Wednesday, May 02, 2012

ซ่อมสูบลม...

เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายนที่ผ่านมา ผมเขียนเรื่อง "ยางโอริงและซีลแกนปั้ม" เล่าเรื่องการซ่อมเครื่องสูบน้ำซึ่งพี่ชายปล่อยให้เดินอยู่หลายวันจนชำรุด! ผมต้องซ่อมแบบลองผิดลองถูก(ตามสไตล์ช่างเหอะ)โดยซื้อยางโอริงและซีลแกนปั้มมาเปลี่ยน วันนั้นผมได้ลงท้ายไว้ว่าจะมารายงานเพื่อน ๆ อีกครั้งว่า...หลังจากเปลี่ยนอะไหล่แล้ว น้ำยังจะรั่วอยู่อีกหรือเปล่า?


แห้งสนิทเลยครับ ไม่มีน้ำหยดให้เห็นอีกต่อไป ฟันธงได้ว่าเจ้าซีลแกนปั้มเสียจริง ๆ (ยางโอริงยังคงใช้ได้) งานนี้หมดไป ๑๘๐ บาท!

อ่อ...ผมเห็นรถเข็นสองล้อ และรถจักรยานซึ่งผมตั้งชื่อว่า "เจ้ายักษ์" ถูกปล่อยละเลยให้ยางแบนมาแรมปี วันนี้คิดว่านิ่งเฉยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ผมต้องนำมันออกมาบำรุงรักษา ก่อนที่จะเสียมากกว่านั้น!


ยางแบนแต๊ดแต๋ ต้องอัดลมเข้าไป แต่ปัญหาคือเจ้าสูบลมที่เห็นนั่น มันก็พลอยเสียไปกับเค้าด้วย! อาการคือสูบแล้วเบามือ มีลมออกมาน้อยมาก อ่า...เรื่องนี้ไม่ยากสำหรับช่างเหอะ เคยมีประสบการณ์มาแล้วจ้า!

"ใช้จาราบีซิพี่..." ผมได้ยินเสียงแว่ว ๆ ในสมอง!
 
 หมุนตัวฝาครอบออกมา...

ใส่จาราบีเข้าไป...

ค่อย ๆ ใส่แกนลูกสูบกลับเข้าไป แล้วหมุนฝาครอบปิดให้แน่น จากนั้นจึงลองสูบดู โห...มันหนักมือขึ้นกว่าเดิม ลมออกแรงเชียวล่ะ!

ผมลงมือสูบยางเจ้ารถเข็นก่อน....

 

แล้วต่อด้วยเจ้ายักษ์...


เรียบโร้ย...คราวที่แล้วผมซ่อมสูบน้ำ วันนี้...สูบลม! พรุ่งนี้ยังไม่รู้ว่าจะต้องซ่อมอะไรอีก?

Tuesday, May 01, 2012

ซ่อมจอบ...

bimbalo ได้ให้กำลังใจผมมาว่า "ลุงน้ำชาอย่าลืมโปรเจคผักครัวเรือนนะครับ ช่วงนี้บรรยากาศเริ่มมา…..นอกจากจะงามแต้แล้ว ยังปลอดสารพิษอีกต่างหาก..."  วันนี้..ผมจึงต้องจัดหาเครื่องมือ (กำเมืองเรียกว่า "ครัวมือ") ให้พร้อมที่จะลงมือทำสวนครัวตรงพื้นที่ว่างข้างหลังบ้าน   ดูเหมือนว่าประตูรั้วก็จำเป็นต้องซ่อม แต่เอาไว้ทีหลังละกัน วันนี้มาว่ากันก่อนด้วยเรื่อง "จอบ" เครื่องมือสำคัญสำหรับถางหญ้าขุดดิน


"จอบ" ภาษาอังกฤษเรียกว่า hoe  มีลักษณะของ "ใบจอบ" (blade) ที่แตกต่างกันตามการใช้งาน จำได้ว่าตอนอยู่เชียงใหม่...ผมเคยซื้อใบจอบขุดยี่ห้อจระเข้ จากร้าน "พัวเซ่งหลี" ซึ่งอยู่หน้าตลาดสันป่าขอย...



ก่อนนั้นราคาไม่ถึงร้อยครับ แต่เดี๋ยวนี้จระเข้แท้ราคาเกือบครึ่งพัน!!  จอบที่ใช้ขุดจะมีใบโค้งเข้าอย่างที่เห็นในภาพ หน้ากว้างประมาณ ๖ นิ้ว น้ำหนักอยู่ที่ ๒-๓ ปอนด์ ( ๑ ปอนด์ = ๐.๔๕๓ กิโลกรัม)  ส่วนใบจอบถากจะมีหน้าตรงอย่างในภาพ...

จำได้ว่าเคยเก็บใบจอบถากเก่า ๆ มาจากบ้านหนองหอย นำไปถากหญ้าที่หน้าบ้านแล้วใบจอบหลุดจากด้าม ผมเอาไปเก็บไว้ที่ไหนไม่รู้!  หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เกิดความสับสนคิดว่าคงลืมทิ้งไว้นอกบ้าน...แล้วมีคนช่วยเอาช่วยใช้  หาจนอ่อนใจแล้วนะ...แต่พอดีไปเปิดประตูเจ้าโต  โห...มันไปวางอยู่ที่พื้นรถนั่นได้อย่างไรกัน!

รู้สึกดีใจที่เจอใบจอบถากโบราณ  ผมรีบนำไปลับกับหินเจียร แล้วใส่ด้ามให้มัน...




พอทำเสร็จ...ก็อยากทดสอบประสิทธิภาพของจอบ และตาแก่ที่คิดจะปลูกพืชผักกินเองซะหน่อย ผมมองเห็นพื้นที่ปกคลุมด้วยหญ้าอยู่เบื้องหน้า


ร่ายรำเพลงจอบท่ามกลางเปลวแดดได้ไม่นานนัก...ก็ได้พื้นที่สำหรับทำสวนครัวแล้ว


 ดินและเศษวัชพืช...ก็กอบโกยเอาไปถมที่ต้นข่าริมรั้วโน่น!


รู้สึกเพลินดีครับ ทำให้นึกถึงภาษิตจีนที่ว่า "ถ้าอยากมีความสุขหนึ่งวัน...ให้ดื่มเหล้า ถ้าอยากมีความสุขหนึ่งปี...ให้แต่งงาน แต่ถ้าอยากมีความสุขตลอดไป...ให้ทำสวน"

คิดถึงพี่ชายที่นอนอยู่ในห้อง ถ้าเขาลุกขึ้นเดินให้เท้าได้เหยียบดินซะบ้าง ชีวิตคงดีกว่านี้เยอะ!

ผมขอตัวไปซื้ออาหารเย็นให้เค้าก่อนน้า...

Monday, April 30, 2012

ลงทุน ๔๐ บาท...


ผมเคยเล่าว่าได้ซื้อกล้วยน้ำว้าจากตลาดเก๊าจาวในราคา ๔๐ บาทเพื่อนำมาทำกล้วยตาก...


วันนี้ตากครบ ๕ แดดแล้วครับ ทั้งหมดหดเหลือแค่ที่เห็นในถาด...


มีหลายขนาด อย่างที่ผมนำมาให้ดู...


เชื่อไหมครับว่า...เจ้าลูกเล็ก ๆ เรียว ๆ คล้ายกล้วยเล็บมือนางนั่น สุดยอดของความอร่อยเชียวล่ะ! สำหรับผมแล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้ไปก็เก็บใส่ขวดไว้กินได้เลย เพราะผมเชื่อมั่นในความสะอาด ถ้าหากเพื่อน ๆ อยากจะนำไปนึ่งด้วยไอน้ำก่อนก็ได้...ไม่ว่ากัน แต่รสชาติของมันจะเปลี่ยนไปนะ ไม่หอมหวานและเคี้ยวหนุบหนับอย่างที่ผมชอบ!

ลงทุนซื้อกล้วยแค่ ๔๐ บาท ค่าแดดไม่ต้องจ่ายตังค์ ทำกล้วยตากเก็บไว้กินได้เป็นเดือน!

คำเตือน - ไม่เหมาะสำหรับคนที่เป็นเบาหวาน

Sunday, April 29, 2012

บขส. ชวนเที่ยวหลวงพระบาง


ตอนอยู่เชียงของ...ผมเห็นรถโดยสาร "เชียงใหม่ - หลวงพระบาง" ของ บขส. วิ่งผ่านไป ก็ยังคิดเลยว่า...ถ้าเพื่อน ๆ อยากไปเที่ยวหลวงพระบางแบบสบาย ๆ (ไม่ต้องลุยแบบโหด ๆ เช่นผม) ด้วยค่าใช้จ่ายไม่มากมายนัก การเดินทางด้วยรถโดยสารระหว่างประเทศ (ไทย - สปป.ลาว เส้นทางสายที่ ๘) ของ บขส. ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย

วันนี้ผมจึงอยากนำข้อมูลมาบอกต่อครับ...



ใช้บริการของ บขส. เพื่อน ๆ ไม่ต้องลำบากที่่จะต้องหารถเอง หรือนั่งรอเป็นชั่วโมง ๆ ที่สถานีขนส่ง เพราะทุกอย่างจะจัดเตรียมไว้ให้หมด ขอเพียงมีความอดทนที่จะนั่งรถเป็นระยะเวลา ๒๐ ชั่วโมงให้ได้เท่านั้น จ่ายแค่ ๑,๒๐๐ บาท...ซื้อตั๋วที่สถานีขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ออกเดินทางตอน ๙ โมงเช้า นั่งรถปรับอากาศอย่างที่เห็นในภาพไปถึงเชียงของเวลาบ่ายสาม รถจะวิ่งไปส่งถึงท่าเรือบั๊ค...เพื่อส่งผู้โดยสารนั่งเรือข้ามฟากไปยังอำเภอบ่อแก้ว สปป.ลาว


จากนั้นเค้าก็ให้เดินทางต่อโดยรถร่วมจากบริษัทนาหลวงขนส่ง จากบ่อแก้วไปยังหลวงพระบางความจริงระยะทางแค่ ๕ ร้อยกว่ากิโลเมตรเท่านั้น แต่เนื่องจากถนนแคบและขึ้นเขาลงเขา ทำให้การเดินทางต้องใช้เวลาประมาณ ๑๒ ชั่วโมง ซึ่งก็ยังดีที่เป็นรถโดยสารปรับอากาศอย่างดีวิ่งตอนกลางคืน ผู้โดยสารจึงนั่งหลับได้สบาย (ประหยัดค่าโรงแรมไปได้อีก ๑ คืนด้วย)

ภาพเส้นทางบนกระดานดำที่ผมถ่ายจากสถานีขนส่งสายเหนือที่หลวงพระบางแสดงให้เห็นระยะทางจากจุดต่าง ๆ ดังนี้:-
    • บ่อแก้ว - หลวงน้ำทา     ๑๙๕ กิโลเมตร
    • หลวงน้ำทา - อุดมไชย   ๑๙๘ กิโลเมตร
    • อุดมไชย - ปากมอง        ๘๕ กิโลเมตร
    • ปากมอง - หลวงพระบาง ๑๑๓ กิโลเมตร
ขอขยายภาพเพื่อให้เห็นตารางเวลาเดินรถ "เชียงใหม่-หลวงพระบาง" และค่าโดยสารดังนี้...


ถ้าเดินทางด้วยรถโดยสาร(แอร์อุ่น) ซึ่งมีเบาะแค่พอให้ขดตัวนั่งหลับไปได้ (คันสีส้มที่เห็นในภาพ)  ค่าโดยสารแค่แสนสอง (๑๒๐,๐๐๐ กีบ = ๔๘๐ บาท) แต่เมื่อรวมค่ารถตุ๊ก ๆ และค่าเรืออีกประมาณ ๑๔๐ บาท ผมว่านั่งรถของ บขส. จ่ายแพงอีกร้อยกว่าบาท...แต่สบายกว่ากันเยอะ!

รถโดยสายวิ่งระหว่างบ่อแก้ว - หลวงพระบาง

รถ บขส. ต้องวิ่งเข้าเชียงรายก่อน ค่าโดยสารจากเชียงใหม่-เชียงราย-เชียงของ คิดแล้วตก ๔๕๐ บาท (เทียบจากตาราง) ถ้าเพื่อน ๆ อยากประหยัดก็ไปใช้บริการ green bus ซึ่งวิ่งจากเชียงใหม่-พะเยา-เชียงของ ค่าโดยสารแค่ ๒๑๑ บาทเอง ประหยัดไปได้ ๒ ร้อยกว่าบาท  สามารถเจียดเงินส่วนเกินไปจ่ายค่าที่พักในเชียงของ (คืนละ ๑๕๐ บาท) เพื่อเที่ยวเมืองเชียงของก่อนสักวันก็ยังได้

green bus วิ่งจากเชียงใหม่ไปเชียงของ
ที่เชียงของ เพื่อน ๆ สามารถติดต่อ-สอบถามเรื่องรถ "เชียงของ-หลวงพระบาง" และสำรองที่นั่งได้ที่สถานีเดินรถเชียงของ โทร. 0-5379-2000 และ 08-6196-9399

ลองคิดเล่น ๆ ว่า...ค่าโดยสารไป-กลับ ๒,๔๐๐ บาท อยู่เที่ยวหลวงพระบาง ๓ คืน ๔ วัน ตีว่าค่าอาหาร ที่พัก และอื่น ๆ อีกประมาณ ๒ พันบาท  เห็นมั้ยครับว่า แค่เพื่อน ๆ มีหนังสือเดินทาง...และงบประมาณอีกไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ก็สามารถไปเที่ยวหลวงพระบางได้แล้ว

เพื่อน ๆ พร้อมที่จะไปกันหรือยังล่ะ?

เมืองหลวงพระบาง มองจากยอดเขาพูสี
หมายเหตุ - ราคาค่าโดยสารอาจไม่ตรง เพราะรัฐบาลอนุมัติให้ขึ้นราคาได้แล้ว

Saturday, April 28, 2012

ทดสอบกล้องตัวใหม่...

เมื่อวันพุธที่แล้ว ผมเขียนเรื่องกล้องถ่ายรูป Canon A75 ซึ่งตั้งใจประมูลมาใช้แทนเจ้า PowerShot A460 ที่เสียไป วันนี้ผมได้รับสินค้าซึ่งส่งมาให้ทางพัสดุไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) แล้วครับ...


ผู้ขายแพ็คมาให้อย่างดี ผมเปิดออกดูด้วยความตื่นเต้น!


สิ่งแรกที่ผมตรวจสอบคือช่อง viewfinder เอ..ทำไมมัวอย่างนั้นนะ ช่างเหอะรีบนำน้ำยาทำความสะอาดจอ LCD มาหยดใส่ แล้วทำความสะอาดด้วยผ้าเช็ดเลนส์



ใสแจ๋วเลย! ผมมองผ่านช่อง viewfinder ด้วยความยินดี จากนั้นก็ทำความสะอาดตัวกล้อง ก่อนที่จะทดสอบการทำงานของกล้อง ว้า...ต้องใช้ถ่าน AA ถึง ๔ ก้อน แต่มีถ่านอยู่แค่ ๒ ก้อนเอง!! ผมต้องขี่จักรยานยนต์เข้าเมืองเพื่อซื้อถ่านชาร์จยีห้อ Energizer มาเพิ่ม หมดไปอีก ๒๕๐ บาท ถึงสามารถทดสอบเจ้า PowerShot A75 ได้

ใส่ถ่านครบ ๔ ก้อนทำให้ได้น้ำหนักเหมาะมือดีครับ ปุ่มต่าง ๆ ก็ถูกออกแบบให้ใช้สะดวกดี...


ทดลองใช้งานถ่ายภาพดูหน่อย...


point and shoot กันสด ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรมาก (เพียงแค่ปิดไม่ให้ flash ทำงาน) สำหรับภาพ indoor ผลที่ออกมาก็ใช้ได้เลย

ลองออกไปถ่ายรูปกล้วยตากซึ่งอยู่ในที่สว่างหน่อยนะ...


จับภาพที่ว่างบริเวณหลังบ้านด้วย...


 
อืมม...ถ้ายังงี้ก็เป็นอันว่าใช้ได้ ผมอยากรู้ว่าถ้าใช้ CF Card ที่มีอยู่โดยตั้งความละเอียดไว้ที่ต่ำสุด (Small 640 x 480) จะสามารถเก็บภาพได้กี่บาน? คำตอบคือ:-
  • การ์ด  16 MB   เก็บภาพได้ ๘๕ บาน
  • การ์ด 256 MB  เก็บภาพได้ ๑,๕๗๐ บาน
  • การ์ด 128 MB  เก็บภาพได้ ๗๗๙ บาน
พอใจครับ พอใจ!  ไปพม่าครั้งต่อไป...น่าจะไม่มีปัญหาเรื่องกล้องถ่ายรูปนะ!

Friday, April 27, 2012

อย่าเสือก!

ดูเหมือนว่าวันนี้ผมตั้งชื่อเรื่องไม่สุภาพเอาซะเลย!  การนำ ส เสือมาใส่เกือกทำให้การพูดจาของผมใกล้เคียงกับบรรดาท่านผู้ทรงเกียรติในรัฐสภา(บางคน)เข้าไปทุกที ๆ แต่เอาเหอะ...ถ้าจะทิ้งหนังสือสมบัติผู้ดีทิ้งไปสักวันหนึ่งก็คงไม่เป็นไร! 

วันนี้...ผมอยากพูดเรื่องการยื่นหน้าเข้าไปเสนอแนะ หรือให้ความช่วยเหลือเรื่องข้อมูลให้กับบรรดาฝรั่งนักท่องเที่ยวที่ได้เจอะเจอบนเส้นทางที่ก้าวไป



แตกต่างจากเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีก่อน ปัจจุบันนี้วิถีทางของบรรดานักเดินทางแบกเป้เปลี่ยนไปเยอะ แทบทุกคนมีคัมภีร์ของการเดินทางเล่มหนาอยู่ในมือ เค้าจะใช้มันเป็นผู้นำทางซึ่งบอกอย่างละเอียดทุกขั้นตอนว่าควรเดินทางอย่างไร กินที่ไหน และต้องเข้าพักที่ใด นอกจากนั้นส่วนใหญ่ยังมีเครื่องมือสื่อสารจำพวก netbook, iPad, iPhone หรือแท็บลกแท็บเล็ตอะไรต่อมิอะไรพกพาไปด้วย สามารถที่จะจับจองห้องพักไว้ล่วงหน้าก่อนเดินทางไปถึงด้วยระบบ 3จี!


สำหรับตัวกระผม...ก็ใช้ระบบ 3จีเช่นกัน แต่แตกต่างตรงที่ว่ามันเป็น จี(จน) จี(เจียม) และจี(จำกัด)  เคยมีประสบการณ์แบกเป้ในสมัยที่นักเดินทางยังไม่มีเครื่องมือช่วย เวลาเจอกันก็จะคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ใครรู้จักที่พักราคาถูกและดีก็แนะนำ บางครั้งถึงกับแชร์ห้องพักเพื่อความประหยัดก็ยังทำได้ (แชร์ห้องที่พักอย่างเดียวนะ อิอิ)



แต่ทุกวันนี้...นักเดินทางรุ่นใหม่เค้าไม่เชื่อคนอื่นหรอก นอกจากทำตามคัมภีร์ที่มีอยู่ในมือ พอใกล้ถึงจุดหมายปลายทาง...ต่างก็หยิบหนังสือเล่มหนาออกมาเปิดดูว่าจะต้องเดินตรงไปพักที่โรงแรมอะไร จ่ายคืนละเท่าไหร่ ต่อให้มีโรงแรมที่ถูกกว่าหรือแชร์กันได้ เค้าก็ไม่สนใจ!

วัตถุประสงค์ในการเดินทางของเขาคือการไปให้ถึงจุดหมาย เพื่อให้บอกได้ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตได้ไปเยือนมาแล้ว ดังนั้นผมจึงได้เห็นภาพหนุ่มสาวนักเดินทางที่เอาแต่หลับ ๆๆ ในช่วงที่รถวิ่งไปตามเส้นทาง เขาไม่สนใจภาพบ้านเรือนและผู้คนแปลกตาซึ่งอยู่สองข้างทาง ตั้งหน้าตั้งตาหลับตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง!


ต่างกับผมซึ่งตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา...นักเดินทางผู้หลับใหลไม่มีโอกาสได้เห็นฝูงเป็ดหรือหมูที่เดินเตร่ขวางอยู่หน้ารถ เธอไม่ได้สังเกตหรอกว่าควายในเมืองลาวนั้นมีขนหนากว่าควายไทย ไม่รับรู้แม้กระทั่งตอนที่รถสองคันต้องห้ามล้อกระทันหันเมื่อเผชิญหน้ากันบนเส้นทางแคบและคดเคี้ยว ลืมตาอีกทีเธอก็ถึงจุดหมาย พร้อมที่จะถูกจูงให้เดินต่อไปตามเส้นทางที่คัมภีร์บอกไว้!


นักเดินทางส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปเหมือนการบรรเลงเพลงคลาสสิกซึ่งเล่นตามโน้ตที่กำหนด แต่การเดินทางของผมเปรียบเสมือนการบรรเลงเพลงแจ๊สซึ่งกอปรด้วยการ improvise ผมเปลี่ยนเส้นทางได้ทุกเมื่อ ไม่กลัวที่จะต้องเผชิญกับการแบกเป้หาที่พักในยามค่ำคืน


ได้เจอครูสาวชาวสวิสวัย ๓๐ คนหนึ่งบนรถโดยสารสายอุดมไชย-หลวงพระบาง คัมภีร์นักเดินทางบอกให้เธอไปพักที่ Riverside Guest House เธอบอกด้วยว่าจะต้องจ่ายค่าตุ๊ก ๆ เท่าไหร่ แต่เราไปถึงหลวงพระบางเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม ตอนนั้นมีตุ๊ก ๆ อยู่คันเดียวรอรับเหยื่ออยู่ที่ท่ารถ เค้าเรียก ๒๕ พันกีบ หรือ ๑๐๐ บาทต่อหัวสำหรับการพาไปยังที่พักที่ต้องการ ผมเองขนาดเป็นคนที่รัดเข็มขัดสุด ๆ ก็ยังไม่ปฏิเสธที่จะจ่าย เพราะรู้ดีว่าที่ไหนก็เหมือนกันหมด นักเดินทางแบกเป้มาถึงด้วยความเหนื่อยล้าตอนสี่ทุ่ม!  ถ้าเป็นกลางวันผมคงจะแบกเป้เดินออกจากสถานีขนส่งแล้วมุ่งหน้าหาที่พักด้วยตนเอง!

สาวยุโรปบอก "Riverside Guest House" ลูกเดียว แถมบ่นด้วยว่าค่าตุ๊ก ๆ แพงมาก ในหนังสือบอกว่าถูกกว่านั้น!

ทุกคนมีเส้นทางของตนเอง...โดยอาศัยคัมภีร์นักเดินทางและอุปกรณ์สื่อสารทันสมัย เขาไม่ฟังเราหรอก เพราะฉะนั้นอย่าได้ใส่เกือกให้กับเสือโดยเข้าไปให้คำแนะนำเลย เสียเวลาเปล่า!

ผมไม่เคยให้ความสนใจ คิดว่ายูไปของยู...ไอไปของไอ แต่ถ้าได้นั่งติดกัน...ก็คุยกันได้


อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็จำเป็นต้องยื่นจมูกเข้าไป อย่างเช่น ตอนที่รถตู้ห้วยทราย-หลวงน้ำทาจอดให้ผู้โดยสารลงฉี่ข้างทาง มีรถตู้อีกคันวิ่งเข้ามาจอด แล้วมีฝรั่งกลุ่มหนึ่งลงมาเจรจาสอบถามด้วยเรื่องอันใดก็ไม่รู้ ผมยืนดูอยู่ห่าง ๆ เห็นว่าสื่อสารกันไม่เข้าใจจึงได้ยื่นหน้าเข้าไป ไม่งั้นคงจะไปไหนมาสามวาสองศอกกันอยู่นาน!  ฝรั่งคนนั้นแค่เพียงอยากรู้ว่าแถวนั้นมี "ห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะ (Sanitary Toilet)" หรือเปล่า การเสือกของผมช่วยให้ทุกคนถึงบางอ้อ แยกย้ายกันเดินทางต่อ!




ลืมถามฝรั่งคนนั้นว่า..ที่เห็นในภาพนั่นจัดว่าเป็น Sanitary Toilet ด้วยอ่ะป่าว? อิอิ

Thursday, April 26, 2012

กล้วยตาก

รถโดยสารประจำทางสายหลวงน้ำทา-อุดมไชย
เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเคยเขียนเรื่อง "เตรียมเสบียง..ก่อนออกเดินทาง" โดยพูดถึง "การตากกล้วย" เพื่อใช้เป็นเสบียงในการเดินทาง พอกลับมาถึงบ้าน...ผมรู้สึกดีใจที่ได้อ่านเมลของคุณดำรงที่ว่า "สูตรกล้วยตากของลุงยอดมากเลย อร่อยสุด..."  ขอบคุณที่ส่งข่าวให้ทราบ
 
ผมขอสารภาพว่า ในช่วงแรกของการเดินทางไปลาว ถ้าหากผมไม่มีกล้วยตาก ๑ ถุงใหญ่ติดตัวไปด้วย...ผมคงจะลำบากไม่น้อย!   ทำไมหรือ? คำตอบคือ...ผมเป็นคนไม่กินหมูกินเนื้อ ดังนั้นเวลาจะหาอาหารรับประทานในแต่ละมื้อจึงยากอยู่พอสมควร ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่นั่งรถตู้จากห้วยทรายไปลงที่สถานีขนส่ง"หลวงน้ำทา" ผมบันทึกว่า...
...ลงรถแล้วเดินไปสอบถามที่ช่องขายตั๋ว(ปี้)  พนักงานสาว(สวย)บอกว่ามีรถไปอุดมไชย ออกเวลา ๑๔.๓๐ น. ใช้เวลาเดินทาง ๓ ชั่วโมง ค่าโดยสาร ๔๐,๐๐๐ กีบ 
รถจอดรออยู่แล้ว คนขับนำเป้ไปเก็บไว้ด้านหลัง... 
สถานีขนส่งที่หลวงน้ำทา
เดินไปหาของกินที่ร้านขายผลไม้และร้านอาหารซึ่งเรียงรายอยู่ด้านข้าง พบว่ามีแต่อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ปลานิลทอดตัวเล็ก ๆ คิดเป็นเงินไทยตกตัวละ ๔๐ บาท ไม่ได้ซื้ออะไรเลย...หิวก็หิว พอดีคิดขึ้นมาได้ว่ายังมีเสบียงอยู่ในเป้  ต้องขอให้คนขับรถช่วยเปิดเอาเป้ออกมาให้ ถึงได้อาศัยกล้วยตากและขนมปังโฮลวีทกินเป็นอาหารกลางวัน...."

ร้านรวงซึ่งอยู่ข้าง ๆ สถานีขนส่งหลวงน้ำทา

 

มาดูรายการอาหารและเครื่องดื่มกันหน่อย  ๕,๐๐๐ กีบเท่ากับ ๒๐ บาทนะครับ จะเห็นได้ว่าข้าวผัดใส่ไก่ราคาจานละ ๖๐ บาท ถ้าจะกินสลัดทูน่าก็ ๑๐๐ บาท!!  ผมไม่ได้กินอาหารที่ร้านนั้นหรอก แค่ได้กล้วยตาก ๓-๔ ลูกกับขนมปังอีก ๒ แผ่น...ก็อิ่มท้องแล้ว

กล่าวได้ว่า "กล้วยตาก" เป็นเสบียงที่ช่วยขจัดความหิวโหยให้ได้เป็นอย่างดี มันช่วยให้ผมสามารถกินยาหลังอาหารได้ด้วย ที่สำคัญคือมันทำให้ผมสามารถประหยัดงบประมาณเดินทางได้อีกหลายตังค์!

อ่อ..ลืมบอกไปว่า เช้านี้ผมขี่จักรยานไปตลาดเก๊าจาว ซื้อกล้วยมาตากอีก ๑ กองใหญ่

เหมาซื้อมาในราคา ๔๐ บาท




อากาศร้อน ๆ อย่างเนี้ย ไม่กี่แดดก็ใช้การได้แล้วครับ...
คนลาวก็ชอบกินกล้วยตากสูตรลุงน้ำชาเด้อ!  ขอนำภาพกล้วยตากที่เมืองหลวงพระบางมาให้ดูด้วย ๑ บานเพื่อยืนยัน เค้าตากกล้วยกันข้าง ๆ ถนนเลยครับ!

กล้วยตากหลวงพระบาง
มาตากกล้วยกินกันดีฝ่า!