Showing posts with label โรงเรียนมงฟอร์ต. Show all posts
Showing posts with label โรงเรียนมงฟอร์ต. Show all posts

Wednesday, October 09, 2019

สามสหายป้อมบนภูเขา

"มงฟอร์ตแปลว่าป้อมบนภูเขา...มาพวกเรา...มาร่วมกันสุมหัว!.."  เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๒ "ทวี" นับเป็นเพื่อนมงฟอร์ตคนแรกที่แวะมาเยี่ยมถึงบ้านห้างฉัตร!


ต่อมาอีกไม่นานก็มีเพื่อนมงฟอร์ตอีก ๓ คนแวะมาเยี่ยม....



ผมถามว่าเพื่อน ๆ จะไปที่ไหนกันหรือ? เพื่อนยุทธ (หรือที่พี่ชายผมเรียกว่าโย่ง) บอกว่าตั้งใจมาแอ่วหาโดยตรง อยากได้พบปะเห็นหน้ากัน...ก่อนตาย


ซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ผมมิอาจบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษรได้ตามที่หัวใจอยากบอก เพื่อนทั้งสามเป็นอดีตข้าราชการผู้มีฐานะตำแหน่งมีบำนาญ แต่ก็ไม่รังเกียจตาแก่เมืองรถม้าผู้ไม่มีรายได้และไร้ยศถาบรรดาศักดิ์แม้แต่น้อย


มิตรภาพอันยิ่งใหญ่ไม่มีวันเสื่อมคลายครับ...


แวะชมห้องพัก HBH ซะหน่อย...






ขึ้นลงเหนื่อยหน่อยนะเพื่อน... บ้านมันสูงอ่ะ!


โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเพื่อนตุ๋ย... เหนื่อยจนหน้าซีด!



แล้วเมื่อใดคนใส่เสื้อดำจะมาแอ่วหาพ่องน้อ? อิอิ

Monday, September 30, 2019

ทวีเพื่อนรัก

Christmas day ปี 1965 (พ.ศ.๒๕๐๘) ของโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เช้าวันนั้น...ผมเล่นดนตรีร่วมกับเพื่อน ๆ ก่อนที่จะจบการศึกษาชั้น ม.ศ.๓  ออกจากโรงเรียนในปีต่อมา
 

จากนั้นเพื่อนร่วมชั้นต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคน บางคนไปอเมริกาแล้วตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเลยก็มี  จงฤทธิ์ซึ่งอยู่ไกลถึง NSW ประเทศออสเตรเลียนั่งเรียนอยู่ข้างหน้าผมในห้อง C แล้วก็ยังมี "ทวี โพธิมา" ซึ่งในสายตาของผมเป็นนักเรียน ม.ว.หน้าตาดี ตัวเล็ก รักสงบ สวมเสื้อขาวกางเกงน้ำเงินดูเรียบร้อยสะอาดตานั่งอยู่ห่างออกไปทางด้านซ้าย ผมยังพอจำภาพลาง ๆ ในห้อง C ได้ แม้จะผ่านมานานถึง  ๕๔ ปี...



ไม่ได้เจอกันนานมากกกก...แต่แล้วอยู่ ๆ เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ กันยายนที่ผ่านมา ทวีก็ขับรถมาหาผมที่บ้านห้างฉัตร!


 
ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้เมื่อชายแก่ ๒ คนโผเข้าสวมกอดกันอย่างลึกซึ้ง (deeply gave each other a big hug) เรากลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากผ่านไป ๕ ทศวรรษ!



ฟื้นความหลัง...เพื่อนสองคนคุยกันออกรสออกชาติ มากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับเพื่อนมงฟอร์ต 08 นอกจากนั้นการสอบถามถึงสาระทุกข์สุขดิบยังทำให้รู้ว่าชีวิตและภาระของเราทุกวันนี้ไม่ต่างกันเลย  (คงเป็นเพราะทั้งสองคนเกิดวันเดียวกันด้วย)...



มิอาจรู้ได้ว่าเราจะอยู่เป็นเพื่อนกันเช่นนี้อีกซักกี่ปี เพราะทุกชีวีล้วนอนิจจัง แต่ก็อยากให้มิตรภาพอันบริสุทธิ์สดใสของเราไม่มีอะไรที่จะมาทำลายได้อีกนานเท่านาน เที่ยงกว่า ๆ เพื่อนทวีกำลังจะเดินทางกลับเชียงใหม่...





ไปแล้วครับ...





ผมยืนมองอยู่ริมถนน...จนเพื่อนรักผ่านไป



*A good friend hard to find, hard to lose and impossible to forget (เพื่อนที่ดีนั้นยากที่จะค้นหา ยากที่จะสูญเสีย และเป็นไปไม่ได้ที่จะลืมเลือน) 
-------------------------------------------------------------
ที่มา * krumamkids.com (ขอขอบคุณ)

Wednesday, July 17, 2019

Revisit Montfort 1 - ถูกปล่อยลมรถ




มงฟอร์ตแปลว่า "ป้อมบนภูเขา"  นี่คือโรงเรียนที่ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่ชั้นประถม ๓ จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ รุ่นเดียวกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร


ออกจากป้อมบนภูเขามาตั้งแต่ปี ๒๕๐๙  นักเรียนมงฟอร์ต มว. 3757 ก็ยังไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปอีกเลย จนผ่านมา ๕๓ ปี...วันนี้ถึงได้ make a revisit 



ผมเดินผ่านรั้วโรงเรียนจากใต้ไปเหนือ...


มองภาพที่ไม่เคยมีในอดีต...


 


เดินเข้ามาจนถึงตึกอธิการเดิม...


มองเห็นจุดที่เคยเป็นเสาธงหน้าตึกอธิการ...


ภาพในอดีตเมื่อ ๕๐ กว่าปีที่แล้วแว็บขึ้นในสมองของอดีตนักเรียนมงฟอร์ตรุ่น ๐๘


รู้สึกว่าแต่ก่อนจะมีต้นสนสูงเรียงรายอยู่ข้างสนามใกล้กับเสาธง...


จำได้ว่าเคยเอาใบสนมาต่อกัน หากผิดก็ต้องขออภัย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยลืมคือ...ภาพบราเดอร์อารมณ์หรือ Bro.Andrew ผู้ที่เรามักจะแอบเรียกว่า "ปู่โป"  ตรงเสาธงนั่นแหละ ผมนำจักรยานจากโรงรถมาจอด แล้วถูกท่านเดินมาปล่อยลมล้อรถ บราเดอร์แอนดรูว์หรือบราเดอร์อารมณ์เป็นคนรักเด็ก ท่านชอบแกล้งปล่อยลมล้อรถจักรยานนักเรียน แล้วยืนยิ้มดูเด็ก ๆ แย่งกันใช้สูบลมซึ่งมีอยู่อันเดียว  

พี่ชายผมเล่าว่าบราเดอร์แอนตรูว์เคยสอนอยู่ที่สิงคโปร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านชอบคุยเรื่องสิงคโปร์ เรื่องที่ถูกทหารญี่ปุ่นจับกุม และเรื่องที่พันธมิตรมาช่วยได้ทันเวลาพอดี นักเรียนจึงเรียกท่านว่า "โปร์" พอดีท่านเป็นบราเดอร์คนไทยที่มีอายุมากแล้ว ก็เลยเรียกกันว่า "ปู่โปร์"



เสียงลมรั่วดัง "ฟี้" และรอยยิ้มของ brother ที่มอบให้ด้วยความเมตตายังคงชัดเจนอยู่ในสมองเก่า ๆ ของผม!
----------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

(ขออภัยที่ได้ให้ข้อมูลผิดว่าปู่โปคือบราเดอร์สุนัย ขอบคุณเพื่อน ๆ MC ที่ช่วยแก้ไขครับ)

Saturday, June 15, 2019

ธุลีที่ล่องลอย - ซันตาราม

นุษย์เป็นแค่เพียงธุลีเล็ก ๆ ล่องลอยไปมา ท่ามกลางอณูอื่นอีกมากมายสุดคณานับ บ้างก็พยายามลอยตัวขึ้นสูงจะไปให้ถึงดวงดาวโดยคิดว่าตัวเหนือกว่าคนอื่น บ้างก็ลดตัวลงต่ำ หรือไม่ก็ถูกกดทับให้อยู่แค่เพียงรากหญ้า แต่แล้ว...ทุกชีวิตก็ต้องกลับไปสู่ผืนดินอันเป็นที่มาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!


ต่อแต่นี้ไปในบล็อกช่างเหอะ บางครั้งผมอาจต้องขออนุญาตเขียนเกี่ยวกับเพื่อน ๆ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ทั้งนี้ด้วยความรักศรัทธา และความคิดถึง มิได้เจตนาที่จะรบกวนความสงบของแต่ละท่านแม้แต่น้อย เนื้อหาสาระอาจไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับเพื่อน ๆ บางท่าน ผมก็ต้องขออภัย....

เพื่อนคนแรกที่ผม (5) เคยพูดถึงบ้างแล้วแต่วันนี้อยากเพิ่มเติมอีกนิดคือ "ซันตาราม" (1)


เคยเขียนถึงซันตาราม (1) ว่า...

"...อยากเรียกซันตารามว่าเป็นนักเรียนโค่ง เราเรียนหนังสือด้วยกันที่โรงเรียนมงฟอร์ต บอกไม่ได้ว่าเรียนด้วยกันกี่ปี แต่คิดว่าซันตารามออกจากโรงเรียนก่อนจะจบชั้น ม.ศ.๓  ถ้าอยากจะรู้ว่าซันตารามมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ก็ให้ไปดูแขกขายผ้าในตลาดวโรรสได้เลย ชายหนวดเครายาว ตัวโต พุงใหญ่ พูดเสียงดัง ลักษณะอย่างนั้นแหละคือ “ซันตาราม” ที่ผมรู้จัก! ซันตารามตัวโตกว่าเพื่อน แต่ก็ไม่เคยรังแกใคร"
"ช่วงที่เรียนเทคนิคตีนดอย เวลาผมเข้าไปในกาดหลวงหรือตลาดวโรรส จะมีเพื่อน ๒ คนที่เห็นหน้าอยู่เป็นประจำ คนแรกคือ "สุนทร แซ่อั้ง" ขายของอยู่ในตลาด คนนี้เป็นพี่ชายของ "สุทัศน์" ส่วนอีกคนนึงคือ "ซันตาราม" เรายังจำกันได้ คงพูดจาคิงฮาตามประสาคนเมือง(เหนือ)  หลังจากตลาดถูกไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๑๑ ซันตารามก็ยังคงนั่งขายผ้าอยู่ทางด้านตรอกข่วงเมรุ แต่อดีตนักเรียนโค่งดูแก่ไปเยอะ!
เมื่อเดือนที่แล้วผมเขียนถึงซันตารามว่า...
"...ไปซื้อของที่ห้างเทสโก้ฯ ใกล้บ้าน ขณะที่ยืนรอแคชเชียร์คิดเงิน มีชายไทยเชื้อสายอินเดียอายุก็คงพอ ๆ กับผม โพกศีรษะเหมือนแขกขายผ้าในตลาดวโรรสต่อคิวอยู่ข้าง ๆ ผมได้ยินเค้าพูดกับใครไม่รู้ว่า "อยู่เจียงใหม่ แวะมาแอ่ว กำเดียวก่อจะปิ๊กแล้ว"  ผมชั่งใจแป๊ปนึงแล้วหันไปถามว่า "อยู่เจียงใหม่...ฮู้จักซันตารามก่อครับ?"  แขกเคราขาวตอบว่า "ซันตาราม...ต๋ายแล้วลอ" 
เป็นเรื่องจริง! ผมทราบมาก่อนแล้วว่าซันตารามเสียชีวิต ลุงแขกที่เจอในห้างเทสโก้ฯ บอกเพิ่มเติมว่าซันตารามย้ายไปอยู่ที่เมืองแพร่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต...


ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ารู้ก่อนหน้านั้นว่าซันตารามอยู่ ณ แห่งใดในเมืองแพร่ ผมคงต้องไปหาตัวให้เจอ ลำปางกับแพร่นั้นอยู่ไม่ไกลกัน เฉกเช่นสวรรค์ที่ซันตารามไปอยู่ก็คงไม่ไกลจากโลกที่ผมอยู่ทุกวันนี้... 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
๑๗ มิ.ย. ๖๒ -  ขออัพเดทข้อมูลอีกนิดว่า ซันตารามไปอยู่เมืองพาน เชียงราย (ไม่ใช่เมืองแพร่) แล้วเสียชีวิตด้วยโรคบาดทะยัก เนื่องจากไปเหยียบไส้ที่เย็บกระดาษในช่วงน้ำท่วม (ขอขอบคุณข้อมูลจากเสี่ยซ้งครับ)

Saturday, January 17, 2015

รำลึก 50 ปี มงฟอร์ต 08

วันนี้มีงานรำลึก 50 ปี มงฟอร์ต 08 จัดที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว เริ่มงานเวลา ๕ โมงเย็น...



ด้วยความขอบคุณยิ่ง...ผมได้รับจดหมายข่าวซึ่งส่งมาให้ทางไปรษณีย์ และเสื้อรุ่นซึ่งนำไปมอบให้ถึงมือที่ห้างแม็คโครเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดย ผศ. ดรณ์ คุณยศยิ่ง เพื่อนร่วมรุ่น MC 08 ผู้มีน้ำใจ



ผมต้องขออภัยเพื่อน ๆ มงฟอร์ตรุ่น 08 ซึ่งไปร่วมงานในวันนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พตท. สุพล ฟูมูลเจริญ ประธานรุ่น และเพื่อนนรินทร์ที่อุตส่าห์โทรศัพท์ชวนให้ไปร่วมงานให้ได้...

บ่ายวันนี้ผมสอนเด็ก ๆ ๓ คน หลังจากหยุดช่วงปีใหม่และวันเด็กไป ๓ สัปดาห์เต็ม กว่าจะสอนเสร็จก็ ๔ โมงเย็น ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน รู้สึกเหนื่อยครับ ใจหนึ่งก็อยากไปเจอเพื่อนฝูงซึ่งบางคนไม่ได้เห็นหน้าค่าตามาเกือบ ๕๐ ปี แต่ใจนึงก็บอกผมว่าไม่พร้อมที่จะเดินทาง...

ผมยังคงรักและภูมิใจในสถาบันทุกแห่งที่ได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ เชียงใหม่, วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ หรือมหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งความรู้สึกนี้ยังมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ผมตระหนักว่าเป็นเพียงลูกไม้ลูกเล็ก ๆ ที่หลุดออกจากลำต้นแล้วไปผลิเป็นเพียงต้นไม้เล็ก ๆ ที่ไม่อาจให้ร่มเงาสำหรับคนอื่นได้ จึงพอใจที่จะอยู่แบบเก็บตัวอย่างเช่นทุกวันนี้ ด้วยความหวังว่าการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงจะทำให้อยู่ได้โดยไม่ลำบากนัก จริง ๆ แล้วผมไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการมีชีวิตอยู่อย่างไม่เบียดเบียน และหากแม้นว่าตัวเองยังพอมีประโยชน์สำหรับผู้อื่นได้บ้าง ก็อยากจะอุทิศให้ ตราบถึงวันสิ้นลมเมื่อขอให้นำร่างส่งคณะแพทยศาสตร์ มช.โดยทันที...

เพื่อน MC 08 ที่วัดคะตึก ลำปาง
ขอบคุณสำหรับภาพที่พิมพ์ไว้ในจดหมายข่าว ผมดีใจที่ได้เห็นเพื่อนร่วมชั้นในสมัยที่ยังเป็นเด็ก เท่าที่ดูจำได้ดีก็มี ซันตาราม (1)  ทักษฺิณ ชินวัตร (2)  เกษมศักดิ์ เอมเอี่ยม (3)  นรินทร์ พงษ์โสภา (4) นอกนั้นดูไม่ออกจริง ๆ


อยากบอกว่าเพื่อนมงฟอร์ต 08 คนที่อยู่ในรูป (5) ยังคงรักและคิดถึงเสมอ แม้จะไม่ได้มาร่วมงานในวันนี้...

Friday, January 17, 2014

ปั้นถ้วย

จำได้ว่าตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนมงฟอร์ตฯ  ในวิชา"ศิลปะ" นอกจากวาดเขียนแล้ว มาสเตอร์วิชิต เวียงทองยังสอนให้นักเรียนได้ทำงานปั้น และงานแกะสลักด้วย


งานแกะสลัก...นักเรียนต้องซื้อแผ่นกระดานไม้สัก หนาประมาณนิ้วครึ่ง กว้างฟุตกว่า คนละแผ่น มาสเตอร์จะใช้ดินสอวาดรูปช้างให้ แล้วให้นักเรียนนำกลับไปแกะสลักที่บ้าน ผมใช้เวลาเป็นเดือน ๆ สำหรับงานนี้ ทุกสัปดาห์ต้องนำไม้กระดานของตัวเองใส่ท้ายรถจักรยานไปโรงเรียนด้วย....ตอนนั้นไม้สักถูกมาก ทำลายป่ากันยับเยิน  ส่วนงานปั้น...ผมจำได้เช่นกันว่ามาสเตอร์ให้นักเรียนปั้นถ้วยกาแฟ...


ผมต้องขี่จักรยานไปซื้อดินเหนียวที่ "โรงถ้วย" อยู่เยื้องกับวิทยาลัยครูเชียงใหม่ (ถนนช้างเผือก ปัจจุบัน คงจะอยู่ไม่ไกลจากบ้านคุณบิม)  อยู่ทางด้านซ้ายมือ แถวนั้นยังเป็นพงหญ้าอยู่เลย  ที่นั่นมีดินเหนียวจำหน่าย ได้ดินเหนียวมาแล้วก็ต้องนำไปขึ้นรูป ใส่หูจับ และตกแต่ง (ภาพประกอบนั่นตัวถ้วยบางกว่า ที่ผมทำส่งครูเมื่อ ๕๐ ปีก่อนนั้นหนากว่ามาก)  เมื่อปั้นเสร็จ มาสเตอร์ก็ส่งไปเผา เสร็จแล้วก็นำมาคืน นักเรียนทุกคนดีใจมาก ๆ เพราะเค้าลงสีมาให้ด้วย สวยครับ นักเรียนนำผลงานกลับบ้านได้ นั่นคือความประทับใจที่ได้เรียนกับมาสเตอร์วิชิต เวียงทอง...

๕๐ ปีผ่านมา ผมมีโอกาสได้รู้จักกับครูหนิงผู้ปั้นถ้วย กา และกระถางด้วยตนเอง.





ทำให้คิดถึงชีวิตที่ครั้งหนึ่งเคยได้ปั้นถ้วย

Sunday, November 28, 2010

ผมเห็นเค้ายืนอยู่ที่นั่น!

ขณะใช้บริการค้นหาของ Google อยู่ ๆ ผมก็เจอบทความที่เคยเขียนไว้ในหัวข้อที่ว่า "ผมเห็นเค้ายืนอยู่ที่นั่น!"  ทีแรกคิดว่ามันคงหายไปตั้งแต่ครั้งที่ผมลบและล้างไฟล์บน server ใหม่หมด ผมก็เลยขอถือโอกาสนำมาเก็บไว้ในบล็อกนี้อีก  



เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ เขียนไว้ว่า "ช่วงบ่าย ๆ มีโอกาสขับรถผ่านโรงเรียนมงฟอร์ตฯ สถาบันที่เคยเรียนตั้งแต่ชั้นประถม ๓ จนถึง ม.ศ.๓ ผมจอดรถที่หน้าประตูรั้วโรงเรียนซึ่งไม่เคยย่างผ่านเข้าไปอีกเลยนับจากจบการศึกษาเมื่อต้นปี ๒๕๐๙ ผมเดินไปที่ประตูแล้วค่อย ๆ ยื่นกล้องถ่ายรูปผ่านซี่กรงเหล็กเข้าไปบันทึกภาพอาคารเรียนสามชั้นซึ่งอยู่ทางด้านใต้..."



ภาพขาวดำสแกนจากอนุสรณ์ ม.ศ. 3 2506
ผ่านมากว่า ๔๐ ปีอาคารสถานที่ของโรงเรียนมงฟอร์ตยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ประตูทางเข้าจะอยู่ทางด้านเหนือ ส่วนประตูด้านใต้เป็นทางออก ผมรำลึกถึงภาพในอดีตได้ทันทีเมื่อไปยืนอยู่ตรงนั้น บนถนนหน้าอาคารเรียน ๓ ชั้น ผมเห็นเด็กชายรูปร่างผอมกะหร่องสวมชุดนักเรียนสกปรกมอมแมมกำลังปั่นจักรยานสู่ประตูทางออกเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน จากจุดที่ผมยืนเมื่อมองตรงไปข้างหน้า หากย้อนกลับไปยังวันแรกที่ถูกส่งตัวเข้าเรียนชั้น ป.๓ ผมจะเห็นอาคารเรียนเก่า ๆ ชั้นเดียวและร้านก๋วยเตี๋ยวเจ็กเพ้งอยู่ตรงนั้น ภาพในอดีตเลือนลางเหลือเกิน รู้แต่ว่าขณะนั้นยังไม่มีอาคารเรียนสูง ๆ 

ภาพขาวดำสแกนจากอนุสรณ์ ม.ศ. 3 2506
นอกจากอาคารปูนชั้นเดียวแล้วยังมีอาคารสองชั้นหลังยาวอยู่ทางด้านเหนือ ทางด้านข้างเป็น "โฮงรถ" โรงเก็บรถที่มีจักรยานจอดเต็มไปหมด สนามบาสฯ มีต้นยูคาลิบตัสปลูกอยู่ รวมทั้งสนามบอลหน้าตึกอธิการ... 

ภาพขาวดำสแกนจากอนุสรณ์ ม.ศ. 3 2506
ภาพข้างบนนี้คือตึกอธิการ เห็นลำโพงที่อยู่ตรงหน้าต่างนั่นมั้ยครับ? เย็นวันหนึ่งมีเสียงดังเรียกผมออกลำโพงให้ไปรับโทษ (โดน Bad Note 8) เพราะโดดเรียนไปเที่ยวน้ำตกห้วยแก้วกับสมศักดิ์ ลีลาภัทร์ แล้วปลอมลายเซ็นผู้ปกครองในใบลา ผมเดินขึ้นบันได เลี้ยวขวาไปให้บราเธอร์ฟาดก้นด้วยไม้เรียวเสียงดังขวับ ๆๆ 

ที่ยังคงฝังใจอยู่ก็คือการเปิดเทอมวันแรก ห้องเรียนชั้นประถม ๓ อยู่ ณ อาคารชั้นเดียวซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นแค่เพียงภาพในจินตนาการ วันนั้นเป็นวันแรกของเด็กชายทักษิณ ชินวัตรด้วยเช่นกัน บนโต๊ะเรียนและเก้าอี้แบบนั่งคู่กัน ลูกคนชงกาแฟตัวจริงได้นั่งคู่กับเด็กชายผู้ได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจำได้แค่ว่าครูประจำชั้นให้นักเรียนใหม่ได้แนะนำตัว เราสองคนต้องยืนบนเก้าอี้เพราะตัวยังเล็กอยู่!  จากเด็กประถมจนเป็นเด็กมัธยม ชีวิตนักเรียนเจริญวัยไปตามกาลเวลา ดูเหมือนว่าทักษิณกับผมจะไม่เคยแยกชั้นเรียน แต่เราก็ไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะกันอีก... 

ขณะที่บันทึกภาพด้วยกล้องดิจิตอลมือสองราคา ๑,๖๙๐ บาท ที่ยื่นผ่านประตูรั้วเข้าไป ผมพยายามมองหาห้อง C ให้ได้  แต่มันไกลเกิน ได้แต่คะเนว่ามันคงจะอยู่ใกล้ ๆ กับรถปิคอัพคันที่จอดหันหน้าออกนั่นแหละ

ภาพจากหนังสืออนุสรณ์ มศ.3 2506
ห้องเรียนชั้น ม.ศ. ๓ อยู่ชั้นล่าง เริ่มจากห้อง A ห้อง B ห้อง C และห้อง D วันนั้นในช่วงพักบรรดานักเรียนจะออกมายืนคุยกันตรงระเบียงหน้าห้องเรียน ภาพของทักษิณกลับเข้ามาให้เห็นอีกครั้ง เป็นวันที่ผมโดนนักเรียนโตกว่าแกล้ง ทักษิณซึ่งตัวโตเช่นกันได้เข้ามาห้ามแล้วพูดว่า "คิงไปคั่มมันนะบ่ะ"  (มีความหมายว่าเอ็งอย่าไปแกล้งมันนะโว้ย)  นั่นคือเหตุการณ์เมื่อ ๔๔ ปีที่แล้วเกิดตรงระเบียงที่มองเห็นได้จากระยะไกล ผ่านไปแล้วกว่า ๔ ทศวรรษ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทุกวันนี้คุณทักษิณจะคิดถึงบ้านมากน้อยแค่ไหน? 

ทุกครั้งที่ผมผ่านโรงเรียนมงฟอร์ต ผมก็ยังคงเห็นเค้ายืนอยู่ที่นั่น!