Showing posts with label สไตล์ลุงน้ำชา. Show all posts
Showing posts with label สไตล์ลุงน้ำชา. Show all posts

Friday, November 21, 2014

ฝึกเล่นไวโอลินแบบง่าย ๆ สไตล์ลุงน้ำชา ๘

เพื่อน ๆ ที่รักครับ... ผมรู้สึกแย่จังเลยที่การเขียนเรื่องการฝึกเล่นไวโอลินแบบง่าย ๆ สไตล์ลุงน้ำชาของผม มันไม่ก้าวหน้าเอาซะเลย!


  
เข้าใจว่าคงเป็นเพราะความไม่มั่นใจในตัวเองด้วยประการหนึ่ง ผมเกรงว่าเขียนไปแล้วอาจไม่ถูกต้อง ก็เลยหันไปเขียนเรื่องการท่องเที่ยวและงานช่าง(เหอะ) เสียเป็นส่วนใหญ่...


เย็นวานนี้ผมมีโอกาสได้ขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้าดูพระอาทิตย์ตกดิน ทำให้คิดถึงชีวิตที่เหลือเวลาอีกไม่มากนัก!


ได้ทบทวนถึงสิ่งที่ไม่ก้าวหน้า อาจเป็นเพราะตัวเองคิดมากไป จึงไม่กล้าเขียนไม่กล้าแสดงออก เมื่อได้เห็นคลิปที่ครูสอนไวโอลินบางคนโพสต์ไว้ในยูทูปซึ่งบางครั้งก็ไม่ถูกต้องนัก ผมคิดได้ว่าน่าจะไม่เสียหายอะไร หากจะเขียนเรื่อง "ฝึกเล่นไวโอลินแบบง่าย ๆ สไตล์ลุงน้ำชา" ต่อ!  อิอิ วันนี้ก็เลยอยากเขียนต่อ!

หลังจากสอนเด็กน้อยให้ฝึกเล่นไวโอลินมา ๔-๕ ปี ผมเห็นได้ว่ามีนักเรียนน้อยคนที่ประสบความสำเร็จ หลายคนต้องทิ้งไวโอลินยกธงขาวไม่สู้ต่อ จึงอยากจะบอกไว้ก่อนว่าการเรียนเครื่องสายจักต้องมีใจรักจริง ๆ  มากด้วยมานะและอดทน เพราะมันไม่ง่ายเหมือนการเล่นอูคูเลเล่ ซึ่งกดนิ้วเดียวก็เล่นคอร์ดได้แล้ว

และขอย้ำในที่นี้อีกครั้งว่า เรียนไวโอลินหรือวิโอล่าสมควรยืนมากกว่านั่ง ครูก็ต้องยืนสอน! (ยกเว้นเวลาเล่นเปียโน)

ภาพจากภาพยนต์เรื่อง Music of The Heart
ไวโอลินมิใช่เป็นแค่เพียงเครื่องดนตรีที่นำมาหนีบไว้ใต้คาง แต่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายซึ่งเคลื่อนไหวด้วยสัมผัสจากปลายนิ้วและคันชักที่อ่อนไหว การลากคันชักไปบนสายทำให้เกิดเสียงก็จริง แต่จะทำอย่างไรให้เป็นเสียงนั้นถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกออกมาด้วย

อีกอย่างหนึ่งคือ นักเล่นเครื่องสายน่าจะร้องเพลงได้(ดี)ด้วย ร้องออกจากปากไม่ได้ก็ให้ร้องในใจ ผู้ที่ร้องเพลงเพี้ยนหรือหาคีย์ไม่เจอ ถ้ามาเล่นไวโอลินก็จะเพี้ยนและยากที่จะประสบความสำเร็จ  คนไม่กล้าร้องเพลงจะเป็นคนที่สีไวโอลินด้วยความไม่มั่นใจด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นแล้ว ผมยังมีความเห็นว่าคนเล่นเครื่องสายควรคิดและฝึกในระบบ Moveable Do มากกว่าระบบ Fixed Do  (เอาละซิ ชักยุ่งแล้ว!) 

หนูน้อยทั้งหลาย เมื่อได้หัดสีรถไฟกันแล้ว ควบคู่กันไป...เจ้าจะต้องหัดร้องเพลงด้วยนะ เริ่มง่าย ๆ ก่อนด้วยการร้อง โด เร มี ฟา โซ ลา ที โด้ โดยใช้โน้ตตัวกลมก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนไปเป็นโน้ตตัวดำ  จะให้โดอยู่เสียงไหนก็ได้ ย้ายคีย์ไปเรื่อย ๆ อย่าให้เพี้ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือระหว่างเสียง มี-ฟา และ ที-โด้

นักเรียนเครื่องสายควรกล้าที่จะร้องออกเสียงดัง ๆ  ถ้าร้องเพลงตรงเสียง...เวลาเล่นเครื่องสายก็จะไม่เพี้ยน! หรือเพี้ยนน้อย!!

กล้ามั้ย กล้ามั้ย!

Saturday, February 22, 2014

เปลี่ยนสถานี...


เมื่อวานนี้ ผมเขียนเรื่อง "การฝึกเล่นไวโอลินสไตล์ลุงน้ำชา"  กำลังเริ่มต้นให้นักเรียนหัดสีไวโอลินแบบ "ขับรถไฟ"   ประจวบเหมาะกับวันนี้ที ผมได้ไปเล่น accordion บนขบวนรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ จากสถานีนครลำปางไปสถานีขุนตาน ในกิจกรรม "แอ่วขุนตาน...ม่วนแต้หนา 22 กุมภาพันธ์ 2557"


ขอบคุณภาพจากครูไกร
พกกล้องถ่ายรูปใส่กระเป๋ากางเกงไปด้วย...ผมเก็บภาพที่สถานีรถไฟนครลำปางมาฝากด้วยครับ







ผมขอเปลี่ยนการฝึกสีไวโอลินแบบ "ขับรถไฟ" จาก...
เอ๊............หยุด (สถานีเชียงใหม่)    เอ๊............หยุด (สถานีนครลำปาง)
เอ๊............หยุด (สถานีเชียงใหม่)    เอ๊............หยุด (สถานีนครลำปาง)
เอ๊............หยุด (สถานีเชียงใหม่)    เอ๊............หยุด (สถานีนครลำปาง)
เอ๊............หยุด (สถานีเชียงใหม่)    เอ๊............หยุด (สถานีนครลำปาง)
ให้เป็น...
เอ๊............หยุด (สถานีขุนตาน)      เอ๊............หยุด (สถานีนครลำปาง)
เอ๊............หยุด (สถานีขุนตาน)      เอ๊............หยุด (สถานีนครลำปาง)
เอ๊............หยุด (สถานีขุนตาน)      เอ๊............หยุด (สถานีนครลำปาง)
เอ๊............หยุด (สถานีขุนตาน)      เอ๊............หยุด (สถานีนครลำปาง)


อย่างนี้ดูจะเข้าท่ากว่าครับ...

Sunday, February 16, 2014

ฝึกเล่นไวโอลินแบบง่าย ๆ สไตล์ลุงน้ำชา ๗

เข้าไปดูเรื่อง ฝึกเล่นไวโอลินแบบง่าย ๆ สไตล์ลุงน้ำชา ซึ่งเริ่มต้นเขียนไว้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แล้ว... ผมรู้สึกแย่จัง!  เวลาผ่านไปปีกว่า เพิ่งเขียนได้แค่ ๖ ตอนเอง ผมมัวแต่เขียนเรื่องท่องเที่ยวและงานช่างเหอะ  จนลืมในสิ่งที่ได้รับปากไว้กับเพื่อน ๆ!

จริง ๆ แล้วผมก็ไม่สมควรที่เขียนเรื่อง "ไวโอลิน"  เพราะตัวเองก็ไม่เคยฝึกฝนหรือศึกษาอย่างจริงจัง ความรู้ความสามารถมีแค่หางอึ่ง มันทำให้ผมไม่ค่อยมีแรงใจที่จะเขียน (ในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด) ยิ่งไปเห็นบทเรียนไวโอลินในอินเทอร์เน็ตมากมายทั้งจากครูไทยครูฝรั่ง ผมก็ยิ่งไม่กล้า...

อย่างไรก็ตาม... ผมสังเกตได้ว่ามีบางเรื่องที่เคยพูดให้เด็ก ๆ ฟัง (ไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือเปล่า) แต่ในเว็บต่าง ๆ ไม่มีใครกล่าวถึง จึงคิดว่าน่าจะกลับมาเขียนเรื่องไวโอลินและเรื่องดนตรีได้แล้ว เผื่อจะได้เป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ  เมื่อผมตายไป บางที...อาจยังพอเหลือเป็นข้อมูลสำหรับเยาวชนรุ่นหลังได้

ผมจะเขียนเรื่อง "ฝึกเล่นไวโอลินแบบง่าย ๆ สไตล์ลุงน้ำชา" ต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ ขอเพียงความเข้าใจจากเพื่อน ๆ เท่านั้นว่า มันเป็นแค่เพียงการนำประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ และความคิดเห็นส่วนตัวมาแลกเปลี่ยนเท่านั้น อาจไม่ถูกต้อง ไม่น่าเชื่อถือ และขัดแย้งกับหลักวิชาการ ขอให้ถือว่าอ่านสนุก ๆ เหมือนกับการอ่านเรื่องท่องเที่ยวของผมก็แล้วกัน

คราวที่แล้วพูดถึงเรื่อง "การจัดหาและการทดสอบไวโอลิน"  วันนี้ขอเขียนเรื่อง "ยางสน (Rosin)" ก่อนที่จะเริ่มบทเรียนแรกกัน...

ยางสนมีทั้งแบบกล่องสี่เหลี่ยมและแบบก้อนกลม เมื่อซื้อไวโอลินมา ส่วนใหญ่จะมียางสนให้มาด้วย เท่าที่ผมเห็น...ยางสนที่มากับไวโอลินของนักเรียนมักจะเป็นแบบกล่องสี่เหลี่ยม


ต้องใช้เวลาอธิบายเรื่อง "ยางสน" กับนักเรียน ว่าทำไมจึงต้องถูยางสน หากมียางสนที่ยังไม่ได้ใช้งานและคันชักใหม่เอี่ยมอยู่ในมือ ก็สาธิตให้เด็ก ๆ เห็นได้เลยว่าตอนยังไม่ได้ถูยางสนเป็นเช่นไร สอนเรื่องของวิทยาศาสตร์ไปด้วยว่า "เสียง" เกิดจากการสั่นของสาย การดีดทำให้สายสั่น (vibrate) สายใหญ่ก็เสียงต่ำ สายเล็กก็เสียงสูง การสีก็ทำให้สายสั่นและเกิดเสียงได้เช่นกัน

ลองให้เจ้าตัวน้อยได้ใช้คันชักที่ยังไม่ได้ถูยางสนสีไวโอลิน  ลื่น...ไร้เสียง!  ระหว่างหางม้าและสายจะต้องมี "ความฝืด" เมื่อหางม้าเคลื่อนไป...สายไวโอลินจะได้สั่นเหมือนกับการดีด

ถ้ายังงั้นก็ต้องถูยางสนก่อน แต่ยางสนใหม่มันลื่น ถูยังไงมันก็ไม่ติดหางม้า ต้องใช้กระดาษทรายถูผิวหน้าของยางสนให้สากเสียก่อน แล้วค่อยนำมาถู ถ้านักเรียนถามว่าไม่มีกระดาษทรายจะทำอย่างไร ตอบว่าใช้ปลายแหลมของโลหะขีด ๆๆๆ  พอให้ความลื่นที่หน้าสัมผัสหายไป ก็นำก้อนยางสนมาถูได้แล้ว

การถูยางสนครั้งแรก ต้องถูนาน ถูแรง ๆ ขยับไปตามหน้าสัมผัสของหางม้าจนทั่ว วิธีนี้จะใช้สำหรับการถูยางสนครั้งแรกเท่านั้น  (ผู้ใหญ่ควรทำให้)  บอกนักเรียนว่า...การถูยางสนครั้งต่อไปจะไม่มากเช่นนี้ และต้องมีวิธีการถูที่ดีด้วย...

พูดเรื่อง "ยางสน" ตามสไตล์ลุงน้ำชา...

  1. ถูด้วยสมาธิ ไม่วอกแวก ให้ใช้ "เวลา" ขณะถูยางสนอย่างมีค่า ด้วยการฝึกคล้ายกับ shadow bowing คือไหน ๆ จะถูยางสนแล้ว ก็ฝึกการลากคันชักด้วยเลย มือซ้ายจับยางสนยกขึ้นข้างหน้าให้ได้ระดับคล้ายมีไวโอลินหนีบอยู่ ผิวหน้ายางสนเป็นสายไวโอลิน มือขวาจับคันชักตามรูปแบบที่ถูกต้อง ลากหางม้าจากด้าน frog ไปให้สุดปลายแล้วลากกลับ บังคับข้อมือให้คันชักเคลื่อนที่ขนานกับลำตัว
  2. ถูกี่ครั้ง? ถ้าลากยาว กดนิ้วชี้มือขวาลงบนด้ามคันชักด้วยน้ำหนักคงที่ ให้หางม้าแนบกับผิวยางสนตลอดเวลา ผมจะให้นักเรียนนับ ๑-๒-๓... จนถึงครั้งที่ ๙ ก็พูดว่า "๙....ก้าวหน้า ๆๆ"  แค่นั้นพอ
  3. การถูยางสนมากครั้งเกิน ทำให้ฟุ้งกระจาย เลอะเทอะ และสิ้นเปลือง
  4. ควรถูยางสนเป็นประจำสม่ำเสมอ ความรู้สึกของผู้สีไวโอลินจะบอกได้ว่าถึงเวลาต้องถูยางสนแล้วหรือยัง เช่นเดียวกับคนเล่นสนุ๊กเกอร์ที่รู้ว่าเมื่อไรจะต้องฝนหัวคิว...
  5. ขณะลากคันชัก สายตาต้องมองดูก้อนยางสนที่อยู่ข้างหน้า บังคับให้หางม้าสัมผัสเนื้อยางสนถ้วนทั่ว ไม่ใช่โดนเฉพาะตรงกลาง แล้วทำให้เกิดร่องลึกลงไปทุกที ๆ  (เนื้อยางสนด้านข้างไม่ได้ถูกใช้) ผมมักจะบอกนักเรียนให้ใช้ยางสนอย่างมีประโยชน์ทุกอณู โดยอาศัย "เชิงช่าง" ถูยางสนให้ผิวหน้าก้อนยางสนเรียบอยู่เสมอ เหมือนช่างเหอะไสไม้หรือตะไบเหล็ก
  6. ยางสนดี ๆ มีผลต่อการสีเครื่องสาย 
  7. ระวังอย่าให้ยางสนตกลงพื้น
  8. ยางสนราคาแพง หากแตกเป็นชิ้น ๆ ให้ใส่รวมกันในแบบพิมพ์ แล้วนำไปตากแดดแรง ๆ มันจะหลอมติดกันเป็นก้อน สามารถนำไปใช้ได้อีก ส่วนยางสนราคาถูก (ราคาไม่ถึงร้อย) จะเก็บไปหลอมกับขี้ผึ้ง เอาไว้ใช้ในงานซ่อมแอคคอร์เดียนก็ได้...
  9. ข้อสุดท้าย ขอให้นึกถึง "ความก้าวหน้า" ก็แล้วกัน
ผมเขียนต่อให้แล้วน้าาาาาาาาาา.....