Tuesday, April 28, 2015

น้ำผึ้งผสมมะนาว

อยากจะฟื้นฟูสุขภาพและลดน้ำหนักให้ได้สัก ๕ กิโลกรัม  ๐๖.๓๐ น. เช้าวันนี้ผมนำจักรยานออกปั่น แต่ดันไปดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว ๒ ถ้วยเพื่อระบายท้อง ไม่นึกเลยว่ามันจะทำให้การปั่นจักรยานเช้านี้ต้องสิ้นสุดเร็วกว่าที่คิด!



จากบ้านห้างฉัตร (1) ผมนำจักรยานข้ามถนนไปตั้งต้นที่หน้าสถานีตำรวจ ปั่นตรงไปเติมลมที่ปั้มน้ำมันตราหอย (2) แล้วไปแวะถ่ายรูปอาคารพาณิชย์สร้างใหม่ ความเจริญซึ่งมาสู่ย่านที่ผมอาศัยอยู่อย่างรวดเร็ว ผมจำได้ว่าเพื่อนของคุณเอกเคยบอกว่าตึกแถวที่นี่ราคาห้องละ ๓ ล้านกว่าบาท!


มีคนมาซื้อทำเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟ และสำนักงานแล้วหลายคูหา!! 


ผมถ่ายภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ดู ก่อนเริ่มปั่นไปตามทางหลวงหมายเลข 11


ก่อนถึงสะพานคอนกรีต (3) ผมเลี้ยวซ้ายลัดเลาะเข้าไปตามถนนเล็ก ๆ จนทะลุออกถนนซึ่งครั้งหนึ่งเคยไปมาแล้ว.... 


หยุดถ่ายภาพตรงสามแยก (4) ไว้หน่อย...



จริง ๆ แล้วผมอยากปั่นซัก ๒ ชั่วโมง แต่เจ้าน้ำผึ้งผสมมะนาวซึ่งทำปฏิกริยาร่วมกับการสั่นสะเทือนของลำไส้ ทำให้ผมต้องรีบกลับไปเข้าห้องน้ำที่บ้าน!


ป้ายบอกทางไปบ้านหัวหนองทำให้ผมไม่หลง...


ถึงท้องจะปั่นป่วน แต่ก็ยังอดแวะเก็บภาพบรรยาศท้องทุ่งมาฝากเพื่อน ๆ ไม่ได้....








ในที่สุดก็ไปทะลุออกที่ร้านข้าวแต๋นน้ำแตงโมบ้านหัวหนอง (4) ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน 


เช้านี้ผมปั่นได้แค่ ๕ กิโลเมตร ก็เพราะเจ้าน้ำผึ้งผสมมะนาวแท้ ๆ 

Monday, April 27, 2015

ทำตามคำแนะนำของหมอพรเทพ...

เพื่อน ๆ ที่รักครับ ตั้งแต่กลับมาจาก Travellin' light ไป Bukit Lawang ผมเพิ่งเขียนบล็อกช่างเหอะได้ไม่กี่เรื่อง ส่วนงานที่รออยู่ก็ยังไม่ได้ลงมือต่อ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้ขี้เกียจถึงเพียงนี้! 

ผมลืมรายงานด้วยว่า เมื่อกลับถึงลำปางก็ต้องไปพบแพทย์ ทั้งหมอตาและหมอหัวใจ "หมอตา" คือคุณหมอพงษ์ศักดิ์ อนุจารี เป็นการไปตรวจทุก ๆ ๓ เดือน เพื่อเฝ้าดูความเสื่อมของจอประสาทตา (retina)  ยังไม่มีข่าวร้ายจากคุณหมอพงษ์ศักดิ์ ท่านบอกให้ผมดีใจว่าจอประสาทตายังแข็งแรงอยู่

ส่วน "หมอหัวใจ" ก็คือ คุณหมอพรเทพ วรวงศ์ประภา ท่านตรวจพบว่าหัวใจผมชักจะออกอาการแกว่ง ๆ จึงแนะนำให้เข้านอนหัวค่ำแล้วตื่นเช้า แทนที่จะนอนดึกแ่ล้วตื่นสาย  เมื่อคืนที่ผ่านมาผมทำตามคำแนะนำของคุณหมอ เข้านอนก่อนห้าทุ่ม ทำให้วันนี้ตื่นทันได้เห็นท้องฟ้ายามเช้า


บนทางหลวงยังมีรถราไม่มาก หลายคนอาจยังคงหลับใหล แต่ที่ทะเลสาบขามแดงหลังบ้าน...ผมเห็นคนมาหาปลาตั้งแต่เช้า!!


ออกมายืนหน้าบ้าน...ผมตั้งใจจะนำจักรยานออกปั่น


พอดีเห็นหญ้า่ขึ้นรก...


ผมเปลี่ยนใจไม่จับจักรยาน แต่ผมคว้าจอบออกมาร่ายรำกำจัดวัชพืชซึ่งถือว่าไม่เป็นมิตร ไม่ช้าก็ราบเรียบ.... 



ไม่ต้องออกปั่นก็ได้เหงื่อเหมือนกันครับ...

Sunday, April 26, 2015

Penang Street Food III


พอกลับมาจากอินโดนีเซีย ผมก็รีบค้นหาหนังสือ "Indonesian Food and Cookery" ซึ่งเขียนโดย Sri Owen ทันที!


ด้านหลังปกมีคำนิยมเขียนไว้ว่า...
Indonesian Food and Cookery is far more than a collection of recipes.  Sri Owen gives a comprehensive picture of the culture from which the cuisine has grown with charming recollections of her childhood and happy meals in her grandmother's kitchen.  There is a  splendid glossary with clear explanations of essential ingredients and substitutes where necessary, so that shopping for Indonesian cooking is made easy.  The recipes for the delicious food given in all its regional diversity are clearly written and easy to follow.  the illustrations, especially those of cooking equipment, are helpful.  A fine teaching book and a valuable contribution to culinary literature from a comparatively little known region, it opens up a whole new world of taste. 

เล่มนี้แต่หนังสือ ยังไม่มีไฟล์ pdf   เอาไว้ถ้ามีเวลาเมื่อไร ผมจะสแกน recipe และทดลองเลือกทำอาหารอินโดนีเซียมารายงานให้เพื่อน ๆ อ่านเป็นตอน ๆ ไป วันนี้ขอเขียนต่อเรื่อง Penang Street Food ก่อนนะ

11) Koay Teow Soup คิดว่าคงเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใส่ลูกชิ้นปลา... 


12) Curry Mee ชามนี้เห็นชัด ๆ ว่าเป็นข้าวซอยแถวบ้านผมนั่นเอง!!


13) Lor Mee  ไทยวิกิพีเดียกล่าวว่า...
หมี่โลร์ (Lor mee; ภาษาจีน: 鹵麵; Pe̍h-ōe-jī: lóo-mī) เป็นอาหารมาเลเซียที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารจีน เสิร์ฟกับน้ำซุปข้นที่ใส่แป้ง และใส่เส้นหมี่สีเหลืองแบน อาหารนี้เป็นที่นิยมของชาวจีนฮกเกี้ยนในมาเลเซียและสิงคโปร์ นำซุปที่ข้นนั้นใส่แป้งข้าวโพด เครื่องเทศ และไข่ เครื่องปรุงอื่นที่เติมเข้ามาได้แก่โงเฮียง ลูกชิ้น เนื้อปลา ไข่ต้มผ่าครึ่ง อาจเติมน้ำส้มสายชูและกระเทียมได้ นิยมใส่พริกด้วย แบบดั้งเดิมจะใส่ปลาทอดด้วย 

14) Hokkien Mee  "หมี่ฮกเกี้ยน" เป็นการผัดหมี่กับอาหารทะเล ใส่หมู ลูกชิ้น เครื่องในได้ตามใจชอบ ระหว่างผัดจะใส่น้ำซุปไปด้วย จากนั้นจะทิ้งไว้ให้น้ำซุปเดือดและซึมเข้าไปในเส้นหมี่  หมี่ฮกเกี้ยนมี ๒ แบบคือ แบบผัด และ แบบน้ำ ชาวภูเก็ตเรียกหมี่ฮกเกี้ยนน้ำว่า "หมี่เชก"


รู้เรื่องอาหารนานาชนิดไว้ก็ดีเหมือนกันนะ เพื่อน ๆ จะได้เลือกกินได้หลากหลาย....

Saturday, April 25, 2015

Penang Street Food II

ขอใช้พื้นที่บล็อกช่างเหอะเขียนถึงเรื่องอาหารต่ออีกสักระยะนึงนะครับ ผมอยากจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่หากินได้ในระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในมาเลเซีย เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้เห็นหน้าเห็นตาของบรรดาอาหารที่มีจำหน่ายทั่ว ๆ ไปเอาไว้ก่อน...  

7) Banana Leaf  มีร้านอาหารแขกอยู่ประเภทหนึ่งคือ  Banana Leaf Restaurant ถ้ามีโอกาสผมจะต้องแวะเข้าไปอุดหนุนทันที คือว่าอยากกินอาหารที่ใส่มาบนใบตองอย่างที่เห็นในภาพน่ะ หากเพื่อน ๆ สั่งอาหารแล้ว ก็ให้มองหาอ่างล้างมือ ไปล้างมือให้สะอาดก่อนเปิบข้าวด้วยมือขวา (เก็บมือซ้ายไว้)  แม้เป็นจาปาตีก็ไม่ต้องยกมือซ้ายขึ้นมาช่วยจับ ผมจำได้ว่าที่โกตาบารูมีร้านอาหารใบตองอยู่ร้านนึงซึ่งถูกและอร่อยมากกก!  ในสิงคโปร์ก็ยังพอหากินได้  


8) Mee Udang  อุดังก็คือ "กุ้ง"  ผมจึงอยากเรียกอาหารชามนี้ว่า "หมี่กุ้ง" ซึ่งไม่เหมือนกับบะหมี่เกี้ยวน้ำใสที่มีขายในบ้านเรานะครับ ที่นี่เค้าใส่กุ้งตัวใหญ่ น้ำแกงมีรสคล้ายต้มยำ ซดร้อน ๆ แซบหลาย..


9) Wan tan Mee  ผมอยากจะเรียกมันว่า "บะหมี่" ซึ่งมีทั้งน้ำและแห้ง ที่เห็นในภาพคือ "บะหมี่แห้ง" หน้าตาคล้าย ๆ กับหมี่เหลืองขายที่ตลาดนัดวันพุธ (หน้าบ้านผม) กล่องละ ๑๕ บาท เพียงแต่ในมาเลเซียเค้าใส่หมู ใส่ปู ใส่ไข่ แล้วยังเหยาะด้วยซีอิ้วและน้ำมันหอย...  


10) Penang Laksa  ในไทยวิกิพีเดียกล่าวว่า "ละก์ซา (Laksa) เป็นอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวรสเผ็ดของชาวเปอรานากันซึ่งเป็นการผสมผลานระหว่างวัฒนธรรมจีนและมาเลย์ในมาเลเซียและสิงคโปร์ รวมทั้งในอินโดนีเซียด้วย"  ส่วนเว็บ healthandcuisine.com ก็ขยายความไว้อย่างชัดเจนดังนี้...
ลักซา เป็นอาหารที่ผสมผสานวัฒนธรรมจีน โดยสังเกตได้จากลักษณะอาหารซึ่งเป็นเส้นเหมือนก๋วยเตี๋ยว เส้นลักซานั้นทำจากข้าว รูปร่างกลม ขนาดประมาณไม้ตะเกียบ เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มหนึบอร่อย รับประทานได้เพลินดี..... ขอเน้นว่าห้ามลืมใส่ ดอนคะซุม (Daun Kesum) หรือผักแพว และบุหงากันตัน (Bunga Kantan) หรือดอกขิงป่า ลงในน้ำลักซาเด็ดขาด เพราะหากไม่มีสองสิ่งนี้ กลิ่นรสของลักซาจะไม่เหมือนอย่างต้นตำรับ และไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นลักซา
Penang Laksa ดูน่ากินนิ (ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูล)   


เขียนไป ๆ  น้ำลายชักไหลแล้วซิ!!!

Friday, April 24, 2015

Penang Street Food I


แม้จะไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ผมก็อยากจัดให้ "ปีนัง" เป็นสวรรค์ของนักกิน เห็นด้วยกับที่เค้าโฆษณาว่า "PENANG STREET FOOD - Food Paradise of Asia" ที่นั่นราคาอาหารก็พอ ๆ กับเมืองไทย แต่มีอาหารหลากหลายให้เลือกสั่งกิน...  


ใช้พื้นที่ของบล็อกช่างเหอะ ผมขอสแกนรูป street food บนเกาะปีนังมาลงไว้หน่อยนะครับ 

เริ่มจาก ๑) ข้าวหน้าไก่หรือเป็ด (chicken/duck rice) อย่างเนี้ยก็คล้าย ๆ กับข้าวหน้าเป็ดร้านเฮียก้ำที่ผมเคยพูดถึง เพียงแต่น้ำราดอาจแตกต่างกันบ้าง คนขายส่วนใหญ่จะเป็นคนมาเลย์เชื้อสายจีน...


๒) Nasi kandar ก็คล้ายกับข้าวราดแกงบ้านเรา (nasi =ข้าว) เค้าจะมีกับข้าวใส่ภาชนะวางเรียงไว้ให้ลูกค้าเลือก (ในพม่าก็เป็นเช่นนี้)  เราสามารถสั่งรวมกันได้หลาย ๆ อย่าง ส่วนข้าวสวยถ้าเห็นว่าไม่พอ ก็ขอเพิ่มได้... 


Nasi kandar ที่เห็นในภาพจะมีทั้งไข่ต้ม ปลาหมึก และอะไรก็ไม่รู้อีกอย่าง (อาจเป็นไก่)  ส่วนน้ำแกงก็จะราดมาบนข้าว ราคาก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เลือก... 


๓) อาหารทะเล บนเกาะปีนังอาหารทะเลสดแน่นอนครับ...


๔) Nasi Lemak   


ต้องขออนุญาตนำข้อมูลจากไทยวิกิพีเดียมาบรรยายดังนี้...
คำว่านาซีเลอมะก์ ในภาษามาเลย์หมายถึงข้าวมัน โดยนำข้าวไปแช่ในกะทิ แล้วนำส่วนผสมไปนึ่ง กระบวนการปรุงคล้ายกับอาหารอินโดนีเซียคือนาซีอูดุก์ บางครั้งจะเติมใบเตยหอมลงบนข้าวขณะนึ่งเพื่อให้เกิดกลิ่นหอม อาจเพิ่มเครื่องเทศบางชนิด ได้แก่ ขิงและตะไคร้ เพื่อเพิ่มความหอม
การรับประทานแบบพื้นบ้านจะห่อด้วยใบตอง ใส่แตงกวาหั่น ปลาร้าทอด (ikan bilis) ถั่วลิสงอบ ไข่ต้มแข็ง และซัมบัลซึ่งเป็นซอสมีลักษณะคล้ายน้ำพริก รสเผ็ด นาซีเลอมะก์นี้อาจจะรับประทานคู่กับไก่ทอด (ayam goreng) ผักบุ้งผัด หมึกผัดพริก (sambal sotong) หอยแครง แตงกวาดอง (acar) เรินดังเนื้อ (แกงเนื้อกับกะทิและเครื่องเทศ) หรือปอดวัว (paru) อาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่มีรสเผ็ด
๕) Nasi Melayu (Malay Rice) คือข้าวสวยเสริฟพร้อมกับ "กับข้าวมาเลย์" หลากหลาย ถ้ามีน้ำแกงก็จะใส่ถ้วยมาให้...
 ๖) โจ๊ก (porridge) หน้าตาอาจต่างกับโจ๊กบ้านเราตรงที่มีหมูแดงชิ้นใหญ่ใส่มาด้วย ส่วนโจ๊กเวียดนามกลับโปะหน้าด้วยปาท่องโก๋กับหมูหยอง


ช่างเหอะหันไปจับตะหลิวแล้วหรือเนี่ย?

Thursday, April 23, 2015

หนังสือที่ทำให้น้ำลายไหล


ชีวิตผม... เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว ถ้าไม่ตัดสินใจกลับมาหาแม่ ทุกวันนี้ผมคงเป็นคนออสเตรเลียไปแล้ว เคยคิดว่าถ้าหนักเอาเบาสู้และกินง่ายอยู่ง่าย ผมคงสามารถดำรงชีพอยู่ในเมืองจิงโจ้มาได้จนถึงวัยเกษียณ...

ดอกเบี้ยฝากประจำ 10%  ถ้าทำงานเก็บเงิน ป่านนี้ผมอาจมีเงินแสนในธนาคาร ANZ...



แต่จะเอาอะไรกับชีวิตที่เลือกไม่ได้  หากผมไม่กลับเมืองไทย ทุกวันนี้ก็คงไม่มีคนที่ใช้ชื่อว่า "ลุงน้ำชา" มานั่งเขียนบล็อกให้อ่าน และผมคงไม่มีโอกาสได้พบกับเพื่อนดี ๆ อีกมากมายหลายคน...

หลังจากทริปไปอินโดนีเซีย ผมรู้สึกว่ายิ่งปล่อยวางมากขึ้นน่ะ หันกลับมามองตัวเองแล้วบอกได้ว่า "จริง ๆ แล้วทำอะไรไม่เคยได้ดีสักอย่าง"   ผมอาจเล่นเปียโนได้ เล่นแอ็คคอร์เดียนได้ แต่ก็เพียง "พอเล่นได้" ถ้าจะหากินก็คงเป็นได้แค่นักเปียโนในห้องอาหารสำหรับคนแก่ (ซึ่งไม่มีใครจ้าง)  ยิ่งเป็นแอ็คคอร์เดียนก็ยิ่งหมดสิทธิ์ เพราะผมไม่เคยพัฒนาการเล่นให้ดีขึ้นเลย...

เคยเรียนวาดรูปและฝันที่จะเขียนภาพให้ได้เหมือนกับคุณเดชา แต่ก็เป็นแค่ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง อยากเขียนหนังสือให้ได้ดีแค่ครึ่งหนึ่งของคุณเมธีแต่ก็ไกลสุดเอื้อม อยากเป็นชาวสวน...อยากมี backpacker hostel ของตัวเอง  หุหุ...ทุกอย่างไม่เคยประสบความสำเร็จ!

ทุกวันนี้จึงได้แต่นั่งมองความก้าวหน้าของคนอื่น!!

ผมรู้สึกอิจฉาเจ้าลูกเป็ดตัวน้อย ๆ เภสัชกรสาวผู้สามารถสร้างผลงานของตัวเองไว้ให้แก่สังคม...


ยิ่งได้ไปอ่านพบหนังสือ "From China  to Vietnam" หนังสือหนา ๓๗๘ หน้าของ "Luke Ngyyen" พ่อครัวชาวออสเตรเลียเชื้อสายเวียดนาม แล้วติดตามเข้าไปดูการจัดรายการทำอาหารควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวใน YouTube ด้วยแล้ว ผมจักต้องชื่นชมด้วยความจริงใจ  "Luke Ngyyen" คือคนหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งดึงเอาความสามารถของตัวเองออกมาถ่ายทอดและแบ่งปันให้กับเพื่อนมนุษย์...


ผมชอบที่ Luke เขียนว่า...
Each day I remind myself of how fortunate I am to be able to explore parts of the world that inspire me; where I can travel and discover not only the traditional foods, but also learn the local language, strong culture and meet the most incredible people who open up their homes to me and share their culinary secrets...
หน้า ๓๕ เชฟหนุ่มได้เขียนเล่าถึงการเรียนรู้วิธีทำ Dali Vegetarian Rice Noodle Stir-fly มาจากเมืองจีน...


เรื่องราว สูตรอาหารพร้อมภาพสีสวยสด รวมทั้งทัศนียภาพของประเทศที่ผู้เขียนได้ไปเยือนได้รวมกันเป็นหนังสือเล่มที่ผมอยากเป็นเจ้าของ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะหาซื้อได้ที่ไหน...

เปิดดูจากไฟล์ pdf  แล้วบอกตรง ๆ ว่าน้ำลายไหล!!

Saturday, April 18, 2015

เหมืองแร่

ช่วงพักอยู่ที่ Rain Forest Homestay ใน Bukit Lawang จังหวัดสุมาตราเหนือของประเทศอินโดนีเซีย  ผมลงอาบน้ำในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวทั้ง ๕ วัน!


น้ำไหลแรงจนผมยืนไม่อยู่ ต้องหลบไปนอนแช่อยู่หลังก้อนหินที่ความแรงของน้ำถูกสกัดกั้นให้ลดลง...


ฝ่าเท้าผมได้สัมผัสกับก้อนหินก้อนกรวดมากมายหลายขนาด เกิดจินตนาการไปว่าส่วนผสมของหินดินทรายบนพื้นเบื้องล่างน่าจะมีแร่ธาตุหลายชนิดที่สามารถร่อนหาแล้วนำไปทำเป็นอัญมณีอันมีค่า บางทีอาจมีทองคำ! หรือเพชร! 

จริงด้วยแหละ วันหนึ่งผมเดินไปตลาดแล้วกลับมาเจอร้านจำหน่ายแหวน...


หัวแหวนประดับด้วยหินที่เก็บมาจากลำธาร  ผมถ่ายภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ดูด้วย...


"ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ" ยังคงใช้ได้สำหรับที่นี่  แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีบริษัทต่างชาติเข้ามาทำเหมืองแร่กันบ้างหรือเปล่า?  ผมได้แต่ภาวนาให้ธรรมชาติปราศจากผู้รุกราน ขอให้อยู่อย่างนี้ไปอีกนาน ๆ

คิดถึง "อาจินต์ ปัญจพรรค์" ซึ่งถูกคุณพ่อส่งตัวไปทำงานหนักในเหมืองแร่ที่จังหวัดพังงา แล้วได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์นำไปเขียนเรื่องสั้นในชุด "เหมืองแร่" 


โหลดไฟล์ pdf ของ "เรื่องสั้นเหมืองแร่" ใส่โทรศัพท์ไปทั้งเล่ม    และ  ผมตั้งใจจะเปิดอ่านในระหว่างพักผ่อนอยู่ที่ Bukit Lawang  แต่ลมพัดเย็นและเสียงน้ำไหลขับกล่อมอยู่ตลอดเวลา พอหย่อนตัวลงบนเปลญวนเป็นได้หลับทุกที!!

ก็เลยไม่ได้อ่านแม้แต่เล่มเดียว!! 

Friday, April 17, 2015

เมื่อสิ้นสุด backpacking

ช่างเหอะวางค้อนไปแบกเป้เที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซียซะนาน เมื่อวานนี้กลับถึงบ้านก็ค่ำแล้ว จึงไม่ได้ขึ้นไปดูต้นไม้บนดาดฟ้า  เช้านี้ผมรีบขึ้นไปดูตั้งแต่พระอาทิตย์เพิ่งจะเริ่มส่องสว่าง พบว่าต้นไม้แห้งตายเกือบหมด รู้สึกเสียดายต้นพริกขึ้หนูยิ่งนัก ส่วนเจ้ามะกรูด (kaffir lime) มองดูแล้วคิดว่าอาจจะรอด... 


งานที่ต้องรีบทำหลังจากกลับจากแบกเป้คือ ต้องนำของออกให้หมด ตรวจสอบทุกช่องเก็บของ เขย่าให้เศษผงเศษขยะร่วงออกให้หมด จากนั้นก็นำไปตากแดดเพื่อขับไล่ความชื้น...


เสื้อผ้าเหม็นอับและชื้นต้องรีบซักออกตากทันที...


ต่อจากนี้ช่างเหอะก็คงจะได้หันมาจับค้อนอีก แล้วค่อยคุยกันนะครับ...