPress

ขอให้มีความสุขนะครับ....

เรื่องของฮาร์ดดิสก์

ขอต้อนรับสู่เดือนเมษายน...เดือนซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดวิกฤต  เมื่อวานนี้ผมเขียนผิด...บอกว่าจะต้องเดินทางผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม เช้านี้มาอ่านดูอีกที โห...เขียนผิดนี่หว่า ความจริงต้องเป็น "ตะวันตกเฉียงเหนือ"   ต้องขออภัย...ทำการแก้ไขแล้วนะ


ถ้าเพื่อน ๆ พบข้อผิดพลาดในบล็อกของผม โปรดกรุณาทักท้วงด้วย ผมจะได้แก้ไข ไม่ปล่อยให้มันผิดอยู่อย่างนั้นไปจนตาย...

จริง ๆ แล้ว วันนี้ผมอยากจะคุยเรื่อง "การจัดของลงเป้" ก่อนที่จะออกเดินทางตามแผนที่วางไว้ แต่พอดีมีเรื่องเกี่ยวกับ "การซื้อฮาร์ดดิสก์" ซึ่งอยากจะนำมาเล่า เพื่อแบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อน ๆ ก็เลยต้องขอลัดคิวก่อน กล่าวคือ ในการหาซื้อฮาร์ดดิสก์มาใช้เก็บข้อมูลซึ่งมีอยู่มากมาย ถ้าเพื่อน ๆ สามารถหลีกเลี่ยงการซื้อของมือสองมาใช้ได้ ผมก็อยากแนะนำให้ซื้อของใหม่จากร้านจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้มากกว่า ผมโง่มานาน...เคยคิดแต่จะซื้อของถูกลูกเดียว เที่ยวประมูลซื้อฮาร์ดดิสก์มาใช้เก็บข้อมูลของตัวเอง แล้วผลที่ตามมาก็คือซากฮาร์ดดิสก์จำนวนมากมายซึ่งวางกองซ้อนให้เห็น สร้างความปวดกระดองใจมาจนถึงทุกวันนี้...

ไม่คุ้มหรอก...กว่าสินค้าจะส่งมาถึงมือเราก็เสี่ยงไม่น้อยแล้ว (แม้ผู้ขายจะบอกว่าแพ็คให้อย่างดีก็ตาม) บุรุษไปรษณีย์เค้าไม่ได้จับวางอย่างถนุถนอมเหมือนเวลาไปซื้อไข่ไก่หรอกครับ ถูกจับโยน...บางทีเจ้าฮาร์ดดิสก์ก็เกิดอาการเซ็งในชีวิตได้เหมือนกัน พอนำมาใช้งานได้ไม่นาน..อาจตัดช่องน้อยแต่พอตัว ไม่ยอมทำงานต่อ หรือบางทีก็งอแงอิดออด ทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล!

ซื้อของมือสองอย่างนั้น แม้ว่าผู้ขายบอกว่ายังมีประกันเหลืออยู่ แต่ก็ไม่ใช่ง่ายที่จะนำสินค้าไปเคลม!

ซื้อของใหม่จากร้านที่อยู่ใกล้บ้านเถอะครับ!  ผมก็เพิ่งคิดได้ หลังจากดักดานมาซะนาน หมดเงินไปไม่รู้ว่าเท่าไหร่แล้ว ตัวละพันกว่า สองพันกว่า ในสมัยที่ฮาร์ดดิสก์ราคาแพง ไม่อยากคิดให้ปวดหมองครับ!

ล่าสุดนี้ ฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อ Samsung ขนาด 1TB ผมซื้อมาจาก The System Lampang ใช้ได้ไม่ถึงปีก็เสีย ผมพยายามกู้ข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่มันจะเดี้ยงสนิท ต้องยอมตัดใจกับไฟล์ดี ๆ ที่ยังตกค้างอยู่กว่าครึ่ง...

นอกเหนือจากการกู้ข้อมูลแล้ว อย่าทำอย่างอื่นนะครับ ยิ่ง Low Level Format ยิ่งทำไม่ได้เลย เพราะสินค้าจะเคลมไม่ได้ เพื่อน ๆ ไม่ต้องทำอะไรแล้ว นำอุปกรณ์ออกจากเครื่อง ปัดฝุ่นทำความสะอาดแล้วใส่กลับลงไปในเคสพลาสติกที่ใช้บรรจุมาแต่แรก แล้วรีบบึ่งรถไปร้านจำหน่ายโดยไม่รอช้า...

ตอนที่ผมนำฮาร์ดดิสก์ไปเคลม ก็ไม่เห็นเรื่องมากเหมือนที่คาดคิดไว้ แค่ถามว่าอาการเสียเป็นเช่นไร ผมบอกสั้น ๆ ว่า "มี bad" เค้าขอชื่อและเบอร์โทรผู้ส่งเคลมไว้ แล้วป้อนข้อมุูลลงในคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะพิมพ์ใบรับสินค้าเคลมออกมอบให้ผมเก็บไว้  ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเคลมทำให้ผมดีใจ จนลืมเรื่องข้อมูลที่สูญเสียไป แทบไม่ได้สนใจกับคำพูดของผู้รับเคลมที่ว่า "ถ้าเป็นฮาร์ดดิสก์ก็ช้าหน่อยนะ อย่างน้อยก็ ๑ เดือน..."

หุหุ สำหรับเจ้า Samsung 1TB ของผม มันใช้เวลาเกือบ ๓ เดือนแน่ะ!!!  เมื่อวานนี้ผมได้รับสินค้าเคลมคืนมาแล้วครับ เป็นตัวใหม่เลย เค้าเขียนบอกในใบส่งสินค้าเคลมว่า "เปลี่ยนตัวใหม่"


รู้สึกดีใจครับ...ก็เลยอยากบอกเพื่อน ๆ ว่า ถ้าเป็นฮาร์ดดิสก์ให้ซื้อของใหม่จะดีกว่า และถ้าเกิดเสีย ภายในกำหนดรับประกัน ก็ส่งเคลมเลย อย่าคิดทำการซ่อมหรือแก้ไขด้วยตนเองด้วยวิชา "ช่างเหอะ" โดยเด็ดขาด!!

ต้องใช้ความอดทนในการรอคอย และไม่ทำใบรับสินค้าเคลมหายเท่านั้นเอง!

Saturday, March 31, 2012

คัมภีร์นักเดินทาง...

ได้ข้อสรุปแล้วครับว่าผมจะมุ่งหน้าไปเวียดนามโดยผ่านลาวเหนือ แต่ไม่มีเป้าหมายตายตัวว่าต้องไปสิ้นสุดตรงไหน มีเวลาแค่สองสัปดาห์...ผมอาจจะไปไม่ถึงฮานอย หากเสน่ห์ของหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบทของลาวหรือเวียดนามมีมากพอที่จะดึงผมไว้ได้หลาย ๆ วัน อย่างไรก็ตามผมได้ปักหมุดลงในแผนที่แล้วว่าทิศทางการย่างก้าวของผมจะมุ่งไปทางไหน...

เชียงใหม่ - เชียงของ - ห้วยทราย - หลวงน้ำทา - อุดมไชย - เมืองขวา - เบียนเดียนฟู - ซาปา - เลาไก - แล้วนั่งรถไฟไปฮานอย นั่นคือเส้นทางที่รอยู่เบื้องหน้า ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ แล้ว...ผมอาจจะไปได้เพียงแค่ครึ่งค่อนทาง แล้วหยุด! ไม่ไปต่อ!  ถ้าหากตรงนั้นมีอะไรน่าสนใจมากกว่าในเมืองหลวง

ผมอยากจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสบาย ๆ ไม่เร่งรีบไปยังจุดหมายปลายทางที่วางไว้ ผมรู้ดีว่า...ไม่ว่าไปที่ไหน ผมก็จะต้องมีภาพถ่ายและเรื่องราวมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังได้เสมอ!

เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ผมคงต้องเตรียมจัดของลงเป้แล้วล่ะ งานแรกที่ลงมือทำในวันนี้ คือการเตรียมข้อมูลสำหรับการเดินทาง   "คัมภีร์นักเดินทาง" ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดก็คงไม่พ้น Lonely Planet  ผมค้นหากระดาษ A4 ใช้แล้วที่ยังเนื้อที่ว่างด้านหลังออกมาจากกล่องเก็บ แล้วสั่งพิมพ์เอกสารที่จะพกติดตัวไว้เป็นข้อมูลในการเดินทาง ด้วยการค่าตั้งเครื่องพิมพ์ดังนี้...


การวางแนวให้อยู่ในตำแหน่งแนวนอน(D) และพิมพ์ด้วยเฉดสีเทา

นั่นไง...ได้คัมภีร์นักเดินทางออกมาแล้ว!



ข้อมูลลาวเหนือผมเคยพูดถึงครั้งนึงแล้ว (ดาวน์โหลดได้ ที่นี่) ส่วนรายละเอียดของฮานอยนั้นมีมากหน่อย ต้องใช้กระดาษ ๒๒ แผ่น (ดาวน์โหลดได้ ที่นี่)


เส้นทางจากลาวไปฮานอยจะต้องผ่านทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม  ดังนั้น "Northwest Vietnam" จึงจำเป็นต้องมีไว้เพื่อศึกษาเส้นทาง (คลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่)

ไม่สิ้นเปลืองอะไรเพราะใช้กระดาษ recycle ผมสั่งพิมพ์เรื่อง "ภาษาเวียดนาม" เพื่อนำติดตัวไปด้วย (ดาวน์โหลดได้ ที่นี่)

ก่อนปิดเครื่องพิมพ์และเครื่องสแกน...ก็นำหนังสือเดินทางออกมาถ่ายเอกสารหน้าแรกไว้ซัก ๒-๓ ใบ เพื่อแยกเก็บไว้ต่างหาก เวลามีปัญหาเรื่องหนังสือเดินทางหายจะได้ใช้เป็นหลักฐาน


เรียบโร้ย!...ผมมีคัมภีร์นักเดินทางไว้พร้อมแล้ว!

Friday, March 30, 2012

ซ่อมเป้...

เช้านี้ผมคิดถึงเจ้ากระติกน้ำสแตนเลสที่เคยใส่เป้พกพาไปด้วย ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ค้นหาทั่วบ้านก็ไม่เจอ!  ผมเกือบจะสิ้นหวังซะแล้ว พอดีฉุกคิดได้ว่าบางทีอาจจะอยู่ที่เจ้าโต (รถโตโยต้าคราวน์ทึ่จอดทิ้งไว้นานแล้ว) ผมลงไปดู...แล้วยิ้มออก  มันอยู่ที่นั่นจริง ๆ! 


ต้องนำมาล้างก่อนครับ....



สำหรับคอกาแฟ น่าจะพกไปด้วยนะ...

ผมอยากจะถ่ายภาพการพกพากระติกลงในช่องบรรจุด้านข้างเป้   ว้า...รูดซิปไม่ได้!


อย่าใจร้อนครับ ถ้าใช้แรงดึงอาจทำให้ซิปแตกได้!  ช่างเหอะไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่ไปหยิบกระป๋อง Sonax มา เขย่ากระป๋อง ๒-๓ ที แล้วพ่น "ฟืด ๆ" ลงไปที่ซิปนั่น...


 ผมฉีด Sonax แล้วลองรูดซิปดู  มันสามารถเปิดออกได้อย่างง่ายดาย!


ผมนำกระติกใส่ลงไป เปิดให้ดูกว้าง ๆ แล้วถ่ายภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ดู

ปรับเป็นภาพสีน้ำ...
อย่าลืมฉีด Sonax ให้กับซิปอีกข้างนึงด้วยนะครับ แม้ว่ามันจะไม่ติดก็ตาม

วันนี้คุยเรื่อง "ซ่อมเป้" พรุ่งนี้ยังไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะต้องซ่อมอะไรอีก (ฮา)

Thursday, March 29, 2012

เต็นท์...ติดตัวไปด้วยก็ดี

ความแน่นอนมีมากกว่า 50% แล้วครับ...สำหรับการแบกเป้ท่องเที่ยวของผม!  ตอนนี้กล้องถ่ายรูปก็มีแล้ว (อาจต้องซื้อถ่านแบบ rechargeable เพิ่มอีกสัก ๒ ก้อน)  backpack พร้อม!  ถุงนอนพร้อม!  กล้วยตาก ๗ แดดก็พอมี!   

เงินประมาณ ๑ หมื่นบาทเป็นงบเดินทางก็คงพอจัดสรรได้ครับ ผมคิดเสียว่า...กลับมาแล้วค่อยโหมทำงานใช้หนี้ก็ได้  จะรอให้ขายบ้านได้เสียก่อนแล้วค่อยไป...คิดว่าไม่ดีแน่!  เพื่อน ๆ มาให้กำลังใจกันหน่อยเด้อ ช่วยแนะนำด้วยว่าผมควรไปไหนดี?  เอาแค่ ๒ อาทิตย์พอครับ แล้วต้องไม่ติดปีกด้วยนะ!

คราวก่อนผมเดินทางโดยรถไฟไปยังสิงคโปร์ ใช้เวลา ๒ สัปดาห์ หมดเงินไป ๙ พันบาท (รวมค่าของฝากด้วย) มาครั้งนี้มีงบประมาณและระยะเวลาพอ ๆ กัน..ผมจะเลือกไปไหนดี?  ไปลาวเหนือ...แล้วหาทางลุยต่อไปให้ถึงฮานอยหรือดานังดีไหมเอ่ย?

หรือว่าไปขอดูงานในโรงเรียนประถมบ้านนอกของลาวดีไหม?

อยากได้ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศลาวจาก Lonely Planet (มี ๓๙ หน้า) สามารถคลิกโหลดได้ ที่นี่ ครับ

ที่แอบคิดหวังไว้ในใจ คืออยากแอบปั่นจักรยานจากสุไหงโก-ลก ไปสิงคโปร์โดยใช้เส้นทางฝั่งตะวันออกของมาเลเซีย ซึ่งมิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การปั่นแค่วันละ ๖๐-๗๐ กิโลเมตร..แล้วพักเที่ยวตามจุดต่าง ๆ ทางชายฝั่งด้านตะวันออกของมาเลเซียแบบไม่เร่งรีบนั้น ไม่หนักหนาสาหัสเกินไปสำหรับผู้สูงวัยที่ใจถึง!
เพียงแต่ว่า trip จักรยานจะต้องจัดหาอุปกรณ์และใช้เวลาเตรียมตัวมากกว่านี้...

ผมก็เลยคิดถึงลาวเหนือและเวียดนามแทน!  อืมมม...ถ้าไปเช่นนั้น ผมควรต้องนำเต็นท์ติดตัวไปด้วย เราไม่หรอกรู้ว่าวันใดอาจมีความจำเป็นต้องตั้งเต็นท์พักแรมที่ไหนสักแห่งหนึ่งบนหนทางอันยาวไกล!  มีไปด้วยก็ใช่ว่าจะลำบากยากเย็นอะไร! 

เต็นท์ของผมอายุพอ ๆ กับถุงนอนเลยครับ  ป้า Alice ส่งมาให้จากแคนาดา..เมื่อ ๒๐ ปีเห็นจะได้! ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในสภาพดี พร้อมที่จะนำออกลุยได้ทุกเวลา ผมลองนำมันมาผูกติดกับเป้ให้เพื่อน ๆ ได้เห็นดังนี้...


ถ้าไปค้างแรมในอุทยานแห่งชาติหรือตามรีสอร์ทต่าง ๆ การตั้งเต็นท์นอนจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ทำให้ได้อยู่กับธรรมชาติและใช้ชีวิตด้วยความเรียบง่าย อย่างเช่น ที่ผมไปตั้งเต็นท์นอนในไร่หญ้ารีสอร์ท ร่วมกับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนลำปางกัลยาณีเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว...

 ที่พักในออสเตรเลีย บางแห่งก็สามารถตั้งเต็นท์นอนได้ อย่างเช่นภาพนี้...



สรุปแล้ว แบกเป้ครั้งนี้...ผมน่าจะนำเต็นท์ติดตัวไปด้วย

เพื่อน ๆ เห็นด้วยมั้ยครับ? 

Wednesday, March 28, 2012

ทดสอบกล้องตัวใหม่

ต้องขออภัย...เมื่อวานนี้ HiNet ของ CAT ใช้งานไม่ได้ทั้งคืน ผมจึงไม่ได้เข้ามาคุยกับเพื่อน ๆ  วันนี้เข้าเน็ตได้ตามปกติ...ผมอยากจะคุยเกี่ยวกับเรื่องกล้องถ่ายรูป

ขอย้อนความก่อนว่า ผมชอบเล่นกล้องมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก กล้องตัวเเรกที่ได้เป็นเจ้าของก็คือเจ้า Kodak Instamaic 100 ซึ่งมีหน้าตาอย่างที่เห็นในภาพ....


จากนั้นมาผมก็ใช้กล้องอีกหลายตัว ชึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ จนกระทั่งถึงยุคติจิตอล...ผมตัดสินใจควักเงินหลายพันบาทซื้อกล้องยี่ห้อ Polaroid ซึ่งถือว่าเป็นกล้องดิจิตอลตัวแรกของผม...มาทดลองใช้ 



ดูเหมือนว่าผมได้เป็นผู้บุกเบิกซึ่งมีโอกาสก้าวไปข้างหน้าได้อีกไกล แต่ผมกลับหยุดอยู่ตรงจุดเริ่มต้น เหมือนเช่นตอนได้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่ใช้ cpu 8088 กับระบบ Dos ที่ซื้อมาในราคา ๒๕,๐๐๐ บาท ถ้าจากจุด ๆ นั้น...หากผมสานต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ทุกวันนี้ผมก็คงมีอะไรที่ดีกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่านัก!

พูดถึงเรื่องกล้อง....ผมบอกได้อย่างไม่อายว่าในชีวิตนี้ผมยังไม่เคยใช้กล้องดิจิตอล SLR ชนิดที่เปลี่ยนเลนส์ได้เลยครับ แค่สัมผัสหรือยกขึ้นมาส่องผ่านช่อง viewfinder ก็ยังไม่เคยด้วยซ้ำ (อ่อ...เคยลองจับกล้องตัวหนัก ๆ ของคุณเมธีที่วัดพระแก้วฯ เข้าใจว่าจะเป็นกล้องฟิล์ม แต่ถ้าเป็นกล้องดิจิตอลก็ต้องขออภัยที่เข้าใจผิด) ผมได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งผมอาจได้เป็นเจ้าของกล้องอย่างนั้นบ้าง แต่ก็ยังเกรงว่าเมื่อถึงวันนั้นเชื้อไฟที่มีอยู่อาจจะดับไปแล้วก็ได้!!!

ถ้าเพื่อน ๆ ติดตามอ่านบล็อกช่างเหอะมาสักระยะ คงทราบว่าผมเคยปรารภว่า จะต้องรีบหากล้องถ่ายรูปตัวใหม่ให้ได้ ก่อนที่จะแบกเป้ออกเดินทางในเดือนหน้านี้  วันนี้ผมได้มาแล้วครับ....


กล้อง Canon PowerShot A460 ขนาด 5 Megapixels ภาพนี้เป็นภาพที่ลงไว้ในเว็บ pramool.com...

ผมประมูลได้มาในราคา ๖๐๐ บาท เมื่อวานนี้ไปรับสินค้าซึ่งส่งมาให้ทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษแล้ว...


กล้องสภาพค่อนข้างใหม่ ใช้งานได้ดี ผู้ขายแพ็คไว้เป็นอย่างดี และแถมถ่าน AA แบบอัลคาไลน์มาด้วย ๒ ก้อน...

ผมใช้ถ่าน AA แบบ rechargeable ที่มีอยู่ใส่ลงไปแล้วเปิด switch  ภาพที่ปรากฏบนจอ LCD ขนาด ๒ นิ้วนั้นสดใสกว่าที่ผมเคยเห็นจากกล้อง Olympus Mju 20 ซึ่งพังไปแล้ว ได้เห็นเป็นครั้งแรก...ผมก็เกิดความพอใจ!   

สำหรับการถ่ายภาพนิ่ง กล้องตัวนี้สามารถตั้งความละเอียดได้หลายระดับดังนี้  
Large: 2592 x 1944 pixels
Middle 1: 2048 x 1536 pixels
Middle 2: 1600 x 1200 pixels
Small: 640 x 480 pixels
Widescreen: 2592 x 1456 pixels


ส่วนภาพเคลื่อนไหวมีดังนี้
640 x 480 pixels (10 frames/sec.)
320 x 240 pixels (30 frames/sec.)

ต้องทดสอบดูหน่อย.....








Canon ตัวนี้ให้ภาพที่สว่างดี

ภาพนี้วัดแสงตรงจุดที่แสงเข้ามาทางหน้าต่าง

ความชัดเจนใช้ได้เลยนะ...


ลองถ่ายคีย์เปียโน...

แล้วลองใช้โหมดถ่ายใกล้...

ลองถ่ายภาพนักเรียนที่มาเรียนทฤษฎีดนตรี...

ถูกใจที่สุดตรงที่มีช่อง viewfinder...ผมปิดสวิชจอภาพแล้วมองผ่านทางช่อง viewfinder มีความรู้สึกเหมือนกับใช้กล้องฟิล์มในอดีต!


วันนี้พูดเรื่องกล้องถ่ายรูป ผมจึงอยากนำนิตยสาร Outdoor Photograph ฉบับล่าสุด (April 2012) หนา ๕๙ หน้ามาฝาก ในเล่มมีเรื่องของกล้องและเลนส์รุ่นใหม่ ซึ่งน่าสนใจสำหรับเพื่อน ๆ ช่างภาพด้วย สามารถคลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับ

เพื่อน ๆ ที่รักครับ ตอนนี้ผมมีกล้องสำหรับใช้บันทึกภาพในการเดินทางแล้ว อีกไม่นานคงได้ออกลุยไปถ่ายภาพมาให้เพื่อนได้ดู...

Monday, March 26, 2012

เคล็ดลับเรื่องของผัก


ผมมีนิตยสาร "หมอชาวบ้าน" ฉบับที่ ๑๗๐ เดือนมิถุนายน ๒๕๓๖ อยู่บนชั้นหนังสือ วันนี้ได้นำออกมาอ่าน รู้สึกชื่นชอบคอลัมน์ "รู้ก่อนกิน" ซึ่งเขียนโดย "เด็กหญิงส้มโอ" ในหัวข้อ "เคล็ดลับเรื่องของผัก" ในหน้าที่ ๗๖-๗๘  ผมเห็นว่ามีประโยชน์ดี จึงอยากจะขออนุญาตนำมาเก็บไว้ที่นี่ครับ...

"เด็กหญิงส้มโอ" ให้ความรู้ไว้ดังนี้...

 ชะอมเป็นพืชที่มีหนามตามเถาและก้านใบ ปลายหนามจะงอกลงทางด้านโคนต้นและโคนก้านใบ ฉะนั้นเวลารูดชะอมจึงต้องรูดจากปลายก้านไปหาโคนก้าน เพื่อป้องกันโดนหนามเกี่ยว เวลาจะซื้อก็ต้องเลือกที่สด ๆ ลองเขย่าดูเบา ๆ ถ้าไม่มีใบร่วงก็ใช้ได้...
 

หัวปลีก่อนกินต้องลอกกาบชั้นนอกกับดอกเล็ก ๆ ที่จะกลายเป็นกล้วยออกทีละชั้นจนถึงชั้นที่มีสีขาว จะได้ไม่เหนียว รสก็ไม่ฝาดมาก หากจะนำมาทำยำให้หั่นบางที่สุดตามขวางหัว แล้วแช่ในน้ำส้มมะขามเปียกหรือน้ำมะนาว ต้องคอยกดให้จม มิฉะนั้นหัวปลีจะดำ (สูตรนี้ใช้ได้กับผักทุกชนิดที่ปอกหรือหั่นทิ้งไว้แล้วจะดำ)  ถ้าอยากกินแบบเผา ต้องอย่าเพิ่งลอกเอากาบออก เผาให้สุกจนนิ่มทั่วกันดีแล้ว จึงลอกเอากาบนอกที่เหนียวและแก่ออก ให้เหลือแต่อ่อน ๆ
 
 มะระนำมาทำอาหารได้หลายอย่างทั้งต้มและผัด และมีรสชาติที่เฉพาะตัวคือความขม หากใครไม่ชอบรสขมมาก ก็ให้นำมะระไปต้มกับน้ำเกลือ แล้วรินน้ำทิ้ง ๑ ครั้ง  

 วิธีเลือกซื้อบวบ คือให้เลือกที่มีสีเขียวสด หัวขั้วยังเขียวสดอยู่ เหลี่ยมนูนชัดและคม จับดูจะนิ่ม เวลาจะนำไปปรุงอาหารควรปอกเปลือกแค่พอลบเหลี่ยม จะทำให้มีรสชาติหวานอร่อย
 หน่อไม้ฝรั่งมีหลายชนิด ชนิดสีเขียวขณะที่ยังอ่อนอยู่จะไม่มีเสี้ยนมาก เวลาเลือกให้ดูที่ก้านจะคล้ายกับดอกกุยช่าย ถ้าแก่เปลือกจะเหนียวมาก เวลาปรุงจึงต้องปอกเปลือกก่อนเพื่อช่วยไม่ให้เหนียว เวลาซื้ออย่าซื้อครั้งละมาก ๆ เพื่อเก็บไว้กินหลาย ๆ วัน เพราะเปลือกที่บาง เขียว นุ่ม จะแก่และหนาขึ้น มีเสี้ยนมากขึ้น ทำให้เหนียว ไม่อร่อย
ถั่วลันเตา เลือกฝักที่ยังเขียวสด ฝักแบน ไม่พอง เส้นของฝักเล็ก ก่อนนำไปประกอบอาหารต้องลอกเส้นขอบฝักทั้ง ๒ ข้างออกเสียก่อน เพราะส่วนนี้จะเหนียวและเเข็ง ไม่อร่อย

 มะเขือพวงนิยมนำมาใส่ในน้ำพริกและแกง หากใส่ในน้ำพริกไม่ควรใส่มาก เพราะจะมีรสขื่นนิด ๆ ขมด้วย แต่ถ้าใส่ในแกงเขียวหวาน ก่อนใส่ให้นำมะเขือพวงมาบุบพอแหลกแล้วแช่น้ำ เมล็ดจะลอยขึ้นมา เมื่อนำไปใส่แกงจะไม่ทำให้น้ำแกงดำ ไม่ขม และยังช่วยให้น้ำแกงเข้าเนื้อด้วย
คะน้ามีด้วยกันหลายพันธุ์ พันธุ์ที่ลำต้นอวบใหญ่ ใบถี่และกว้าง ใบเป็นคลื่นเล็กน้อย เมื่อนำมาประกอบอาหารจะอร่อยกว่าพันธุ์ที่มีลำต้นสูงเพียว ใบห่าง และค่อนข้างเรียบ นอกจากนี้คะน้ายังเป็นผักที่สามารถดูดซึมสารพิษได้ดี จึงควรล้างหลาย ๆ ครั้ง ก่อนนำมาปรุงอาหาร
 
ในเห็ดฟางมีกรดกลูตามิก ซึ่งเป็นกรดชนิดเดียวกับที่มีในผงชูรส อาหารที่ประกอบด้วยเห็ดฟางจึงมีรสชาติหวาน อร่อย  นอกจากนี้ในเห็ดฟางยังมีไนอะซินสูงอีกด้วย มีประโยชน์คือช่วยป้องกันโรคผิวหนังหยาบ ปากอักเสบ และลิ้นบวมแดง...  เวลาเลือกก็ควรเลือกดอกที่กำลังจะตูมจะดีกว่าดอกบาน เพราะเนื้อจะหวานกรอบกว่า หากเหลือจะเก็บไว้กินวันอื่นก็กลัวดอกจะบานและดำ ก็ให้นำเห็ดมาลวกน้ำเดือดเสียก่อนจึงแช่เย็น เท่านี้ก็ทำให้เก็บเห็ดคงสภาพเดิมได้นานขึ้น

เผือก ส่วนที่ใช้กินคือ ราก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหัว...(เช่นเดียวกับหัวมัน หัวผักกาด) เผือกมีผิวที่สากมือ และเป็นขน ทำให้คันมือ ก่อนปอกให้นำเผือกไปผิงไฟสักครู่ แล้วจึงนำมาปอก  พืชที่มีหัวประเภทเผือก แครอต หัวผักกาด หากต้องการเก็บไว้ ให้ตัดใบออกให้หมดก่อน มิฉะนั้นความหวานในหัวจะลดลง...
วันนี้ผมนั่งเคาะแป้นพิมพ์นำบทความของคุณส้มโอมาบอกต่อ โดยใช้ภาพประกอบจากทางอินเทอร์เน็ต (มิใช่เพราะขี้เกียจเขียนเรื่องของตัวเองนะครับ) เพราะเห็นว่าบทความนี้มีสาระที่เป็นประโยชน์ (ขอขอบคุณผู้เขียนและเจ้าของภาพพืชผักที่ผมนำมาใช้ด้วยครับ)



วันนี้...ขอนำนิตยสาร New Zealand Gardener ฉบับล่าสุด เดือนมีนาคม มาฝากด้วย ๑ เล่ม เพื่อน ๆ คลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับผม...

กำลังจะปลูกผักกินเองอยู่พอดีครับ!

Sunday, March 25, 2012

เตรียมเสบียง..ก่อนออกเดินทาง

วันนี้ขอคุยเรื่องการแบกเป้ท่องเที่ยวอีกซักวันนะครับ จริง ๆ แล้วถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่เบื่อ...ผมก็อยากจะเขียนต่อในเรื่องการเตรียมตัวออกแบกเป้ของผม ซึ่งค่อนข้างจะไม่เหมือนใคร!

ก่อนแบกเป้ออกเดินทาง ถ้ามีเวลา...ผมก็มักจะจัดเตรียมเสบียงเพื่อนำติดตัวไปด้วย สิ่งที่ง่ายมาก ๆ สำหรับผมก็คือ การทำกล้วยตากและแอปเปิ้ลตากแห้ง อย่างที่เห็นในภาพ...


 ก่อนอื่นก็ต้องไปหาซื้อกล้วยน้ำว้าชนิดที่เค้าโล๊ะขายให้ถูก ๆ มาจากตลาดเสียก่อน...


ไม่สวยก็ไม่เป็นไรครับ ปลอกเปลือกแล้วใส่ถาดนำออกไปตากได้เลย...
 

ส่วนแอปเปิ้ลก็นำมาปลอกเปลือก หั่นให้เป็นแผ่นบาง ๆ ประมาณ ๒ มม. จัดวางเรียงในถาด แล้วนำออกตากเช่นเดียวกัน

ถ้าจะใช้เป็นเสบียงสำหรับการเดินทางไกล ควรต้องตากนานกว่าปกติ สำหรับผมจะตากถึง ๗ แดด หรือตาก ๗ วัน จนแอปเปิ้ลกลายเป็นแผ่นแข็งและเหนียวเคี้ยวแทบไม่ออก...

เมื่อตากได้ที่แล้ว ให้นำไปนึ่งในหม้อนึ่ง โดยใช้เวลาประมาณ ๒๐-๓๐ นาที หลังจากผ่านการ sterile... ทั้งกล้วยและแอปเปิ้ลจะนิ่มลง

ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น ก่อนนำบรรจุลงในภาชนะพลาสติกซึ่งปิดสนิท อากาศไม่เข้า

ไม่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นนะครับ  หลังจากนั้นอีก ๒-๓ วัน มันจะกลายเป็นกล้วยตากที่อร่อยมาก ๆ หอมหวาน! เคี้ยวหนึบ ๆ ส่วนแอปเปิ้ลก็มีรสเปรี้ยวนิด ๆ สามารถนำใส่เป้...ใช้เป็นเสบียง ช่วยบรรเทาความหิวในระหว่างการเดินทางบนรถยนต์หรือรถไฟได้เป็นอย่างดี!  ผมมักจะกินกับขนมปังโฮลวีทและนมถั่วเหลือง 

ปัญหาที่นักเดินทางไม่อยากเจอะเจอก็คือ "อาการท้องเสีย"  ฉะนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่แน่ใจในความสะอาด เสบียงซึ่งนำติดตัวไปด้วยจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้ครับ!

คงต้องเริ่มเตรียมตากกล้วยและแอปเปิ้ลแล้วล่ะ!




พูดเรื่องการท่องเที่ยว..วันนี้ขอนำนิตยสาร Wanderlust ฉบับล่าสุดประจำเดือนเมษายนมาฝาก หนา ๑๔๘ หน้า ประกอบด้วยเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวผจญภัย เพื่อน ๆ สามารถคลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับ