Friday, April 24, 2015

Penang Street Food I


แม้จะไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ผมก็อยากจัดให้ "ปีนัง" เป็นสวรรค์ของนักกิน เห็นด้วยกับที่เค้าโฆษณาว่า "PENANG STREET FOOD - Food Paradise of Asia" ที่นั่นราคาอาหารก็พอ ๆ กับเมืองไทย แต่มีอาหารหลากหลายให้เลือกสั่งกิน...  


ใช้พื้นที่ของบล็อกช่างเหอะ ผมขอสแกนรูป street food บนเกาะปีนังมาลงไว้หน่อยนะครับ 

เริ่มจาก ๑) ข้าวหน้าไก่หรือเป็ด (chicken/duck rice) อย่างเนี้ยก็คล้าย ๆ กับข้าวหน้าเป็ดร้านเฮียก้ำที่ผมเคยพูดถึง เพียงแต่น้ำราดอาจแตกต่างกันบ้าง คนขายส่วนใหญ่จะเป็นคนมาเลย์เชื้อสายจีน...


๒) Nasi kandar ก็คล้ายกับข้าวราดแกงบ้านเรา (nasi =ข้าว) เค้าจะมีกับข้าวใส่ภาชนะวางเรียงไว้ให้ลูกค้าเลือก (ในพม่าก็เป็นเช่นนี้)  เราสามารถสั่งรวมกันได้หลาย ๆ อย่าง ส่วนข้าวสวยถ้าเห็นว่าไม่พอ ก็ขอเพิ่มได้... 


Nasi kandar ที่เห็นในภาพจะมีทั้งไข่ต้ม ปลาหมึก และอะไรก็ไม่รู้อีกอย่าง (อาจเป็นไก่)  ส่วนน้ำแกงก็จะราดมาบนข้าว ราคาก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เลือก... 


๓) อาหารทะเล บนเกาะปีนังอาหารทะเลสดแน่นอนครับ...


๔) Nasi Lemak   


ต้องขออนุญาตนำข้อมูลจากไทยวิกิพีเดียมาบรรยายดังนี้...
คำว่านาซีเลอมะก์ ในภาษามาเลย์หมายถึงข้าวมัน โดยนำข้าวไปแช่ในกะทิ แล้วนำส่วนผสมไปนึ่ง กระบวนการปรุงคล้ายกับอาหารอินโดนีเซียคือนาซีอูดุก์ บางครั้งจะเติมใบเตยหอมลงบนข้าวขณะนึ่งเพื่อให้เกิดกลิ่นหอม อาจเพิ่มเครื่องเทศบางชนิด ได้แก่ ขิงและตะไคร้ เพื่อเพิ่มความหอม
การรับประทานแบบพื้นบ้านจะห่อด้วยใบตอง ใส่แตงกวาหั่น ปลาร้าทอด (ikan bilis) ถั่วลิสงอบ ไข่ต้มแข็ง และซัมบัลซึ่งเป็นซอสมีลักษณะคล้ายน้ำพริก รสเผ็ด นาซีเลอมะก์นี้อาจจะรับประทานคู่กับไก่ทอด (ayam goreng) ผักบุ้งผัด หมึกผัดพริก (sambal sotong) หอยแครง แตงกวาดอง (acar) เรินดังเนื้อ (แกงเนื้อกับกะทิและเครื่องเทศ) หรือปอดวัว (paru) อาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่มีรสเผ็ด
๕) Nasi Melayu (Malay Rice) คือข้าวสวยเสริฟพร้อมกับ "กับข้าวมาเลย์" หลากหลาย ถ้ามีน้ำแกงก็จะใส่ถ้วยมาให้...
 ๖) โจ๊ก (porridge) หน้าตาอาจต่างกับโจ๊กบ้านเราตรงที่มีหมูแดงชิ้นใหญ่ใส่มาด้วย ส่วนโจ๊กเวียดนามกลับโปะหน้าด้วยปาท่องโก๋กับหมูหยอง


ช่างเหอะหันไปจับตะหลิวแล้วหรือเนี่ย?

Thursday, April 23, 2015

หนังสือที่ทำให้น้ำลายไหล


ชีวิตผม... เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว ถ้าไม่ตัดสินใจกลับมาหาแม่ ทุกวันนี้ผมคงเป็นคนออสเตรเลียไปแล้ว เคยคิดว่าถ้าหนักเอาเบาสู้และกินง่ายอยู่ง่าย ผมคงสามารถดำรงชีพอยู่ในเมืองจิงโจ้มาได้จนถึงวัยเกษียณ...

ดอกเบี้ยฝากประจำ 10%  ถ้าทำงานเก็บเงิน ป่านนี้ผมอาจมีเงินแสนในธนาคาร ANZ...



แต่จะเอาอะไรกับชีวิตที่เลือกไม่ได้  หากผมไม่กลับเมืองไทย ทุกวันนี้ก็คงไม่มีคนที่ใช้ชื่อว่า "ลุงน้ำชา" มานั่งเขียนบล็อกให้อ่าน และผมคงไม่มีโอกาสได้พบกับเพื่อนดี ๆ อีกมากมายหลายคน...

หลังจากทริปไปอินโดนีเซีย ผมรู้สึกว่ายิ่งปล่อยวางมากขึ้นน่ะ หันกลับมามองตัวเองแล้วบอกได้ว่า "จริง ๆ แล้วทำอะไรไม่เคยได้ดีสักอย่าง"   ผมอาจเล่นเปียโนได้ เล่นแอ็คคอร์เดียนได้ แต่ก็เพียง "พอเล่นได้" ถ้าจะหากินก็คงเป็นได้แค่นักเปียโนในห้องอาหารสำหรับคนแก่ (ซึ่งไม่มีใครจ้าง)  ยิ่งเป็นแอ็คคอร์เดียนก็ยิ่งหมดสิทธิ์ เพราะผมไม่เคยพัฒนาการเล่นให้ดีขึ้นเลย...

เคยเรียนวาดรูปและฝันที่จะเขียนภาพให้ได้เหมือนกับคุณเดชา แต่ก็เป็นแค่ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง อยากเขียนหนังสือให้ได้ดีแค่ครึ่งหนึ่งของคุณเมธีแต่ก็ไกลสุดเอื้อม อยากเป็นชาวสวน...อยากมี backpacker hostel ของตัวเอง  หุหุ...ทุกอย่างไม่เคยประสบความสำเร็จ!

ทุกวันนี้จึงได้แต่นั่งมองความก้าวหน้าของคนอื่น!!

ผมรู้สึกอิจฉาเจ้าลูกเป็ดตัวน้อย ๆ เภสัชกรสาวผู้สามารถสร้างผลงานของตัวเองไว้ให้แก่สังคม...


ยิ่งได้ไปอ่านพบหนังสือ "From China  to Vietnam" หนังสือหนา ๓๗๘ หน้าของ "Luke Ngyyen" พ่อครัวชาวออสเตรเลียเชื้อสายเวียดนาม แล้วติดตามเข้าไปดูการจัดรายการทำอาหารควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวใน YouTube ด้วยแล้ว ผมจักต้องชื่นชมด้วยความจริงใจ  "Luke Ngyyen" คือคนหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งดึงเอาความสามารถของตัวเองออกมาถ่ายทอดและแบ่งปันให้กับเพื่อนมนุษย์...


ผมชอบที่ Luke เขียนว่า...
Each day I remind myself of how fortunate I am to be able to explore parts of the world that inspire me; where I can travel and discover not only the traditional foods, but also learn the local language, strong culture and meet the most incredible people who open up their homes to me and share their culinary secrets...
หน้า ๓๕ เชฟหนุ่มได้เขียนเล่าถึงการเรียนรู้วิธีทำ Dali Vegetarian Rice Noodle Stir-fly มาจากเมืองจีน...


เรื่องราว สูตรอาหารพร้อมภาพสีสวยสด รวมทั้งทัศนียภาพของประเทศที่ผู้เขียนได้ไปเยือนได้รวมกันเป็นหนังสือเล่มที่ผมอยากเป็นเจ้าของ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะหาซื้อได้ที่ไหน...

เปิดดูจากไฟล์ pdf  แล้วบอกตรง ๆ ว่าน้ำลายไหล!!

Saturday, April 18, 2015

เหมืองแร่

ช่วงพักอยู่ที่ Rain Forest Homestay ใน Bukit Lawang จังหวัดสุมาตราเหนือของประเทศอินโดนีเซีย  ผมลงอาบน้ำในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวทั้ง ๕ วัน!


น้ำไหลแรงจนผมยืนไม่อยู่ ต้องหลบไปนอนแช่อยู่หลังก้อนหินที่ความแรงของน้ำถูกสกัดกั้นให้ลดลง...


ฝ่าเท้าผมได้สัมผัสกับก้อนหินก้อนกรวดมากมายหลายขนาด เกิดจินตนาการไปว่าส่วนผสมของหินดินทรายบนพื้นเบื้องล่างน่าจะมีแร่ธาตุหลายชนิดที่สามารถร่อนหาแล้วนำไปทำเป็นอัญมณีอันมีค่า บางทีอาจมีทองคำ! หรือเพชร! 

จริงด้วยแหละ วันหนึ่งผมเดินไปตลาดแล้วกลับมาเจอร้านจำหน่ายแหวน...


หัวแหวนประดับด้วยหินที่เก็บมาจากลำธาร  ผมถ่ายภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ดูด้วย...


"ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ" ยังคงใช้ได้สำหรับที่นี่  แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีบริษัทต่างชาติเข้ามาทำเหมืองแร่กันบ้างหรือเปล่า?  ผมได้แต่ภาวนาให้ธรรมชาติปราศจากผู้รุกราน ขอให้อยู่อย่างนี้ไปอีกนาน ๆ

คิดถึง "อาจินต์ ปัญจพรรค์" ซึ่งถูกคุณพ่อส่งตัวไปทำงานหนักในเหมืองแร่ที่จังหวัดพังงา แล้วได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์นำไปเขียนเรื่องสั้นในชุด "เหมืองแร่" 


โหลดไฟล์ pdf ของ "เรื่องสั้นเหมืองแร่" ใส่โทรศัพท์ไปทั้งเล่ม    และ  ผมตั้งใจจะเปิดอ่านในระหว่างพักผ่อนอยู่ที่ Bukit Lawang  แต่ลมพัดเย็นและเสียงน้ำไหลขับกล่อมอยู่ตลอดเวลา พอหย่อนตัวลงบนเปลญวนเป็นได้หลับทุกที!!

ก็เลยไม่ได้อ่านแม้แต่เล่มเดียว!! 

Friday, April 17, 2015

เมื่อสิ้นสุด backpacking

ช่างเหอะวางค้อนไปแบกเป้เที่ยวมาเลเซียและอินโดนีเซียซะนาน เมื่อวานนี้กลับถึงบ้านก็ค่ำแล้ว จึงไม่ได้ขึ้นไปดูต้นไม้บนดาดฟ้า  เช้านี้ผมรีบขึ้นไปดูตั้งแต่พระอาทิตย์เพิ่งจะเริ่มส่องสว่าง พบว่าต้นไม้แห้งตายเกือบหมด รู้สึกเสียดายต้นพริกขึ้หนูยิ่งนัก ส่วนเจ้ามะกรูด (kaffir lime) มองดูแล้วคิดว่าอาจจะรอด... 


งานที่ต้องรีบทำหลังจากกลับจากแบกเป้คือ ต้องนำของออกให้หมด ตรวจสอบทุกช่องเก็บของ เขย่าให้เศษผงเศษขยะร่วงออกให้หมด จากนั้นก็นำไปตากแดดเพื่อขับไล่ความชื้น...


เสื้อผ้าเหม็นอับและชื้นต้องรีบซักออกตากทันที...


ต่อจากนี้ช่างเหอะก็คงจะได้หันมาจับค้อนอีก แล้วค่อยคุยกันนะครับ...

Thursday, March 26, 2015

โน้ตแบนโจ

หลังจากเทปูนหล่อเสาจนมืดจนค่ำแล้วปล่อยทิ้งไว้ ๒ คืน.... ผมก็แกะไม้แบบออก


โห!!  ส่วนล่างเรียบร้อยดีมีปูนเต็ม แต่ด้านบนซึ่งต้องปีนเก้าอี้ขึ้นไปหยอดปูนลงรูก็เป็นอย่างที่เห็น (คิดแล้วเชียว)  แต่โดยรวมแล้วก็เป็นที่น่าพอใจ เพราะตอนช่วงสูง ๆ ทำงานลำบาก แถมมืดก่อนงานเสร็จซะอีก ไฟก็ไม่มี! 


ทำให้ดีได้ด้วยการผสมปูนกาวที่มีอยู่แล้วนำมาเติมเต็ม....


ด้านข้างก็เช่นกัน...


ตอนนี้ผมฉาบอุดไว้หมดแล้ว กลับจาก Travellin' light ไป Bukit Lawang ค่อยมาขัดกระดาษทรายแล้วทาสี วางมือจากงานปูน ผมพอมีเวลาได้จัดระเบียบไฟล์ใน hard disk ไปเจอไฟล์ PDF หนังสือโน้ตเพลงสำหรับแบนโจ ๑ เล่ม หนา ๔๕ หน้า ชื่อว่า "Riverboat Banjo by Mel Bay"  


บอกก่อนว่าเล่มนี้มิใช่ตำราแบนโจนะครับ แต่เป็นโน้ตสำหรับนำไปบรรเลงกับแบนโจ ซึ่งมีทั้งหมด ๒๐ เพลงดังนี้...
  • Southern Fried Banjo
  • Ring The Banjo
  • Civil War Medley 
  • There'll Be A Hot Time (in the Old Town Tonight)
  • Wait 'Till The Sun Shines Nellie
  • There's A Tevern in the Town
  • Oh! Dem Golden Slippers
  • Give My Regards to Broadway
  • At A Georgia Camp Meeting
  • Bill Bailey, Won't You Please Come Home
  • Listen to the Mocking Bird
  • The Entertainer
  • At the V.P. Fair (St. Louis Is Where)
  • The Wabash Cannonball
  • When the Saints Go Marching in
  • You're a Grand Old Flag
  • Going South
  • My Gal Sal
  • Dear Old Girl
  • The Stars & Stripes Forever

ยกตัวอย่างเช่น...



จากเรื่องงานปูน กระโดดมาเรื่องแบนโจ ไม่เห็นเข้ากันเลย!

Wednesday, March 25, 2015

อีกก้าวหนึ่งของ music room

นอกจากจะเตรียมจัดข้าวของเพื่อออกเดินทาง ก็ต้องเก็บงานในส่วนที่จำเป็น แล้วยังเขียนบล็อกทุกวัน...... ผมวุ่นอยู่กับงานจนหัวหมุน!!

ห้องสอนดนตรีบริเวณระเบียงชั้นลอยที่ผมเคยเล่าให้ฟังใช้เวลาเกือบ ๒ ปีเต็ม ก็ยังไม่เสร็จซักที ทุกวันนี้น้องเมเปิ้ลยังโดนยุงกัดขณะเรียนไวโอลิน...


แต่ก็ไม่เลวนะ ผมทำแบบค่อยเป็นค่อยไปจนได้รูปได้ร่างขึ้นแล้ว ยังแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าตัวคนเดียวยกโครงหน้าต่างไม้เก่าขึ้นมาวางข้างบนนี้ได้อย่างไร? เข้าใจว่าคงเป็นเพราะขนาดพอดีกับบริเวณที่จะติดตั้งด้วย เมื่อดึงขึ้นมาวางไว้จึงไม่ตก ของหนัก ๆ อย่างนี้ทำคนเดียวลำบากไม่น้อยเลย  ผมสบายใจเมื่อได้ตีตะปูยึดโครงหน้าต่างไว้แล้ว...


วันก่อนไปซื้อปูนกาวสำหรับปูกระเบื้องมา ๑ ถุง ที่เลือกใช้ปูนประเภทนี้เพราะมีงานกระเบื้องรออยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องฉาบตกแต่งและเติมเต็มในส่วนที่เป็นรูเป็นร่องด้วย (ไม่รู้ว่าใช้งานผิดประเภทหรือเปล่า? หุหุ) ปูนถุงนี้ถุงเดียวใช้มันทุกอย่าง...เอาเข้าไป!


อัดข่องว่างระหว่างวงกบกับคาน...


โครงหน้าต่างของเดิมใช้บานปิดเปิด.... 


เปลี่ยนมาใช้บานเกล็ด จึงต้องดัดแปลงให้วงกบด้านนอกใช้ยึดกับชุดบานเกล็ดได้ ผมไปซื้อไม้สำเร็จจาก Global House มาลองดูก่อน ๔ เส้น ๆ ละ ๑๙ บาท...


เลือกที่ยาวพอกับความสูงของช่องหน้าต่าง แม้จะหน้าแคบไปหน่อยก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวแต่งได้...


นำมาตัดแล้วทากาวลาเท็กซ์...



ตีให้เสมอกับด้านด้าน ด้านหลังจะห่างก็ช่างมัน...


ตีประกบทั้งสองข้างแล้วปล่อยไว้อย่างนั้นก่อน เดี๋ยวค่อยโป้วและขัดกระดาษทราย ไม่ต้องทำดีนัก เพราะจะได้ดูเข้ากับของเก่า...



ทิ้งงานใส่บานเกล็ดไว้ก่อน....


เมื่อวานนี้ ผมหันไปเทปูนในส่วนที่เป็นช่องว่างระหว่างโครงหลังคาและที่ติดกับฝาผนัง หาเศษไม้อัดมาตีแปะเต็มด้านนอก ส่วนด้านในค่อย ๆ ตีไปทีละขั้น เพื่อจะได้เทคอนกรีตลงไป.....


ใช้ปูนที่มีอยู่นั่นแหละ ถ้าผสมแค่ปูนแล้วเทลงไปเลยก็ง่ายหน่อย...แต่ผมดันไปเอาหินขึ้นมาผสมด้วย!



มีหินด้วยทำให้เทปูนลงรูขนาดไม่ใหญ่ลำบากมั่ก ๆ ผมหากะละมังเก่ามาใส่คอนกรีต ค่อย ๆ นำขึ้นไปยืนบนเก้าอี้สูง แล้วใช้ทัพพีเก่าค่อย ๆ ตักใส่ทีละนิด ๆ


เต็มแล้วก็ตีไม้ประกบอีก เทปูนอีก  ดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย! ผมต้องโหนขึ้นลงขึ้นลงหลายครั้งกว่าจะเทปูนได้เต็ม


ต่อจากนั้นก็ไปทำด้านที่ติดกับผนังซึ่งยากขึ้นอีก กว่าจะเสร็จก็เล่นซะมืด ผมต้องทิ้งเอาไว้ก่อน...


ปูนแห้งดีแล้วค่อยแกะไม้ออก ใช้ปูนที่มีอยู่แต่งให้เรียบร้อย...

คงต้องเป็นหลังสงกรานต์แล้วล่ะ!!

Tuesday, March 24, 2015

คิดถึง banjo man


เช้านี้คิดถึงร้าน "ฉงน" ที่บ้านเก่าปงแสนทอง ผมตั้งใจว่าหลังจากกลับมาจาก Travellin' light ไปสุมาตรา ผมจะต้องเร่งมือทำให้ "ร้านเปียโน" บ้านขามแดงให้เกิดขึ้นจงได้... 



ตั้งใจจะใช้หนี้ให้หมดแล้วลงทุนอีก เงินที่เหลือจากการขายบ้านตอนนี้เหลือตัวเลขแค่ ๖ ตัวแม้จะต้องสำรองไว้เป็นค่าเลี้ยงดูตัวเอง แต่ก็มิได้เป็นกังวล คิดว่าทำไปเหอะถ้ามันเป็นความฝันของเรา...

เมื่อพูดถึงร้านกาแฟก็อดคิดถึงคุณปิว เจ้าของร้าน Cowboy Corner ไม่ได้...


คุณปิว มือแบนโจผู้มีชื่อเสียงในจังหวัดลำปาง เป็นนักออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์ไม่เบา เวลาไปเยือนร้านของคุณปิวทีไร ผมเป็นต้องแอบขโมยความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ กลับมาทุกที...


แอบเห็นภาพซึ่งติดอยู่เหนือเคาน์เตอร์ เคยเป็นของผม แต่จำไม่ได้ว่าไปอยู่ที่ร้านคุณปิวได้อย่างไร?


ในภาพคือสมาชิกวงดนตรี "The Cactus" สองในสามได้ตัดช่องน้อยแต่พอตัวจากไปแล้ว เหลือเพียงคนเล่นเบสที่ยืนกลาง อีกไม่นานก็คงจะตามไป  เหลือเวลาอยู่ไม่มาก มีอะไรอยากทำก็ลงมือซะ วันนี้ผมจึงอยากนำ "ตำราแบนโจ" มาแนะนำอีก ๑ เล่ม...


เป็นตำราแบนโจหนา ๒๒๔ หน้า หนาที่สุดตั้งแต่เห็นมา สมแล้วที่เป็น Bluegrass Banjo Bible เสียดายจังที่ผมไม่ได้เล่นแบนโจ ไม่งั้นคงจะหามาฝึกเกาให้หายคันไปเลยทีเดียว อิอิ

ใช้เล่มนี้เล่มเดียว ถ้าเพื่อน ๆ ฝึกจริงจัง รับรองว่าเมืองไทยมี banjo man ผงาดขึ้นมาอีกคนนึงอย่างแน่นอน...