Saturday, April 19, 2014

วัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี


ช่วงที่ผมไปถึง "วัดพระรูป" นั้นสายมากแล้ว ผมเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงลานจอดรถ ทางด้านซ้ายมือเห็นศาลาการเปรียญไม้หลังใหญ่ตั้งอยู่ ด้านขวาเป็นวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์....




กล่าวกันว่า "พระพุทธไสยาสน์" ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า "เณรแก้ว" นั้น เป็นพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์งดงามที่สุดในประเทศไทย พระวรกายสมบูรณ์ทุกส่วน...


พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนขาว ยาว ๑๓ เมตร สูง ๓.๔๕ เมตร พระพักตร์แป้นกลม ยาวคล้ายผลมะตูม ผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าสร้างในราว พ.ศ. ๑๘๐๐-๑๘๙๓
 






มีซากศาลาแบบเก๋งจีนอยู่ภายในบริเวณวัด....




ใกล้ ๆ กัน... ผมเห็นเจดีย์แปดเหลี่ยม ยอดระฆังทรงกลม... 




 




ภายหลังจากการเยือนวัดพระรูป ผมถึงได้ทราบว่าศาลาการเปรียญวัดพระรูปสร้างด้วยไม้ที่คุณพ่อเป็นผู้จัดหาให้ในสมัยนั้น...

เสียดายที่ไม่ได้ไปเห็นด้วยตา!

ที่มาข้อมูล: oknation.net/blog/phaen,  thai-tour.com,  aj-ram.com

Friday, April 18, 2014

self check-in


สมัยก่อนเวลาจะขึ้นเครื่อง ผู้โดยสารจะต้องไปเช็คอินที่เค้าเตอร์ของสายการบินที่ได้ซื้อตั๋วไว้ เพื่อรับ boarding pass... 


จะเลือกที่นั่งก็ต้องตอนนั้น อยากได้ window seat หรือ aisle seat ก็บอกไป แถมเจ้าหน้าที่ยังถามด้วยนะว่า smoking หรือว่า non-smoking  ส่วนอาหารบนเครื่องก็เช่นกัน ถ้าอยากได้มังสวิรัติก็ต้องบอกเค้าว่าขอ vegetarian meal (VGML)

Boarding Pass ที่ได้มาจะเป็นกระดาษแข็ง หน้าตาแตกต่างกันไปดังที่ผมนำตัวอย่างมาให้ดู...


แต่ทุกวันนี้ก้าวหน้ามาก เราสามารถจองตั๋วได้ทางอินเทอร์เน็ต เลือกที่นั่งได้เอง สั่งซื้ออาหารล่วงหน้าไว้ก่อนก็ได้  ครั้นจะขึ้นเครื่อง...หากไม่มีสัมภาระที่จะต้องโหลด ผู้โดยสารก็ไม่ต้องไปที่เค้าเตอร์เพื่อเช็คอินเหมือนในอดีต...


แค่ไปที่ self check-in kiosk เจ้าเครื่องอย่างที่เห็นในภาพ...


 ทำการเช็คอินด้วยตนเอง โดยกดป้อน booking number ลงไป... 


เห็นว่าถูกต้องดีแล้วก็กด "ยืนยัน"  มันก็จะมี boarding pass เป็นกระดาษบาง ๆ (คล้ายกระดาษเครื่อง fax) ออกมาทางช่องที่เห็นอยู่ด้านล่าง...


นำไปขึ้นเครื่องได้เลยครับ...

Thursday, April 17, 2014

มณฑปวัดพระรูป จังหวัดสุพรรณบุรี




วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๗ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี...ผมถ่ายภาพสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนไว้ ๑ บาน ก่อนที่จะเดินข้ามไปยังฝั่งด้านตะวันตก


เชิงสะพานด้านซ้ายมือเป็นที่ตั้งของมณฑปวัดพระรูป...


เว็บ phuttha.com ได้อธิบายถึง "มณฑป" ไว้ว่า...
มณฑป : ชื่อเรียกงานสถาปัตยกรรมไทยประเภทหนึ่ง ที่เอื้อให้สำหรับประโยชน์ใช้สอยซึ่งเกี่ยวกับพุทธศาสนา โดยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป หรือพระไตรปิฎก หรือรอยพระพุทธบาทจำลอง พระมณฑปโดยทั่วไปมักเป็นอาคารรูป ๔ เหลี่ยมจัตุรัส มีหลังคาเป็นเรือนยอดแหลมอย่างทรงปิรามิดซ้อนเป็นชั้นๆเรียกว่า “หลังคาทรงบุษบก” เนื่องด้วยบุษบก บุษบกกับพระมณฑปใช้รูปแบบ สัดส่วน และองค์ประกอบที่เป็นแบบแผนเดียวกัน แตกต่างกันในบางส่วนและการใช้สอยที่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ บุษบกใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็ก หรือขยายใหญ่ขึ้นขนาดสำหรับคนเข้าไปนั่งได้ ๑ คน อย่างเช่นให้พระเข้าไปนั่งเทศน์ ซึ่งจะเรียกชื่อใหม่ว่า “ธรรมาสบุษบก” หรือสำหรับให้พระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นประทับ ในพระราชพิธีบางอย่างก็เรียกว่า “พระที่นั่ง” ลักษณะสำคัญของบุษบกก็คือจะเปิดโล่งทุกด้านไม่ทำฝาผนังกั้นและมีฐานสูง ส่วนพระมณฑปนั้นเป็นอาคารขนาดใหญ่ประมาณ ๔.๐๐ x ๔.๐๐ เมตรขึ้นไป ตั้งบนฐานทึบไม่สูงมากเมื่อเทียบกับส่วนเรือน ที่สำคัญพระมณฑปจะก่อหรือกั้นเป็นฝาผนังทึบทุกด้าน อาจมีหรือไม่มีหน้าต่างก็ได้
(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล)


มณฑปวัดพระรูป สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๕ - ๒๔๕๙ โดยการริเริ่มของเจ้าอาวาสวัดพระรูปในขณะนั้น (พระแจงวินัยธร) ร่วมกับคณะสงฆ์ และชาวบ้าน เพื่อประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไม้ที่พบจากการลอยน้ำมา โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงิน ๑,๔๘๑ บาท ต่อมาเมื่อราวปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ทางวัดได้เคลื่อนย้ายรอยพระพุทธบาทไม้ไปเก็บไว้ในหอสวดมนต์ มณฑปหลังนี้จึงถูกทิ้งร้างไป
ลักษณะของมณฑป เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม ส่วนกลางเป็นห้องโถง มีบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ ส่วนยอดเป็นทรงหลังคาซ้อนลด ๔ ชั้น ต่อด้วยทรงเจดีย์ย่อมุม และ บัวกลุ่มลดหลั่นกันขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีกำแพงแก้วในผังกลมล้อมรอบอาคารเอาไว้
กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดพระรูป ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ หน้า ๓๗๑๐ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ดำเนินการขุดแต่ง และบูรณะมณฑปหลังนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยเป็นการบูรณะเสริมความมั่นคงตามรูปแบบสถาปัตกรรมเดิม



ประตูทุกด้านปิดหมด กระทาชายจากเมืองรถม้าได้แต่เดินดูรอบ ๆ ก่อนที่จะถ่ายภาพชีวิตไว้อีก ๑ บาน...


ผมก้าวเดินต่อไปยังวัดพระรูปที่เห็นอยู่เบื้องหน้า...



มาชวนเพื่อน ๆ ไปเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีด้วยกันครับ!

Wednesday, March 26, 2014

แผนที่เมืองมัณฑะเลย์

ผู้โดยสารรถเมล์ซึ่งวิ่งผ่านถนนสาย 26 ในเมืองมัณฑะเลย์ (ถ่ายเมื่อปี 2526)
ไปมัณฑะเลย์เมื่อปี ๒๕๒๖... ผมต้องอาศัยแผนที่จากหนังสือท่องเที่ยว 


แต่ครั้งนี้มีอินเทอร์เน็ต ไม่รู้ว่าไปค้นหาอีท่าไหน ผมไปเจอแผนที่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งกล่าวได้ว่าดีที่สุดก็ว่าได้...


เป็นไฟล์ PDF ขนาด 741 KB ที่ได้นำไปเก็บไว้ให้เพื่อน ๆ ได้ดาวน์โหลดกันแล้ว (คลิก ที่นี่)  เพือน ๆ สามารถนำไปไว้ใน smart phone หรือ tablet แล้วเปิดดูได้ เมื่อขยายออกจะเห็นรายละเอียดที่ชัดเจน...


ถ่างนิ้วออก...ขยายได้อีก!  เห็นได้ว่าจะหาธนาคาร, โรงแรม หรือ คลีนิกหูตาคอจมูก ได้ที่ไหน!  ชัดเจนสุด ๆ!


This's the best map of Mandalay!!  It's FREE!

Tuesday, March 25, 2014

Shuttle Bus จากสนามบินมัณฑะเลย์

เพื่อน ๆ ที่เดินทางไปมัณฑะเลย์โดยสายการบิน Air Asia บางคนอาจไม่ทราบว่าเค้ามีบริการรถรับส่งระหว่างสนามบินและตัวเมือง นั่งฟรีครับ...

  Shuttle Bus Schedule Departure Time
Mandalay Airport ► Mandalay (Road 79 by Mandalay Palace, between Road 26 and  27)
Bus 113:00hrs
Mandalay (Road 79 by Mandalay Palace, between Road 26 and  27) ► Mandalay Airport
Bus 109:15hrs

ลงเครื่องแล้วอย่ามัวโอ้เอ้นะครับ รีบไปขึ้นรถเลย มีเวลาไม่มาก  จะแลกตังค์ก็ไปแลกเอาในเมืองโน่น!

Shuttle Bus ไปจอดให้ลงที่ถนน 79  ระหว่างถนน 26 และ 27  (P)



จะเห็นได้ว่าลงตรงนั้นจะไม่หลงทิศหลงทางแน่นอน อยู่หน้าสถานีรถไฟ มองเห็นถนน 26 ซึ่งเป็นถนนใหญ่ผ่านหน้าพระราชวัง บริเวณนั้นมีที่พักเยอะ แบกเป้เดินไป ๒-๓ บล็อคก็เจอแล้วครับ...

วันที่ ๓ เมษายนนี้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง บ่ายโมงกว่า ๆ คงจะได้ไปเดินตามเส้นทางสีแดงที่ผมเขียนไว้!

Monday, March 24, 2014

ผนัง workshop

วันนี้ขอรายงานเรื่อง Workshop ต่ออีกหน่อยนะครับ...


มีสมาร์ทบอร์ดตราช้างขนาด ๑๒๐ x ๑๒๐ ซม. หนา ๔ มม.จำนวน ๑๐ แผ่น ซื้อมาจากห้างอิวหลีฯ ตั้งนานแล้ว (ราคาแผ่นละ ๗๐ กว่าบาท)... ผมนำมันมาใช้สร้าง workshop เพื่อใช้เก็บเครื่องไม้เครื่องมือและใช้เป็นที่ทำงาน 

เกือบไม่เหลือเงินสำรอง...ผมต้องประหยัดสุด ๆ คือทำเท่าที่ทำได้จากวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ ไม้ก็ต้องหาเศษ ๆ มาตัดทำโครง ..


ผมเกรงว่าถ้ากั้นผนังทึบหมด...ห้องจะมืด พอดีเห็นกระจกบานเกล็ดเหลือมาจากบ้านเก่า ๑๐ กว่าแผ่น จึงทำช่องหน้าต่างกว้าง ๗๐ ซม. เพื่อรับแสง....


นอกจากนั้นยังมีพัดลมดูดอากาศซึ่งถอดมาจากคอนโดที่เชียงใหม่ เก็บไว้ได้นานมาก...แต่ก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ผมนำมันมาติดตั้งด้วย...คิดว่าดีกว่าทิ้งไว้เฉย ๆ

 

จริง ๆ แล้วจะต้องใช้สมาร์ทบอร์ดใหม่ ๆ อีก ๒ แผ่น...แต่ผมก็ไม่ซื้อ พยายามนำเศษ offcut  มาดัดแปลงใช้แทน  ทำให้งานยากขึ้น แถมมีตำหนิและรอยต่อมากมาย... 


วันนี้ติดตั้งผนังด้านนอกด้วยสมาร์ทบอร์ดเสร็จแล้วครับ..

Thursday, March 20, 2014

bicycle parking rack


เวียงกุมกามกำลังได้รับการปรับปรุงอย่างไม่หยุดหย่อน ผมสงสัยจังว่าใครออกแบบที่ไว้จักรยานโลหะ แล้วติดตั้งไว้อย่างนั้น? 




ตามสายตาของผมคิดว่ามันเป็นวัตถุรูปทรงแปลกตา ที่น่าจะให้อยู่ห่างจากโบราณสถานมากกว่านั้นอีกสักหน่อย  จริงอยู่ที่ว่ามันใช้เป็นที่ล็อคจักรยานได้ แต่จะมีใครอยากนำจักรยานมาเข้าซองบ้าง?

ภาพ bicycle parking rack - ที่มา wikipedia
หาจุดติดตั้งที่ห่างออกมาสักหน่อย ปล่อยให้นักจักรยานได้เดินมาชม... น่าจะดีกว่า!


จักรยานคันเล็ก ๆ แค่ผ่านมา หยุดพักแล้วจากไป ไม่ได้อยู่ถาวรเป็นสิ่งแปลกปลอมอยู่ทั้งวันทั้งคืน...


ถ้าผมจอดรถไว้อย่างนี้แล้วถูกขโมย ผมคงไม่โทษว่าสถานที่ท่องเที่ยวนั้นไม่มีที่จอดจักรยานให้ผม...


ใครก็ตามที่กระโดดขึ้นขี่จักรยานพับแล้วปั่นหนีไปได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องอาศัยการปรับตัวให้คุ้นเคยเสียก่อน  ถ้าเอาไปได้ก็เอาไปเถอะ!