Showing posts with label ความตาย. Show all posts
Showing posts with label ความตาย. Show all posts

Friday, October 11, 2019

ต้องปล่อยวาง

ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ - ไม่ลงทะเบียนชิมช้อปใช้ - ไม่ได้ช่วยถลุงเงินเพื่อชาติ... ผมรู้สึกเบื่อมาก ๆ กับรัฐนาวาเหล็กขึ้นสนิมลำนี้ ยิ่งรับรู้ข่าวสารการเมืองก็ยิ่งเครียด ทางออกที่ดีคือต้องปล่อยวาง เก็บตัวเงียบ นั่งเขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีใครอ่านก็ไม่ว่ากะไร ทำใจให้ได้ซะอย่างก็เป็นสุข...


ภาพลุงน้ำชา ถ่ายที่  "สะพาน Thanh Toan" สะพานไม้อายุกว่า ๒๐๐ ปี!
มาคุยเรื่องความตายดีฝ่า... ชอบ ๆ อ่ะ!   เป็นการเจริญมรณานุสติที่ไม่ต้องลงทุน ผมตั้งเป้าสูงสุดไว้ว่าตนเองจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เกิน ๘๐ หรือพูดง่าย ๆ ว่าจะสามารถมองเห็นโลกได้อีกแค่เพียง ๑ ทศวรรษ หรือน้อยกว่านั้น โอกาสที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างที่ปรารถนาก็คงอีกไม่เกิน ๖ ปี ทุกวันนี้ทั้งหัวใจและสมองเริ่มส่งสัญญาณเตือนเป็นระยะ ๆ  ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อใดกลไกชีวิตจะหยุดเดิน พระเจ้าเท่านั้นที่รู้!

ภาพข้างล่างนี้คือ  Michael John Barry ผู้ผลิตรถจักรยาน Maripasa จักรยานแฮนด์เมดราคา ๒- ๓ แสนบาท ขนาดปั่นจักรยาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ มีเงินที่จะดูแลรักษาตัวเอง แต่เมื่อถึงวันที่ต้องจากไป ในวัย ๘๐ ปี เขาก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้!

Mike Barry - ภาพจาก mariposabicycles.ca - thanks!
สำหรับผม ถ้าหากมีชีวิตอยู่ได้ถึงปี ๒๕๖๖ และยังแข็งแรงพอที่จะปั่นจักรยาน ผมก็อยากจะเปลี่ยน the final trip จาก unachievable ให้เป็น achievable โดยตั้งเป้าว่าจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ ๑ ปีครึ่ง....

 
หากไม่ตาย มีโอกาสกลับมาอยู่บ้านห้างฉัตร ผมก็คงได้เป็นอาจารย์ใหญ่ให้กับคณะแพทย์ศาสตร์ฯ ในที่สุด แต่ถ้าเกิดตายก่อนในระหว่างการเดินทาง ก็คงไม่ได้กลับมา

Sunday, September 15, 2019

grab the chance

สำหรับคนแก่อายุเกิน ๗๐ เมื่อมุ่งหน้าออกจากบ้านพร้อมจักรยานพับคันเล็ก ด้วยกำหนดกาลว่านานเท่านาน แสดงว่าเขาพร้อมที่จะจบชีวิตที่ใดก็ได้  ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเขาอีกต่อไป !


คำถามคือ "ในเมื่อลุงคนนี้ยังทำได้ แล้วทำไมผมจะทำบ้างไม่ได้?"



นอนข้างถนนหน้าสถานีรถไฟในซูริคผมก็เคยทำมาแล้ว รวมทั้งนอนในตู้โทรศัพท์ นั่งหลับที่สถานีรถไฟ ตั้งเต๊นท์นอนใต้สะพาน ในป่า ริมชายหาด ฯลฯ  


การเดินทางในอดีตแต่ละครั้งมันไม่ใช่ง่ายเลยสำหรับคนสายตาสั้น -1,000 กว่า โลกไม่สดใสเลยสำหรับผู้ที่ต้องสวมคอนแทคเลนส์ ในขณะนั่งรถ ลงเรือ ปั่นจักรยาน หรือแบกเป้เดินเท้า....


ขอบคุณพระเจ้าที่ได้มอบดวงตาที่สามารถมองเห็นได้โดยไม่ต้องสวมแว่นหรือใช้คอนแทคเลนส์ให้กับผม ชีวิตเกิดใหม่ ผมสามารถเดินทางมองโลกได้ชัดเจน อ่านหนังสือได้ ถ่ายรูปได้ แถมยังเล่นดนตรีและร้องเพลงได้!


 แล้วทำไมผมจะไม่ใช้โอกาสสุดท้ายทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ทำอีกแล้วในบั้นปลายของชีวิตหละ?

Saturday, June 15, 2019

ธุลีที่ล่องลอย - ซันตาราม

นุษย์เป็นแค่เพียงธุลีเล็ก ๆ ล่องลอยไปมา ท่ามกลางอณูอื่นอีกมากมายสุดคณานับ บ้างก็พยายามลอยตัวขึ้นสูงจะไปให้ถึงดวงดาวโดยคิดว่าตัวเหนือกว่าคนอื่น บ้างก็ลดตัวลงต่ำ หรือไม่ก็ถูกกดทับให้อยู่แค่เพียงรากหญ้า แต่แล้ว...ทุกชีวิตก็ต้องกลับไปสู่ผืนดินอันเป็นที่มาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!


ต่อแต่นี้ไปในบล็อกช่างเหอะ บางครั้งผมอาจต้องขออนุญาตเขียนเกี่ยวกับเพื่อน ๆ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ทั้งนี้ด้วยความรักศรัทธา และความคิดถึง มิได้เจตนาที่จะรบกวนความสงบของแต่ละท่านแม้แต่น้อย เนื้อหาสาระอาจไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับเพื่อน ๆ บางท่าน ผมก็ต้องขออภัย....

เพื่อนคนแรกที่ผม (5) เคยพูดถึงบ้างแล้วแต่วันนี้อยากเพิ่มเติมอีกนิดคือ "ซันตาราม" (1)


เคยเขียนถึงซันตาราม (1) ว่า...

"...อยากเรียกซันตารามว่าเป็นนักเรียนโค่ง เราเรียนหนังสือด้วยกันที่โรงเรียนมงฟอร์ต บอกไม่ได้ว่าเรียนด้วยกันกี่ปี แต่คิดว่าซันตารามออกจากโรงเรียนก่อนจะจบชั้น ม.ศ.๓  ถ้าอยากจะรู้ว่าซันตารามมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ก็ให้ไปดูแขกขายผ้าในตลาดวโรรสได้เลย ชายหนวดเครายาว ตัวโต พุงใหญ่ พูดเสียงดัง ลักษณะอย่างนั้นแหละคือ “ซันตาราม” ที่ผมรู้จัก! ซันตารามตัวโตกว่าเพื่อน แต่ก็ไม่เคยรังแกใคร"
"ช่วงที่เรียนเทคนิคตีนดอย เวลาผมเข้าไปในกาดหลวงหรือตลาดวโรรส จะมีเพื่อน ๒ คนที่เห็นหน้าอยู่เป็นประจำ คนแรกคือ "สุนทร แซ่อั้ง" ขายของอยู่ในตลาด คนนี้เป็นพี่ชายของ "สุทัศน์" ส่วนอีกคนนึงคือ "ซันตาราม" เรายังจำกันได้ คงพูดจาคิงฮาตามประสาคนเมือง(เหนือ)  หลังจากตลาดถูกไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๑๑ ซันตารามก็ยังคงนั่งขายผ้าอยู่ทางด้านตรอกข่วงเมรุ แต่อดีตนักเรียนโค่งดูแก่ไปเยอะ!
เมื่อเดือนที่แล้วผมเขียนถึงซันตารามว่า...
"...ไปซื้อของที่ห้างเทสโก้ฯ ใกล้บ้าน ขณะที่ยืนรอแคชเชียร์คิดเงิน มีชายไทยเชื้อสายอินเดียอายุก็คงพอ ๆ กับผม โพกศีรษะเหมือนแขกขายผ้าในตลาดวโรรสต่อคิวอยู่ข้าง ๆ ผมได้ยินเค้าพูดกับใครไม่รู้ว่า "อยู่เจียงใหม่ แวะมาแอ่ว กำเดียวก่อจะปิ๊กแล้ว"  ผมชั่งใจแป๊ปนึงแล้วหันไปถามว่า "อยู่เจียงใหม่...ฮู้จักซันตารามก่อครับ?"  แขกเคราขาวตอบว่า "ซันตาราม...ต๋ายแล้วลอ" 
เป็นเรื่องจริง! ผมทราบมาก่อนแล้วว่าซันตารามเสียชีวิต ลุงแขกที่เจอในห้างเทสโก้ฯ บอกเพิ่มเติมว่าซันตารามย้ายไปอยู่ที่เมืองแพร่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต...


ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ารู้ก่อนหน้านั้นว่าซันตารามอยู่ ณ แห่งใดในเมืองแพร่ ผมคงต้องไปหาตัวให้เจอ ลำปางกับแพร่นั้นอยู่ไม่ไกลกัน เฉกเช่นสวรรค์ที่ซันตารามไปอยู่ก็คงไม่ไกลจากโลกที่ผมอยู่ทุกวันนี้... 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
๑๗ มิ.ย. ๖๒ -  ขออัพเดทข้อมูลอีกนิดว่า ซันตารามไปอยู่เมืองพาน เชียงราย (ไม่ใช่เมืองแพร่) แล้วเสียชีวิตด้วยโรคบาดทะยัก เนื่องจากไปเหยียบไส้ที่เย็บกระดาษในช่วงน้ำท่วม (ขอขอบคุณข้อมูลจากเสี่ยซ้งครับ)

Tuesday, May 28, 2019

ระบบน้ำบ้านห้างฉัตร - ขาดน้ำ

หน้าฝนย่างเข้ามาแทนที่หน้าร้อนแล้ว!  เช้านี้ผมถ่ายภาพวิวหลังบ้านจากดาดฟ้า นำมาปรับแต่งให้มีลักษณะคล้ายภาพวาดสีน้ำ 


ภาพของภูเขาซึ่งหายไปในช่วงมีปัญหาหมอกควัน ปรากฏให้เห็นแล้วที่สุดขอบฟ้า ต้นไม้ต่างยิ้มร่าเมื่อเทวดาโปรยปรายสายฝน!


หน้าแล้งที่ผ่านไปในปีนี้ จัดว่ารุนแรงกว่า ๔-๕ ปีที่ผ่านมา บ้านห้างฉัตรของผมประสบปัญหาน้ำประปาขาดแคลน เนื่องจากระดับน้ำใต้ดินลดน้อย ประปาบ้านหัวหนองต้องปิดเปิด จ่ายน้ำมาให้ใช้แค่วันละ ๒ ชั่วโมง ตอนเช้า ๗ โมงถึง ๘ โมง ตอนเย็นลุงหยัดผู้ดูแลระบบน้ำก็จะเปิดให้มาอีกชั่วโมงกว่า ๆ  


บ้านผมอยู่ปลายทาง น้ำที่ไหลมาถึงไม่แรงพอที่จะไหลขึ้นสู่ถังเก็บบนชั้นสอง ใช้โอ่งมังกรรองรับน้ำจากก๊อกชั้นล่างไว้ก่อน.. ผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อรอน้ำ! 



ไปค้นเจอเจ้าไดโว่ที่เคยซื้อไว้เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ผมนำมาลองสูบน้ำจากโอ่งขึ้นสู่ถังเก็บบนชั้นสอง โชคดีที่มันยังสามารถใช้งานได้  การส่งน้ำขึ้นชั้นสองแล้วสูบขึ้นไปเก็บในถังบนดาดฟ้าอีกต่อนึงนั้นค่อนข้างเหนื่อย วัน ๆ ต้องเสียเวลา ๒-๓ ชั่วโมงกับการทำให้มีน้ำใช้!  แต่แล้ววันนึงเครื่องสูบที่เห็นก็เสีย มันไม่หมุนและมีไฟรั่ว ผมโชคดีที่ไม่ดูดตายคาห้องน้ำ! 


รอดชีวิตไปได้อีกหนึ่งครั้งครับ ผมต้องรีบหาวิธีสูบน้ำจากโอ่งมังกรขึ้นไปยังถังเก็บบนชั้นสองให้ได้ เดี๋ยวจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง...

Tuesday, April 02, 2019

ปลงสังขาร

ตั้งใจว่าจะทาสีวงกบประตูต่อ...แต่ก็ทำไม่ได้เพราะมีอาการ "เมาหัว" (เวียนศีรษะ) ตอนเช้าจะไปตลาดก็กลัวไปล้ม สัญญาณอันตรายเริ่มเตือนให้เห็นบ่อยครั้ง!!



หมอกควันปกคลุมเหนือบ้านห้างฉัตรยังคงอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ผมจะทำอย่างไรดีกับชีวีและร่างกายที่เหนื่อยล้าอ่อนแรงเช่นนี้? 


อาทิตย์ตกดูหมองหม่น...ผมจะทนเห็นอีกได้สักกี่ปี? 



สัปดาห์ที่แล้วอาจารย์วัฒนาและอาจารย์อุดร เพื่อนที่เรียนด้วยกันที่เทคนิคตีนดอย (วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ) แวะมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน...

 

ตาแก่เมืองรถม้าต้องนำภาพเก่าที่ถ่ายหน้าตึกไฟฟ้าเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วออกมาดู...เพื่อปลงสังขาร!



หลายคนจากโลกนี้ไปแล้ว...


อีกไม่นาน... ผมก็จะตามไป!

Tuesday, August 05, 2014

อาลัยเพื่อน

๒๒.๒๘ น. ผมเพิ่งกลับมาจากไปงานศพที่วัดคะตึกเชียงมั่น วันนี้ขออนุญาตเขียนนอกกรอบหน่อยนะครับ... 

คุณทิวาถวัลย์ วิชัยขัทคะ หรือ "ต๋อย" ได้จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๗ วันนั้นเป็นวันเสาร์ มีเพื่อน ๆ ศิษย์เก่ามงฟอร์ตรุ่น ๐๘ หลายคนเดินทางจากเชียงใหม่ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลศูนย์ ก่อนเดินทางกลับ...คุณสุพล ประธานรุ่นได้โทรแจ้งให้ผมทราบเรื่องอาการป่วยของคุณทิวาถวัลย์ บอกว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ถ้ามีโอกาสก็ให้ไปช่วยกันให้กำลังใจ ยังไม่ทันที่ผมจะได้ไปเยี่ยม เย็นวันนั้นคุณทิวาถวัลย์ก็จากพวกเราไป  ผมต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง...



วันนี้เพื่อน ๆ มงฟอร์ตรุ่น 08 มาร่วมงานกันไม่น้อย...







ใบไม้จากต้นมงฟอร์ต 08 ร่วงหล่นไปอีกหนึ่งใบแล้วครับ ที่ยังเหลืออยู่ก็เริ่มแห้งเหี่ยว รอวันหลุดจากขั้วเช่นเดียวกัน...

Friday, August 01, 2014

นกน้อยตายแล้ว!

แถว ๆ บ้านผมมีนกมากมาย ตอนเช้า ๆ มันจะส่งเสียงร้องดังจิ๊บ ๆ ไปทั่ว ที่หน้าต่างหรือช่องลมห้องน้ำ บางครั้งจะมีนกมาจับให้เห็น มันพยายามคาบใบไม้ใบหญ้าขึ้นมาทำรัง...

ตั้งแต่ย้ายบ้านมาอยู่ห้างฉัตร ผมก็เห็นภาพนกเหล่านั้นจนชินตาและคุ้นหู รู้สึกเฉย ๆ คิดว่าต่างคนต่างอยู่ ทุกชีวิตก็ดำเนินไปตามวิถี  มีนกทำรังอยู่บนสายไฟหน้าบ้าน ผมก็ไม่อยากไปรบกวน...


เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เกิดมีลูกนกตัวหนึ่งตกจากรัง ผมเห็นมันนอนตัวสั่นรอความตายอยู่บนพื้น จึงเก็บมารักษา เฝ้าป้อนอาหารและเลี้ยงดูประดุจลูกน้อย...


ตลอด ๕ วันที่ผมผูกพันอยู่กับสัตว์ปีกตัวเล็ก ๆ ตัวนึง ไปเชียงใหม่ก็เอาไปด้วย ป้อนอาหารแต่เช้า ค่ำมาก็จัดที่ให้นอน ตอนกลางวันบางครั้งผมก็ให้มันนอนอยู่บนฝ่ามือ คิดว่านกคงมีความรู้สึกคล้ายซุกอยู่กับอกแม่!


ผมเฝ้าดูอาการ และสังเกตความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด พอเห็นว่านกแข็งแรงขึ้น ก็ดีใจ คิดว่ามันอาจบินได้ในไม่ช้า แม้ขาจะหักจนยืนไม่ได้ก็ตาม ผมคิดไปไกลว่า...หากนกไปไหนไม่ได้ ก็จะเลี้ยงมันไปเรื่อย ๆ  แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น พอมาถึงลำปาง อาการของนกเริ่มทรุดลง มันนอนนิ่ง ไม่ยอมลืมตา ไม่อ้าปาก ไม่ส่งเสียงร้อง...


คืนวันพุธ... ผมให้มันนอนอยู่หน้าคอมพ์ฯ   ตอนเช้ามืด ลุกขึ้นดู เห็นมันนอนตัวเย็นเฉียบ...


มีนกที่น่าสงสารอยู่ด้วยตลอดทั้งวัน ผมคอยป้อนผลไม้และนมแลคตาซอย พร้อมบดยาให้กิน แต่มันไม่ค่อยยอมอ้าปากเสียแล้ว เสียงร้องก็ไม่ได้ยิน ผมรู้สึกว่ามันอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน คืนวันพฤหัสผมย้ายมันไปนอนอยู่บนหัวนอน หลายครั้งที่ได้ใช้นิ้วแตะหัวของมันเพื่อดูว่ายังขยับเขยื้อนอยู่หรือเปล่า?

เช้าวันศุกร์ ผมรีบตื่นแต่เช้าเพื่อนำนกไปให้น้ำ มันขยับปากจิบน้ำแล้วนิ่งเงียบ ผมเห็นมันอ้าปากร้อง ๒-๓ ครั้งแต่ไม่มีเสียงออกมา  เช็ดตัวให้ เปลี่ยนกระดาษทิซซูปูที่นอน แล้วนำมันกลับลงนอน เจ้านกน้อยนอนหลับตานิ่ง หายใจอ่อนลง...

๑๐ โมงกว่า ผมนำมันนอนบนอุ้งมือ พาขึ้นไปบนดาดฟ้า อยากให้มันได้เห็นท้องฟ้าสดใส และได้รับไออุ่นจากแสงแดดเป็นครั้งแรกในชีวิตของมัน นกน้อยลืมตาขึ้นมอง ผมวางมันลงบนโต๊ะหน้า workshop ปล่อยให้ลำตัวได้รับแสงแดด ส่วนหัวให้อยู่ในร่ม มันไม่มีแรงทรงตัวอีกแล้ว จับให้นอนท่าไหนก็อยู่อย่างนั้น  เพียงไม่กี่อึดใจ...มันก็หยุดหายใจ!!

ผมนำร่างของมันขึ้นมาไว้บนอุ้งมืออย่างที่มันเคยชอบ...



น้ำตาผมไหลออกมาอย่างมิอาจห้ามได้!




นอนหลับให้สบายเถอะ...


๑๑ โมง ผมจัดการเผาร่างของนกตัวเล็ก ๆ ซึ่งเข้ามามีชีวิตอยู่ด้วยนาน ๗ วัน...


ลาก่อน... เจ้านกน้อย!

Wednesday, June 16, 2010

ผมคิดอะไรเมื่อสิบปีที่แล้ว…

ช่างเป็นการบังเอิญเหลือเกินที่ผมเห็นเศษกระดาษชิ้นหนึ่งตกอยู่ที่พื้นใกล้ ๆ กับกองสัมภารกซึ่งอยู่ใต้โต๊ะแล้วหยิบขึ้นดู...


มันเป็นข้อความที่ผมเขียนไว้เมื่อปลายปี ค.ศ. 1999 แล้วสั่งพิมพ์ลงบนกระดาษแบบต่อเนื่องด้วยเครื่องพิมพ์ประเภท dot matrix ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นเครื่องไหน (เคยมีเครื่องพิมพ์ใช้มากมายหลายตัวเหลือเกิน)  พี่จันทร์สมเคยบอกว่าผมเป็นคนบ้าสมบัติ ฮา เห็นจะจริง  ทั้งเครื่องพิมพ์ดีด (typewriter) และเครื่องพิมพ์ (printer) ผมคิดว่ารวมแล้วมันน่าจะเกือบยี่สิบตัวเห็นจะได้  หมดเงินไปหลายหมื่นแล้วจ้า

ข้อความที่ปรากฏบนกระดาษชิ้นดังกล่าวมีเพียงแค่ ๗-๘ บรรทัดเพราะส่วนที่มีต่อนั้นพิมพ์ไม่ติด น่าเสียดายที่มันบอกไม่ได้ทั้งหมดว่าตอนนั้นผมคิดอะไรอยู่ เท่าที่อ่านได้มีแต่เพียงว่า…
When I start counting down
ใกล้ปี ค.ศ. 2000… มีคนบอกว่าโลกกำลังจะแตก สงครามกำลังจะเกิด และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าอย่างงั้นก็ไม่ต้องทำอะไรเลยดีไหมล่ะ ขอนอนรอความตายลูกเดียว? คิดถึงคุณชวลิตกับคุณเพ็ญประภา เขาเพิ่งจะเริ่มงานที่บ้านใหม่ที่ซื้อไปจากเราได้แค่ 8 เดือนเอง แล้วจะทำอย่างไรกับหนี้สินที่ทำไว้กับทางธนาคารทหารไทย หรือรอให้เกิดน้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำท่วมโลกเสียก่อน เอกสารทั้งสัญญากู้และโฉนดอาจจะถูกเผาและถูกทำลายไปสิ้น คิดอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว  ตึก HW ที่เราซื้อไว้ล่ะ มันจะต้องฟังไป ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ใช้งานเลยหรือนี่..."

"เอกสารชิ้นนี้บอกอะไรผมบ้าง?"   มันแสดงให้เห็นว่าเวลานั้นผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊ปเดียวก็ครบหนึ่งทศวรรษ!  แปลกจังที่เมื่อสิบปีก่อน ผมก็เริ่มคิดถึงชีวิตที่ก้าวเดินสู่ความตายแล้ว คงเป็นเพราะการจากไปของแม่ปราณี และชีวิตที่มองไม่เห็นหนทางเดินที่ชัดเจนของผมในช่วงนั้นด้วยกระมัง  ตอนนั้นพระเจ้าก็ยังไม่ได้ประทานดวงตาที่ดีกลับคืนมาให้ผม…

แต่วันนี้ผมมีดวงตาที่มองเห็นได้ดี ถ้าถามว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่? ก็คงต้องคุยกันอีกนาน