Tuesday, October 07, 2014

Western Digital My Book Mirror

พักนี้เป็นช่วงที่ผมนำของเก่าเก็บขึ้นมาซ่อมเพื่อใช้งาน หลายอย่างเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่ถูกหลงลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักหรือก้นลังมานานแล้ว  ด้านอุปกรณ์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ ผมก็เพิ่งชุบชีวิตเจ้า Epson Scanner ให้กลับมาใช้งานได้!   

เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ผมประมูลกล่องฮาร์ดดิสก์มา ๑ ตัว เป็น USB External 3.5" Enclosure ยี่ห้อ Western Digital (WD) รุ่น My Book Mirror Edition... 


อยากได้มาเก็บไฟล์ตำราดนตรี ผมประมูลมันมาในราคาค่อนข้างสูง คือ ๙๐๐ บาท ทั้ง ๆ ที่มีแค่กล่อง ก่อนหน้านั้นเข้าไปเช็คราคาของใหม่ (พร้อมฮาร์ดดิสก์ขนาด 1 TB ๑ คู่) พบว่าราคาตั้ง $200 ในเว็บไทยก็ ๕-๖ พันบาท  มีของยี่ห้อ Probox ใส่ฮาร์ดดิสก์ได้ ๑ ตัว ราคา ๘๙๐- ๙๕๐ บาท

ข้อมูลและภาพจาก somkiet.com
ผมตัดสินใจเคาะราคาสู้ เพราะคิดว่าเจ้า My Book Mirror Edition ใส่ฮาร์ดดิสก์ได้ ๒ ตัว ตั้งให้ทำงานได้ทั้ง RAID 0 และ RAID 1 

RAID 1 ดีตรงที่มีการ Mirroring คล้ายกระจกเงา ฮาร์ดดิสก์ตัวหนึ่งจะสำรองข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์อีกตัวหนึ่งเก็บเอาไว้โดยอัตโนมัติ หากฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเกิดเสีย เราก็ยังมีข้อมูลอยู่ นี่ครับหน้าตาเจ้า WD ของผม!! 


ที่ผมเก็บมันไว้เฉย ๆ ก็เพราะยังไม่มีตังค์ซื้อฮาร์ดดิสก์มาใส่  มีฮาร์ดดิสก์เก่ายี่ห้อ Seagate 1 TB (แบบตัวบาง) อยู่ตัวนึง ผมลองเอามาใส่ มันอ่านได้นะ แต่ไม่นานโปรแกรม Drive Manager ก็เตือนว่าฮาร์ดดิสก์ร้อนเกิน อีก ๔ นาทีจะหยุดทำงาน แล้วมันก็หยุดจริง ๆ  ก็เลยใช้กันไม่ได้!

ยังมีฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อ WD ขนาด 640 GB พร้อมข้อมูลเต็มลูกอีกตัวนึง ผมนำมาใส่ มันบอกให้ format ก่อน อ้าว...แล้วข้อมูลผมล่ะ?  ตกลงตัวนี้ก็ไม่ได้ใช้อีก เมื่อไม่มีฮาร์ดดิสก์ เจ้ากล่องดำก็กลายเป็นที่ให้ฝุ่นเกาะมานาน ๑ ปีเต็ม...

พอดีช่วงนี้ปวดแขนทำงานก่อสร้างไม่ได้ ผมจึงต้องฮึดสู้ นำเจ้า Book Mirror ออกมาปัดฝุ่น หาทางทำให้มันใช้เป็นที่เก็บข้อมูลตำราดนตรีตามที่ได้ตั้งใจไว้  เริ่มจากการย้ายไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ WD 640 GB ไปเก็บไว้ที่อื่น เมื่อคืนนี้ผมย้ายไฟล์อยู่จนดึก ตอนเช้าต้องลุกขึ้นมาทำต่อ ย้ายไฟล์ออกไปหมดแล้วถึงได้ฟอร์แมต ก่อนที่จะนำใส่ลงในกล่องดำอย่างที่เห็น...


พอเปิดเครื่อง มันก็บอกให้ฟอร์แมตก่อนใช้อีกเหมือนเดิม คราวนี้ผมฟอร์แมตได้ เพราะไม่มีข้อมูลอยู่ในฮาร์ดดิสก์ หลังจากการฟอร์แมต ห้องสมุด WD ก็เปิดพื้นที่ขนาด 596 GB ให้ผมได้ใช้เป็นที่เก็บตำรับตำรา รูปภาพ คลิปวิดีโอ และไฟล์เพลงอื่น ๆ...


ผมเริ่มทยอยนำไฟล์เข้ามาเก็บไว้...


อีกไม่นาน เว็บ wichai.net ก็จะกลับมาให้บริการห้องเก็บหนังสือลุงน้ำชาได้เต็มรูปแบบอีกครั้ง....


ไม่มีงบประมาณ จึงยังไม่มีกระจกเงา (mirror) มาใส่  ขอทำเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ...

Sunday, October 05, 2014

ลงไดร์เวอร์สแกนเนอร์ Epson GT-8400UF


วันนี้ยังคงมีฝนตก...แต่ไม่หนัก ผมเคยเห็นน้ำนองอยู่ที่พื้น workshop หลังฝนตก จึงได้ถือโอกาสขึ้นไปสำรวจ เพราะอยากรู้ว่าฝนสาดเข้าไปข้างในได้อย่างไร? หลังคารั่วหรือไม่?

ดูแล้วหลังคาไม่รั่วแน่นอน ต่อให้ฝนตกหนักขนาดไหน! หน้าต่างที่ทำไว้ก็ไม่มีร่องรอยว่าน้ำฝนเข้าทางนั้น



อ่อ เจอจุดที่น้ำฝนเข้ามานองพื้นแล้วครับ....


ช่องว่างใต้บานประตูนั่นเอง! เวลาฝนตกหนักและมีลมแรง น้ำฝนถึงสาดเข้าในห้อง วิธีแก้คือ ต้องซื้อแผ่นกั้นพีวีซีมาใส่ หรือก่ออิฐทำเป็นคันกั้นไว้ พักนี้ผมคงยังทำไม่ได้ เพราะข้อศอกขวายังอักเสบอยู่...

ฝนหยุดตกแล้วครับ...


ผมหันมาทำงานด้านเอกสารแทน โดยรื้อบรรดา "สัมภารก" ออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงาน...


มีรูปภาพเก่า ๆ มากมาย เอกสารแผ่นพับก็เยอะ ผมนำข้อมูลไปเขียนบล็อกได้อีกจนวันตาย ก็ยังไม่หมด!! เจอรูปสวนพฤกษศาตร์ที่เชียงใหม่อยู่ในอัลบั้ม...ผมเกิดความคิดที่จะสแกนแล้วนำไปโพสต์ในบล็อก exploring the world ซึ่งตอนนี้กำลังเล่าถึงสวนรุกขชาติที่พินอูลวินพอดี เจ้าสแกนเนอร์ Canon ที่เคยใช้ทำงานช้ามาก ผมปลดระวางไปแล้ว!! แต่ยังมีสแกนเนอร์  Epson GT-8400UF อีกตัวหนึ่ง ประมูลมาใช้ตั้งแต่สมัยที่ยังพอมีรายได้ ตัวนี้สแกนฟิล์มได้ด้วย!!


วางอยู่ข้างคอมพิวเตอร์มานานนับปี ไม่ได้ใช้งานเพราะฮาร์ดดิสก์ตัวที่มี driver ถูกเปลี่ยนไปแล้ว ผมยังไม่มีเวลาไปหา driver มาลง จึงปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ แต่วันนี้ต้องทำให้มันใช้งานให้ได้

ก่อนอื่นต้องไปดาวน์โหลด driver มาก่อน ผมใช้คีย์เวิร์ด GT-8400UF แต่หาไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปใช้คำว่า driver perfection 1670 ถึงหาได้ ดาวน์โหลดมาแล้วติดตั้ง ในที่สุดเจ้าสแกนเนอร์ตัวใหญ่ก็ทำงานได้ ผมทดลองสแกนภาพวาดของคุณเดชาก่อนเพื่อน


ต่อจากนั้นก็ลองสแกนรูปถ่ายเก่าครั้งละ ๔ บาน...


ทำงานได้รวดเร็วมากครับ!

Saturday, October 04, 2014

ไม่สบาย

วันนี้คงพอจะพูดได้ว่า "ไม่สบาย" ผมรู้สึกปวดเนื้อปวดตัว มึนศีรษะ คอแห้ง และตัวร้อน อาจเป็นเพราะเมื่อวานนี้ทำงานที่ต้องใช้แขนขวามากไปหน่อย!

ถึงอย่างไร...เช้านี้ผมก็ต้องผืนสังขารทำความสะอาดห้องเรียน


ลืมบอกไปว่า เมื่อวานนี้แขวนภาพ "ลุงน้ำชากำลังเล่นแอคคอร์เดียน" ไว้ตรงบันไดทางขึ้นชั้นลอย ผมอยากจะต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้ม......


คุณพ่อของน้องอินดี้ถ่ายภาพนี้ด้วยกล้อง Canon 450D  ตอนพานักเรียนไปฝึกไวโอลินที่สวนป่าแม่เมาะ  ท่านอุตส่าห์ทำกรอบวิทยาศาสตร์มาให้อย่างดีเลย (บานใหญ่ขนาดนี้คงหมดหลายตังค์)


ขณะลงไปเปิดประตูหน้าไว้รอรับนักเรียน ผมแหงนหน้าดูผลงานทาสีที่ได้ทำไว้...



ยังงงอยู่ว่าทำไปได้อย่างไร โดยใช้บันไดอลูมิเนียมที่เห็น ตอนเหยียบขึ้นบนซี่บันไดล่างสุด มันรับน้ำหนักผมไม่ได้  หลุดออกไปเลย! ดีนะที่ผมไม่หกขะล้ม...


ไหน ๆ ก็ถือกล้องลงไปด้วยแล้ว ขอถ่ายภาพซากหอยที่ติดอยู่ตรงรางเหล็กหน่อย....


ป้ายร้าน "เปียโน" ด้วย  ตัวหนังสือไม่สวยเลยนิ!


อินดี้มาเรียนตอน ๑๐ โมงครึ่ง สอนเสร็จแล้วผมก็บึ่งรถไปซื้อก๋วยเตี๋ยวลูกทุ่งให้พี่ชาย ตอนบ่ายสอง เมเปิ้ลกับน้องชายมาเรียน ผมสอนเสียงดัง นักเรียนไม่รู้หรอกว่าครูกำลังไข้ขึ้น! หัวแทบระเบิด!

เมื่อกี้วัดความดัน ก็ปกตินะ คุณหมอพรเทพเคยบอกว่า ถ้ามีไข้ชีพจรจะเต้นเร็วกว่าปกติ!


ไม่เป็นไร!  เดี๋ยวเปิดดูหนังสักเรื่อง...ไข้ก็คงจะลด อิอิ

Friday, October 03, 2014

ฝืนสังขาร

ทนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ทั้งที่มีอาการปวดแขนหนึบ ๆ อยู่ตลอดเวลา... ผมเพิ่งทำงานเสร็จไปอีกชิ้นหนึ่ง เป็นงานที่ workshop!


นำกล้องขึ้นไปเก็บภาพบนดาดฟ้า ผมถือโอกาสบันทึกภาพท้องฟ้าทางด้านทิศตะวันตกมาให้เพื่อน ๆ ได้ดู  รวมทั้งผลของการทาฟลิ้นท์โค้ทเมื่อวันก่อน...


เจ้าไม้ที่ผมนำมาทำบัวกันเปื้อนนั่น เป็นเศษไม้ที่มากับไม้เก่าซึ่งซื้อจากครูหนิง คงเป็นเชิงชายเก่า ผมพยายามใช้เศษไม้ เศษวัสดุ และใช้สีที่มีอยู่ให้หมดไป ไม่จำเป็นจะไม่ซื้ออะไรทั้งนั้น!

ผมเก็บวัสดุจากที่โน่นมาไว้ที่นี่ เอาตัวนี้ไปใส่ตัวนั้น ผ่านมาปีกว่า ตอนนี้บ้านเริ่มดูเข้าที่เข้าทาง สะอาดตาขึ้น บันไดขึ้นดาดฟ้าที่คุณเมธีเคยเห็นว่ารก ตอนนี้ก็เริ่มโล่งขึ้นแล้ว...

มาอยู่ทีแรก ทางลงบันไดจากชั้นสองมีบานประตูโครงอลูมิเนียมตีไว้ ผมแกะออกแล้วนำบานประตูที่ระเบียงมาใส่แทน...


เจ้าบานประตูเก่าก็ไม่ได้ใช้งาน ปล่อยวางเกะกะอยู่อย่างงั้น....


ทีนี้มาดูช่องที่ผนังห้อง workshop กันหน่อย...


แม่บ้านบอกว่ามันเป็นช่องทางให้ยุงฉลาดบินลงไปชั้นสามได้ ผมจึงต้องหาวิธีแก้ไข  จะทำอย่างไรดี? จะตีไม้อัดปิดรึ ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาแผ่นไม้อัดยาว ๆ ได้ที่ไหน  และถ้าปิดทึบเลย...ลมก็ไม่เข้าอีก ถ้าจะทำมุ้งลวดใส่...ก็ต้องเสียทั้งเงินทั้งเวลา!!  อยู่ ๆ ก็ได้ความคิด...ผมหาทางกำจัดเจ้าบานประตูที่วางเกะกะนั่นได้แล้วดังนี้...

ไปค้นหาบานพับบานประตูมุ้งลวด (เฉพาะตัวที่ยึดติดกับโครงหน้าต่าง) ได้มา ๔ ตัวพอดี ไม่ขาดไม่เกิน...


เจาะผนังฝังพุกตามระยะให้ตรงกับบานพับที่ติดอยู่กับบานประตู ใช้น้อตเกลียวปล่อยยึดให้ติดกับผนัง...

   

บานประตูเก่ามีบานพับติดอยู่ ๔ ตัว ผมต้องเจาะรู ๘ รู เพื่อฝังพุก ติดบานพับเรียบร้อยแล้วก็นำบานประตูขึ้นไปแขวนไว้ดังภาพ...


ยิงโป้งเดียวได้นกสองตัว! นอกจากปิดทางเข้าของยุงแล้ว ยังใช้ด้านขวาที่เป็นไว้ท์บอร์ดเขียนหนังสือได้ ซื้อปากกาเขียนไว้ท์บอร์ดมาด้ามนึงก็สอนทฤษฎีดนตรีได้เลย ส่วนด้านซ้ายที่เป็นไม้อัดจะใช้ติดรูปหรือแผนที่ได้! 

อ้าว...ปิดช่องลมอย่างนั้น อากาศก็ไม่ระบายดิ!  ต้องหาวิธี...ผมลงไปชั้นลอย ได้ตะขอ (ใช้แขวนป้าย) มา ๓ ตัว...


เจาะรูบนเพดานให้ตรงกับไม้ แล้วขันตะขอเข้าไป ใช้ยึดบานกั้นยุงได้....


นี่ไง...ผมยกบานประตูเหลือใช้ขึ้นไปติดเพดาน ใช้มือบิดตะขอให้มารับโครงอลูมิเนียม  ตอนกลางวันไม่มียุง ก็ยกแผ่นกั้นขึ้นอย่างที่เห็น...


เรียบโร้ยแล้ว! งานนี้เสร็จด้วยของเหลือใช้ทั้งสิ้น


เดินผ่านต้นมะเขือพวง ผมเห็นกำลังออกดอกสวย...


วันนี้ฝืนสังขาร ผมไม่อยากบอกเลยว่าเมื่อยแขนขนาดไหน!

Thursday, October 02, 2014

คำตอบจากเทศบาลตำบลห้างฉัตรแม่ตาล


ผมบอกแล้วไงว่า "ฟ้าหลังฝนจะงดงาม"  ชีวิตคนเราก็หาได้มีแต่ความมืดมนตลอดไปไม่!


เมื่อคืนที่ผ่านมาก็มีพายุฝน เช้านี้ผมต้องรีบขึ้นไปบนดาดฟ้า เพื่อสำรวจว่าเจ้า workshop จะสามารถต้านลมต้านฝนได้หรือเปล่า?


ที่เป็นห่วงมาก ๆ คือบรรดา "หนังสือและนิตยสาร" ที่เพิ่งย้ายขึ้นไปเก็บไว้  ปลอดภัยดีครับ ไม่เสียหาย!


แต่ข้อศอกของผมยังบวมปูดอยู่นะ... 


ก่อนเที่ยง ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปสำนักงานเทศบาลตำบลห้างฉัตรแม่ตาล มีเรื่องที่จะสอบถาม ๓ หัวข้อด้วยกันคือ  ๑. เรื่องการแสดงตนเพื่อรับเบี้ยคนชรา  ๒. เรื่องภาษีป้าย  และ ๓. เรื่องการเก็บขยะ ความจริงโทรไปสอบถามก็ได้ แต่ผมอยากไปเจอเจ้าหน้าที่โดยตรงมากกว่า




แวะอ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ซะหน่อย...


ก่อนจะเดินไปติดต่อที่กองคลัง...



เจ้าหน้าที่สาว(สวย) ให้ความกระจ่างมาแล้วดังนี้...
  • เรื่องเบี้ยคนแก่ ที่นี่ไม่ต้องไปแสดงตนเหมือนกับเทศบาลเขลางค์นคร 
  • เรื่องภาษีป้าย ป้ายภาษาไทยของร้านค้าที่ประกอบการมีรายได้ จะต้องเสียภาษีปีละ ๒๐๐ บาท แต่ป้าย "เปียโน" ที่ผมจะนำขึ้นติดไว้หน้าบ้าน มีลักษณะคล้ายชื่อบ้านหรือชื่อสวน จึงยังไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าในอนาคตจะทำเป็นร้านกาฟงกาแฟ ก็ต้องไปเสียภาษีโรงเรือนและภาษีป้าย
  • เรื่องเก็บขยะ ทางเทศบาลจะมีรถไปเก็บขยะสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง ต้องนำขยะใส่ถุงดำไปวางไว้ข้างถนนตามวันที่กำหนด ค่าเก็บขยะเดือนละ ๒๐ บาท  

ได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจแล้ว ผมบึ่งรถไปแวะซื้ออาหารกลางวันให้พี่ชายก่อนกลับบ้าน  สองวันติด ๆ กันที่ผมซื้อก๋วยเตี๋ยวลูกทุ่ง(ลูกชิ้นยักษ์) ถุงละ ๔๐ บาทให้พี่ชายกิน คิดว่าแกคงเบื่อ วันนี้ผมเปลี่ยนไปซื้อข้าวคะน้าหมูกรอบที่ร้านนายชัยแทน...



ส่วนตัวเองกลับไปค้นหาของเก่าในตู้เย็นกิน!

Wednesday, October 01, 2014

เมื่อผมเปลี่ยนใจ

ผมตั้งใจจะใช้โต๊ะตัวเนี้ยทำเป็นโต๊ะสำหรับเตรียมอาหารหรือชงกาแฟ โดยจะตั้งไว้กลางแจ้งทั้งวันทั้งคืน... 


เพื่อน ๆ อาจถามว่าแล้วมันจะทนแดดทนฝนได้เหรอ?  ได้ครับ...ผมมีกระเบื้องปูพื้นเหลืออยู่พอดี กะจะนำมาปูบนพื้นโต๊ะโดยใช้กาวตะปูเบสบอนด์ยึด ถ้ายาแนวให้ดี ๆ น้ำก็จะไม่ซึมลงไป ผมเคยทำกับห้องครัวที่บ้านปงแสนทองมาแล้ว ตอนนั้นติดตั้งอ่างล้างจานด้วย แถมไม้ที่ใช้รองรับก็ยังมาจากบานประตูไม้อัดเก่า มันก็ยังใช้งานได้ดี  ผมคิดว่าถ้าใช้โต๊ะอย่างนี้ ก็ยิ่งง่ายกว่า!


ความผิดพลาดอย่างแรงของผมก็คือ วันหนึ่งผมลืมทิ้งโต๊ะไว้กลางแจ้ง ตอนกลางคืนฝนตก กลางวันโดนแดด เห็นอีกที...ปรากฏว่าไม้โก่งซะแล้ว!!


พื้นไม่เรียบวางกระเบื้องไม่ได้ ผมลองแก้ไขโดยใช้กบไฟฟ้าไส ทำไปได้พักนึง มันเผยโฉมออกมาว่าเป็นไม้สักแห้งสนิท มีลายสวย...


"คนรักไม้"ทนไม่ได้ ที่จะนำไม้ดี ๆ ไปปูกระเบื้องทับ ผมลูบคลำเนื้อไม้แล้วเปลี่ยนใจทันที คิดว่าไสและขัดกระดาษทรายให้เรียบ ลงยูริเทรนซะหน่อย ก็จะใช้เป็นโต๊ะเขียนหนังสือเล่นคอมพ์ได้เลย

ผมยกเข้าเก็บไว้ใน workshop เพื่อไม่ให้โดนฝน พอดีข้อศอกยังบวมและขัดยอก งานนี้จึงต้องทิ้งไว้ก่อน...


แต่ก็ยังไม่วายไปคว้าเอาฟลิ้นท์โค้ทขึ้นไปทาอุดรอยรั่วระหว่างบัวกับผนังห้อง workshop...


มันจะช่วยกันน้ำ ไม่ให้ซึมเข้าไปด้านในครับ


โอย...เมื่อยแขนจัง!!