Friday, March 20, 2015

สี่แผ่นดิน

ผมเป็นคน sensitive เอามาก ๆ ดูหนังบางเรื่องที่กินใจก็อดน้ำตาซึมไม่ได้ คุณแม่ผมก็เช่นกัน ผมเห็นท่านดูละครทีวีทีไร เป็นต้องร้องไห้อยู่เสมอ ตอนที่ท่านยังแข็งแรง ถ้าโรงภาพยนต์เวียงพิงค์ฉายหนังแขกเมื่อไหร่ ท่านต้องนั่งสามล้อไปดูให้ได้... ดูแล้วก็ร้องไห้!!


ทั้งลูกและแม่เป็นคนใจอ่อนและขี้สงสาร ก็เลยโดนหลอกกินเงินไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง...

เพื่อน ๆ เชื่อมั้ยว่า สมัยเป็นวัยรุ่น ผมเคยอ่านหนังสือนวนิยายแล้วน้ำตาไหลพราก หนังสือเล่มนั้นก็คือ "สี่แผ่นดิน" ของ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช 


ทุกวันนี้มีหนังสือ "สี่แผ่นดิน" ที่เป็นไฟล์ PDF  ช่างน่าทึ่งเสียจริงที่นวนิยายเรื่องยาวถูกทำให้กลายเป็น e-book หนา ๑๗๑๗ หน้า ด้วยขนาดไฟล์เล็ก ๆ เพียง 4.07 MB  ผมวางแผนที่จะนำใส่ลงในมือถือ เพื่อนำไปอ่านบนรถไฟฟรี ขณะเดินทางยาวไกลไปมาเลเซียในเดือนหน้านี้...

ผมอยากอ่านเรื่องราวของแม่พลอยกับตาอ๊อดอีกครั้ง...
พลอยต้องยกมือขึ้นลูบหัวตาอ๊อดด้วยความเอ็นดู แล้วพูดเบา ๆ อย่างปรานีว่า
"แม่รู้ว่าอ๊อดของแม่เป็นคนดี ถ้าอ๊อดอยากจะทำอะไรอ๊อดก็ทำได้ดีไม่แพ้คนอื่น ที่แม่ไม่เข้าใจก็คือทำไมอ๊อดไม่ทำ"
ตาอ๊อดเอาหน้าซบลงกับตักพลอยแล้วก็ตอบว่า
"ลูกเองก็ไม่รู้...ชีวิตคนเรามันสั้นเหลือเกิน...สั้นจนน่ากลัว เวลาได้อยู่กับคนที่รักอย่างแม่ ลูกก็อยากจะเกาะไว้ให้นานที่สุด ไม่อยากจะไปห่าง อยากอยู่ใกล้ ๆ แม่อย่างนี้..."
พลอยใจหาย เมื่อได้ยินคำพูดที่ออกมาจากหัวใจของตาอ๊อด เหลียวมองดูตาอ้น ก็เห็นตาอ้นยิ้มอย่างเข้าใจและเห็นใจ พลอยก็ได้แต่นั่งอยู่นิ่ง ๆ มือลูบหัวตาอ๊อดอยู่ไปมา คนที่อยู่ด้วยขณะนั้น คนหนึ่งเป็นลูกของตัวแท้ ๆ อีกคนหนึ่งไม่ใช่ แต่ทั้งสองคนดูเหมือนจะรักและเป็นห่วงพลอยยิ่งกว่าคนอื่น ๆ ที่พลอยรู้จักทั้งหมด......
หน้า ๑๖๔๗.... 
คืนวันหนึ่งพลอยนอนคิดถึงตาอ๊อดอยู่จนหลับไปด้วยความอ่อนใจ และคืนนั้นพลอยก็ฝันไปว่า ตนเองนั่งเล่นอยู่ที่สนามหน้าบ้านในตอนบ่าย แต่แรกก็นั่งอยู่คนเดียว แต่แล้วตาอ๊อดก็มานอนเอาหัวหนุนตักอยู่โดยไม่รู้ตัว ตาอ๊อดหน้าตาสบายดีไม่เจ็บไข้ และยิ้มกับพลอยด้วยวิธีที่ตาอ๊อดยิ้มกับแม่ได้คนเดียว แล้วก็พูดว่า
"ทูนหัวของลูก แม่บ่นเสมอว่าไม่อยากให้ลูกไปจากบ้าน เดี๋ยวนี้ลูกก็กลับมาแล้ว และตั้งแต่นี้ไปลูกไม่ไปไหนอีก ลูกจะอยู่กับแม่ตลอดไป"
กลัวอย่างเดียวว่าอ่านแล้ว ผมจะต้องร้องไห้อีกเท่านั้น... 

Thursday, March 19, 2015

ว่าด้วยเรื่องรองเท้า

หมอกควันยังคงทำให้ท้องฟ้าเหนือนครลำปางหม่นหมอง มันเป็นเช่นนี้ทุกปีในช่วงเดือนมีนาเมษา...


ผมเขียนเรื่อง TB Trip ไปดอยฮางอีก ๒ ตอนก็จบแล้ว! ต้องเร่งมือเพราะทริป travellin' light เดือนเมษายนกำลังใกล้เข้ามาทุกที  ตอนนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องตระเตรียม!  สำหรับบันทึกการเดินทาง...วันนี้ผมนำปากกาออกมาล้างและเติมหมึก


ต้องเลือกปากกา ๑ ด้ามเพื่อนำติดตัวไป เจ้า Rotring 0.5 (ด้ามบน) แม้ว่าจะเขียนดีก็คงไม่เอาไปเพราะกลัวทำหาย เจ้า Pilot ส่วนด้ามกลางก็ใส่น้ำหมึกได้น้อย ผมน่าจะใช้เจ้าเบิ้มตัวล่างมากกว่า...

เรื่องเป้ (backpack) ผมจัดการไล่ฝุ่นและนำออกมาผึ่งเตรียมไว้แล้ว...


งานช่างที่บ้าน เมื่อวันวานก็ได้ยึดท่อน้ำและใส่กาวให้แน่น เพื่อมั่นใจว่าจะไม่หลุดในช่วงที่ผมไม่อยู่...


วันนี้ขออนุญาตคุยเรื่องรองเท้าหน่อยนะครับ...

ผมจำได้ว่าในชีวิตก็ยังไม่เคยซื้อรองเท้าแพง ๆ มาใส่ ตอนได้อ่านเรื่องราวของคุณเมธีเกี่ยวกับรองเท้าดี ๆ ที่ช่วยปกป้องเท้าเจ้าของ ผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะหามาใส่ แต่พอเห็นราคาแล้วต้องถอดใจ!

ก็ใช่ว่าไม่ซื้อมาใส่แล้วจะไม่เคยใส่เด้อ  ที่ Adelaide SA Jan เคยซื้อรองเท้าบูทให้ใส่ทำงาน เป็นรองเท้าหนังแท้หัวแข็ง พื้นหนา มีน้ำหนัก ใส่แล้วยกเท้าแทบไม่ไหว (ฮา) ผมยังไม่เคยใส่ให้รถบรรทุกทับเพื่อทดสอบ แต่รับประกันได้ว่า ถ้าใส่ทำงานจะช่วยป้องกันอันตรายจากตะปูหรือเศษแก้วได้แน่...

หลายปีมาแล้ว อาจารย์ราเชนทร์ (ต้นสน) ยกรองเท้าหนังอย่างดีจากอิตาลีให้ผม ๑ คู่ เป็นหนังแท้ทรงหัวแหลม ยี่ห้อ Salvatore Ferragamo



ผมเปิดเว็บเช็คราคารองเท้ายี่ห้อนี้ดูแล้ว ตัวเลข $995 ทำให้ต้องอ้าปากค้าง!!


เคยใส่ไปเล่นแอคคอร์เดียนกับวงดนตรีคาวบอยอยู่หลายครั้ง คับไปนิดแต่ก็ใช้ได้  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ใส่ไปทัวร์หลวงพระบาง-วังเวียง-เวียงจันทน์  ผมโดนเจ้ากาโม่กัดจนเท้าระบม เดินไม่ได้ ต้องถอดเก็บตั้งแต่อยู่บ้านห้วยทราย...

มีรองเท้า ๒ คู่นี่แหละที่ว่าดี  หหุ...คนให้มาทั้งน้านนนน!

ตัวเองเคยซื้อรองเท้าผ้าใบราคา ๑๗๙ บาทที่เชียงใหม่ นำไปใส่ท่องพม่าและเวียดนาม ทำให้ได้บทเรียนในความผิดพลาด นอกจากจะใส่ไม่สบายเท้าแล้ว รองเท้าผ้าใบราคาถูกยังสะสมความอับชื้นทำให้เหม็นจัด ส่งผลให้เท้าเหม็นไปด้วย กระจายกลิ่นในห้องแอร์เป็นที่น่าอับอาย... ที่โอสเทลในฮานอย ผมต้องยัดรองเท้าส่งกลิ่นเหม็นลงถุงพลาสติก มัดปากถุงแน่น แล้วโยนลงถังขยะ คว้าเอารองเท้าผ้าใบเก่าที่โอสเทลเลอร์ฝรั่งทิ้งไว้มาใช้แทน

ผมได้ตั้งใจว่า ในการเดินทางไกลครั้งต่อไปจะไม่ใช้รองเท้าผ้าใบอีก (นอกเสียจากว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบอย่างดี)  อ้าว! แล้วทริปเดือนเมษานี้หละ...มีรองเท้าเตรียมไว้แล้วยัง?  คำตอบคือ "มีแย้ว...เป็นรองเท้าหนังมือสอง ซื้อมาในราคา ๓๐๐ บาท!!"


พื้นรองเท้ายังอยู่ในสภาพดี  ลองสวมดูแล้ว พบว่ายึดกับพื้นลื่น ๆ ได้ดีครับ...



รอยเย็บก็ยังไม่มีจุดไหนชำรุด...


ยี่ห้อ Clarks ด้วยนะ  รุ่น Active Air ถ้าซื้อใหม่ ๆ คู่ละเป็นพัน!


ใส่แล้วกระชับ แต่ไม่บีบเท้านะ..


บางคนอาจรังเกียจรองเท้ามือสอง แต่ผมเฉย ๆ ครับ...


ขอให้สวมสบายและไม่เหม็นเป็นใช้ได้!!

Wednesday, March 18, 2015

สัมภาระของนักปั่น...

คนออสเตรเลียเรียกจักรยานว่า Push Bike  ทุกวันนี้คนไทยหันมานิยมขี่จักรยานกันมาก อาจารย์ไกรทองแห่งบ้านวอแก้วก็มีจักรยานราคาเป็นแสน (ไม่รู้ว่าตอนกลางคืนต้องกางมุ้งให้ด้วยหรือเปล่า? อิอิ)  คุณแอ้มก็ปั่นจักรยานออกกำลังจนร่างกายฟิตเปี๊ยะ...

จักรยานคันแรกของผมคือ จักรยานราเล่ย์ (Raleigh) สปอร์ท สีเลือดหมู แม่ปราณีซื้อต่อเค้ามาให้ผมใช้ขี่ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนมงฟอร์ต...


ขอคุยเรื่องจักรยานต่ออีกหน่อยนะครับ ทุกวันนี้ผมใช้จักรยานยี่ห้อ Giant คันนี้แหละ...


เป็นรุ่น New Spirit ที่ซื้อมาจากร้าน "ชัยธวัช" ประตูเชียงใหม่ในราคา ๓ พันกว่าบาท ครูหนิงบอกว่าเฟรมของจักรยานคันนี้เป็นโคโมลี่...


ผมซื้อเต๊นท์เตรียมไว้แล้ว กำลังอยากได้กระเป๋าเพนเนียร์คู่ รุ่น ๔ เก๊ะ ยี่ห้อ Vincita B080 (ราคา ๖๙๐ บาท) มาใส่ และดูเหมือนว่าจะรู้ใจผม..คุณ bimbalo ก็เพิ่งส่งอุปกรณ์สำคัญมาให้อีก ๒ อย่าง


เป็นสูบลมพกพาที่ผมอยากได้มานานแล้ว รวมทั้งไฟฉายติดหน้ารถซึ่งนำไปใช้ส่องสว่างในที่พักได้ด้วย หมายความว่าถ้ามีกระเป๋าแพนเนียร์ เจ้ายักษ์ก็พร้อมสำหรับการเดินทางไกลได้แล้ว  ไม่อยากบอกเลยว่า ผมวางแผนจะนำเจ้ายักษ์ใส่กรีนบัสไปแม่สอดแล้วปั่นไปบนถนนลอยฟ้าสู่อุ้มผาง ค่ำไหนก็ตั้งเต๊นท์นอนนั่นเหมือนตอนปั่นไปสิงคโปร์  คิดว่าระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตรใช้เวลา ๓ วันก็น่าจะถึง อีกเส้นทางหนึ่งก็คือ พาเจ้ายักษ์ไปลงทุ่งช้าง แล้วต่อรถไปเริ่มต้นปั่นจากด่านห้วยโก๋นไปหลวงพระบาง (touring bike ใส่ใต้ท้องกรีนบัสได้ โดยจ่ายค่าระวางตามน้ำหนัก)  

อ่อ  ถ้าจะมีจักรยานพับใหม่อีกสักคัน ผมก็อยากได้ Chevrolet C 2001 สีสดคันเนี้ยแหละ... 


มี speed เดียวทำให้บรรจุลงกระเป๋าจักรยานได้ง่าย ไม่ยุ่งยากในการดูแลรักษา ด้วยน้ำหนัก ๑๐.๕ กิโลกรัมจะใส่กระเป๋าพานั่งรถไฟหรือรถยนต์ไปปั่นที่ไหนก็ได้  ขึ้นเครื่องก็เสียค่าโหลดเป็นอุปกรณ์กีฬา นำไปขี่ต่างประเทศได้ 

พอดียกเจ้า Coyote ให้หลานไปแล้ว แต่ผมก็ยังคิดถึงจักรยานพับ คิดว่ามันสะดวกมากสำหรับการท่องโลก  ผมได้เห็นภาพจักรยานพับยี่ห้อ Java พร้อมสัมภาระมากมาย ขออนุญาตนำมาให้เพื่อน ๆ ดูด้วยดังนี้...


ถ้าใช้จักรยานพับคงไม่อยากมีสัมภาระมากอย่างที่เห็นในภาพ ผมคงมีเพียงเป้ใบเล็กใบเดียวกับที่ใช้ Travel light   มีภาพอยู่ในอินเทอร์เน็ต ขออนุญาตนำมาให้เพื่อน ๆ ดูเพื่อยืนยัน... 


เสียดายจัง เมษายนปีนี้ไม่มีทั้ง TB Trip และ FB Trip...

Tuesday, March 17, 2015

ทำมุ้งลวดด้วยตนเอง (จบ)

ผมหาตัวยิงรีเวท หรือ คีมย้ำรีเวท ซึ่งเป็นเครื่องมือจำเป็นได้แล้วจ้า!  


ตะปูรีเวท หรือ ลูกรีเวท มีหลายขนาดเพื่อให้เหมาะกับงาน วิธีใช้ขอไม่กล่าวถึง (เดี๋ยวจะหาว่ามาสอนหนังสือสังฆราช อิอิ) ผมค้นหาลูกรีเวทมาได้จำนวนหนึ่ง พอดีเบอร์เล็ก จึงต้องเปลี่ยนหัว!


ใช้ดอกสว่านขนาด ๑ หุนเจาะ มุมละ ๒ รู ไม่ต้องพิถีพิถันวัดระยะให้เสียเวลา กะ ๆ เอาพอให้ไม่น่าเกลียดก็ใช้ได้...


ปัญหาอยู่ตรงว่าอย่าใช้กำลังมาก เนื่องจากกรอบอลูมิเนียมราคาถูกกดแรงก็ยุบ ต้องเบามือ ปรับดอกสว่านให้สั้น เพื่อมิให้ทะลุลงไปยังด้านตรงกันข้าม แล้วเกิดรอยเหมือนบานราคา ๓๕๐ อย่างที่เห็น...


ผมเป็นคนห้าว! ยั้งมือไม่คอยอยู่ จึงต้องนำแหวนสักหลาดมารอง เพื่อว่าทะลุแล้วจะไม่ทำให้อลูมิเนียมบุ๋ม...


เจาะรูแล้วยิงรีเวทยึดไว้ด้านนึงก่อน....


จากนั้นจึงค่อยเจาะอีกรู แล้วยิงรีเวทให้เรียบร้อย...


ทำเช่นนั้นให้ครบทั้ง ๔ มุม....


ผมทำเสร็จหมดทั้ง ๒ บาน...


ขั้นตอนต่อไปคือการใส่มุ้งลวด โดยทั่วไปจะใช้มุ้งลวดอลูมิเนียมซึ่งมีจำหนายเป็นเมตร แต่ผมขี้เกียจออกไปซื้อ จึงค้นหาเศษมุ้งลวดทิ้งแล้วมาใช้ ก็ความกว้างยังพอใช้ได้นี่นา!


  ใช้กรรไกรตัดแต่งซะหน่อยก่อนใช้งาน...


ที่นี้ก็มาเตรียมยางสำหรับอัดขอบ ก็ยังพอมีเหลือ ไม่ต้องซื้ออีกเช่นกัน...


เจ้าเส้นยางเส้นนี้จะทำหน้าที่อัดมุ้งลวดให้อยู่ในร่อง ด้านสีเทาใหญ่กว่าอยู่บน ด้านสีดำเล็กกว่าอยู่ล่าง....


ใช้กรรไกรตัดเตรียมไว้เลยครับ จะได้ไม่ยุ่งยาก... 


ยาวเกินก็ตัดออกได้ทีหลัง...



จากนั้นก็คว้าลูกกลิ้งออกมา...


ค่อย ๆ ใจเย็น ๆ กลิ้งอัดมุ้งลวดลงร่องก่อน มือต้องเบานะครับไม่งั้นพังหมด ดูให้มุ้งลวดไม่เบี้ยวด้วย ถ้าเป็นมุ้งลวดใหม่ซิง ๆ ก็ง่ายหน่อย แต่เจ้ามุ้งลวดผืนนี้ ไม่ไหวเลย...น่าจะเอาไปกรองทรายมากกว่า!!


จากนั้นก็อัดด้วยเส้นยางที่เตรียมไว้แล้ว...


เวลากดยางลงไปต้องระมัดระวัง เพราะอาจพลาดลงไปทำให้มุ้งลวดขาดได้ ผมใช้ไม้เป็นตัวช่วยอย่างที่เห็น บางครั้งอัดยางลงไปแล้วอาจไม่แน่น คงเป็นเพราะร่องมันถ่างออก ก่อนใส่มุ้งลวดให้ตรวจสอบและแต่งให้เข้าที่เสียก่อน...


ค่อย ๆ อัดยางลงไปทีละด้านจนครบ มุ้งลวดจะตึงเองในที่สุด...


ใช้คัตเตอร์คม ๆ ค่อย ๆ กรีดตัดส่วนที่เกินออกมาให้หมด จากนั้นก็เก็บงานให้เรียบร้อย...


เมื่อได้กรอบมุ้งลวดแล้วก็นำไปใส่เข้ากับช่องลม ไม่ต้องมีบานพับหรือใช้อะไรยึด หากขนาดพอดีกับวงกบ...


มุ้งลวดที่ช่างอาชีพคิดราคา ๓๕๐ บาท...ผมทำเองใช้เงินแค่ ๒๕ บาท (๗๕ หาร ๓ ) เท่านั้น!!

Monday, March 16, 2015

นั่งรถไฟฟรี ๑,๘๒๐ กิโลเมตร

วันนี้ผมยังหาไม่เจอที่ยิงรีเวท ก็เลยไม่ได้ทำมุ้งลวดต่อ ทำให้มีเวลาได้คิดวางแผนการเดินทางสำหรับเดือนเมษายนซึ่งอยู่ไม่ไกลแล้ว...แค่ ๒ สัปดาห์เอง!!  

ปกติในช่วงเดือนเมษายน ผมต้องขอเดินทางไกลหน่อย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากหลบไปเดินอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อปี ๒๕๕๒ ผมนั่งรถไฟไปมาเลเซียและสิงคโปร์ (Freight train trip to Singapore) - ปี ๒๕๕๕ ผมไปเที่ยวซาปา เวียดนาม - ปี ๒๕๕๖ ผมนำจักรยานพับไปเชียงแสน ตั้งใจจะขี่ไปลาวเหนือ แต่กล้องถ่ายรูปพังเสียก่อนเลยอดไป - ปีที่แล้วผมไปพม่า สำหรับปีนี้ผมได้คำตอบแล้วครับ!

จะขอใช้บริการรถไฟฟรีอีกสักครั้ง ก่อนที่จะหมดโอกาสเพราะรถไฟฟรีจะมีให้ใช้จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมการเดินทางของผมจะอยู่ในรูปแบบ Travellin' light คือใช้เป้ใบนี้...


ผมจะนั่งรถเร็วขบวน 102 ออกจากเชียงใหม่เวลา ๐๕.๔๕ น. ถึงกรุงเทพเวลา ๒๑.๑๐ น. นอนรอที่สถานีหัวลำโพงจนถึงวันรุ่งขึ้น จากนั้นก็นั่งรถเร็วขบวน 171 ออกจากกรุงเทพ (๑๓.๐๐ น.) ถึงสถานียะลาเวลา ๘.๔๘ น. จากยะลาก็ไปเบตง "เบตง" เมืองซึ่งมีคำขวัญว่า "เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน" อยากจะพักสักคืนสองคืน (ขึ้นอยู่กับสถานการณ์) ก่อนเดินทางเข้ามาเลเซียทางด่านเบตง


ผมวางแผนจะหารถไปบัตเตอร์เวิร์ธแล้วนั่งเรือข้ามฟากไปเกาะปีนังหรือ George Town


วันนี้พูดเรื่องการเดินทางด้วยรถไฟฟรี ผมลองใช้ลองดูแผนที่ หาระยะทางจากเชียงใหม่ถึงเบตง ได้ตัวเลขโดยประมาณคือ ๑,๘๒๐ กิโลเมตร!


แล้วจะไปไหนต่อ? ขออุบเอาไว้ก่อนเด้อ...

Sunday, March 15, 2015

ทำมุ้งลวดด้วยตนเอง (๒)

วันนี้ขอเขียนเรื่องทำมุ้งลวดต่อนะครับ... 



ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เขียนเรื่องนี้โดยมิได้เจตนาร้ายต่อช่างอาชีพแต่อย่างใด ผมตระหนักดีว่าคนเรามีอาชีพแตกต่างกันไป หมอก็รักษาคนไป ครูก็สอนนักเรียนไป ช่างก็รับซ่อมหรือรับทำงานที่ตนถนัด ฯลฯ นั่นถูกต้องแล้ว เพียงแต่ถ้าเพื่อน ๆ พอมีเวลา และพอมีเครื่องไม้เครื่องมือ ผมก็อยากให้ลองทำด้วยตนเอง คิดว่าเป็นงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รีบร้อน ค่อย ๆ ทำไปเหมือนกับเป็นงานอดิเรก ไม่ว่าจะออกมาดีหรือไม่ดี มันก็เป็นงาน DIY ที่เราภูมิใจ...


เอาหละ... เริ่มงานกันต่อเลย คว้าตลับเมตร กระดาษ และดินสอ ลงไปวัดขนาดช่องวงกบ(ด้านใน) คือความยาวด้านบน-ล่าง ความกว้างด้านซ้าย-ขวา เป็นเซนติเมตรหรือเป็นนิ้วก็ได้แล้วแต่ถนัด ผมวัดมาแล้วดังนี้ บน ๔๖ ซ.ม. - ล่าง ๔๕.๗ ซ.ม. - ซ้าย ๔๐ ซ.ม. - ขวา ๓๙.๗ ซ.ม. (ถ้าเป็นบานมุ้งลวดสำหรับหน้าต่างและประตู ต้องวัดทแยงมุมด้วย) 



ทีนี้ก็มาถึงการทำกรอบ ต้องตัดเส้นอลูมิเนียมมุม ๔๕ องศาด้วยเลื่อยซึ่งเป็นเรื่องไม่ยาก  ถ้าหากไม่มีเลื่อยองศามืออย่างที่ผมมี ก็ให้ใช้เลื่อยตัดเหล็กธรรมดาซึ่งหาได้ไม่ยาก (ขอให้ฟันคม ๆ หน่อยก็พอ)

ภาพจากอินเทอร์เน็ต
ถ้าทำมุ้งลวดเพียงบานสองบาน ก็ไม่ต้องไปซื้อรางบังคับเลื่อยมาใช้ แค่ตีเส้นมุม ๔๕ องศาด้วยเหล็กฉากให้ชัด ๆ บนเส้นอลูมิเนียมแล้วนำไปตัดโดยใช้ปากกาจับให้แน่น (ใช้กระดาษแข็งรองอลูมิเนียมมิให้เป็นรอยด้วย) แค่มือเที่ยง ๆ และใจเย็น ๆ ผมรับรองว่าตัดได้แน่นอน

ผมขออนุญาตใช้เลื่อยองศามือ (hand miter saw) ที่มีอยู่นะครับ...


ตั้ง ๔๕ องศา...


อย่าลืมใช้กระดาษรองระหว่างตัวจับกับเส้นอลูมิเนียม มันจะได้ไม่เป็นรอย....


ไม่ต้องรีบครับ พยายามให้ตัดได้ฉากมากที่สุด...


ตัดเสร็จแล้วก็ใช้กระดาษทรายน้ำหยาบปัดซะหน่อย...


ตั้งสติให้ดี อย่าเผลอตัดผิด ความยาวจากมุมหนึ่งถึงอีกมุมหนึ่งจะต้องให้ได้ขนาดที่วัดไว้ (๔๕.๗ เซนติเมตร)  รอยต่ออาจไม่สนิทเหมือนใช้เครื่องตัดไฟฟ้า ขออย่าได้อาทร ได้แค่ไหนก็แค่นั้น เราทำใช้เอง...มิได้เป็นมืออาชีพ!!


จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของการประกอบเข้าด้วยกัน โดยใช้เหล็กเข้าฉากที่เห็น (ราคาตัวละ ๑ บาท ผมไม่ต้องซื้อ เพราะมีอยู่แล้ว)...


ใส่เข้าไปอย่างที่เห็น ระวังอย่าให้ผิดด้านนะครับ มันจะเข้าได้ไม่สุด ถ้าแน่นเกินไป อัดไม่เข้า ให้ใช้ค้อนเคาะแต่งเหล็กฉากเบา ๆ ก่อนนำเข้าใส่... 


อย่าใช้ค้อนเคาะตรง ๆ กับขอบอลูมิเนียม จะทำให้บุบเป็นรอยน่าเกลียด ให้ใช้ไม้รองอีกทีนึง...


เสร็จแล้วครับ... ทั้ง ๔ มุม!


ขั้นต่อไปก็คือการเจาะรูและยึดด้วยรีเวท แต่เวรกรรม..ช่างเหอะหาตัวยิงรีเวทไม่เจอ จึงต้องขอพักไว้ก่อน (ไม่รู้ว่าจะหาเครื่องมือได้เมื่อไหร่) นำกรอบซึ่งยังไม่ได้ยึดรีเวทไปเก็บไว้ที่ช่องลม...ดูซิว่าใส่ได้มั้ย?


เรียบร้อยไปแล้ว ๑ ชั้นตอน...เดี๋ยวค่อยแกะลงมาทำต่อ!  ขอไปค้นหาตัวยิงรีเวทก่อน....