Monday, August 12, 2013

รัฐแคชเมียร์ อินเดีย

ผมมีหนังสือ "อินเดีย - ท่องไปในเมืองเดลฮีและภาคเหนือ" พิมพ์แจกฟรีให้แก่ผู้สนใจโดยสำนักงานท่องเที่ยวรัฐบาลอินเดีย (The Department of Tourism of India) เมื่อปี ๒๕๒๔...


วันนี้อยากจะนำบทความเรื่อง "รัฐแคชเมียร์" มาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านดังนี้...



จักรพรรดิโมกุลผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยศตวรรษที่ 17 ซาห์ เจฮัน เมื่อทอดพระเนตรเห็นหุบเขาแคชเมียร์เป็นครั้งแรกทรงอุทานว่า "ถ้าสวรรค์บนพื้นพิภพนี้มีจริง ก็จะต้องอยู่ที่นี่แน่นอน" ที่รัฐนี้มีภูเขาที่สูงที่สุดในโลก บนยอดปกคลุมด้วยหิมะขาวชั่วนาตาปี สูงตะหง่านเงื้อมเสมือนจะปกป้องหุบเขาที่เขียวขจีสีมรกตเบื้องล่าง ซึ่งมีลำธารน้ำจากภูเขาไหลผ่านหลายสาย และมีทุ่งหญ้าที่ดาระดาษด้วยดอกไม้สวย ๆ มากมาย

เมืองศรีนาการ์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐแคชเมียร์ ในอดีตเคยเป็นอุทยานแห่งความใฝ่ฝันของจักรพรรดิโมกุลหลายต่อหลายพระองค์ เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่ยุคกลางที่น่าทึ่ง มีสะพานและตลาดบาซาร์ที่แฝงอยู่ใต้ร่มเงาของเทือกเขาน้ำแข็งและทะเลสาปสีเงิน สมัยเมื่อ 400 ปีมาแล้ว พวกโมกุลได้สร้างอุทยานที่สวยงามตามแบบฉบับขึ้นหลายแห่ง และตั้งชื่อให้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง ฟังดูเหมือนเสียงน้ำที่สาดกระทบหินจากน้ำพุ มิฉะนั้นก็เสียงท่องโศลกของชาวเปอร์เซียน เช่นชื่อว่า ซาลิมาร์ นิษัท ชัษมาซาฮี เป็นต้น

ทะเลสาปคาลที่สงบนึ่ง สะท้อนภาพสวยงามจากอุทยานเหล่านี้ ซึ่งแวดล้อมทะเลสาปอยู่ ทะเลสาปคาล มีทางน้ำติดต่อกับคลองและแม่น้ำเจลัม ดังนั้นทะเลสาปคาลจึงเป็นเส้นทางสำคัญของการคมนาคมโดยเรือ  ใต้ลงไปมีทะเลสาปอีกแห่ง ชื่อ นาคิน มีขนาดเล็กกว่า แต่ทว่าสวยงามทัดเทียมกับทะเลสาปคาล และเป็นสถานที่ที่นิยมกันมากในการเล่นสกีน้ำ ว่ายน้ำ ดำน้ำ และแล่นเรือ ท่านอาจจะเช่าเรือนแพ หรือบ้านที่อยู่บนเรือ ที่จอดลอยลำอยู่บนทะเลสาปเหล่านี้ได้ จะมีผู้คนพายเรือมาขายสินค้าให้ท่านจนถึงหน้าเรือนแพของท่าน เรือที่เขาใช้กันนี้เรียกว่า ชิคาราส เป็นเรือพายแบบของแคชเมียร์ นอกจากนี้ท่านยังจะได้ชื่นชมกับตลาดน้ำจำหน่ายผลไม้ ดอกไม้ ผ้าพันคอ พรม เครื่องเพชรพลอย และงานฝีมือประเภทศิลปพื้นเมืองต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่รอบ ๆ เรือนแพของท่าน


ไม่ไกลจากเมืองศรีนาการ์มากนัก ประมาณความสูงระดับ 2730 เมตร มีหมู่บ้านชื่อกุลมาร์ก หรือ "ท้องทุ่งแห่งดอกไม้" ซึงอยู่กลางระหว่างยอดเขาสูง ๆ คือ ยอดเขานังคะพาร์บัท (8100 เมตร) ท้องฟ้าที่แจ่มใสและแสงแดดแจ่มจ้าตลอดจนไหล่ลาดเขาที่เหมาะยิ่งสำหรับการเล่นสกี ทำให้กุลมาร์กมีชื่อเสียงว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักกีฬาในฤดูหนาว นอกจากนี้ กุลมาร์กยังได้ชื่อว่ามีสนามกอล์ฟธรรมชาติที่สวยที่สุดและอยู่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย สนามดังกล่าวนี้อยู่ติดกับทางเดินบนเขา ซึ่งปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่และต้นไม้ประเภทเฟอร์ต่าง ๆ

เมื่อออกเดินทางจากศรีนาการ์ ผ่านทุ่งนาและสะพานไม้แบบชนบทเก่าแก่ และเสียงกึกก้องของน้ำตก ท่านจะมาถึงพาฮัลกัม ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของหุบเขาที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ชื่อหุบเขาลิคเด้อร์ หุบเขานี้มีทางผ่านช่องเขาแคบและชันซึ่งปกคลุมด้วยต้นเฟอร์ มีภูเขาสูงทะมึน ที่ยอดปกคลุมด้วยหิมะ มีลำธารน้ำใสที่เย็นเฉียบและป่าลึก ทำให้บรรยากาศของภูเขาโปร่งสบายและเป็นจุดตั้งต้นที่วิเศษยิ่งของการเดินป่า

ในปีหนึ่ง ๆ ท่านจะมีโอกาสได้เข้าร่วมขบวนจาริกแสวงบุญไปยังถ้ำอมาร์นาท ซึ่งเป็นถ้ำน้ำแข็ง ภายในถ้ำมีศิวลึงค์ ซึ่งเกิดจากน้ำแข็งตามธรรมชาติ คิวลึงค์นี้จะเปลี่ยนขนาดไปตามความเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์ การจาริกแสวงบุญนี้ทำกันปีละครั้งเดียว ระหว่างเดือนสิงหาคม - กันยายน

ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของศรีนาการ์ มีหุบเขาอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีแม่น้ำสินธุไหลผ่าน เรียกว่า หุบเขาสินธุ ในอดีตกาลบรรดาพ่อค้าจากเอเซียตอนกลางเคยเดินทางผ่านบริเวณนี้มาก่อน และได้ชื่นชมกับความสงัดเงียบของทะเลสาปและความมโหฬารของภูเขาน้ำแข็ง

จากศรีนาการ์ไป 83 กิโลเมตรจะถึงซอนมาร์ก (2740 เมตร) ซึ่งได้สมญาว่าเป็น "ทุ่งหญ้าสีทอง" บนพื้นที่สูงของซอนมาร์กประดับด้วยต้นไม้จำพวกเฟอร์และสน ปะปนกับต้นเบิร์ชและซิคามอร์

ลงไปทางใต้ของซอนมาร์กเพียง 3 กิโลเมตร ถึาภูเขาน้ำแข็งที่ชื่อทาจิวาส มีที่ราบสูงอยู่ที่เชิงเขา ซึ่งมีบรรยากาศที่เหมาะสมกับการตั้งค่ายพักแรมอย่างยิ่ง เทือกเขาทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ซึ่งมีน้ำตกลงมาเป็นแผ่นสีเงิน นอกจากนี้ซอนมาร์กยังเป็นจุดตั้งต้นสำหรับการเดินป่าที่น่าสนุกสนานไปยังทะเลสาปหิมาลัยที่อยู่เหนือขึ้นไป...

สำหรับท่านที่ชอบการผจญภัย ขอแนะนำให้ท่านเดินทางจากศรีนาการ์ไปตามเส้นทางที่วกวนคดเคี้ยวเป็นระยะทาง 434 กิโลเมตรถึงลาดัด ซึ่งเป็นเมืองแห่งหินผา เปรียบได้กับพื้นผิวของดวงจันทร์ที่เต็มไปด้วยก้อนหินโดดเดี่ยวและกรวดเม็ดเล็ก หมู่บ้านของลาดัดดูเหมือนจะยิ่งเล็กลงเมื่อเปรียบเทียบกับภูเขาหินแกรนิตที่สูงทะมึน ซึ่งห้อมล้อมหมู่บ้านอยู่ ที่นี่คือดินแดนของวัดแบบธิเบตที่สร้างโดยการเจาะลึกลงไปในภูเขาหินแกรนิต พระพุทธรูปที่ประดับด้วยหินมีค่า ศิลปวัตถุที่ล้ำค่า เช่น ทังคาส หรือภาพเขียนบนผนังอาคารเต็มไปด้วยสัญญลักษณ์ของวัฒนธรรมอันรุ่งโรจน์ในอดีตกาลของดินแดนบริเวณนี้


อินเดียน่าไปเที่ยวเหมือนกันครับ ค่าวีซ่า ๒ พันกว่าบาท อยู่ได้ ๖ เดือน เอาให้คุ้มไปเลย อิอิ

Sunday, August 11, 2013

หาทำเลตั้งเต้นท์หน้าฝน



เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมเขียนเรื่อง "backpack สำหรับ travellin' light"  และได้นำภาพขนาดของสัมภาระพกพา (cabin baggage) ที่ Air Asia อนุญาตให้ผู้โดยสารนำขึ้นเครื่องได้มาลงด้วย...

เพื่อน ๆ อย่าลืมนะครับว่าน้ำหนักโดยรวมแล้วต้องไม่เกิน ๗ กิโลกรัม...

ขนาดของกระเป๋าที่เห็นในภาพต้นฉบับกำหนดเป็น "เซนติเมตร"  วันนี้ผมอยากจะแปลงให้เป็น "นิ้ว" เพื่อจะได้ง่ายในการตัดสินใจของเพื่อน ๆ หากเจอประกาศที่แจ้งขนาดสินค้าไว้เป็นนิ้ว 



น้ำหนัก ๗ กิโลกรัม ถ้าเราเลือกของที่มีขนาดเล็ก เสื้อผ้าที่บางเบา ก็จะบรรจุไปได้ครบตามความจำเป็นขั้นพื้นฐานอย่างแน่นอนครับ...


วันนี้ผมอยากจะนำบทความจาก "ข่าวสาร"  ฉบับที่ ๑๐ และ ๑๑ ของสโมสรสื่อเดินทาง ในหัวข้อ "ข้อแนะนำในการหาทำเลกางเต้นท์ในยามหน้าฝน" (หน้า 6) มาลงไว้เพื่อประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ ที่จะออกเดินทางท่องป่าในช่วงหน้าฝนนี้ครับ...

 "ข้อแนะนำในการหาทำเลกางเต้นท์ในยามหน้าฝน" 

  • ไม่ควรกางเต้นท์ในพื้นที่ที่มีต้อนไม้สูง เพราะต้นไม้สูง ๆ จะมีกิ่งก้านแผ่ขยายออกมามากมาย อาจมีทั้งกิ่งสดและกิ่งแห้ง ในยามหน้าฝนกิ่งแห้ง ๆ มีโอกาสที่จะร่วงหล่นลงมาตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะต้องคอยรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงอยู่เป็นประจำ หรือหากเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง อันตรายมากที่ฟ้าผ่าลงมากลางต้นไม้ใหญ่ ฉะนั้นหากจำเป็นที่จะต้องกางเต้นท์ในพื้นที่ดังกล่าว ควรหาทำเลที่ร่มเงาใต้ต้นไม้ไม่ใหญ่นัก และอยู่ห่างจากต้นไม้สูง ๆ โดยกะว่าถ้ามันเกิดล้มลงมาจริง ๆ จะได้อยู่ห่างรัศมีกิ่งไม้
  • การตั้งแค้มป์ในหน้าฝนก็คงต้องเลือกทำเลใกล้น้ำเหมือนหน้าอื่น ๆ แต่ต้องไม่ติดชายน้ำ ควรหาทำเลที่เป็นเนิน โดยดูจากร่องรอยของน้ำที่กัดเซาะตลิ่ง อันเกิดจากน้ำหลากในปีที่ผ่านมา
  • การตั้งแค้มป์ไม่ควรตั้งใกล้หนอง บึง โดยเฉพาะใกล้ปลักควาย เพราะในหน้าฝนจะเป็นแหล่งโปรดปรานของยุงก้นป่องตัวน้ำเชื้อไข้จับสั่น
  • การตั้งแค้มป์ใกล้ถ้ำ ต้องดูร่องรอยให้ชัดเจนว่าเป็นแหล่งหลบอาศัยของสัตว์ป่าที่หนีฝนเข้าไปหรือไม่
  • ก่อนจะกางเต้นท์ ควรจะเคลียร์ใบไม้ใบหญ้าที่เรี่ยรายตามพื้นออกไปสุมเผาไฟให้หมด เพราะใต้ใบไม้อาจเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงร้ายหรืองูเงี้ยว
  • ไม่ควรกางเต้นท์อยู่ชายเนินหรือชายภูเขา ที่จริงเมื่อฝนตกน้ำจะไหลผ่านไปเลย ไม่ขังนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าน้ำเกิดไหลไม่หยุด อาจจะพัดพาเอาเต้นท์ไปด้วย
วันนี้เอาง่ายเข้าว่าครับ ผมค้นเจอเอกสารเก่า ๆ ก็เลยหยิบเอาเรื่องการตั้งเต้นท์มาฝากเพื่อน ๆ

Happy camping ฮับ!

Friday, August 09, 2013

Accordion - Go Tell Aunt Rhodie


วันนี้ผมมีโอกาสได้นำหนังสือ Accordion Method ของ Santorella ซึ่งเพื่อนผู้ใจดีมอบไว้ให้ออกมาดู  เป็นตำราแอคคอร์เดียนชั้นต้นซึ่งมี ๓๐ หน้า บทเพลงบทแรกคือ "Go Tell Aunt Rhodie"


เป็นโน้ตเพลงอย่างง่าย ซึ่งแอคคอร์เดียนขนาดเล็ก ๑๒ เบสก็สามารถเล่นได้ครบ เพราะเบสเล่นเพียงโน้ต C และ G  ส่วนคอร์ดก็มีเพียงคอร์ด C major และ G major  สองคอร์ดเท่านั้น!


คีย์บอร์ดสำหรับมือขวาใช้เล่นทำนองง่าย ๆ ได้สบาย (มีเพลงให้ฟังด้วย ที่นี่)


อยากจะบอกว่าแอคคอร์เดียนเล่นไม่ยากจริง ๆ นะครับ!

Thursday, August 08, 2013

แนะนำร้านกาแฟโบราณกลางกรุง...




วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๒... บนถนนพระราม ๔ ช่วงที่ผมเดินจากเจริญผลไปหัวลำโพง ได้เห็นว่ามีร้านกาแฟโบราณอยู่ร้านหนึ่งอยู่ทางด้านขวามือ...


เป็นร้านกาแฟกลางเมืองหลวงที่ยังหลงยุคอยู่เพียงร้านเดียว...


ทุกอย่างดูโบราณหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเก้าอี้ ตู้ พื้น เพดาน ฯลฯ รวมทั้งคนชงกาแฟ...





โอเลี้ยงแก้วนี้ราคา ๑๐ บาท แม้จะไม่เข้มข้น แต่ก็ได้รสชาติของโอเลี้ยง (โบราณ) อย่างแท้จริง ดื่มแล้วเหมือนว่าจะย้อนกลับไปสู่อดีตอีก ๕๐ ปีเป็นอย่างน้อย...

ถ้าเพื่อน ๆ ได้ไปเดินแถวนั้น อย่าลืมแวะไปสัมผัสบรรยากาศ "ร้านกาแฟโบราณกลางกรุง" ก่อนที่จะไม่มีให้ได้เห็นอีกนะครับ...

Wednesday, August 07, 2013

backpack สำหรับ travellin' light

สำหรับทริป Travellin' light ไปพม่าในเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๗ ผมอยากจะทดลองเดินทางแบบเบาตัว โดยไม่ใช้ backpack ขนาดใหญ่เหมือนเช่นในอดีต  ทำให้นอกจากไม่ต้องเสียเงินค่าโหลดกระเป๋าแล้ว ยังจะช่วยให้การเดินทางสะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้นด้วย

ทีนี้ก็ต้องมาศึกษาก่อนว่า Air Asia มีข้อกำหนดเกี่ยวกับสัมภาระพกพา (Cabin baggage) ไว้อย่างไรบ้าง? ในเว็บ Air Asia  มีข้อมูลดังนี้...
ผู้โดยสารแต่ละคนจะมีสิทธิ์พกพาของได้หนึ่งชิ้นและ/หรือกระเป๋าโน้ตบุ๊ก 1 ใบหรือกระเป๋าถือ 1 ใบเข้าห้องโดยสารของเครื่อง ของแต่ละชิ้นต้องมีขนาดไม่เกิน 56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม. และห้ามหนักเกิน 7 กก. เมื่อรวมกับสัมภาระพกพาแล้ว นอกจากนี้สัมภาระดังกล่าวควรจะสามารถเก็บไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าท่านหรือช่องเก็บของเหนือหัวได้...

อีกตั้ง ๘ เดือนถึงได้เดินทาง ทำไมถึงได้รีบร้อนเขียนถึงล่ะ?  คำตอบคือ...เพื่อหาข้อมูลเก็บไว้ล่วงหน้า เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับนักเดินทางท่านอื่น ๆ ด้วย

ผมยังคงคิดถึงการใช้เป้สะพายหลัง (backpack) อยู่เหมือนเดิม แต่ต้องเป็นเป้ที่มีขนาดเล็กและเบา บรรจุข้าวของเครื่องใช้อัดเต็มที่แล้วน้ำหนักต้องไม่เกิน ๗ กิโลกรัม  คำถามที่ตามมาคือ...จะมี backpack ขนาดที่ต้องการหรือเปล่าน้า?

มีครับ...อย่างเช่นเจ้าเป้สะพายหลังรุ่น Action ใบนี้....  

เป็นเป้ฯ ขนาดเล็ก ผลิตจากผ้าไนล่อนเคลือบ Polyurethane ขนาด ๔๗ ซม. x ๓๐ ซม. x ๑๔ ซม.  ด้านหน้ามีกระเป๋าขนาดใหญ่ซ้อนทับตัวเป้ฯ  ด้านข้างทั้งสองข้างเป็นกระเป๋าตาข่าย มีสายรัดข้างละเส้นเพื่อดึงรั้งสัมภาระภายในเป้ฯ ให้แนบกับแผ่นหลัง ปริมาตรความจุ ๒๒-๒๓ ลิตร

ผมว่าเจ้าตัวนี้ใช้ได้เลยหละ...

Tuesday, August 06, 2013

เปลี่ยน drill เป็น sander

พักนี้ฝนตกบ่อย บางวันตั้งท่าว่าจะสีบ้าน แต่ต้องก็เลิกล้มความตั้งใจ เพราะความชื้นในอากาศสูงทำให้สีแห้งยาก ยิ่งเป็นสีรองพื้นปูนเก่าชนิดน้ำมัน กลิ่นฉุนของมันทำให้ผมหายใจฝืดและรู้สึกวิงเวียน!!  

พอสรุปได้ว่า หากจะทาสี...ผมจะต้องเลือกวันที่อากาศแห้ง รีบทำแล้วรีบหลบออกจาก site งานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!  เมื่อวันก่อนฝนไม่ตก แดดออกดี ผมตัดสินใจทาสีรองพื้นปูน(เก่า)ผนังด้านข้าง บริเวณชั้นล่างทันที....

ก่อนอื่นต้องขัดกระดาษทรายบริเวณที่ได้โป๊วรอยแตกไว้ ก่อนหน้านั้นผมพันกระดาษทรายรอบบล็อคไม้แล้วใช้มือขัด ซึ่งกินเวลาเอาการอยู่ พอดีโชคดีไปค้นเจอแป้นเสริมสำหรับแปลงสว่านไฟฟ้าให้กลายเป็นเครื่องขัดกระดาษทราย (sander) นำมาใช้ก็เลยทำให้ทุ่นแรงและเวลาไปได้เยอะ....

  
เจ้าอุปกรณ์เสริมตัวนี้เป็นสินค้าจากเยอรมันที่ได้ซื้อไว้นานแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นผมอยู่คอนโดที่เชียงใหม่ วันนึงได้ไปเดินห้างฯ แล้วเห็นการสาธิตเครื่องมือช่างจากประเทศเยอรมัน รู้สึกชอบใจก็เลยซื้อมาเก็บไว้จนลืม วันนี้ถึงได้มีโอกาสได้นำออกมาใช้  ดีนะที่ผมยังคงเก็บชุดกระดาษทราย Kaindl ไว้ด้วย....



เป็นกระดาษทรายแผ่นกลม ๆ ด้านหลังมีลักษณะคล้ายสักหลาด สามารถนำไปแปะติดกับแป้นได้เลย...


ผมเลือกใช้กระดาษทรายแบบละเอียด (ถ้าใช้แบบหยาบอย่างที่เห็นในภาพ จะทำให้ผนังเป็นรอย)  เวลาขัดก็จับสว่านให้มั่น เอียงหาองศาที่ถูกต้อง ค่อย ๆ ขัดไปตามตามรอยแตกที่ได้โป๊วเอาไว้...


ที่สำคัญคือ เพื่อน ๆ อย่าลืมสวมแว่นตาและผ้าปิดจมูกไว้กันฝุ่นด้วยนะ 


รู้สึกสิ้นหวังกับบ้านเมืองที่ปราศจากธรรมาภิบาล...ผมขอเก็บตัวอยู่บ้านห้างฉัตร ขัดไม้ ทาสี ตีตะปูไปตามประสาก็แล้วกัน

Sunday, August 04, 2013

ติดตั้งชั้นวางของ (อีกแล้ว)

เห็นภาพในเว็บ "ไอเดีย.com" แล้ว ผมรู้สึกชอบใจกับไอเดียแปลกใหม่ในการทำ "ชั้นวางของ" ซึ่งดัดแปลงมาจากวัสดุเหลือใช้ อย่างเช่นภาพนี้...

ขอบคุณที่มาของภาพ - ไอเดีย.com
ผมมีเก้าอี้เก่าอยู่ ๒ ตัว เดี๋ยวจะลองทำตามดูบ้าง แต่วันนี้มีเจ้าหิ้งไม้เก่าเหลืออยู่อีก ๑ ชิ้น ต้องหาที่ติดตั้งให้ได้....


หลังตู้เย็นพอไหวมั้ย?


อยากจะใช้เนื้อที่ตรงนั้นให้เป็นประโยชน์  แม้ว่าจะทำให้ดูรกตา!


ว่าแล้วก็ลงมือเล้ย...


เรียบร้อยแล้วคร้าบบ นำของมาวางได้แล้ว...



ผมขอเก็บตัวอยู่อย่างนี้ดีกว่า มีอะไรทำก็ทำไป!

Saturday, August 03, 2013

เดินท่อแก๊สเครื่องทำน้ำอุ่น...

ผมเขียนเรื่องการซ่อมและติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นมา ๒-๓ ตอน เริ่มจากการติดตั้งฝักบัว การรื้อเครื่องทำน้ำอุ่นออกซ่อมด้วยวิธีการ "หนามยอกเอาหนามบ่ง" จนสำเร็จใช้การได้  วันนี้ผมขอปิดท้ายเรื่อง "เครื่องทำน้ำอุ่น" ด้วยภาพการติดตั้งแบบถาวร...


ผมต้องเจาะผนังปูนห้องน้ำด้วยดอกสว่านเจาะคอนกรีต  พอดีไม่มีดอกสว่านขนาดใหญ่ (อยากซื้อเหมือนกัน แต่มันแพงอ่ะ) จึงต้องใช้ดอกขนาดเล็กที่มีอยู่เจาะนำทาง แล้วใช้วิธีการต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้ พยายามทำให้เกิดรูใหญ่พอที่จะสอดท่อแก๊สเข้าไปได้ ยากส์และเสียเวลามั่ก ๆ (ถ้ามีเครื่องไม้เครื่องมือครบก็จะง่ายกว่านี้)  แต่ในที่สุดผมก็ทำสำเร็จ...

ผมทดลองใส่ท่อแก๊ส แล้วถ่ายภาพมาให้เพื่อน ๆ ดู...



เสร็จแล้วก็ต้องมาเจาะผนังด้านนอกซึ่งอยู่บริเวณใต้หน้าต่าง (ลำบากเช่นกัน)



เจาะได้ครบ ๒ รูแล้ว ผมก็ติดตั้งสายส่งแก๊สซึ่งมีความยาวพอดิบพอดี โดยสอดใส่จากทางด้านเครื่องทำน้ำอุ่นก่อน...


ต้องถอดกระจกบานเกล็ดออก แล้วยื่นหน้าออกไปคว้าท่อแก๊สเข้ามาใส่รูด้านถังแก๊ส....


เข้ามาแล้วฮับ...



นำวาล์วถังแก๊สแบบควบคุมความดันมาใส่...


ไม่ลืมที่จะอุดรูด้วยผงโป๊ว Americo ผสมน้ำพอดี ๆ  (ตอนยื่นหัวออกไปโป๊วด้านนอกต้องระวังตัวหน่อยนะ)


แห้งดีแล้วก็นำถังแก๊สมาติดตั้งได้เลย...


ติดตั้งเข้าที่จนใช้งานได้แล้วจ้า...


หนาวหน้านี้ ผมไม่กลัวแล้ว อิอิ

Friday, August 02, 2013

ทำที่เก็บมีดและวางขวด

อย่างที่ผมเคยบอก...เศษไม้ที่เก็บ ๆ ไว้เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น! โดยเฉพาะไม้สักด้วยแล้ว ผมไม่ต้องอ้างอวดสรรพคุณให้เสียเวลา!

ห้องครัวที่บ้านห้างฉัตรยังไม่เข้าที่เข้าทาง (งั่ม ๆ จะเรียกห้องครัวคงไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เป็นห้องเป็นหับอะไร อยู่ในอาคารพาณิชย์ซึ่งมีเนื้อที่จำกัด ผมเรียกมันว่าที่ทำครัวจะดีกว่า)


ต้องหาวิธีทำที่เก็บมีดแบบง่าย ๆ และประหยัดสุดตามสไตล์คนแก่ขี้เหนียว...ผมคิดถึงไม้หน้า ๓ ที่ได้นำมาจากบ้านปงแสนทอง... 

มีช่องว่างระหว่างผนังกับซิงค์ล้างจาน...ผมนำแผ่นไม้ดังกล่าวมาใส่ปิดไว้  ไสบริเวณหน้าสัมผัสกับขอบซิงค์เสียหน่อย เพื่อให้เกิดช่องว่างพอที่จะสอดบรรดามีดไม้ในการทำครัวลงไป ทำแบบง่าย ๆ ครับ...




ไม้ยาวเกือบพอดี... ผมวางให้เลยไปถึงด้านหลังเตาเพื่อทำที่วางขวด หาเศษไม้อีก ๒ ชิ้นมาทำขาตั้ง ใส่กาวแล้วตีตะปูยึดให้มั่นคง...


ทดลองวางขวดดูก่อน...


ต้องลงยูรีเทนเพื่อกันน้ำ ผมเหลือยูรีเทนติดก้นขวดอยู่หน่อยพอดี ก่อนทาต้องหากระดาษแข็งมากันผนังไว้ก่อน... 


ทายูรีเทนแล้วก็ดูดีครับ...


คงมีอะไรให้ทำอยู่เรื่อย เพราะผมมีเศษไม้เศษเหล็กเก็บไว้เยอะ!