Saturday, February 21, 2015

Two Men in Town

พักนี้หนังที่ผมดาวน์โหลดมาดูส่วนใหญ่จะเป็นหนังใหม่!  แต่ไม่มีเรื่องใดที่ผมให้คะแนนเกิน 6/10 มีบางเรื่องต่ำกว่านั้นจนอยากจะเรียกว่าเป็นขยะด้วยซ้ำ... 



วันนี้ผมอยากเขียนถึงภาพยนต์ปี 2014 เรื่อง Two Men in Town  ซึ่งกำกับโดย Rachid Bouchareb  นำแสดงโดย  Forest Whitaker, Harvey Keitel , Luis Guzmán และ Brenda Blethyn


สร้างขึ้นมาใหม่จากภาพยนต์เรื่อง DEUX HOMMES DANS LA VILLE (1973)...


Two Men in Town (2014) เป็นเรื่องของ William Garnett (แสดงโดย Forest Whitaker) อดีตนักโทษผู้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม...                    



หลังจากถูกจำคุก ๑๘ ปี William Garnett ถูกปล่อยตัวออกมาโดยมีทัณฑ์บน ภายใต้การคุมประพฤติโดยตำรวจหญิงชือ Emily Smith (แสดงโดย Brenda Blethyn) 


William พยายามที่จะใช้ชีวิตเป็นคนดี เขาหางานทำในฟาร์มเลี้ยงวัว...


William ได้พบกับคนรักซึ่งทำงานในธนาคาร  Emily แนะนำให้เขาบอกความจริงให้เธอทราบ...


โชคร้ายที่นายอำเภอ Bill Sgati (แสดงโดย Harvey Keitel) ผู้ยังไม่หายแค้นเคืองที่ William ฆ่าลูกน้องของเขาได้คอยติดตามเอาเรื่อง William ให้ได้...    


ผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไรนั้นน่าติดตามครับ ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้ดู


ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างใน New Mexico ทำให้เห็นความแห้งแล้งและพื้นที่ว่างเปล่าในอเมริกา...


มีหลายอย่างที่น่าสนใจอย่างเช่น เสาส่งไฟฟ้า..


รูปแบบของบ้าน...


รูปทรงของโต๊ะเก้าอี้ และการตกแต่งในร้านอาหาร...


ผมคิดว่าถ้าเราดูให้ลึกและดูให้กว้าง จะเห็นอะไรดี ๆ แทรกอยู่ในความบันเทิงอยู่เสมอ!

Friday, February 20, 2015

Touring Bike - เจ้ายักษ์

"FB Trip" เป็นหนึ่งในรูปแบบการเดินทางที่ผมชื่นชอบ เป็นการนำจักรยานพับ (folding bike) ใส่กระเป๋าจักรยาน ไปปั่นตามเมืองต่าง ๆ 


ผมเคยพาเจ้า Coyote ไปปั่นที่เชียงแสน สามารถลุยไป-กลับสามเหลี่ยมทองคำได้สบาย  ที่อุตรดิตถ์เจ้าจิ้งจอก Coyote ก็วิ่งไปอำเภอลับแลแล้วไต่ขึ้นไปถึงน้ำตกแม่พูล มันเป็นวิธีการเดินทางที่ผมอยากแนะนำ 

มีโอกาสอีกเมื่อไหร่ก็อยากจะทำอีก แต่ตอนนี้ได้เพียงแค่คิดเท่านั้น เพราะผมได้มอบเจ้า Coyote ให้หลานที่เชียงใหม่เอาไปขี่แล้ว ตัวเองจึงต้องหันมาหา "เจ้ายักษ์"  touring bike ล้อ ๒๗ นิ้ว ยี่ห้อ Giant ซึ่งครูหนิงซ่อมให้เมื่อปีกลาย  วันนี้ผมนำมันออกมาเช็คสุขภาพ ปรากฏว่ายางอ่อนทั้งสองล้อ!  


ต้องพาไปเติมลมที่ปั้มน้ำมันตราหอยซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม...


ปรากฏว่ายางหลังรั่วซึม...เก็บลมไม่อยู่!! ผมรีบปั่นกลับมาบ้านก่อนที่ยางจะแบนแต๊ดแต๋!


touring bike ก็ดีไปอย่าง มันปั่นได้ไกลและเร็วกว่าจักรยานพับ ผมวางแผนสำหรับทริปแรกเอาไว้แล้ว แต่ต้องขออุบไว้ก่อนเด้อ!

Sunday, February 15, 2015

D50 ออกงาน

วันนี้ผมรู้สึกดีใจที่ได้พาเจ้า D50 ซึ่งเพิ่งได้รับการเปลี่ยนยางรองตาพร้อมใส่ฟิลเตอร์ให้เลนส์มือหมุน ไปออกงานด้วย!



ไปพม่าและเวียดนามเมื่อปีกลายเป็นการเดินทางแบบ travellin' light  เจ้า D50 ต้องนอนอยู่บ้าน ไม่มีโอกาสได้ไปด้วยกัน!!

นานแล้วที่ไม่ได้ถ่ายภาพด้วยระบบแมนนวล มองผ่านช่อง viewfinder และปรับโฟกัสเอง วันนี้ผมได้กลับมาใช้กล้องติดเลนส์มือหมุนอีกครั้ง แม้การกดชัตเตอร์แต่ละครั้งจะยุ่งยากและกินเวลามากกว่ากล้องคอมแพค แต่มันก็ทำให้ผมเพลิดเพลินและมีความสุขไม่น้อย...

ที่ผมไม่เคยปล่อยให้ผ่านเลยไป คือถังขยะ!!



เลนส์มือหมุน Tonika 60-300 mm. 1:4-5.6 ช่วยดึงภาพกระเบื้องหลังคาโบสถ์เข้ามาใกล้...


บาตรพระอยู่ไม่ไกล...


ข้อดีของการใช้เลนส์ซูมอยู่ตรงนี้แหละ ผมสามารถถ่ายภาพเจ้าถิ่นได้ โดยไม่ต้องเข้าใกล้ให้เสียวน่อง!


ดึงภาพคนงานเข้ามาได้สบาย...



จากนั้นก็ไปอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล...



คนมีปัญหาด้านสายตา บางครั้งก็ปรับโฟกัสไม่ตรง... 






ถ่ายรูปดอกไม้ทีไรไม่เคยออกมาสวย แต่ผมก็ยังอยากถ่าย...








ได้ออกงาน...เจ้า D50 ยิ้มรื่นเลยครับ!!

Friday, February 13, 2015

เปลี่ยนยางรองตา (Eye Cup) เจ้า Nikon D50

เมื่อวานนี้ผมได้รับพัสดุไปรษณีย์อีก ๑ ชิ้น คราวนี้ไม่พิศวงงงงวย เพราะรู้ว่าเป็นสินค้าที่ส่งมาจาก vloveklong.com 



รู้สึกสงสารเจ้า D50 ซึ่งไม่ค่อยได้ออกทัวร์กับผม นับตั้งแต่ยางรองตา (Eye Cup) หลุด ผมก็ยังไม่ได้เปลี่ยนให้ใหม่ ตอนนี้ถือว่าได้ฤกษ์เปลี่ยนซะที จะได้พร้อมสำหรับการท่องเที่ยวทั่วไทย!

สินค้าที่ผมสั่งซื้อจาก V Love Klong มีดังนี้...
  • ยางรองตา Nikon DK-20 ราคา ๑๐๐ บาท
  • UV Filter 67 mm. Kenko ราคา ๑๕๐ บาท
  • ชุดทำความสะอาด 7 in 1 EIRMAI  KT-507 ราคา ๒๐๐ บาท

จำเป็นต้องใช้เพื่อดูแลสุขภาพของเจ้า D50 ครับ!

เลนส์มือหมุน Tonika 60-300 mm. 1: 4-5.6 คู่ซึ้ของเจ้า D50 ยังไม่มีตัวป้องกันหน้าเลนส์ ผมสั่ง filter ยี่ห้อ Kenko มาให้...


 ขนาด 67 mm....



ใส่แล้วทำให้มั่นใจขึ้น...


ทีนี้ก็มาถึงเจ้ายางรองตา...


เปลี่ยนตัวใหม่แล้วก็ยังไม่แน่น คงหลุดอยู่ คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไหล่แท้ เพราะในเว็บกล้องบอกว่าของแท้แพง ถ้าหากยางรองตาหลุดง่ายเช่นนี้ ใช้ไปไม่นานก็คงตกหาย ผมจึงตัดสินใจใช้กาวช่วย...


แน่นแล้วฮับ...


  ทำความสะอาดแล้วก็ดูดี...


หากยังต้องพึ่งกาว รู้ยังงี้ใช้ของเก่าก็ได้! 

Thursday, February 12, 2015

ห้างฉัตร-อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล


วันก่อน ที่หน้าร้านลมเย็น (1) ผมเห็นฝรั่งนักปั่นจักรยานท่องโลกคนหนึ่งกำลังหยุดรถถามชาวบ้านถึงเส้นทางข้างหน้า...



แอบถ่ายรูปไว้ ๒ บานก่อนที่จะลงไปสนทนาด้วย...



ได้ความว่าเป็นชาวยุโรป อายุอานามน่าจะราว ๓๐ กว่า ๆ ปั่นจักรยานท่องโลกมาได้ ๕ ปีแล้ว หนุ่มนักปั่นเป็นมือคลาริเน็ตซะด้วย (ผมไม่ได้ถามว่าพกเครื่องดนตรีมาด้วยแล้วเล่นเปิดหมวกหาทุนรอน เหมือนกับคุณภราดล พรอำนวย ผู้เขียน "ลมใต้ปอด" หรือเปล่า?) 

บอกผมว่ากำลังจะขึ้นเชียงใหม่แล้วปั่นไปปาย นักเดินทางเอาแผนที่ให้ดู ถามถึงเส้นทางไปอำเภอแม่ทา แผนที่ ๆ เค้าพกมาด้วยคือแผนที่ประเทศไทย (เห็นอยู่หน้ารถ) ฉบับหยาบ ผมบอกว่า cyclists ส่วนใหญ่ก็ใช้เส้นทางซุปเปอร์ไฮเวย์กันทั้งนั้น แต่เขาไม่อยากใช้เส้นทางนั้น ตั้งใจจะใช้เส้นทางเล็ก ๆ ที่ชี้ให้ดูในแผนที่...

ผมดูแล้วก็เป็นงงครับ เพราะมันเล็กมาก นึกในใจว่ายูน่าจะใช้ระบบนำทางบน smart phone (ราคาไม่ถึง ๒ พัน) อย่างที่ไอใช้ แผนที่ประเทศไทยแผ่นเนี้ยคงช่วยบอกทางได้ไม่ง่ายนัก...



จริง ๆ แล้ว ผมเองก็ยังไม่เคยใช้เส้นทางอื่นไปเชียงใหม่ นอกจากทางหลวงหมายเลข 11 (เส้นน้ำเงิน) ขึ้นดอยขุนตาลไปเข้าเขตลำพูน แต่ก็พอรู้ว่ามีเส้นทางอื่นอีก (เส้นเหลือง) จากตรงที่เราจอดคุยกัน เลี้ยวขวาตรงสี่แยกข้างหน้า (2) ไปตามถนนราดยาง ๒๐ กว่ากิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติขุนตาล จากที่นั่นสามารถเดินทางต่อไปยังเชียงใหม่ได้ แต่ไกลหน่อย ผมไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ เพราะยังไม่เคยไปสำรวจ...

ก่อนจากกันผมขอถ่ายรูปไว้อีก ๑ บาน นักจักรยานท่องโลกตั้งท่าให้ถ่ายอย่างดี...


จากกันแล้วผมก็ขับรถไปตามทางที่คิดไว้ คือเลี้ยวขวาตรงสี่แยก (2) ไปตามเส้นทางอย่างดีที่เพิ่งได้รับการตีเส้น...


นั่นไง... ป้ายบอกทางไปอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ระยะทาง ๒๒ กิโลเมตร ข้างหน้าบอกให้ใช้เกียร์ต่ำ แสดงว่าต้องเป็นทางลงเขา... 


เสียดายถ่ายภาพนี้แล้ว แบตฯ กล้องถ่ายรูปก็หมดพอดี ผมตัดสินใจไม่ไปต่อ!!

เดี๋ยวถ้ามีเวลา ผมสัญญาว่าจะไปสำรวจเส้นทางเส้นนี้ให้นะครับ

Wednesday, February 11, 2015

ใครหนอ?

เครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH370 หายสาบสูญไปตั้งแต่วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๗ ตอนนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น คงเป็นเรื่องลึกลับซึ่งต้องเฝ้าติดตามไปอีกนาน... อาจนานเกินกว่าที่ผมจะมีชีวิตอยู่จนได้รู้ความจริง!!

แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะยังเป็นเรื่องไกลตัว วันนี้กลับมีเรื่องพิศวงให้ต้องค้นหาความจริงขึ้นแล้ว!!!


วันก่อนนี้ผมเขียนเรื่อง "ลมใต้ปอด" และฟันธงว่าต้องเป็นคุณเมธีแน่ ๆ เลยที่ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้อ่าน...


เช้าวันนี้ได้อ่านเมลจากคุณเมธีเขียนว่า "...ไม่ได้ส่งหนังสือลมใต้ปอดครับ เป็นปริศนาที่ต้องขบคิดต่อไปว่าใครหนอส่งมาแอบกำนัลชุบชีวิตให้ชุ่มชื่น ยินดีด้วยใจเมธี...." 

เอาละสิ! แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่าใครส่งมา?  

ก่อนอื่นต้องนำรายชื่อของเพื่อน ๆ ที่รู้ address บ้านห้างฉัตรมาวางแผ่เพื่อวิเคราะห์ เท่าที่นึกออกก็มีอยู่ไม่กี่คน และเมื่อกลั่นกรองออกไปอีก ก็เหลือเพียงแค่ ๒ ท่านที่ปกติจะใช้คำว่าอาจารย์นำหน้าชื่อผู้รับ คือ "คุณเมธี" และ "คุณเดชา" ในเมื่อคุณเมธีแจ้งมาแล้วว่าไม่ได้ส่ง "ลมใต้ปอด" ให้  ผู้ต้องสงสัยก็น่าจะตกอยู่กับคุณเดชา!

พอดีติดต่อคุณเดชาไม่ได้ทั้งทางโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต ผมจึงต้องขอนำทำนองเพลง "ใครหนอ" มาร้องว่า... 
ใครหนอรักเราเท่าชีวัน (เท่าชีวัน)
ใครหนอใครกันให้เราขี่คอ (คุณพ่อคุณแม่)
ใครหนอแอบกำนัลด้วยหนังสือคุณปอ*
รู้แล้วละก็ อย่ามัวรั้งรอ ขอช่วยชี้แจง........
ด้วยความขอบคุณยิ่ง!

(*ปอ คือชื่อเล่นของผู้เขียนลมใต้ปอด)