Friday, September 19, 2014

Chipperfields Circus

ภาพจากนิตยสารสารคดี
วันก่อนเขียนเกี่ยวกับภาพยนต์เรื่อง Water for Elephants ผมเล่าว่า "มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้ข่าวว่าคณะละครสัตว์คณะหนึ่งเดินทางมาเปิดการแสดงที่เมืองไทย ผมยังฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าไปขอสมัครงาน (ทำหน้าที่อะไรก็ได้) แล้วได้ร่วมเดินทางไปกับเค้าจนสุดขอบฟ้า!"  วันนี้ขอขยายความต่อนะครับ....


ภาพจาก grimsbybigcats.blogspot.com
ละครสัตว์คณะดังกล่าวคือคณะ Chipperfields ซึ่งมาเปิดแสดงในเมืองไทย เมื่อปี ๒๕๒๙  นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๑๖ ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๙ มีบทความเรื่อง "เบื้องหลังชิปเปอร์ฟิลด์ คาราวานสัตว์บันลือโลก"  เขียนโดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ภาพโดย สกล เกษมพันธุ์ ผมขออนุญาตนำบทนำและภาพประกอบบางส่วนมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านดังนี้...
มีคำกล่าวโบราณตอนหนึ่งว่า "เจ้าผู้ร่อนเร่พเนจรทั้งหลาย ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องร่อนเร่พเนจรไปตลอดชั่วชีวิต"...ดูจะใช้ได้ดีที่สุดกับชาวคณะละครสัตว์จำนวนนับร้อย ทั้งศิลปิน คนเลี้ยงสัตว์ และคนสร้างเต็นท์ ที่ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ เพื่อเปิดการแสดงตามสถานที่ต่าง ๆ หลาย ๆ ครั้งผู้คนเหล่านี้ได้ทำสิ่งอันน่าอัศจรรย์หลายอย่างที่ตัวพวกเขาเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะทำได้ในชีวิต
อาชีพของนักแสดงเร่ต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นลิเก ดนตรีลูกทุ่ง หมอลำ ซึ่งตระเวนไปเล่นตามที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ปักหลักเปิดการแสดงที่ไหน ก็ต้องล้อมรั้วเก็บเงินคนดู สร้างเวทีเอง หุงหาอาหาร ตกค่ำที่ไหนก็หลับนอนที่นั่น
ถ้าจะเปรียบไปแล้ว "ชิปเปอร์ฟิลด์" ละครสัตว์ของอังกฤษก็มีลักษณะคล้ายที่กล่าวมา คือร่อนเร่ไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อเปิดการแสดง แต่ต่างกันที่ความยิ่งใหญ่ จำนวนนักแสดง อุปกรณ์การแสดง และที่สำคัญคือ ละครเรเปิดการแสดงไปทั่วประเทศ แต่คณะละครสัตว์ชิปเปอร์ฟิลด์เปิดการแสดงไปทั่วโลก
เช้าวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๒๙ ผู้คนแถวท่าเรือคลองเตยพากันแตกตื่นประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อปั้นจั่นขนาดยักษ์ได้ยกตู้คอนเทลเล่อร์สีแดงสดนับสิบตู้จากเรือลงมาบนรถคอนวอยขนาดใหญ่ พลันที่เสียงประตูห่อหุ้มสินค้าสีแดงสดได้ลั่นเอี๊ยดออกมา เสียงคำรามของเหล่าสรรพสัตว์ก็แข่งกันกระหึ่มขึ้นทันที
หมีขาวขั้วโลกจำนวน ๕ ตัว หมีควายสีดำสนิท ๑ ตัว เสือเบงกอล ๑๕ ตัว สิงโต ๒๔ ตัว ช้าง ๓ เชือก มนุษย์เกือบ ๒๐๐ คน ม้านั่ง ๔,๐๐๐ ที่นั่ง ขบวนรถตู้นอน ๒๐ กว่าตู้ เต๊นท์พลาสติกขนาดยักษ์ ๑ หลัง เครื่องปรับอากาศน้ำหนักเกือบ ๒๐๐ ตัน และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกมากมายก็เริ่มเคลื่อนออกจากท่าเรือคลองเตย มุ่งหน้าไปปักหลักเพื่อเปิดการแสดงที่สนามกีฬาหัวหมาก ที่คาดกันว่าจะมีผู้มาชมการแสดง ๑๐๐ กว่ารอบ คิดเป็นจำนวนผู้ชมถึง ๕ แสนกว่าคน
นอกจากผืนแผ่นดินที่ใช้เป็นสถานที่สำหรับการแสดงแล้ว ดูเหมือนว่าชิปเปอร์ฟิลด์ได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อม แม้แต่ตัวนอตหรือตะปูตลอดจนแผ่นไม้ชิ้นเล็ก ๆ ที่วางเรียงรายทำเป็นทางเดิน ไปจนถึงเต๊นท์พลาสติกที่วิวัฒนาการมาจากเต๊นท์ผ้าใบที่จุคนชมได้ถึง ๔,๐๐๐ คน อันถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในเมืองไทย.....  
นักแสดงของชิปเปอร์ฟิลด์ไม่จำเป็นต้องพักโรงแรมหรูหรา แต่มีบ้านเล็ก ๆ เรียงรายอยู่ด้านหลังเต๊นท์
อากาศร้อนนัก ชุดทูพิชที่นุ่งอยู่กับบ้านจึงมีให้เห็นบ่อย ๆ ตามแบบวัฒนธรรมตะวันตก
ดำรงชีวิตเยี่ยงคนธรรมดา ซักผ้า จ่ายอาหาร ทำกับข้าว
 ฝึกซ้อมเพื่อความคล่องตัว
   ในชีวิตนี้ผมยังไม่เคยได้ดูละครสัตว์ใหญ่ ๆ อย่างนี้เลย คงไม่มีโอกาสแล้วมั้ง!

Thursday, September 18, 2014

ภาพถ่ายฝีมือคุณบิม

ผมรู้จักคุณ bimbalo มาได้หลายปี แต่เคยพบหน้าและพูดจากันเพียงครั้งเดียว ที่บ้านเก่าปงแสนทอง...ปีไหนจำไม่ได้แล้ว! แต่ก็ดูเหมือนว่าชื่อ bimbalo จะถูกผมแซวอยู่บ่อย ๆ ในบล็อกช่างเหอะ 



นับตั้งแต่ผมย้ายบ้านมาอยู่บ้านสามแดง เอ้ย...บ้านขามแดง อำเภอห้างฉัตร  คุณบิม ได้ส่งพัสดุมาให้หลายครั้ง ล่าสุดนี้บรรจุลำไยสดและมะม่วงแผ่นไร้สารพิษ  ช่างใจดีเหลือเกิน!!


เพื่อจัดห้องสอนดนตรีเสียใหม่...วันนี้ผมย้ายชั้นวางของที่คุณเมธีให้มาไปไว้บนชั้นสาม


ขอถือโอกาสนำ"ภาพถ่ายฝีมือคุณบิม" ซึ่งติดอยู่บนผนังมาอวดซะหน่อย...



คุณบิม อัดภาพอันน่าประทับใจ ใส่กรอบ(อย่างดี) แล้วส่งมาให้ผมตั้งนานแล้ว...

Wednesday, September 17, 2014

Always


วันก่อนเขียนถึงภาพยนต์เรื่อง Mr. Holland's Opus ซึ่งนำแสดงโดย Richard Dreyfuss... ผมยังได้โยงไปถึงภาพยนต์เรื่อง Always (1989)  ถ้าวันนี้เพื่อน ๆ ถามผมว่าในบรรดาภาพยนต์ประเภท Romantic แล้ว ผมชอบเรื่องไหนมากที่สุด?  ก็ขอตอบว่าเรื่อง "Always" ซึ่งกำกับโดย Steven Spielberg ครับ 

เคยดูเรื่อง Always มาตั้งแต่สมัยที่อยู่ร้านสมพรมิวสิคเฮ้าส์ของอาจารย์ราเชนทร์โน่นแล้ว ตอนนั้นข้าง ๆ บ้านมีร้านวิดีโอให้เช่าอยู่ร้านนึง มีหนังเรื่องนี้อยู่ในวิดีโอเทปซึ่งมีลักษณะเช่นนี้...


วิดีโอเทปให้ภาพที่ไม่คมชัด บางครั้งก็กระตุกหรือสั่นไหวเพราะเนื้อเทปที่ผ่านการใช้งานมานาน ถึงกระนั้นผมก็ยังประทับใจในเรื่องราวของ Always ที่ Richard Dreyfuss รับบทเป็นนักบินผจญเพลิงชื่อ Pete Sandich ซึ่งเมื่อตายไปแล้ว วิญญาณยังคงมีความผูกพันอยู่กับ Dorinda Durston แฟนสาว (แสดงโดย Holly Hunter) แล้วจบลงด้วยความรักในรูปแบบที่เรียกว่า Unconditional Love  เพื่อน ๆ อยากรู้ก็ต้องไปหาดูเอาเองแล้วล่ะ...

ในภาพยนต์เรื่อง Always มีเพลง Smoke Get In Your Eyes ของ The Platters ด้วยนะ...

 SMOKE GETS IN YOUR EYES
The Platters
They asked me how I knew.
My true love was true.
Oh, oh I, of course replied.
Something here inside
cannot be denied.
They said someday you'll find.
All who love are blind.
Oh, oh,when your heart's on fire
You must realize,
smoke gets in your eyes.
(Smoke gets in your eyes)
(Smoke gets in your eyes)
So I chaffed
them and I gayly laughed.
To think they would doubt
My love.
Yet, today
My love has gone away.
I am without my love.
(Without my love)
Now,laughing can't deny
Tears I cannot hide.
Oh, oh, so I smile and say.
When a lovely flame dies.
Smoke gets in your eyes.
Smoke gets in your eyes.
แต่วันนี้ผมอยากแนะนำเพลง Always ของ Irving Berlin มากกว่าครับ...

ภาพ Irving Berlin (ที่มา - วิกิพีเดีย)
เพลง Always มีทำนองที่ไพเราะ ประกอบด้วย modulation ซึ่งทำให้การเดินคอร์ด (chord progression) สละสลวย เนื้อร้องก็มีความหมายดี ตอนเล่นเปียโนอยู่ใน lobby โรงแรม ผมเคยร้องเพลงนี้อยู่บ่อย ๆ ทำให้ได้เพื่อนฝรั่งสูงวัยหลายคนเลย มีชาวอเมริกันคู่หนึ่งบอกผมว่าเขาใช้เพลงนี้ประกอบในงานแต่งงานของเขา...

Not for just an hour, not for just a day, not for just a year, but always!

Tuesday, September 16, 2014

รายงานความคืบหน้า


Green Workshop ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว? ผมไม่ได้รายงานให้เพื่อน ๆ ทราบมาตั้งหลายอาทิตย์แล้ว...


ยังก้าวเดินต่อเรื่อย ๆ ครับ แม้จะช้า และทำเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยมันก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ตอนนี้เกือบพร้อมที่จะใช้เป็นที่พักแรมแบบง่าย ๆ ให้กับเพื่อน ๆ ที่จะมาเยี่ยมเยียนได้แล้ว!



บนดาดฟ้ากำลังสร้าง Green Workshop ส่วนข้างล่างก็ต้องทำร้าน "เปียโน"  บ่ายวันนี้ผมทาบานประตูเหล็กด้วยสีน้ำมันที่คุณแอ้มให้มา...


เพิ่งทาได้แค่ ๑ ใน ๓ เอง...


ตอนนี้ปวดแขนมั่ก ๆ ครับ!! ยกแขนแทบไม่ขึ้น

Saturday, September 13, 2014

Water for Elephants

ตอนเป็นเด็ก อ่านนิตยสารวีรธรรม ผมชอบการ์ตูนชุด "ปอมกับเทดดี้" เรื่องราวของเด็กชายและเด็กหญิงกับลาแสนรู้ในคณะละครสัตว์ (circus) มาก ๆ


ภาพยนต์เกี่ยวกับนักกายกรรมในคณะละครสัตว์ อย่างเรื่อง Trapeze (1956)  (แสดงนำโดย Burt Lancaster และ Tony Curtis) ผมก็เคยดู...


เนื่องจากชอบการเดินทางผจญภัยอยู่แล้ว เรื่องของ คณะละครสัตว์ จึงเป็นที่โปรดปรานของผมมาโดยตลอด ผมอยากจะเดินทางรอบโลกไปกับ คณะละครสัตว์ 

ภาพจากวิกิพีเดีย
นานมาแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้ข่าวว่าคณะละครสัตว์คณะหนึ่งเดินทางมาเปิดการแสดงที่เมืองไทย ผมยังฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าไปขอสมัครงาน (ทำหน้าที่อะไรก็ได้) แล้วได้ร่วมเดินทางไปกับเค้าจนสุดขอบฟ้า! 

ทุกวันนี้แก่แล้ว การโหลดภาพยนต์มาดูเป็นวิธีเดียวที่จะกลับไปสู่ความฝันของตนเอง อยากดูเรื่องอะไรก็หามาดูได้แทบจะครบทุกเรื่อง  นอกจากได้หนังมาดูแล้วก็ยังสามารถหาหนังสือต้นฉบับมาอ่านได้ด้วย...

Water for Elephants เป็นภาพยนต์อีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมอยากแนะนำ... 


ผมให้คะแนน 7/10 ครับ ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ถ้าเพื่อน ๆ อยากจะอ่านหนังสือเพื่อได้อรรถรสทางวรรณกรรมเพิ่มอีกก็หานิยายของ Sara Gruen  มาอ่านได้ (โดยคลิกที่นี่หรือที่นี่ก็ได้)


ไม่คิดมาก่อนว่าชีวิตยามแก่ของผมจะมีโอกาสได้เสพภาพยนต์หรือหนังสือดี ๆ ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียวเช่นนี้เลย!

Friday, September 12, 2014

ผสมสีใช้เอง

วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับ "งานสี" ตามประสาช่างเหอะต่อนะครับ...


บริเวณผนังด้านล่างผมไม่ได้ใส่บัวกันเปื้อน แต่ใช้วิธีทาด้วยสีน้ำมันแทน ผมซื้อสียี่ห้อเป็ดหงส์ (Mandarin Duck) ขนาด 1/4 แกลลอนจากโกบอลเฮ้าส์มาใช้ในราคากระป๋องละ ๑๒๐ บาท โดยเลือกใช้โทนสีเทาแก่ (Dark Tan)


ทีแรกคิดว่าทากันเปื้อนไม่มาก  ใช้สีกระป๋องเล็กกระป๋องเดียวคงพอ


แต่ที่ไหนได้! ใช้หมดกระป๋องแล้ว ยังเหลือบริเวณที่ต้องทาอีกเยอะเลย ผมจึงต้องไปหาซื้อสีมาเพิ่มอีก ๑ กระป๋อง วันก่อนไปห้างไทวัสดุ เดินหาสี dark tan แต่ไม่เห็นมี พนักงานหนุ่มซึ่งทำหน้าที่คอยดูแลก็ช่วยหาให้ ปรากฏว่ามีแต่สีอื่น!  หายไปพักใหญ่...พ่อหนุ่มกลับมาถามว่าผสมให้เอามั้ย? ใช้สีขาวแล้วฉีดสีอื่นเข้าผสมให้ได้โทนสีที่ต้องการ ราคาจะตกกระป๋องละ ๑๙๐ บาท  ผมบอกว่าไม่เป็นไร ขอให้เวลาเดินดูด้วยตนเองก่อน เดี๋ยวก็หาวิธีได้...พร้อมกับยื่นหลังมือซึ่งเปื้อนสีให้ดู!

ในที่สุดผมก็แก้ไขปัญหาด้วยการซื้อสียีห้อ Junior 99 สีขาว ๑ กระป๋อง ราคา ๑๐๕ บาท...


และสียี่ห้อ National สีดำ (Board Black) ราคา ๑๒๐ บาทอีก ๑ กระป๋อง...


ผมผสมสีใช้เอง ด้วยการเทสีขาวลงในกระป๋องเปล่าประมาณเกือบครึ่ง แล้วค่อย ๆ เติมสีดำลงไปทีละน้อย ใช้ไม้คนให้เข้ากันจนได้โทนสีที่ต้องการ...


ตั้งใจให้สีเข้มกว่าสีที่ใช้ทาราวบันได...ผมจึงเหยาะสีดำมากหน่อย


สีขาวกับสีดำที่เหลืออยู่ เก็บเอาไว้ใช้งานอื่นได้อีก อย่าลืมปิดฝากระป๋องให้สนิทด้วยก็แล้วกัน!

Thursday, September 11, 2014

ซ่อมรองเท้า - กาวยาง

เพื่อน ๆ เคยสวมรองเท้าพื้นอ้า ด้านหน้าเหมือนจระเข้อ้าปาก เดินไปแล้วมีเสียงดังปับ ๆ บ้างมั้ยครับ?

ภาพต้นฉบับนำมาจากบล็อกโอเคเนชั่น - ขอขอบคุณ
จำได้ว่าตอนไปเดินที่ ซาปา เมืองในหมอกทางตอนเหนือของเวียดนาม พื้นรองเท้าผมก็มีสภาพอย่างที่ว่านี้แหละ ผมต้องดึงเอาพื้นออกเก็บใส่กระเป๋ากางเกง ถึงพอจะเดินเที่ยวได้  ถ้าเพื่อน ๆ ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ก็ต้องหาวิธีซ่อม หรือไม่ก็ซื้อรองเท้าใหม่มาใช้แทน...

กาวสำหรับติดพื้นรองเท้า จะต้องเป็น "กาวยาง" (Rubber Adhesive) นะครับ มีจำหน่ายตามร้านวัสดุก่อสร้างและร้านเครื่องเขียน ราคาไม่แพง (ถ้าใช้ยี่ห้อดีหน่อยก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกนิด)  ผมใช้กาวยางยี่ห้อ Scotch ซื้อมาจากโฮมโปร (ช่วงโปรโมชั่นซื้อ ๑ แถม ๑) ราคาเท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว...


ข้าง ๆ กระป๋องเขียนว่ากาวยางสารพัดประโยชน์  ติดได้ทนทาน สำหรับการยึดวัสดุต่าง ๆ เช่น ยาง, ยางสังเคราะห์, กระเบื้องยาง, เครื่องหนัง, กระดาษ, ไม้, ผ้า, พรมปูพื้น



วิธีใช้...
  1. ทำความสะอาดพื้นผิวให้ทั่ว ปล่อยให้แห้ง
  2. ทากาวลงบนพื้นผิววัสดุทั้ง 2 ด้านแล้วกดเข้าหากัน พยุงชิ้นงานไว้จนกาวแห้งสนิท
  3. กาวจะติดแน่นทนทานที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมง
  4. ควรทิ้งไว้ 24 ชม. ก่อนการใช้งาน
มีอยู่ข้อหนึ่งซึ่งเค้าไม่ได้บอกไว้ คือเมื่อทากาวลงไปแล้ว จะต้องปล่อยทิ้งไว้สักพัก รอให้กาวแห้งลงหน่อย ถีงค่อยประกบพื้นผิวทั้ง ๒ ด้านเข้าด้วยกัน (เหมือนกับการปะยางในรถจักรยาน) 

ถ้าทำถูกวิธี รับรองว่าทนทาน...ใช้งานต่อได้อีกนาน นี่คือตัวอย่างผลงานครับ


ซ่อมรองเท้าต้องกาวยางเท่านั้น!

Wednesday, September 10, 2014

ตลาดนัดวันพุธ

ที่ห้างฉัตร ทุก ๆ วันพุธ จะมีคนกลุ่มหนึ่งคอยแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า...ภาวนาขออย่าให้ฝนตก!


คนกลุ่มดังกล่าวคือบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่จะมาตั้งแผงขายของที่ตลาดนัดวันพุธซึ่งอยู่บริเวณสี่แยกห้างฉัตร...ตรงข้ามกับที่ทำการตำรวจสายตรวจ


ผมเคยเขียนถึงตลาดนัดวันพุธมาแล้ว แต่วันนี้อยากเก็บภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ดูอีกหน่อย...











ถ้ามีโอกาส...ผมจะไปถ่ายภาพตลาดนัดวันอาทิตย์ที่ข้างโรงเรียนอนุบาลห้างฉัตร และตลาดนัดวันจันทร์ที่บ้านดอนมาให้ดูอีก...

พอดีพักนี้ช่างเหอะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็เลยไม่ค่อยมีเรื่องจะเขียน!