Tuesday, September 20, 2011

Piano Rebuilding


  1. ผมรู้สึกดีใจมาก ๆ ที่คุณนู๋โจได้เข้าไปให้ comment ไว้ในบล็อกเรื่อง "ตั้งสายเปียโน" ซึ่งผมเขียนไว้เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน นับว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ ผู้สนใจในเรื่องการซ่อมเปียโนด้วยตนเองเป็นอย่างมาก ผมต้องขออนุญาตนำมาลงไว้ในบล็อกช่างเหอะตัวนี้...

  2. สืบเนื่องมาจากคุณ Yakezer ได้คอมเม้นท์ไว้เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคมว่าได้ใช้เชือกว่าวแทนเชือก silk cord  คุณนู๋โจได้เข้าไปอ่านเจอแล้วให้ comment ไว้ว่า...
  1. "เคยใช้เชือกว่าวทดแทนเหมือนกัน ก็ใช้ได้ดี แต่สุดท้ายการที่เป็นนักช้อปออนไลน์ก็ทำให้หาแหล่งซื้อวัตถุดิบมาลองผิดลองถูกจนได้ และความกล้าบ้าบิ่นที่สุดคือซื้อแกรนด์เปียโนมือสองจ่ายเงินไป 80,000 บาท มา rebuild ทั้งหลัง ด้วยความบ้าความสวยงาม ก็ทุ่มเงินไปอีกมากพอสมควรเพื่อปรับเรื่องสี และซื้อสายเปียโนมาค่ะ อ่านเรื่องราวในบล็อกแล้วเผื่ือจะเป็นเพื่อน (ต่างวัย) กับคุณลุงนะคะ แถมอยู่จังหวัดใกล้เคียงกันด้วย (ลำพูน)
  1. ตอนนี้ยังมีเครื่องมือและอุปกรณ์หลงเหลืออยู่พอสมควรเผื่อมีใครสนใจจะช่วยแบ่งซื้อไป โดยเฉพาะพวกสายเปียโนของ Roslau และเครื่องมือต่างๆ
  1. เห็นด้วยนะคะว่ายังไม่มีใครขายปลีกอะไหล่เปียโนในประเทศเราอย่างจริงจัง คิดแล้วยังอยากทำ (ด้วยใจรัก) ก็คงต้องเริ่มจากของที่เอามาทดลองกับแกรนด์เปียโนหลังแรกนี่แหละค่ะ เรียกว่าให้ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย เพราะบางครั้งเราเองก็ไม่ได้อยากซื้ออะไหล่มากชิ้น แต่หาในไทยไม่ได้ พอจะสั่งนอกก็ต้องสั่งจำนวนเยอะ หรือไม่ก็ต้องรอนาน (ไม่ทันใจวัยรุ่นใช้) ถ้ามีใครสักคนทำร้านขายอะไหล่ออนไลน์ในไทยก็คงดี ราคาต่อชิ้นอาจจะแพงกว่าแต่ก็ไม่ต้องซื้อทีละเยอะๆ ไม่ต้องจ่ายค่าขนส่งข้ามประเทศ แล้วก็ได้ของเร็วทันใจกว่า…" 
  1. ที่ผมยินดีมาก ๆ ก็เพราะได้มาเจอผู้หญิงเก่งที่กล้าซื้อแกรนด์เปียโนเก่ามา rebuild ด้วยตนเอง อย่างนี้หายากมากครับสำหรับคนไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือหญิงไทย) ผมเองก็ยังไม่เคย rebuild เปียโนมาก่อน ถ้ามีโอกาสจะขอไปเยี่ยมเยียนและถ่ายรูปผลงานของคุณนู๋โจมาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันนะครับ 



อยากลอง rebuild เปียโนดูสักหลังเหมือนกัน คิดแล้วก็เสียดายเจ้าเปียโนเยอรมันที่ขายไปที่นครสวรรค์ ถ้ายังมีอยู่ คงได้นำมา rebuild อย่างแน่นอน ภาพที่ผมถ่ายมาให้เพื่อน ๆ ดูคือเจ้าเส้นเชือกที่คุณ Yakezer และคุณนู๋โจกล่าวถึง 


ความจริงแล้วงาน rebuild เปียโนก็ใช่ว่าจะยากเกินไป เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาค่อย ๆ ทำไปทีละชิ้นทีละอันเท่านั้น ยิ่งสมัยนี้สามารถสั่งอะไหล่ได้ทุกอย่าง เราก็จะสามารถชุบชีวิตเปียโนเก่าให้กลับมาใช้งานได้ดีอีกครั้ง ภาพต่อไปนี้คือตัวอย่างของการ rebush ครับ





ปัญหาใหญ่ก็คือเราไม่รู้ว่าจะไปหาเปียโนเก่าที่คู่ควรต่อการนำมา rebuild มาจากที่ไหนเท่านั้นเองครับ!


ใครรู้ช่วยบอกด้วยน้า

Sunday, September 18, 2011

สร้างถังกรองน้ำใช้เอง



ที่บ้านผมไม่มีประปาใช้ ทุกบ้านต้องขุดเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เอง เนื่องจากนายเกตุพงษ์ เจ้าของโครงการก่อสร้างอาคารพาณิชย์แห่งนี้ ได้หายตัวไปก่อนที่โครงการจะแล้วเสร็จ ผมมีงบประมาณไม่มาก จึงต้องออกแบบระบบน้ำด้วยการใช้ท่อซีเมนต์ (วงส้วม)ต่อกันเป็นถังเก็บน้ำ ๒ ถัง แล้ววางถังกรองไว้ข้างบน 


ส่วนบ้านหลังอื่น...เค้าก็สร้างถังเก็บน้ำและระบบกรองน้ำที่แตกต่างกันออกไป

วันนี้ผมขอนำรูปแบบการสร้างถังกรองน้ำระบบความดันต่ำจากหนังสือ "วิธีให้น้ำแบบประหยัด" เขียนโดย อ. สมมาตร โพธิ์เจริญ ศูนย์ฝึกอบรมวิศวกรรมเกษตร บางพูน ปทุมธานี (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๐) มาแนะนำ เพราะเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากจะออกแบบระบบน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตรบนพื้นราบของตนเอง

บางครั้ง...เมื่อถึงเวลาที่ต้องสร้างถังกรองน้ำขึ้นมา บางท่านอาจจะหาข้อมูลไม่ได้ หรือไม่ก็อยากรู้ว่าจะต้องใช้ทรายและหินขนาดใด ใส่หนาขนาดไหน ผมหวังว่ารูปแบบการสร้างชิ้นนี้อาจช่วยให้เพื่อน ๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น...

สร้างก็ไม่ยาก แถมสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยด้วยครับ...

ถังกรองน้ำแบบใช้ท่อซีเมนต์ (วงส้วม) ต่อกันแล้วบรรจุทรายหยาบ และกรวดขนาดต่าง ๆ ถังกรองน้ำแบบนี้ใช้สำหรับระบบความดันต่ำ ตัวเลข 5 cm - 10 cm - 30 cm หมายถึงความหนาของชั้นกรวดหรือทรายหยาบ


การเปิดเพื่อกรองไปใช้      เปิดลิ้น ๑ และ ๓    ปิดลิ้น ๒ ๔ และ ๕
การเปิดไล่ตะกอน             เปิดลิ้น ๒ และ ๕    ปิดลิ้น ๑ ๓ และ ๔
การเปิดน้ำทิ้ง (ล้างทราย)  เปิดลิ้น ๑ และ ๔    ปิดลิ้น ๒ ๓ และ ๕












Saturday, September 17, 2011

Accordion 1

วันนี้เรามาเริ่มฝึกเล่นหีบเพลงกันดีกว่า ผมมีตำราฝึก accordion อยู่หลายเล่มครับ กำลังพยายามนำมาเรียบเรียงเพื่อให้ได้ตำราฝึกเล่นหีบเพลงเบื้องต้นให้ได้สักเล่มนึง ต้องขออภัยด้วยที่ผมเงียบไปหลายวัน ด้วยประสบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต  พอจิดใจไม่สบาย กายก็ป่วยตาม นับว่าเป็นเรื่องที่บั่นทอนความคิดที่จะสร้างสรรค์ในสิ่งดี ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ

ขอทดลองนำตำรามาลงก่อนสัก ๓ หน้านะครับ...



ผมจะพยายามปรับปรุงให้ดีกว่านี้ ขอเวลาให้ได้รักษาตัวก่อนสักระยะนะครับ....

Tuesday, September 13, 2011

The Jazz Guitarist

Charlie Byrd - ภาพจาก wikipedia
เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว Charlie Byrd (September 16, 1925 – December 2, 1999) เคยไปแสดงคอนเสิร์ทที่เชียงใหม่ใช่หรือไม่?  ผมก็ไม่แน่ใจ  คิดว่าน่าจะใช่ เพราะผมจำได้ว่าช่วงที่เรียนอยู่ดุริยศิลป์ปี ๑ นั้น โชคดีเหลือเกินที่มีโอกาสได้ชมการแสดงของศิลปินมีชื่อจากอเมริกาอยู่หลายครั้ง เป็นนักกีต้าร์แจ๊สพร้อมกับวง Trio ก็มี นักเล่นเปียโนผิวดำที่ยืนเล่นก็มี  นักเล่นเปียโนคลาสสิกก็มี  ฯลฯ  


สำนักข่าวสารอเมริกัน หรือ USIS เป็นผู้จัด  ให้ดูฟรี...ไม่เก็บตังค์!  เชียงใหม่ยุคนั้นยังไม่มีคอนเสิร์ทฮอลล์หรือโรงละครใหญ่ ๆ ที่ไหนเลย ต้องไปเปิดแสดงกันที่หอประชุมคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โน่น....

เป็นครั้งแรกที่ผมได้ชมการบรรเลงเพลงแจ๊สด้วยแอคคูสติกกีต้าร์ แล้วเก็บความประทับใจมาโดยตลอด

วันนี้ อรัมภบทเรื่อง Jazz Guitar ไว้หน่อย ก็เพื่อแนะนำโปรแกรมของค่าย PG Music อีกตัวหนึ่ง นั่นคือ The Jazz Guitarist ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีลักษณะคล้ายกับ The Pianist หรือ The Jazz Pianist ที่ผมเคยนำมาให้เพื่อน ๆ ก่อนหน้านั้นแล้ว ตัวนี้มีขนาดเล็กมากครับ เป็น zip file แค่ 880 KB เอง!  คลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับ




ในกรณีที่ติดตั้งแล้วไม่มีเสียง เพื่อน ๆ ต้องไปที่ Options ---> Driver Setup แล้วคลิกเลือก Driver Output คลิกสัปเป่ะสัปป่ะไปเต๊อะ เด๋วก็ดังเอง อิอิ 




ฟังเพลงใน The Jazz Guitarist แล้ว คิดถึง Charlie Byrd จังเลย...

Monday, September 12, 2011

การจับแฮนด์เสือหมอบ...

จักรยาน Miyata รุ่น Path Runner
ทุกวันนี้ผมไม่ค่อยเห็นนักปั่นจักรยานทางไกลใช้รถเสือหมอบกันสักเท่าใด คงเป็นเพราะเดี๋ยวนี้มีจักรยานให้เลือกมากมายหลายประเภท ผู้ใช้สามารถเลือกหาจักรยานที่เหมาะกับการใช้งานของตนได้โดยไม่ยาก ไม่เหมือนแต่ก่อน ซึ่งคงจะมีแต่เจ้าเสือหมอบนี่แหละที่ผู้บุกเบิกการปั่นจักรยานไกลอย่างอาจารย์ปรีชา พิมพันธุ์ หรือคุณประทุม ม่วงมี ผู้เจริญรอยตามเลือกที่จะใช้ปั่นจากประเทศไทยไปอเมริกา...


wichai.net  ขอยกย่องอาจารย์ ปรีชา พิมพันธุ์ คนไทยคนแรกที่บุกเบิกการปั่นจักรยานจากประเทศไทยไปยังอเมริกา  นานมาแล้ว ผมเคยเห็นหนังสือที่อาจารย์ปรีชาเขียนไว้  อยู่ในห้องสมุดธนาคารศรีนคร ถนนช้างคลาน เชียงใหม่  (ไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้ยังจะมีอยู่หรือไม่)  อาจารย์ปรีชาเคยเขียนแนะนำคุณประทุม ม่วงมีเกี่ยวกับการปั่นจักรยานไปอเมริกาไว้ว่า "..1. สิ่งที่ควรติดตัวไป  หมวก แว่นตา ถุงมือ เสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า เข็มขัด  รองเท้าแตะ  ถุงนอน มีด กล้องถ่ายรูป  ขาตั้งกล้อง  เครื่องมือรถ  เครื่องปะยาง  สูบ ฯลฯ   2. ภาษาอังกฤษ จำเป็นต้องทราบ  ส่วนภาษาอื่น ๆ ถ้ารู้นิดหน่อยก็ดี  มีหนังสือเรียนพูด ตุรกี อิหร่าน กรีซ ฯลฯ  ทุกประเทศขายที่สนามหลวง  เล่มละไม่ถึง 5 บาท  ควรศึกษาไว้บ้าง  คือนำติดตัวไปด้วย  3. วัฒนธรรมแต่ละประเทศ  เป็นเรื่องใหญ่  แต่ไม่มีอุปสรรคอะไร เพราะเราเพียงแต่ผ่านเท่านั้น  4. สภาพของทางในแต่ละประเทศ  ในอินเดียลาดยางตลอด ปากีสถานลาด 1/2  อาฟกานิสถาน ดินลูกรัง   อิหร่าน ภูเขา ถนนลูกรัง    ตุรกี ไม่ลาดยาง  กรีซ ลาดยางบางส่วน  นอกนั้นลาดยางตลอด   5. ระยะทางข้ามประเทศ  อินเดียราว 1900-2000 Km  ปากีสถาน ราว 1000 Km  (ถ้าไป Afg 500 Km)   Afg ราว 800 Km   อิหร่าน ราว 2000 Km  ตุรกี ราว 2000 Km   กรีซ  ราว 1500 Km  ส่วนประเทศในยุโรปสั้น ๆ  1-2 วันก็ผ่านประเทศได้.............."
ประทุม ม่วงมี
ตอนผมปั่นจักรยานไปสิงคโปร์...ผมใช้รถจักรยานมือสองที่ซื้อมาในราคา ๑,๕๐๐ บาท ซื้อมาทีแรกเป็นแฮนด์ตรง ผมต้องเปลี่ยนเอาแฮนด์เสือหมอบใส่แทนทีหลัง นิตยสาร "จักรยาน" สรุปไว้ว่า "วิธีการขับขี่ มือกับแฮนด์รถต้องให้อยู่ในท่าทางสบาย คล่องตัวที่สุด เวลาต้องการใช้มือทำอะไรในระหว่างการขับขี่ก็จะทำได้รวดเร็ว ในการขับขี่จักรยาน สิ่งที่สำคัญคือ ท่าทาง ซึงจะต้องรู้ว่าควรปฏิบัติอย่างไรถึงจะขี่ได้ไกล และมีความปลอดภัย... "


วิธีจับแฮนด์เสือหมอบมี ๓ วิธี คือ จับส่วนตรงที่อยู่ด้านบน จับช่วงต่ำสุดของแฮนด์ และ จับระหว่างแฮนด์กับก้านเบรค

ปกติถ้าขี่แบบสบาย ๆ บนถนนที่เรียบและตรง ผมก็จะจับแฮนด์ด้วยวิธีแรก มันสามารถไปได้ไกลครับ 



แต่ถ้าเป็นการขี่ขึ้น-ลงเขา หรือบนทางโค้งและถนนที่ขลุขละ จะจับแฮนด์รถแบบง่าย ๆ ไม่ได้แล้ว เราต้องก้มตัวลง วางแขนให้ต่ำลง ใช้มือจับช่วงที่ต่ำสุดของแฮนด์ เพื่อสามารถบังคับรถได้ดียิ่งขึ้น...


ส่วนท่าใช้มือจับระหว่างแฮนด์กับก้านเบรคนั้น เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนซึ่งมีสภาพการจราจรแออัด จำเป็นต้องใช้เบรคบ่อย ๆ ครับ...

วันนี้ขอขัดตาทัพด้วยเรื่องจักรยานละกัน...

Sunday, September 11, 2011

Blues Piano Master Class


Miles Black (ภาพจาก milesblack.com)
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้แนะนำ The Jazz Pianist โปรแกรมรุ่นเก่าที่สอนให้เราเล่นเปียโนในสไตล์แจ๊ส  ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าถูกใจเพื่อน ๆ หรือไม่ ผมได้แต่แอบคิดในใจว่า น่าจะมีผู้สนใจนำไปเป็นตัวช่วยในการฝึกหัดเล่น Jazz Piano อยู่บ้าง...


"Blues" เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเล่นเปียโนแนวแจ๊ส การฝึกเล่นบันไดเสียงบลูส์ (Blues Scales) - การฝึก improvise - การทำความรู้จักกับเพลงบลูส์ในสไตล์ต่าง ๆ อาทิ Boogie, Barrelhouse, Rag Blues, Jazz Blues, Rock Blues - การศึกษารูปแบบและโครงสร้างของคอร์ด ตลอดจนประวัติเพลงบลูส์  ทุกอย่างล้วนจำเป็นสำหรับนักเล่นเปียโนบลูส์ทึ่จะต้องเรียนรู้  โปรแกรมที่ผมนำมาให้ในวันนี้ คือมัลติมีเดียอีกตัวหนึ่งที่จะช่วยวางพื้นฐานการเป็นนักเล่นเปียโนสไตล์บลูส์ให้กับเพื่อน ๆ ได้เป็นอย่างดี  คลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่   Blues Piano Master Class ซึ่งสอนโดย Miles Black ชุดแรกประกอบด้วยบทเรียนดังต่อไปนี้

  • Basic Blues in C Major
  • Variation on Basic C Blues
  • Vocal Effects on the Piano
  • The C Blues Scale
  • Call and Response Blues
  • The 1-4-5 Blues Chord Progressions
  • Basic Chords and How to Play Them
  • Soloing and Chording over a Basic C Blues
  • Your First Boogie Blues
  • The Seventh Chord
  • Your First Walking Blues
  • Your First Low-Down Blues
  • Your First Rock Blues
  • The Blues in E
  • Playing Blues Licks in E
  • Your First E Blues Shuffle
  • Your First Jazz Blues
เป็นโปรแกรมรุ่นใหม่ นอกจากจะมีคีย์บอร์ดจำลองแสดงให้เห็นการเล่นโน้ตในขณะที่ผู้สอนบรรยายด้วยภาษาอังกฤษที่ฟังง่ายและชัดเจน  ก็ยังมีโน้ตเพลงปรากฏให้เห็น (สั่งพิมพ์ได้) พร้อมทั้ง video clips ที่สามารถคลิกเล่นซ้ำไปมาได้

ลองใช้ดูนะครับ...

Saturday, September 10, 2011

ไขมันเลือดสูง

ผมเคยได้รับความกรุณาจากพี่คนหนึ่ง ท่านอุตส่าห์คัดลอกบทความเรื่อง "ไขมันเลือดสูง" ของ น.พ.บรรจบ ชุณหะสวัสดิกุล ด้วยลายมือตนเองแล้วมอบให้ผมด้วยความห่วงใย วันนี้ผมจึงขออนุญาตนำมาลงไว้ เพราะเห็นว่าเป็นบทความที่มีค่า ควรแก่การอ่าน ดังนี้....

กลลวงประการที่ ๔ เป็นไขมันเลือดสูง รักษาด้วยการกินยา ก็อีกนั่นแหละ พอโลกเข้าสู่ภาวะบริโภคนิยม ผลก็คือเกิดโรคไขมันเลือดสูง ประเทศไทยมีคนเป็นไขมันเลือดสูง   ๕๐ % ของประชากรในเมือง รวมแล้วมีโรคไขมันเลือดสูงประมาณ ๑๒ ล้านคน  พอมีไขมันเลือดสูง แพทย์ก็ให้กินยา จากนั้น ๑ เดือนไปตรวจเลือดอีกที ก็พบไขมันลดลงเป็นปกติ แพทย์ก็บอกว่าให้กินยาลดไขมันต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องหยุด บางรายถูกลดระดับโคเลสเตอรอลจนต่ำกว่า ๑๐๐ ม.ก.% ซึ่งเป็นภาวะบกพร่องไขมันอย่างน่าเป็นห่วง แต่ก็ไม่ยอมเลิกกินยา

ผู้รักษาสุขภาพเคยฉุกคิดไหมว่า ในเมื่อความเป็นจริงที่รู้ ๆ กัน ก็คือ ไขมันเลือดสูงอยู่ที่การกินการอยู่ ทีนี้พอกินยาแล้วยังคงกินยาอยู่ตามปกติเหมือนเดิม แต่กินยาแล้วไขมันเลือดลดลง แล้วไขมันที่่ควรจะสูงมันหายไปไหนเสียเล่า คำตอบก็คือ กลไกของยาลดไขมันมักอยู่ที่การยับยั้งไม่ให้ตับขับไขมันส่วนเกินออกมาในกระแสเลือด ผลก็คือเราได้ตัวเลขไขมันเลือดที่สวยงาม เป็นที่พอใจของทั้งแพทย์ทั้งผู้ป่วย แต่เมื่อกินยาเช่นนั้นต่อไปเรื่อย ๆ เหตุการณ์ผ่านไป ๑๐ ปี ปรากฏว่าผู้ป่วยเหล่านี้ล้วนเป็นโรคไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นปากประตูร้ายของโรคตับแข็ง และส่วนหนึ่งมีสิทธิพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับได้ นี่แหละฤทธิ์ร้ายของลัทธิบูชายา

ความซึมลึกของลัทธิบูชายา แท้ที่จริงมันเข้าไปถึงกระดูกดำของคนทั่วโลกมานานแล้ว จนกระทั่งมันจารึกเข้าไปในกฎหมายของประเทศอีกด้วย ดังเราดูได้จากพระราชบัญญัติยา-อาหาร ที่ระบุว่า ยา หมายความว่า วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยของมนุษย์  วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพ  ส่วนในพระราชบัญญัติอาหารระบุว่า อาหาร หมายความว่า ของกินหรือเครื่องค้ำจุนชีวิต วัตถุทุกชนิดที่คนกิน ดื่ม อม หรือนำเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ หรือรูปลักษณะใด ๆ แต่ไม่รวมถึงยา  ตามคำจำกัดความนี้แปลว่า "อาหาร" ได้รับการประเมินคุณค่าที่ต่ำมาก คือกินเข้าไปเพียงพอเลี้ยงชีวิตไปวัน ๆ  แต่ไม่อาจมุ่งหมายที่จะให้เกิดผลใด ๆ แก่สุขภาพ ส่วนใครก็ตามที่มุ่งหมายจะกินอะไรที่เกิดผลแก่สุขภาพแล้ว ก็จงกิน "ยา"

ในเมื่อกฎหมายเป็นซะอย่างนี้ ก็ไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่า ผู้คนพลเมืองของเราจึงสักแต่ว่ากินเพื่อค้ำจุนชีวิตไปวัน ๆ  และก็คิดต่อไปว่า "เอาไว้ป่วยเมื่อไหร่ ค่อยกินยารักษาก็แล้วกัน"  ที่ไปไกลกว่านั้น กฎหมายก็ยังถลำลึกต่อไปว่า แม้แต่การป้องกันโรคก็ยกให้เป็นหน้าที่ของ "ยา"

เหตุฉะนี้ ธุรกิจยาข้ามชาติจึงได้เจริญรุ่งเรือง และบทบาทการกินป้องกันโรค กินรักษาโรค นอกจากจะถูกละเลย แล้วยังอาจถึงกับ "ผิดกฎหมายด้วยซ้ำ"  ความเฉไฉในเรื่องนี้ มันฝังลึกในวิธีคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นยุทธศาสตร์ป้องปรามประชาชนเรื่องสุขภาพ องค์กรของรัฐใช้เงินซื้อสื่อต่าง ๆ ระดมคำโฆษณาว่า วิตามิน ซึ่งเกือบทั้งหมดก็ได้รับการอนุญาตจากทางการมาแล้วทั้งนั้น จะก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพ เกิดฤทธิ์สะสมเป็นพิษต่อตับ เกิดนิ่วในไต กระทั่งขยายความงานวิจัยบางชิ้นให้เห็นว่าวิตามินก่อให้เกิดมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่เราจะไม่เห็นคำโฆษณาจากหน่วยงานของรัฐที่จะรณรงค์ประชาชนให้ลดละจากการกินยา หรือพิษภัยของการกินยา (อย่างมากก็เพียงบอกว่า ให้กินยาตามแพทย์ หรือเภสัชกรสั่งจ่าย)  แต่เพราะกับดักสุขภาพที่ว่า "เมื่อป่วยเจ็บก็ให้กินยา" ฝังลึกมาหลายสิบปี ผลก็คือ มีผู้ได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียวคือ ธุรกิจยา บริษัทเหล่านี้กำลังครองโลก

การลดไขมันเลือดแท้จริงอยู่ที่การควบคุมตัว และเรื่องอาหาร ดังนี้คือ

  1. หันมากินอยู่อย่างไทย กินข้าวกล้อง กินผัก กินปลา งดดื่มนมรวมทั้งโยเกิร์ต นมเปรี้ยว บางคนไม่ได้ดื่มนมเป็นแก้ว แต่ใช้ผสมกับกาแฟก็อาจมีไขมันเลือดสูงได้
  2. กินกระเทียมมื้อละ ๓ กลีบ ทุกมื้อ จะลดทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ได้ในระยะเวลา ๓ เดือน กินปลาซึ่งมีน้ำมันปลาช่วยปรับสภาพไขมันเลือด ไข่ไก่ที่ชื่อโอเมก้า 3 หรือไข่โคลัมบัส มีงานวิจัยใหม่พบว่า ไข่นี้กินวันละ ๒ ฟองกลับผลลดคอเลสเตอรอล เพิ่ม HDL  ถ้าเปรียบเทียบกับกินยาลดไขมันวันละ ๕๐ บาท แต่กินไข่นี้ ๒ ฟอง ราคารวม ๑๒ บาท ราคาประหยัดกว่า แถมอร่อยด้วย เชิญเลือกเอาเอง
  3. อดล้างพิษ ๑๐ วัน ตามด้วยการอดล้างพิษ ๑ วัน ทุก ๑ อาทิตย์ สวนกาแฟให้ถูกวิธีร่วมด้วยในวันที่อด กาแฟจะไปเปิดท่อน้ำดี ช่วยให้ตับระบายไขมันส่วนเกินลงลำไส้แล้วขับถ่ายออกไป
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พร้อมกับลดความเครียด
เท่านี้ก็ลดไขมันเลือดได้โดยไม่ต้องใช้ยา

Friday, September 09, 2011

The Jazz Pianist


เมื่อสองวันก่อน ผมนำโปรแกรม The Pianist มาแนะนำ ดูเหมือนกับว่าจะเป็นการนำมะพร้าวห้าวไปขายสวน เพราะโปรแกรมดังกล่าวสามารถหาดาวน์โหลดได้โดยไม่ยากทางอินเทอร์เน็ต แต่ผมคิดว่าบางทีเจ้าโปรแกรมเก่าอย่าง The Pianist อาจจะถูกหลงลืมหรือผ่านสายตาเพื่อน ๆ บางท่านไปก็ได้ เพราะทุกวันนี้ความหลากหลายของ software ช่วยสอนดนตรีมีสูง ทาง PG Music เจ้าของ Band-in-a-Box ก็ผลิตโปรแกรมใหม่ ๆ ที่น่าสนใจออกมาอีกหลายตัว อย่างไรก็ตาม เจ้าโปรแกรมเล็กพริกขึ้หนูอย่าง The Pianist ก็น่าจะยังคงมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับผู้ที่กำลังฝึกหัดเล่นเปียโนคลาสสิก....ผมคิดเช่นนั้นจริง ๆ

วันนี้ ผมอยากนำโปรแกรมอีกตัวหนึ่งคือ The Jazz Pianist  สำหรับผู้ที่สนใจแจ๊สเปียโน เป็นโปรแกรมช่วยสอนลักษณะเดียวกันครับ เพียงแต่เปลี่ยนจากเพลงคลาสสิกเป็นแจ๊สเท่านั้น เป็นเพลงแจ๊สที่น่าเล่นเสียด้วย เพื่อน ๆ สามารถคลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับ

โปรแกรมอยู่ในไฟล์ rar ขนาดเล็กเพียง 1.4 MB  ให้แตกไฟล์ออก แล้วคลิกติดตั้งได้เลย วิธีใช้ก็เหมือนกับ The Pianist  ติดตั้งเสร็จแล้ว อยากให้ลองคลิกฟังเพลง As Time Goes By จะเห็นได้ว่ามันเพราะจริง ๆ อยากเล่นให้ได้อย่างนั้นใช่ไหมครับ?  ผมขอแนะนำให้นำไฟล์มิดี้เพลงดังกล่าวไปใส่ในโปรแกรม Sibelius (หรือตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในประเภทเดียวกัน)  เมื่อได้โน้ตเพลงปรากฏออกมา ก็สั่งพิมพ์เก็บไว้ซ้อมได้เลยครับ...

อ่อ...อย่าลืมว่าโปรแกรมนี้ เราปรับเปลี่ยนคีย์(transpose)ได้ด้วยปุ่ม F6 และ F7 แล้วยังสามารถสั่งให้มันเล่นช้าลงได้ด้วยปุ่ม F5

ทุกอย่างมันเสริมกันไปหมดครับ ถ้าอยากเล่น As Time Goes By ในคีย์ C major ก็ใช้โปรแกรม Sibelius เปลี่ยนโน้ตให้อยู่ในคีย์ที่ต้องการก่อน เวลานำไปซ้อมกับเปียโน แล้วอยากฟังเสียงการบรรเลงจากโปรแกรมตัวนี้ ก็สามารถปรับคีย์เปลี่ยนคีย์ให้เข้ากับโน้ตที่มีได้

โปรแกรมรุ่นใหม่มี options ที่ทำให้สามารถคลิกดูโน้ตได้เลย  พอดียังหาไม่ได้...ถ้าเจอเมื่อไหร่ ผมจะรีบนำมาให้ทันทีเลยล่ะ

Wednesday, September 07, 2011

Sustain Pedal ไม่ทำงาน!

เมื่อวานนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณอารีย์แจ้งว่าขณะที่กำลังซ้อมเปียโน เหยียบ pedal แล้วเกิดเสียงดังข้างในเปียโน หลังจากนั้น pedal ก็ไม่ทำงานอีกเลย  รับทราบปัญหาแล้ว...ผมนัดหมายว่าจะไปดูให้ในวันนี้  อยากจะไปเช็คด้วยว่าเป๊ยโนที่ตั้งเสียงไว้นานแล้ว ยังคงมีเสียงที่พอฟังได้อยู่หรือเปล่า...



อาการเสียเกิดที่ Sustain Pedal  ผมมั่นใจว่าแกนไม้ที่ไปบังคับตัว damper (หรือที่ในตำราเรียกว่า Sustaining Pedal Connecting Rod) คงจะหลุด ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ซ่อมไม่ยาก! 
ไม่ได้เตรียมอะไหล่อะไรไป นอกจากเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น เช้านี้...ผมหิ้วกระเป๋าเข้าไปสัมผัสมือกับเจ้ายามาฮ่าตั้งแต่ ๑๐ โมง ยังสวยงามเหมือนเดิมครับ ผมลองเล่นดู รู้สึกพอใจที่เปียโนยังมีเสียงที่ฟังได้สบายหู ไม่มีคีย์ไหนเสียงแปร่งจนน่าเกลียด แม้ว่าเสียงจะลดลงตามฤดูกาลที่ผ่านไป แต่ก็มิได้ลดลงแค่สายใดสายหนึ่งจนเกิด Beat Frequency ที่ฟังได้ชัดเจน

ผมลงมือถอดเสื้อผ้า เอ๊ย...ถอดฝาด้านหน้าและด้านล่างออกทันที เพื่อจะได้แก้ไขเรื่อง sustain pedal  มีข้อพึงระวังว่า เมื่อถอดฝาออกแล้ว ต้องหาที่วางฝาให้ดี ๆ ระวังอย่าให้ล้มหรือเกิดกระแทกกับอะไร เพราะอาจจะแตกหักหรือเป็นรอยได้




สิ่งที่ผมเห็นเมื่อเปิดฝาล่างออกมาก็คือ ตัว Pedal Connecting Rod ไม่ได้ทำด้วยไม้ แต่เป็นโลหะ 
มันตกออกไปตั้งอยู่กับพื้น มิน่าเล่า...เวลาเหยียบ pedal มันถึงได้ไม่ทำงาน 


สำหรับเปียโนหลังนี้ เจ้า Rod เพียงแค่วางอยู่บนแป้นพลาสติกโดยมิได้มีอะไรเป็นตัวยึด (นอกจากร่องเล็ก ๆ ที่ช่วยไม่ให้หลุดออกง่าย) นับว่าเป็นการออกแบบที่เน้นความง่ายและลดต้นทุน ผมว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาเสียเลย..


ผมหงายตัวลงนอน แล้วมองขึ้นไปข้างใน เห็นได้ว่าตรงปลาย Rod หลุดออกมาจากรูกระเดื่อง (ตรงปลายลูกศรสีเหลืองตัวบนในภาพแรก) มันจึงไม่สามารถไปบังคับ damper ทั้งชุดได้  ผมทดลองใส่กลับเข้าไปตามเดิม  ก็พบว่ามันหลวมจนปลาย Pedal Rod ไม่สามารถวางบนแป้นพลาสติกได้ แม้ว่าจะปรับน๊อตหางปลาที่ผมแสดงให้เห็นด้วยลูกศรสีเหลืองจนสุดแล้วก็ตาม   


อยากจะเขกหัวตัวเองแรง ๆ หลาย ๆ ครั้ง...ด้วยความผิดที่มิได้นำอะไหล่ไปด้วย ต้องมีแหวนสักหลาดหนา ๆ รองใต้แป้นพลาสติก เพื่อให้ Rod สามารถวางอยู่บนแป้นได้โดยไม่หลุด.....  



ครั้นจะขี่จักรยานยนต์กลับไปเอาอะไหล่ที่บ้านก็เสียเวลา จะตัดกระดาษทำเป็นแหวนรอง ก็ไม่มีเครื่องมือ ในที่สุดผมก็ต้องใช้วิชา "ช่างเหอะ" ด้วยการถอดแหวนสักหลาดที่รองรับน๊อตหางปลาตัว soft pedal ออกไปใช้รองใต้แป้นพลาสติก (เป็นการชั่วคราวก่อน บอกตัวเองว่าคราวหน้าจะนำอะไหล่ไปใส่ให้ตามเดิม ตัว soft pedal ไม่ค่อยได้ใช้ ไม่เป็นไร!) 


รองแหวนสักหลาด แล้วปรับน๊อตหางปลาเข้าจนเกือบสุด จากนั้นก็ปรับละเอียดอีกนิดเพื่อให้ damper ทำงานได้สมบูรณ์!  
ใช้งาน Sustain Pedal ได้แล้วครับ! 

Tuesday, September 06, 2011

The Pianist


The Pianist เป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักเรียนเปียโนคลาสสิก ผมรู้จักโปรแกรมของค่าย PG Music ตัวนี้มาตั้งแต่สมัยที่ใช้ Windows 3.1 อยู่ที่เชียงใหม่แล้ว  ก็ได้อาศัยโปรแกรม The Pianist นี่แหละเปิดฟังเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโน(คลาสสิก) ซึ่งมีมากถึง ๒๑๕ เพลง โดยคลิกเลือกเปิดได้ตามยุคสมัย ตามอารมณ์เพลง ตามความยากง่าย หรือตามชื่อคีตกวีซึ่งประกอบด้วย Albeniz, Bach, Beethoven, Brahms, Chopin, Liszt, Satie, ฯลฯ 



ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ โปรแกรมนี้กินเนื้อที่น้อยมาก (เพียง 2.85 MB)  เพราะฐานข้อมูลเพลงอยู่ในรูปแบบ MIDI  


The Pianist สามารถติดตั้งได้ง่าย การใช้งานก็ง่าย  ขณะที่บรรเลงเพลงจะมีการเคลื่อนไหวที่คีย์บอร์ดจำลองให้เห็นด้วย  นอกจากนั้นก็ยังมี่พจนานุกรมดนตรี ชีวประวัติคีตกวี แบบทดสอบ และเกมส์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนานและมีประสิทธิผล...


ตอนนี้ถ้าใครอยากฝึกเล่น Fur Elise ของ Beethoven  ก็อย่ารีรอที่จะโหลดโปรแกรมนี้ไปเป็นตัวช่วย ขอให้ศึกษาโน้ตเพลงให้ดี เปิดฟังเพลงจากโปรแกรม The Pianist บ่อย ๆ จนขึ้นใจ แล้วฝึกซ้อมที่เปียโนให้มาก ๆ  ในที่สุดก็จะเล่น Fur Elise ได้อย่างแน่นอน


เพื่อน ๆ สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้โดยคลิก ที่นี่ ครับ



แล้วค่อยคุยกันต่อพรุ่งนี้นะ..

Sunday, September 04, 2011

Bowing Aid

ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่แวะเข้ามาอ่านบล็อก "ช่างเหอะ" ของผม  ที่จริงแล้ว..ยังมีหลายเรื่องที่ผมอยากเขียน(ตามประสาช่างเหอะ)เพื่อเก็บไว้ในบล็อกนี้ อย่างเช่น เรื่องการทำมุ้งลวดด้วยตนเอง ซึ่งผมตั้งใจไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินเครื่องบล็อกตัวนี้แล้วว่า จะเขียนอย่างละเอียดให้เพื่อน ๆ สามารถนำไปทำเองได้เลย แม้ว่าสิ่งที่ผมเขียนจะมิได้นำมาจากหลักสูตรที่ใช้สอนกันตามสถาบันฝึกอาชีพโดยตรง มันเป็นเพียงสิ่งที่ได้จากการลองผิดลองถูกและการพยายามหาคำตอบซึ่งมืออาชีพตัวจริงบางทีไม่ยอมบอก แล้วนำมาบอกต่อ ซึ่งบางครั้งอาจจะนอกตำราหรือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกหลักวิชา แต่ก็น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง  คิดว่าเพื่อน ๆ คงไม่รังเกียจที่จะอ่านข้อเขียนของคนที่ชอบพูดว่า "ช่างเหอะ ยังไงก็ได้ ขอให้ใช้งานได้เป็นพอ" เช่นผม...


วันนี้ ขอนำเสนอวิธีทำเครื่องช่วยทำให้สีไวโอลินหรือเครื่องสายอื่น ๆ ให้คันชักอยู่ในตำแหน่งที่ดี คือเดินตรง ขนานกับหย่อง และใช้เนื้อที่ของหางม้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เครื่องช่วยตัวนี้เหมาะสำหรับนำไปใช้กับเด็กนักเรียนที่กำลังเริ่มฝึกการใช้คันชัก (Bow)   เอาล่ะ...มาดูภาพกันก่อนเลย




ประดิษฐ์จากวัสดุที่หาได้ในบ้านนั่นแหละ ไม่ต้องควักกระเป๋าซื้อ  เครื่องไม้เครื่องมือก็ใช้แค่กรรไกร ไม้บรรทัด และดินสอเท่านั้น


ผมคิดว่าทุกบ้านน่าจะหากล่องพัสดุไปรษณีย์ใช้แล้วได้ ให้นำมาตัดให้ได้สัดส่วนตามรูปที่เห็น...



ไม่ต้องอาศัยกาวหรืออะไรเพื่อยึดกระดาษแข็งให้ติดกับตัวไวโอลินนะครับ วัดระยะให้ดี เมื่อสอดเข้าไว้ใต้ finger board ให้มันอยู่ได้พอดี ไม่เคลื่อนไปมา








ใช้เทปติดอย่างที่เห็นในภาพ ให้เกิดช่องว่างตรงกลาง เพื่อเป็น guide บังคับให้คันชักสีขึ้นลงในทิศทางขนานกับหย่อง 




ในภาพจะเห็นว่ากระดาษแข็งยื่นเลยตัวไวโอลินออกไป ให้ใช้กรรไกรตัดแต่งได้ดูสวยงามกว่านั้น


นักเรียนฝีกสีอย่างที่เห็นในภาพ ให้ลากคันชักยาว ๆ สีทีละสาย โดยเริ่มจากสาย A D G แล้วเปลี่ยนองศาของคันชักอย่างรวดเร็วเพื่อเล่นสาย E ก่อนที่จะกลับไปที่สาย A อีกครั้ง




นักเรียนต้องมีสมาธิในการฝึก ไม่เร่งรีบ ฟังเสียงให้ดังต่อเนื่องชัดเจน ให้สีโดนเฉพาะสายที่ต้องการ




ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ลืมเรื่องการจับคันชัก




วันนี้ขออธิบายด้วยภาพนะครับ....

Saturday, September 03, 2011

Setting The Pins


กลับมาคุยเรื่องตั้งสายเปียโนต่อนะครับ... ก็ยังคงเป็นเรื่องของการใช้ค้อนตั้งสาย ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้เกริ่นเกี่ยวกับ tuning posture และการกดคีย์เปียโนแรง ๆ ในขณะตั้งสายไว้บ้างแล้ว

การตั้งสายเปียโนให้ได้ผลงานดีจะต้องฝีกฝนมาก่อน นั่นคือ ช่างเปียโนจะต้องทำงานกับค้อนตั้งสายมานาน จนสามารถรู้น้ำหนักมือของตัวเองว่าจะต้องใช้แรงดึงขนาดไหน ต้องออกแรงแขนและข้อมืออย่างไร จะต้องดึงให้เสียงสูงขึ้นไปแค่ไหน แล้วจะปล่อยให้ระดับเสียงคืนสู่จุดที่ต้องการได้อย่างไร ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ใช่ว่าฝึกกับเปียโนเพียงไม่กี่หลัง

เคยมีร้านจำหน่ายเปียโนร้านหนึ่งเคยมายืมเครื่องมือของผมไปตั้งสายเปียโนที่วางจำหน่าย (เพราะทนรอให้ผมไปทำไม่ได้ อิอิ) ผมก็ยินดีให้ยืม แต่ในใจคิดว่าการตั้งสายเปียโนโดยไม่ผ่านการฝึกฝนมาก่อนคงจะไม่ประสบความสำเร็จซักเท่าไร  ช่างเปียโนต้องเข้าใจการใช้เครื่องมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เจ้าค้อนตั้งสาย (tuning lever)  กล่าวกันว่า "เมื่อทำงานกับเปียโนได้ครบ ๑ พันหลังเมื่อใด เมื่อนั้นแหละ...ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้รู้ซึ้งในเรื่องเปียโน"

การหมุน tuning pin ด้วยค้อนนั้นไม่ง่ายเหมือนการบิดลูกบิดกีต้าร์หรืออูคูเลเล่ มันมีอะไรมากกว่าแค่ "หมุน ๆ"    เทคนิคบางอย่างก็ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้  ตัวนักเรียนต้องเป็นผู้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อจะได้รู้ว่าต้องกระตุกข้อมืออย่างไร แต่ละขั้นควรดึงให้เสียงสูงขึ้นแค่ไหน ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้สายขาด ทำอย่างไรถึงจะให้เสียงอยู่คงที่ ไม่เพี้ยนง่าย  ก็ต้องฝึก ๆๆๆ เท่านั้น...

ในตำราได้กล่าวถึงการใช้ค้อนตั้งสายที่เรียกว่า setting the pins ซึ่งเป็นเทคนิคจำเป็น กล่าวคือ เวลาที่เราใช้ค้อนหมุนตามเข็มนาฬิกาเพื่อให้สายตึงขึ้น นอกจากจะทำให้ tuning pin หมุนไปตามเกลียวของมันแล้ว แรงดึงยังทำให้แกน tuning pin เอียงไปตามแรงบิดของค้อน พอเราปล่อยมือจากค้อน tuning pin ก็จะคืนกลับไปสู่ตำแหน่งเดิม ยังผลให้เสียงที่ได้ที่แล้วลดลง  ฉะนั้นเราจึงต้องหมุน tuning pin ให้เสียงสูงเกินกว่าระดับที่ต้องการไปนิดนึง แล้วถึงค่อยขยับข้อมือปล่อยให้มันหมุนกลับจนได้ระดับเสียงที่ต้องการ เมื่อปล่อยค้อนแล้วมันจะต้องหยุดอยู่ ณ ตำแหน่งที่เสียงตรงพอดี การทำเช่นนี้เค้าเรียกว่า setting the pins ครับ

ขอให้คิดว่า...ต้องเคาะคีย์เปียโนให้แรง ๆ  ตั้งเสียงให้เลยสูงขึ้นไปเล็กน้อย แล้วถอยกลับด้วยการกระตุกแขนและขยับข้อมือ  การทำเช่นนั้นจะทำให้ความตึงของสายกระจายไปทั่ว เสียงจะอยู่ตัวในระดับที่ต้องการ  ส่วนปัญหาที่ว่าแต่ละขั้นตอนจะต้องทำมากน้อยหรือหนักเบาแค่ไหน?  คำตอบจะได้จากการเรียนรู้ครับ  ช่างเปียโนจึงต้องปฏิบัติมาก ๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญ

ผมพยายามคิดว่ามีอะไรบ้างที่ต้องคำนึงถึง ก็ได้มาไม่กี่ข้อ ดังนี้:-
  1. ให้วางข้อศอกในจุดที่จะทำให้สามารถควบคุมให้แขนและข้อมือทำงานได้อย่างมั่นคง ในกรณีที่ข้อศอกลอย ก็ต้องควมคุมไหล่ให้รองรับการทำงานของแขนและข้อมือได้อย่างมั่นคง
  2. ก่อนหมุน tuning pin ต้องแน่ใจว่าสวมบล็อคของค้อนตั้งสายลงบน tuning pin ไม่ผิดตัว ไม่งั้นหมุน ๆ ไป ไม่เห็นเสียงเปลี่ยน กว่าจะรู้ตัวก็เกิดเสียงดัง "ปิ้ง" สายขาดซะแล้ว!
  3. ถ้าสายเปียโนเก่าและมีสนิม อย่าหมุนค้อนตั้งสายขึ้นเสียงทันที ให้ขยับข้อมือ ลดเสียงลงก่อน แล้วค่อยขึ้น สายจะได้ไม่ขาด
  4. ไม่ควรฉีดน้ำยา Sonax ลงไปที่ tuning pins
  5. ควรใช้ผ้ารองบริเวณที่เกิดรอยได้ง่าย ถ้าสวมถุงมือผ้าบาง ๆ ได้ด้วย ก็ยิ่งจะดูดี 
แล้วจะเขียนต่อนะครับ...

Friday, September 02, 2011

การเตรียมหลุมเพื่อปลูกต้นไม้

ผมใช้พื้นที่เล็ก ๆ ข้างถังเก็บน้ำทำเป็นสวนครัว
ในภาษาอังกฤษ ถ้าผมพูดว่า "I don't think I have a green thumb."  หมายความว่า ผมไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนสวนที่ดีได้ ปลูกอะไรก็มักจะไปไม่รอด อย่างเช่นทุกวันนี้ ไม่ว่าต้นมะกรูด มะนาว โหระพา ที่ปลูกไว้ ถ้าไม่แห้งเหี่ยวเฉาตายไป ก็จะโดนแมลงกัดกินใบจนไม่ยอมโตซักกะที...


แต่พอคิดย้อนหลัง ผมก็ยังเชื่อว่าทุกวันนี้น่าจะมีต้นไม้มากกว่าสิบต้นที่ผมปลูกไว้ ไม่ว่าที่เชียงใหม่ ลำพูน หรือลำปาง ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่  ป่านนี้บางต้นอาจจะสูงใหญ่จนต้องแหงนหน้าขึ้นมองแล้วก็ได้... 


ภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวว่า "ถ้าอยากมีความสุขเพียงหนึ่งวัน ให้ดื่มเหล้าหัวราน้ำ ถ้าอยากมีความสุขหนึ่งปี ให้แต่งงาน แต่ถ้าอยากมีความสุขตลอดไป ให้ทำสวน"   ผมได้ยินมาตั้งแต่ก่อนลงมือทำสวนที่จังหวัดลำปาง จริง ๆ แล้ว...ผมอยากจะมีชีวิตเป็นคนสวนและคนปลูกต้นไม้มากกว่าเป็นนักดนตรีเสียอีก 


ผมเคยพิมพ์เรื่อง "คนปลูกต้นไม้" ของ ฌ็อง ฌิโอโน (แปลโดย คุณรสนา โตสิตระกูล) นำลงในเว็บเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน เพื่อนสามารถคลิกอ่านได้ ที่นี่ ครับ


ชีวิตก็มีความสุขดี แต่ทำไมผมถึงได้เลิกเสียล่ะ? คำตอบคือ เพราะผมเบื่อตรงที่ผู้คนไม่เคารพสิทธิผู้อื่น เวลาผมไม่อยู่ก็จะมีผู้บุกรุกเข้าไปขโมยของบ้าง เก็บผลผลิตไปเป็นของตนบ้าง แถมยังมีปัญหาต้องแย่งน้ำกันอีก ที่ลำพูนก็เหมือนกัน เคยไปถึงที่นั่นแล้วเห็นผู้บุกรุกกำลังลนลานออกจากสวนผมไป พอพบเหตุการณ์เช่นนั้นบ่อย ๆ ผมก็เลยขายสวนทิ้งหมด..



แต่ก่อน...เวลาปลูกต้นไม้แต่ละต้น ผมจะต้องเตรียมหลุมไว้ก่อน เนื่องจากการปลูกต้นไม้ในหลุมซึ่งเตรียมไว้อย่างดี จะมีผลให้ต้นไม้ที่ปลูกเติบโตเร็ว แข็งแรง และไม่ตายง่าย

พอดีไปเจอเอกสารเรื่องการปลูกมะขามหวานของคุณเด่นชัย กระต่ายเผือก ซึ่งได้เก็บไว้นานแล้ว ผมเห็นว่ามีเรื่องเกี่ยวกับ "การเตรียมหลุม" ซึ่งน่าจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ  วันนี้จึงขออนุญาตนำมาภาพการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและแกลบดำมาลงไว้

คุณเด่นชัยได้เขียนไว้ด้วยว่า ถ้าดินไม่ดี ก็ต้องเตรียมหลุมให้กว้างและลึก ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมมาก ๆ แต่ถ้าดินดี ขุดหลุมแคบ และลดปริมาณปุ๋ยรองก้นหลุมลงได้

สมัยก่อนแกลบดำไม่แพงครับ ยิ่งกาบมะพร้าวที่ใช้รองก้นหลุม สามารถขับเจ้าสี่ตาไปขนได้ฟรี ๆ เลยล่ะ




วันนี้เปลี่ยนแนวไปทางเกษตรซะหน่อย อิอิ

Thursday, September 01, 2011

เคาะแรง ๆ

เวลาสอนนักเรียนให้ตั้งสายไวโอลิน  ถึงตอนสาธิตเรื่องการปรับเสียงด้วยตัวปรับละเอียด (Fine Tuners) ถ้าบางครั้งเสียงไวโอลินสูงเกินไปแค่เพียงเล็กน้อย ผมก็จะไม่ใช้วิธีปรับที่ตัวปรับละเอียด แต่จะนำผ้าที่ใช้ทำความสะอาดมาเช็ดถูแรง ๆ บนสายไวโอลิน เพื่อให้เสียงที่สูงเกินเพียงเล็กน้อยลดลงจนได้ที่...




น้ำหนักที่กดลงบนสายแล้วถูไปมานั้นทำให้สายหย่อนลงได้นิดนึง นอกจากจะทำให้เสียงไวโอลินลดลงแล้วยังช่วยกระจายความตึง(tension)ให้ถ่ายเทไปตลอดสายจนถึงจุดที่อยู่บนลูกบิด หย่อง และหางปลา เป็นผลให้เสียงไวโอลินไม่ลดลงโดยง่ายภายหลังจากการตั้งสาย  


ที่มาของภาพ : internet
ในการตั้งสายเปียโนก็เช่นกันครับ ในระหว่างที่เราเคาะคีย์เปียโนให้เกิดเสียง แล้วใช้ค้อนตั้งสาย (tuning lever) หมุน  tuning pins ตามเข็มนาฬิกาเพื่อให้เสียงสูงขึ้น ตอนนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงความตึงของสาย ซึ่งเราจำเป็นต้องให้เท่ากันตลอดทั้งสาย การเคาะที่คีย์แรง ๆ (แรงกว่าการเล่นตามปกติ) จะช่วยทำให้เกิดการถ่ายเทความตึงไปทั่วสาย รวมทั้งยังทำให้สายบริเวณ hitch pin ปรับตัวเข้าที่ด้วย... 


ด้วยเหตนี้ เพื่อน ๆ ที่กำลังฝึกตั้งสายเปียโน จึงควรที่จะเคาะคีย์เปียโนให้แรงกว่าปกติ ไม่ต้องกลัวครับ เคาะลงไปเลย เสียงคนกำลังตั้งสายเปียโนนั้นหนวกหูและไม่น่าฟังอยู่แล้ว เจ้าของเปียโนต้องอดทนและเข้าใจว่าการเคาะเปียโนดัง ๆ ในระหว่างตั้งสายช่วยทำให้เสียงเปียโนเพี้ยนช้าลงได้   ถ้าไม่ทำเช่นนั้น ดีไม่ดี...พอช่างหิ้วกระเป๋าเครื่องมือเดินพ้นประตูรั้วได้ไม่นาน เสียงเปียโนก็อาจจะเพี้ยนไปซะแล้ว!


hitch pins :  ที่มา pianonoise.com