Tuesday, June 16, 2015

ชินาบุง...

ภูเขาไฟชินาบุง บนเกาะสุมาตราเหนือปะทุอีกแล้ว...


ภาพจาก manager.co.th
เดินทางไปอินโดนีเซียครั้งแรกมื่อเดือนเมษายนที่แล้ว ผมวางแผนว่าจะไป Berastagi และอยากปีนภูเขาไฟชินาบุง แต่พอดีเวลามีน้อย ผมไปแค่ Bukit Lawang!

วันนี้ผมได้ข่าวว่าชินาบุงปะทุอีกครั้ง หลังจากผ่านการปะทุครั้งล่าสุดมาได้ ๕ ปี!!

ภาพจาก dailynews.co.th
เดลินิวส์รายงานข่าวว่า...
...เมื่อวันที่ ๑๓ มิ.ย.เจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซียได้เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดกับการปะทุครั้งใหม่ของภูเขาไฟชินาบุงความสูง ๒,๔๐๐ เมตร บนเกาะสุมาตรา หนึ่งในเกาะใหญ่ของอินโดนีเซีย...ตั้งแต่วันที่  ๒ มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยยกระดับคำเตือนสูงสุดเมื่อตรวจพบการปะทุระลอกใหม่ภายในปล่องภูเขาไฟ เถ้าธุลีภูเขาไฟได้พวยพุ่งขึ้นมาจากปล่องภูเขาไฟชินาบุง ลอยขึ้นไปไกล ๓ กม...  การปะทุของเถ้าธุลีภูเขาไฟมีถึง ๑๑ ครั้งด้วยกัน... ผู้เชี่ยวชาญด้านภูเขาไฟกล่าวเตือนว่า หินลาวากับเถ้าธุลีภูเขาไฟอาจไหลบ่าลงมาจากปล่องภูเขาไฟได้ตลอดเวลา ประชาชนกว่า ๒,๗๐๐ คนในหมู่บ้านโดยรอบในรัศมีอันตราย ๗ กม.ต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว....
Tony ชวนให้ผมไปสุมาตราอีกครั้งในปีหน้า แล้วให้ไปพักที่ทะเลสาบโทบา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Berastagi และภูเขาไฟชินาบุง....

แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว!!

Monday, June 15, 2015

งานนี้ต้องมีลุ้น!

พูดถึงยี่ห้อ Jacob ถ้าเป็นพวกระเป๋าตังค์ก็พอรู้จัก แต่ถ้าเป็นสีเคลือบเงา Jacob ผมเพิ่งจะได้เห็นเมื่ออาทิตย์ก่อน กระป๋องเล็กราคา ๙๐ บาท รู้สึกว่าจะถูกกว่าเพื่อน ก็เลยลองซื้อมาใช้ ๑ กระป๋อง...


วันนี้ได้ฤกษ์เปิดออกมาใช้ทาผนังห้องดนตรีซึ่งทำด้วยกระดาษอัดแผ่นสุดท้ายที่มีอยู่แล้วครับ...
.

เป็นสีราคาถูก ผมจึงไม่ได้คาดหวังอะไรนัก  เนื้อสีเหลว! ไม่ต้องผสมน้ำมันสนหรือทินเนอร์ แค่ใช้ไม้คนแล้วนำไปทา  พอดีหา masking tape สำหรับติดตรงมุมไม่เจอ ผมลงมือทาไปก่อน โดยพยายามทาให้ประหยัดสุด  รอบเดียวพอ! ใช้สีไปประมาณ ๒/๓ กระป๋อง...


หลังจากพักกินอาหารกลางวัน ผมค้นหา masking tape จนเจอ...

.
นำมาติดตรงมุม แล้วทาสีทับให้เต็ม


เป็นครั้งแรกที่เปิดฝาสีแล้วอยากใช้ให้หมด เหลือสีอยู่ประมาณ ๑/๓ จะใช้ทาอะไรดี? เห็นบานประตูซึ่งทีแรกตั้งใจจะทาด้วยสีย้อมไม้แล้วลงยูรีเทน ผมเกิดเปลี่ยนใจ...คิดว่าน่าจะทาด้วยสีน้ำมันที่เหลืออยู่  พิจารณาผนังที่กินสีไปแล้วกว่าครึ่งกระป๋อง แล้วหันมาดูบานประตูไม้อัด ถามในใจว่าสีที่เหลืออยู่มันจะพอหรือเนี่ย?  ผมตรองอยู่นาน ก่อนตัดสินใจจุ่มแปรงชุบสีขึ้นป้ายบานประตู จากนั้นก็ทาต่อไปอย่างเบามือ พยายามใช้สีทุกหยดให้คุ้มค่า  งานนี้ต้องมีลุ้น...


ในที่สุดบานประตูก็ถูกละเลงจนทั่ว แทบไม่น่าเชื่อที่ยังมีสีเหลืออีกนิ้ดนึง ผมไม่ทิ้ง! ขอดก้นกระป๋องแล้วนำไปทาที่ขอบประตูซะเลย! ทาเสร็จ..สีก็หมด!

คิดถึงตอนขับรถน้ำมันแห้งถัง แล้วไปหมดที่หน้าปั้มพอดี!

Sunday, June 14, 2015

สมองแห่งพุทธะ


เว็บของดร.ริค แฮนสัน (Rick Hanson) หนึ่งในผู้เขียนหนังสือ Buddha's Brain บรรยายว่า...
Buddha’s Brain has been praised by leading scholars, psychologists, and meditation teachers – including Sharon Salzberg, Roger Walsh, Joseph Goldstein, Jennifer Louden, Fred Luskin, Tara Brach, Jerome Engel, James Baraz, Phillip Zelazo, Richard Miller, Christina Feldman, Wes Nisker, and many others – and you can read their endorsements.
You’ll learn how your brain creates worry or inner strength, heartache or love, anger or peacefulness, confusion or clarity, and suffering or its end – and how to:
- Take in good experiences to feel happier and more confident – defeating the brain’s negativity bias, which is like Velcro for bad experiences but Teflon for positive ones- Train your brain to cool down stress, greed, and hatred – and come home to your natural core of calm and contentment- Energize the neural networks of compassion, empathy, and love – and clear out resentment, envy, and ill will- Improve attention for daily life, mindfulness, and meditation- Feel more at one with the world, and less separate and vulnerable- Get the nutrients your brain needs to maintain a good mood, relieve anxiety, sharpen memory, and strengthen concentration. If you can change your brain, you can change your life.
อืมมมม์ เจอฝรั่งเขียนเกี่ยวกับพุทธศาสนาอีกแล้ว! ผมมีอีบุ๊คทั้งที่เป็น pdfepub และ mobi  แต่คงเข้าใจยากเพราะเป็นภาษาอังกฤษ ไม่เหมาะกับสมองขี้เลื่อยของผม โชดดีที่ ดร.ณัชร สยามวาลา ได้นำมาแปลเป็นไทยในชื่อว่า "สมองแห่งพุทธะ"  วิธีฝึกสมองกับจิตใจให้ตื่นรู้ เพื่อนำไปสู่ความสุข ความรัก และปัญญา (the practical neuroscience of happiness, love & wisdom) หนังสือ ๒๘๑ หน้า ราคา ๒๖๕ บาท มีจำหน่ายที่ SE-ED


ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ เขียนคำนิยมไว้ว่า...
ผู้เขียนยึดหลักว่า "เมื่อสมองเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน" แต่ในการที่จะทำให้สมองเปลี่ยนได้ ต้องทำให้ใจเปลี่ยนก่อน โดยอาศัยการเจริญสติและพัฒนาปัญญา ทั้งยังได้หยิบยกวิธีการต่างๆ ตามหลักพุทธ รวมทั้งคำสอนของครูบาอาจารย์ทางวิปัสสนา และใช้หลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายควบคู่กันไป ไม่ว่าจะในเรื่องของการมีเมตตาต่อตนเอง วิธีสร้างสุข วิธีผ่อนคลาย และวิธีเจริญภาวนา

อยากอ่านเหมือนกัน หอสมุดประชาชนเทศบาลนครลำปางจะมีให้ยืมอ่านหรือเปล่า?...ผมไม่ทราบ แต่คิดว่าห้องสมุดประชาชน อำเภอห้างฉัตร ไม่น่าจะมี!

Saturday, June 13, 2015

ดูแลกันหน่อย...

วันนี้ท้องฟ้าเหนือทะเลสาบขามแดงดูสดใส... 


พยากรณ์อากาศลำปางแจ้งว่า มีแดดจัดเป็นส่วนใหญ่ อุณหภูมิ ๓๕ องศาเชลเซียส ความชื้น ๔๙ เปอร์เซนต์ ลมแรง ๕ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และโอกาสฝนตกมี ๗ เปอร์เซนต์  แต่ทว่าเมื่อสองวันก่อนมีฝนตกนะ ทำให้น้ำในบึงเต็มเช่นเดิม ความอุดมสมบูรณ์กลับมา ผมเห็นฝูงนกบินมา แล้วยืนรอหาอาหารอยู่กลางแดดด้วยความอดทน...


เมื่อวานนี้ ผมเดินลงไปเปิดประตูระเบียงชั้นลอย เห็นน้ำขังอยู่ที่พื้น...


แสดงว่ามีน้ำรั่วเข้ามาตั้งแต่วันก่อน ผมคิดถึงสาเหตุ ๒ อย่างคือ เกิดจากน้ำฝนที่สาดเข้ามา และน้ำซึ่งรั่วออกมาจากท่อหรือถังเก็บน้ำ...


ประการแรกไม่น่าเป็นไปได้ เพราะในช่วงฝนตกไม่มีลมแรง น้ำฝนคงจะสาดเข้ามาไม่ได้มากถึงขนาดนั้น  หันไปสำรวจดูท่อ...ผมก็ไม่เห็นร่องการของการรั่วซึม

แต่ที่ถังมีรอยน้ำไหลลงมาจากฝาปิดข้างบนแฮะ!


ก็ทำถูกวิธีแล้วนี่นา...รั่วได้ยังไงกัน!


ปีนขึ้นไปเปิดฝาออกดู พบว่าน้ำในถังมีอยู่เต็มจนเกือบล้น มันอยู่เหนือระดับปกติ แสดงว่าต้องมีช่วงใดช่วงหนึ่งซึ่งตัววาล์วลูกลอยปิดไม่สนิท ทำให้น้ำยังไหลต่อจนล้นออกนอกถัง!  ลูกลอยอิตาลีราคา ๓ ร้อยกว่าบาทใช้ได้ครบ ๒ ปีก็ออกอาการ ยังดีที่มันกลับมาทำงานตามปกติ แสดงว่าเป็นการเรียกร้องเจ้านายให้หันมาดูแลเอาใจใส่มันบ้างเท่านั้นเอง!


ไม่ต้องทำอะไรมากครับ ไม่ต้องถอดออกมา เพียงแค่ปิดวาล์วน้ำเข้า แล้วใช้น้ำจนระดับน้ำในถังลดลง จากนั้นก็ทำการขยับแกนลูกลอยขึ้นลง ๆ หลาย ๆ ครั้ง เพื่อปลดเปลื้องความฝืดและอาการติดขัดของกลไก เช้านี้ผมขึ้นไปสำรวจอีกครั้ง ระดับน้ำอยู่ต่ำอย่างที่เห็น แสดงว่าลูกลอยทำหน้าที่ของมันตามปกติแล้ว!


อยากบอกเพื่อน ๆ ว่ามีถังเก็บน้ำอย่างนี้ ก็ให้เปิดฝาเข้าไปคุยกับเจ้าลูกลอยสักปีละหนก็ยังดี มันจะได้อยู่รับใช้เราได้นาน ๆ แล้วน้ำก็จะได้ไม่ท่วมบ้านด้วยครับ! 

Thursday, June 11, 2015

ไม่ต้องเนี้ยบก็ได้

แต่ก่อนผมเคยคิดว่าทำอะไรก็ต้องให้เนี้ยบ  ถ้าเป็นงานสีก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม ก่อนลงสีก็ต้องย้ำหัวตะปู โป้วแล้วขัดกระดาษทรายให้เรียบเสียก่อน...  

 

แต่รู้สึกว่าผมจะเปลี่ยนความคิดมานานแล้วนะ ตอนหลังยิ่งได้เห็นผลงานของช่างอาชีพ ยิ่งคิดว่าเราทำเองไม่ต้องพิถีพิถันก็ได้ อย่างเช่น การปรับปรุงฝาผนังชั้นสองซึ่งถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าตอนมาอยู่ใหม่ ๆ หรืองานบนดาดฟ้า ผมก็ทำตามประสาคนเบี้ยน้อยหอยน้อย ใช้วัสดุเท่าที่หาได้ ซื้อสีด้อยคุณภาพมาแล้วก็ต้องใช้ให้หมด! 








ทำเอง...อยู่เอง  ไม่ต้องเนี้ยบก็ได้! 

Wednesday, June 10, 2015

คิดถึงเอแคร์

ช่วงที่ยังมีวงเครื่องสาย (string ensemble) ของเด็ก ๆ....มะเหมี่ยวซึ่งโตกว่าเพื่อน จะรับหน้าที่ในตำแหน่งไวโอลินหนึ่ง! 


โดยมีเอแคร์ช่วยเล่นใน part เดียวกัน....


เด็กสองคนอยู่บ้านตรงข้ามกัน ตอนแรกผมไปสอนมะเหมี่ยวที่บ้าน เสียงไวโอลินคงจะดึงดูดให้เอแคร์สนใจอยากเรียนบ้าง... 


เอแคร์ไปเรียนไวโอลินกับผมที่บ้านปงแสนทอง  จนกระทั่งผมย้ายบ้านจึงได้หยุดไป 


เท่าที่ผมเห็นนักเรียนมีความมุ่งมั่นสูง สามารถเล่นเพลงในตำราซูซูกิเล่ม ๒ ได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีเวลาฝึกซ้อมไม่มาก  เอแคร์เคยบอกว่าอยากเป็นหมอ ผมก็แนะนำว่าเป็นหมอก็เล่นไวโอลินได้..


ก็น่าจะดี ถ้ามีคุณหมอเล่นไวโอลินอยู่ในลำปาง...

(ขอขอบคุณสำหรับภาพจากฝีมือของคุณสันติ)

Tuesday, June 09, 2015

เสียงนกกระเต็น


เมื่อ ๔ ปีที่แล้วที่ปงแสนทอง ทุกบ่ายวันเสาร์ เมื่อผมเปิดประตูบ้านให้เด็ก ๆ มาเรียนและบรรเลงร่วมกันในวงเครื่องสาย ถ้าเป็นช่วงพัก ๑๕ นาที หากมีเสียงวิ่งลงบันไดจากชั้นสองพร้อมเสียงหวีดร้อง ผมรู้เลยว่านั่นคือ "น้องกระเต็น" นักเรียนไวโอลินตัวน้อยที่น่ารักไม่แพ้ใคร!


กระเต็นเริ่มเรียนไวโอลินพร้อม ๆ กับเมเปิล, เจ้าขา และบาร์บี้  ตอนแรกเริ่มด้วยไวโอลินขนาด 1/10 (ถ้าผมจำไม่ผิด)...


ต่อมาเปลี่ยนไปเล่นไวโอลินขนาด 1/4...





เสียดายที่น้องกระเต็นเลิกเล่นไปเสียก่อน... 


 ทุกวันนี้ขาดเสียงน้องกระเต็น ทำให้รู้สึกเงียบเหงาไปเยอะ!

หมายเหตุ - ภาพถ่ายทั้งหมดได้รับจากคุณสันติ (ขอขอบคุณ)

Monday, June 08, 2015

ทำอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว!

เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๔  วงเครื่องสายของเด็ก ๆ ไปเรียนกันที่สวนพฤกษชาติแม่เมาะ... 




ตอนนั้นผมยังใช้เจ้าหีบเพลงตัวใหญ่...



เห็นภาพตัวเองกับเจ้า accordion ตัวหนักแล้วอดขำไม่ได้....



  ไม่รู้เหมือนกันว่าเล่นไปได้อย่างไร?





เลิกเล่นวง bluegrass....ผมยกเครื่องดนตรีให้เพื่อนที่เชียงใหม่นำไปฝึก
 

ถ้ายังมีเครื่องมืออยู่...ผมก็คงเล่นแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว!  เพราะสังขารไม่อำนวย!

หมายเหตุ - ภาพถ่ายทั้งหมดได้รับจากคุณสันติ  (ขอขอบคุณ)