Saturday, May 12, 2012

ซ่อมประตูรั้ว...


ถ้าหากเพื่อน ๆ มีที่ดิน...หรือมีสวนซึ่งกั้นรั้วไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ทำประตู หรือกำลังคิดอยากจะทำประตูใหม่ ในกรณีที่ไม่สามารถทำประตูเหล็กอย่างดี ซึ่งอาจจะเป็นด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ ที่ดินอยู่ห่างไกลไม่สะดวกในการติดตั้ง สวนยังไม่มีไฟฟ้าสำหรับการเชื่อมหรือตัดเหล็ก หรือไม่อยากใช้ประตูโปร่งซึ่งทำให้มองเห็นเข้าไปถึงในสวน ผมก็อยากจะแนะนำประตูโครงไม้ ตีด้วยสังกะสีมุงหลังคา อย่างที่ผมทำครับ

เคยทำประตูแบบนี้ใช้มาแล้วสองครั้ง ข้อดีของมันคือค่าวัสดุอุปกรณ์รวมแล้วไม่แพง สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเชื่อม ไม่ต้องมีเครื่องมือไฟฟ้า ใช้เครื่องมือพื้นฐานธรรมดา ๆ ก็ทำได้ ในขณะที่ประตูโครงเหล็ก ๒ บาน ความกว้างขนาดนี้ หากไปจ้างช่างโลหะทำแล้วยกเข้าใส่ ผมตีราคาคร่าว ๆ ก็คงไม่ต่ำกว่า ๓ พันบาท แม้จะดูดีเพราะมีเหล็กดัดลวดลายสวยงาม แต่ก็ไม่สามารถปิดบังได้มิดชิด!

ตอนที่ผมย้ายเข้าอยู่ที่ตึกร้างเชิงสะพานนาก่วมเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมใช้เวลาแรมเดือนในการก่อรั้วคอนกรีตบล็อคบริเวณหลังบ้าน...


เสร็จแล้วก็ทำประตู ผมทำง่าย ๆ ด้วยการซื้อไม้หน้าสาม(เนื้อแข็ง)มาทำโครง ทาด้วยน้ำมันขี้โล้(น้ำมันเครื่องที่ถ่ายออกจากเครื่องยนต์) จากนั้นก็ซื้อสังกะสีมาตีปิด รวมทั้งหมดใช้เงินแค่พันกว่าบาท ผมอยู่มาแล้ว ๑๐ กว่าปี สภาพของประตูก็ยังดูดีอยู่เลย แต่พอดีถูกเจ้าสำลี(สุนัขสีดำ)มุดเข้ามุดออกมาเป็นเวลา ๑๐ ปีเช่นกัน ขาประตูข้างหนึ่งจึงได้หัก และทำให้สังกะสีแหว่งไปด้วย



ผมจึงต้องลงมือซ่อม...


ก่อนอื่นต้องตรวจสอบบานพับเหล็กชนิดบึกบึนซึ่งเป็นหัวใจของประตูเสียก่อน มีทั้งหมด ๔ ตัว ยังใช้ได้ดี ไม่มีปัญหา ผมตั้งใจว่าจะนำน้ำมันขี้โล้มาลงใหม่ทั้งโครงไม้และที่บานพับ....

 

วันนี้มีเลื่อยไฟฟ้าใช้ จึงไม่ต้องใช้เลื่อยลันดาเหมือนเมื่อ ๑๐ ปีก่อน ผมนำไม้หน้าสามมาตัดให้ได้ความยาวของขาประตูที่จะเปลี่ยนใหม่ จากนั้นก็บากทำร่องเพื่อประกบกับไม้คร่าว เลื่อยตัวนี้สามารถตั้งตัวสีแดง(ที่เห็นตรงกลางภาพ)ให้กินเนื้อไม้ลงไปครึ่งเดียว (ไม่ตัดให้ขาด) งานนี้ไม่ต้องพิถีพิถันก็ได้ บากไม้แค่ ๔ แห่งแล้วใช้สิ่วปากแบนเซาะออก จากนั้นก็นำไปเทียบดู...

 
โอเค...ใช้ได้!  จัดการรื้อขาไม้ชิ้นที่หักออกได้เลย...


 นำไม้ตัวใหม่ไปทาบเพื่อทำเครื่องหมายรูน้อต เสร็จแล้วนำไปเจาะด้วยสว่าน...


จากนั้นก็นำไม้ตัวใหม่ไปใส่ ใช้น้อต ๔ ตัวเดิม ขันด้วยกุญแจปากตายยึดให้แน่น


 



ตอนทำครั้งแรกผมไม่ได้ใส่กาว ทำให้แกะไม้ออกโดยง่าย แต่คราวนี้ผมนำขี้เลื่อยผสมกับกาวลาเท็กซ์ทา ก่อนที่จะนำไม้ประกบเข้าด้วยกัน พอยึดน้อตแน่นหนาดีแล้วผมยังใช้กาวส่วนที่เหลืออุดร่องเข้าไปอีก...


คิดว่าถ้าจะต้องแกะออกมาซ่อมอีกที ต่อไปคงจะไม่ง่ายแล้ว! 

ไม่เป็นไรครับ...ถึงยังไงผมคงอยู่ไม่ถึงวันนั้นอยู่แล้ว!  อิอิ

Thursday, May 10, 2012

poke one's nose...

ผมหายเงียบไปหลายวัน หาเรื่องที่จะเขียนไม่ได้จริง ๆ ซ่อมก็ไม่ได้ซ่อม ซ้อม(ดนตรี)ก็ไม่ได้ซ้อม!  ไม่มีอะไรที่พอจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ติดตามอ่านเลย ต้องขออภัยด้วยครับ!

เช้าวันนี้ ผมขี่จักรยานไปรับเงินยังชีพฯ ที่วัดปงแสนทอง...


 เจ้าหน้าที่เทศบาลเขลางค์นครจะมาตั้งโต๊ะจ่ายเงินให้ในศาลาที่เห็นในภาพ...


ผมพกหนังสือ "ศิลปะแห่งการแปล" ของ ส. ศิวรักษ์ไปอ่านในระหว่างนั่งรอด้วย...

พิมพ์ครั้งที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ พิบูลย์ หัตถกิจโกศล ออกแบบปก


อ่านแล้วชอบครับ ขออนุญาตหยิบยกหน้า ๕๑-๕๒ มาให้เพื่อน ๆ อ่านด้วยดังนี้:-

--๑๒--  แปลสำนวน
ปัญหาการแปล ที่ยุ่งยากและลำบากมากอยู่ที่สำนวน (IDIOM) และความหมายที่อาจแปลได้ตื้น ๆ หรือพิจารณาลงไปให้เห็นความลึกซึ้งก็ได้ (SHADES OF MEANING) ยังพวกเล่นคำ (PUN) และคำปากตลาด (SLANG)  เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ สอนกันไม่ได้ แลในภาษาอังกฤษมีดิกชันนารี่ทุกชนิด ถ้าจะแปลกันให้ดีจริง ๆ ต้องมีดิกชันนารี่ต่าง ๆ รอบตัว แม้ดิกชันนารี่จะเป็นเพียง A FOOL แต่ก็เป็น AN HONEST MAN
ด้วยเหตุแห่งความยุ่งยาก ความสลับซับซ้อนดังกล่าวนี้ เบนจมิน โจเอต นักแปลผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษจึงกล่าวว่า All translation is a compromise; the effort to be literal and the effort to be idiomatic.
ในที่นี้จะเอาสำนวนอังกฤษ (IDIOMATIC ENGLISH) มาแปลเทียบให้เห็นพอสมควร ยกตัวอย่างคำว่า NOSE ใคร ๆ ก็รู้ว่าหมายถึงอะไร เป็นอวัยวะส่วนไหนของร่างกาย แต่ประโยคหรือวลีต่อไปนี้ล้วนมีความหมายแตกต่างกันออกไปทั้งสิ้น
He pokes his nose into my affairs. แปลได้เพียงว่า เขาเสือกมายุ่งกับธุระฉัน
These things are right under my nose.  สิ่งของเหล่านี้อยู่ตำตาฉันนี่เอง
I had to pay through the nose for it.  ฉันต้องจ่ายราคาแพงจับใจทีเดียว
My explanation is as plain as the nose on your face.  คำอธิบายของฉันชัดเจนเห็นได้ง่ายจะตายไป
His wife used to lead him by the nose. ภรรยาจูงเขาดังหนึ่งสนตะพาย
I hope my son will keep his nose to the grindstone. ฉันหวังว่าเจ้าลูกชายคงจะฝนทั่งให้เป็นเข็ม
Some people can't see beyond their own nose. คนบางคนไม่มีจินตนาการเสียเลย

You don't have to bite my nose off. เธออย่ามาเกรี้ยวกราดเอากับฉันเลยน่า
Don't turn your nose up at it.  อย่าดูถูกมันเลย

Friday, May 04, 2012

แนะนำเรื่องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองห้วยทราย...


เวลาช่างเหอะต้องซ่อมของบางอย่างโดยอาศัยการลองผิดลองถูก บางครั้งมันก็ทำให้เสียเวลาหรือเสียเงินโดยไม่จำเป็นได้เหมือนกัน ต่างกับถ้าจะมีผู้รู้มาบอกเลยว่าตรงไหนเสียและต้องซื้ออะไรมาเปลี่ยน เช่นเดียวกันกับการเดินทางคนเดียวไปยังสถานที่ ๆ ยังไม่เคยไป บางครั้งอาจต้องเสียเวลาไปกับความไม่รู้ก็เป็นได้

วันนี้ผมอยากแนะนำเรื่องการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือที่เรียกว่า ต.ม. ที่บ้านห้วยทรายซักหน่อย คิดว่าน่าจะมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยไป ท่านที่รู้แล้วคงไม่ว่ากันนะครับ...



เจ้าหน้าที่ ต.ม. ของลาวจะเริ่มทำงานเวลา ๘.๓๐ น. สิ่งที่ต้องเตรียมไว้คือ หนังสือเดินทางและปากกา  แบกเป้ไปคนเดียวโดด ๆ พอไปถึง...ต้องรีบหาแบบฟอร์มให้ได้ก่อน (ไม่เหมือนไปกับทัวร์หรือกับบริษัทเดินรถซึ่งจะมีผู้จัดเตรียมไว้ให้) ได้มาแล้วก็ให้รีบกรอกทันที  เป็นภาษาอังกฤษ...เขียนให้ดี ๆ หน่อยนะ ตัวสะกดให้ถูกต้อง  ตัวเลขวันเดือนปีเกิด หมายเลขหนังสือเดินทาง วันออกหนังสือฯ วันหมดอายุ ดูให้ดี...อย่าให้ผิด ช่องที่ถามว่าจะพักที่ไหนก็ให้เขียนลงไปว่า Hotels

เค้าไม่มีแบบฟอร์มวางไว้ให้หยิบเอง ต้องไปขอกับเจ้าหน้าที่ ถ้าเพื่อน ๆ วางแผนที่จะไปเวียดนามแล้วกลับเข้าลาวอีกครั้ง จะขอมา ๒ ใบก็ได้ (เหลือเก็บไว้ใช้ตอนเข้าลาวอีกครั้ง)


แบบฟอร์มมี ๒ ส่วนติดกันคือ ด้านซ้าย(ขาเข้า) และด้านขวา(ขาออก)  ด้านขาออกจะกรอกรายละเอียดไว้ล่วงหน้าก็ได้ แต่ยังไม่ต้องลงวันที่ เพราะเรายังไม่รู้กำหนดวันแน่นอน

ทีนี้ก็เป็นเรื่องของการเข้าคิวอย่างที่เห็นในภาพ เพื่อน ๆ ไม่ต้องไปเข้าคิวตามก้นฝรั่งนั่นนะครับ จะเสียเวลาเปล่า (ภายหลังอาจต้องเขกหัวตัวเอง) เพราะว่าคนมากมายเหล่านั้นเป็นผู้เดินทางเข้าลาวที่ต้องมีวีซ่าและต้องเสียค่าธรรมเนียม คนไทยอย่างเราไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่า (เช่นเดียวกับคนสิงคโปร์ คนมาเลเซีย ฯลฯ)  ไม่ต้องไปต่อคิวหรอกครับ ให้นำหนังสือเดินทางพร้อมแบบฟอร์มที่กรอกแล้วไปยื่นตรง IMMIGRATION PASSPORT CHECK นั่นเลย



ตรงนั้นจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ เค้าจะตรวจสอบและฉีกเอกสารขาเข้าที่เรากรอกเก็บไว้ ขั้นตอนการประทับตราใช้เวลาไม่ถึงนาที เพื่อน ๆ ก็จะได้ passport คืน!   

ที่สำคัญคือ...เมื่อได้หนังสือเดินทางคืนมา ให้ตรวจสอบว่ามีการประทับตราเข้าเมืองถูกต้องหรือเปล่า ถ้าไม่มี...ตอนเดินทางออกเป็นได้เรื่องแน่นอน โดนปรับฐานลักลอบเข้าเมืองหลายตังค์นะครับ

ลาวให้อยู่ได้ ๑ เดือน เช่นเดียวกับมาเลเซียและสิงคโปร์...


เอกสารขาออกที่ได้คืนมาพร้อมกับหนังสือเดินทางต้องเก็บให้ดีนะครับ อย่าให้หายโดยเด็ดขาด 

ถ้าดูในภาพบนสุด...ตรงหน้าต่างสีฟ้าที่เห็นคือจุดรับแลกเงิน เพื่อน ๆ ยังไม่ต้องแลกเงินกีบจากตรงนั้นก็ได้ เมื่อเดินขึ้นไปถึงถนนใหญ่ เลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปอีกซัก ๓๐-๔๐ เมตร จะเห็นบูธแลกเงินทวีสิน ที่นั่นเค้าให้ rate ดีกว่านิดนึง!


๑ บาทแลกได้ ๒๕๖ กีบเจ้า...


Thursday, May 03, 2012

ซ่อม accordion


ทุกวันนี้ผมมี accordion คู่ใจเหลืออยู่ตัวเดียว คือเจ้า Bai-le รุ่น Kingmaster สัญชาติจีน ขนาด 37 keys 96 Basses เวลาคุณปิว(มือแบนโจ) หรือคุณเหลา(มือกีต้าร์)รับงานแล้วชวนผมไปเล่นด้วย ผมก็ใช้หีบเพลงตัวนี้แหละ...

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้ไปเล่นดนตรีในงานรดน้ำดำหัวคณาจารย์และศิษย์เก่าอาวุโสอุเทนถวาย ที่โรงเรียนมัธยมวิทยา โชคไม่ดี...ฝนตกตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มบรรเลง แอ็คคอร์เดียนของผมโดนฝนจนเทปที่ติดกระเพาะลม (Accordion Bellows Tape) หลุดออก ๒ เส้น ส่วนที่ยังไม่หลุด...บางเส้นก็เริ่มเผยออ้า



วันนี้ต้องซ่อมแล้วครับ พอดีผมมีกาว UHU สารพัดประโยชน์เหลืออยู่ครึ่งหลอด...


ช่างเหอะไม่มีกาวสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ จำเป็นต้องใช้ของที่มีอยู่ ผมบีบกาว UHU ออกมาแล้วใช้นิ้วป้ายไปทาที่ขอบ bellows และที่ตัวเทป จากนั้นก็ติดเทปกลับเข้าที่ ใช้มือบีบให้ติดกันสนิท คิดว่ากาว UHU ตัวนี้น่าจะเหมาะดี  ถ้าใช้กาวร้อนไม่ดีแน่...เพราะเป็นน้ำใส แถมยังแห้งเร็วเกินไป  แต่ถ้าใช้กาวยาง(แบบที่เราใช้ติดพื้นรองเท้า)..มันก็แห้งช้าเกิน


ผมใช้กาว UHU ซ่อมเทปที่หลุด ๆ จนหมดหลอด! อ้า Bellow ปล่อยทิ้งไว้พักใหญ่เพื่อให้กาวแห้งสนิท
ใช้ได้แล้วครับ! หมดเรื่อง Bellows Tape เสียที!  ทีนี้ก็มาถึงปัญหาใหญ่ที่รอให้ผมแก้ไขมานานแล้ว กล่าวคือ accordion ตัวนี้ไม่สามารถล็อค bellows ได้ เนื่องจากที่ล็อคเสียหมด..ทั้งตัวบนและตัวล่าง!

ด้านบน...ตัวล็อคหลุดออกไปอย่างที่เห็นในภาพ




ด้านล่าง...อาการหนักกว่า สายหนังขาดหายไปครึ่งนึงเลย!!


ซ่อมตัวบน...ผมรู้ว่าตัวโลหะกลม ๆ ที่ใช้ล็อคมันหลุดจากสายหนัง แล้วติดอยู่กับตัวล็อคอีกตัว ผมต้องใช้มีดทำคร้วสอดเข้าไปข้างใต้ แล้วงัดมันออกมา...


หลุดออกมาแล้ว....


เอามาวางเรียงให้ดูชัด ๆ


ปวดหมองแล้วครับ ไม่รู้จะทำยังไงดี!


 ทีแรกจะใช้รีเวทยิง แต่ระหว่างค้นหาลูกรีเวท...ผมดันไปเจอเจ้าตัวดำ ๆ ที่เห็นนั่นเข้า!


ใช้เจ้าตัวนี้ดีกว่า มันเป็นตัวอุดหรือล็อคอะไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เจ้าแป้นดำ ๆ นั่นสวยดี มีแกนเป็นเกลียวขนาดใหญ่กว่ารูของตัวล็อคโลหะนั่นนิดนึง  ผมใช้กรรมวิธีช่างเหอะหลายอย่าง ทั้งอัดกาว ขันเกลียว ตัดแต่ง ในที่สุดก็สามารถทำให้มันล็อคเข้ากับได้


ภาพข้างบนคือการทดลองใส่ดูก่อน เมื่อเห็นว่าใช้ได้ ผมก็ยึดปลายอีกข้างเข้ากับตัว accordion


 จากนั้นก็มาถึงตัวล็อคอีกตัวนึง คิดว่าไม่มีทางซ่อมได้แน่ เพราะมันเหลืออยู่แค่นี้เอง...


เกือบจะหมดหนทางแล้วครับ พอดีเหลือบไปเห็นหีบเพลงอิตาลีตัวเล็กที่ถูกปลดระวางแล้ว โห...มีสายสำหรับล็อคกระเพาะลมติดอยู่เส้นนึง ไม่รู้ว่าจะยาวพอที่จะใช้กับเจ้า Bai-le หรือเปล่า?


ผมจัดการถอดออก แล้วนำไปใส่ให้กับหีบเพลงตัวใหญ่  ว้าว..ใส่ได้พอดีเลย!!


เรียบร้อย...accordion ของผมสามารถล็อค bellows ได้ทั้งด้านบนและด้านล่างแล้วครับ

Wednesday, May 02, 2012

ซ่อมสูบลม...

เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายนที่ผ่านมา ผมเขียนเรื่อง "ยางโอริงและซีลแกนปั้ม" เล่าเรื่องการซ่อมเครื่องสูบน้ำซึ่งพี่ชายปล่อยให้เดินอยู่หลายวันจนชำรุด! ผมต้องซ่อมแบบลองผิดลองถูก(ตามสไตล์ช่างเหอะ)โดยซื้อยางโอริงและซีลแกนปั้มมาเปลี่ยน วันนั้นผมได้ลงท้ายไว้ว่าจะมารายงานเพื่อน ๆ อีกครั้งว่า...หลังจากเปลี่ยนอะไหล่แล้ว น้ำยังจะรั่วอยู่อีกหรือเปล่า?


แห้งสนิทเลยครับ ไม่มีน้ำหยดให้เห็นอีกต่อไป ฟันธงได้ว่าเจ้าซีลแกนปั้มเสียจริง ๆ (ยางโอริงยังคงใช้ได้) งานนี้หมดไป ๑๘๐ บาท!

อ่อ...ผมเห็นรถเข็นสองล้อ และรถจักรยานซึ่งผมตั้งชื่อว่า "เจ้ายักษ์" ถูกปล่อยละเลยให้ยางแบนมาแรมปี วันนี้คิดว่านิ่งเฉยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ผมต้องนำมันออกมาบำรุงรักษา ก่อนที่จะเสียมากกว่านั้น!


ยางแบนแต๊ดแต๋ ต้องอัดลมเข้าไป แต่ปัญหาคือเจ้าสูบลมที่เห็นนั่น มันก็พลอยเสียไปกับเค้าด้วย! อาการคือสูบแล้วเบามือ มีลมออกมาน้อยมาก อ่า...เรื่องนี้ไม่ยากสำหรับช่างเหอะ เคยมีประสบการณ์มาแล้วจ้า!

"ใช้จาราบีซิพี่..." ผมได้ยินเสียงแว่ว ๆ ในสมอง!
 
 หมุนตัวฝาครอบออกมา...

ใส่จาราบีเข้าไป...

ค่อย ๆ ใส่แกนลูกสูบกลับเข้าไป แล้วหมุนฝาครอบปิดให้แน่น จากนั้นจึงลองสูบดู โห...มันหนักมือขึ้นกว่าเดิม ลมออกแรงเชียวล่ะ!

ผมลงมือสูบยางเจ้ารถเข็นก่อน....

 

แล้วต่อด้วยเจ้ายักษ์...


เรียบโร้ย...คราวที่แล้วผมซ่อมสูบน้ำ วันนี้...สูบลม! พรุ่งนี้ยังไม่รู้ว่าจะต้องซ่อมอะไรอีก?

Tuesday, May 01, 2012

ซ่อมจอบ...

bimbalo ได้ให้กำลังใจผมมาว่า "ลุงน้ำชาอย่าลืมโปรเจคผักครัวเรือนนะครับ ช่วงนี้บรรยากาศเริ่มมา…..นอกจากจะงามแต้แล้ว ยังปลอดสารพิษอีกต่างหาก..."  วันนี้..ผมจึงต้องจัดหาเครื่องมือ (กำเมืองเรียกว่า "ครัวมือ") ให้พร้อมที่จะลงมือทำสวนครัวตรงพื้นที่ว่างข้างหลังบ้าน   ดูเหมือนว่าประตูรั้วก็จำเป็นต้องซ่อม แต่เอาไว้ทีหลังละกัน วันนี้มาว่ากันก่อนด้วยเรื่อง "จอบ" เครื่องมือสำคัญสำหรับถางหญ้าขุดดิน


"จอบ" ภาษาอังกฤษเรียกว่า hoe  มีลักษณะของ "ใบจอบ" (blade) ที่แตกต่างกันตามการใช้งาน จำได้ว่าตอนอยู่เชียงใหม่...ผมเคยซื้อใบจอบขุดยี่ห้อจระเข้ จากร้าน "พัวเซ่งหลี" ซึ่งอยู่หน้าตลาดสันป่าขอย...



ก่อนนั้นราคาไม่ถึงร้อยครับ แต่เดี๋ยวนี้จระเข้แท้ราคาเกือบครึ่งพัน!!  จอบที่ใช้ขุดจะมีใบโค้งเข้าอย่างที่เห็นในภาพ หน้ากว้างประมาณ ๖ นิ้ว น้ำหนักอยู่ที่ ๒-๓ ปอนด์ ( ๑ ปอนด์ = ๐.๔๕๓ กิโลกรัม)  ส่วนใบจอบถากจะมีหน้าตรงอย่างในภาพ...

จำได้ว่าเคยเก็บใบจอบถากเก่า ๆ มาจากบ้านหนองหอย นำไปถากหญ้าที่หน้าบ้านแล้วใบจอบหลุดจากด้าม ผมเอาไปเก็บไว้ที่ไหนไม่รู้!  หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เกิดความสับสนคิดว่าคงลืมทิ้งไว้นอกบ้าน...แล้วมีคนช่วยเอาช่วยใช้  หาจนอ่อนใจแล้วนะ...แต่พอดีไปเปิดประตูเจ้าโต  โห...มันไปวางอยู่ที่พื้นรถนั่นได้อย่างไรกัน!

รู้สึกดีใจที่เจอใบจอบถากโบราณ  ผมรีบนำไปลับกับหินเจียร แล้วใส่ด้ามให้มัน...




พอทำเสร็จ...ก็อยากทดสอบประสิทธิภาพของจอบ และตาแก่ที่คิดจะปลูกพืชผักกินเองซะหน่อย ผมมองเห็นพื้นที่ปกคลุมด้วยหญ้าอยู่เบื้องหน้า


ร่ายรำเพลงจอบท่ามกลางเปลวแดดได้ไม่นานนัก...ก็ได้พื้นที่สำหรับทำสวนครัวแล้ว


 ดินและเศษวัชพืช...ก็กอบโกยเอาไปถมที่ต้นข่าริมรั้วโน่น!


รู้สึกเพลินดีครับ ทำให้นึกถึงภาษิตจีนที่ว่า "ถ้าอยากมีความสุขหนึ่งวัน...ให้ดื่มเหล้า ถ้าอยากมีความสุขหนึ่งปี...ให้แต่งงาน แต่ถ้าอยากมีความสุขตลอดไป...ให้ทำสวน"

คิดถึงพี่ชายที่นอนอยู่ในห้อง ถ้าเขาลุกขึ้นเดินให้เท้าได้เหยียบดินซะบ้าง ชีวิตคงดีกว่านี้เยอะ!

ผมขอตัวไปซื้ออาหารเย็นให้เค้าก่อนน้า...