Friday, June 09, 2017

เดินได้แล้ว...

วันนี้ได้ทำตามที่ตั้งใจไว้คือเดินลงไปชั้นล่างแล้วขี่แมงกะไซค์ไปซื้อเสบียงที่ห้างเทสโก้โลตัสข้างบ้าน! ก่อนปฏิบัติการผมก็ต้องลองความพร้อมด้วยการขึ้นบันไดไปบนดาดฟ้า...

เมื่อเปิดประตูออกไป ผมมองไปยังถาดกล้วยที่ได้นำไปตากไว้ในวันที่ประสบอุบัติเหตุรถล้ม เป็นกล้วยที่ซื้อมาจากร้านข้าวมันไก่ในราคาหวีละ ๒๐ บาท ลูกมันใหญ่จนต้องผ่าครึ่งก่อนนำไปตาก... 



บ่ายวันนั้นเกิดรถล้ม กลับบ้านแล้วได้แต่นอนตัวแข็งอยู่บนเตียง ผมไม่ลืมกล้วยที่ตากเอาไว้ อยากจะขึ้นไปเก็บแต่ไม่มีปัญญา... 

ผ่านมาได้ ๓ อาทิตย์...วันนี้เดินขึ้นไปบนดาดฟ้า ผมเห็นแต่ความว่างเปล่าในถาด!


มองขึ้นไปที่ครอบหลังคา เห็นนกจับอยู่... ผมรู้แล้วว่ากล้วยของผมหายไปได้อย่างไร


เดินไปหน้า workshop เห็นหม้อแบตฯ ที่ล้างไว้วางตากแดดตากฝนอยู่ที่เดิม ยังไม่ได้เอาไปเติมน้ำกรดและชาร์จไฟ...


ช่วงนี้ฝนตก... เทวดาช่วยรดน้ำต้นไม้ให้ 


โหระพาก็ออกใหม่เต็มไปหมด!!


เดินขึ้นดาดฟ้าได้... ก็เดินลงไปข้างล่างได้แล้ว!

Thursday, June 08, 2017

ซูชิข้าวกล้อง (Brown Rice Sushi)

ปกติผมซื้อข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรตำบลวอแก้ว มาหุงกิน...


กิโลกรัมละ ๗๐ บาท หุง ๒ ครั้งก็หมดแล้ว...



ที่ห้างเทสโก้ฯ เห็นข้าวไรซ์เบอรี่อีกยี่ห้อนึงวางขายอยู่ กิโลกรัมละ ๙๐ บาท ซื้อไม่ได้! ยุคนี้ต้องประหยัดให้มากกว่าเดิม หันไปหาข้าวกล้องธรรมดาซึ่งไม่ได้ลิ้มรสมานานแล้ว ผมซื้อกลับมา ๑ ถุง ๕ กิโลกรัม (๑๖๒ บาท)  คิดคร่าว ๆ ตกกิโลกรัมละ ๓๒ บาท......


เป็นข้าวยี่ห้อ "แสนดี" ซึ่งเขียนบรรยายที่ถุงว่า...
ข้าวกล้องหอมเป็นข้าวที่สีเอาเปลือกออกโดยที่ยังมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวอยู่ จะมีสีน้ำตาลอ่อน เพราะข้าวกล้องอุดมด้วยเส้นไยสูงกว่าข้าวขาว และคุณค่าทางอาหารมากมาย การกินข้าวกล้องเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  
วิธีหุงข้าวให้อร่อย คือ ตวงข้าว ๑ ส่วน ชาวน้ำ ๑ ครั้ง ตวงน้ำใส่อัตรา = ข้าว ๑ ส่วน : น้ำ ๒ ส่วน ข้าวสุกแล้วพักไว้ ๑๐-๑๕ นาทีจะได้ข้าวหุงสุก เมล็ดสวย น่ารับประทาน... 

กลับถึงบ้านผมลงมือหุงทันที...ข้าวกล้องส่งกลิ่นหอม


ทำตามที่เค้าบอกคือสุกแล้วดงไว้พักใหญ่ ก็ได้ข้าวสวยน่ากิน...




บนถุงบรรจุมีวิธีทำ "ซูชิข้าวกล้อง (Brown Rice Sushi)" ด้วยครับ...

ส่วนผสมอาหาร 
  • ข้าวกล้อง ๓ ถ้วย
  • น้ำเปล่า ๓ ถ้วย
  • น้ำส้มสายชูหมัก ๓/๔ ถ้วย
  • เกลือ ๑ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย ๑/๔ ถ้วย
  • มิริง* ๑/๔ ถ้วย


* มิริง (ญี่ปุ่น: 味醂 หรือ みりん ?) เป็นเครื่องปรุงอาหารที่จำเป็นในการประกอบอาหารของญี่ปุ่น ประกอบด้วยน้ำตาล 40-50%  เป็นประเภทไวน์ข้าวคล้ายกับสาเก แต่จะลดปริมาณแอลกอฮอล์ลงจากราว 20% เหลือเพียง 14%  โดยมิริงนั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. ฮง มิริง มีแอลกอฮอลล์ 14% 2. ชิโอะ มิริง มีแอลกอฮอล์และเกลือราว 1.5% เพื่อเลี่ยงภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสุดท้ายคือ 3.ชิน มิริง หรือเรียกอีกอย่างว่า มิริงฟุ โชะมิริว ซึ่งมีแอลกอฮอล์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1%  
ในยุคเอะโดะ ชาวญี่ปุ่นดื่มมิริงโดยถือว่าเป็นสาเกหวาน หรือ เหล้าหวาน [4] และโอะโทะโซะสำหรับเทศกาลปีใหม่นั้น ก็สามารถทำได้โดยการผสมเครื่องเทศที่เรียกว่า โทะโซะซัน ลงไปในมิริง 
ที่มา - วิกิพีเดีย


วิธีทำ
  • ซาวข้าว และหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้าจนสุก
  • เตรียมซอสปรุงรสข้าว โดยการผสมน้ำส้ม เกลือ น้ำตาล และมิริงให้เข้ากัน
  • เมื่อข้าวสุกร้อน ๆ นำมาคนผสมกับซอสปรุงรสข้าวที่เตรียมไว้
  • ข้าวจะค่อย ๆ ดูดน้ำซอสเข้าไป ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปใช้ไปม้วนเป็นข้าวซูซิได้เลย
ผมดูในรูปแล้วเห็นว่าต้องห่อด้วยแผ่นสาหร่ายทะเลแบบที่คุณบิมส่งมาให้... อยู่นั่นไง!


เดี๋ยวจะลองทำดูนะครับ...

Wednesday, June 07, 2017

ไม่อดตาย...

ทุก ๆ วันพุธจะมีตลาดนัดที่บริเวณลานกว้างตรงมุมสี่แยกห้างฉัตร เยื้องกับบ้านผม... ๖ เดือนแล้วที่ผมไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ !



นับจากวันที่รถมอเตอร์ไซค์ล้มได้รับบาดเจ็บ นี่ก็ล่วงเลย ๒ อาทิตย์มาแล้ว ผมยังเดินไม่ได้...ไม่ได้ลงจากชั้นสามไปหาซื้ออาหารเลย แต่ที่อยู่ได้ก็เพราะครูแต้มจากธีรดามิวสิคซื้อเสบียงมาให้ มีทั้งขนม โจ๊กสำเร็จรูป ข้าวสาร ไข่ไก่ เจลลี่ เอามาใส่ไว้ให้ในตู้เย็นจนเต็ม...



ขนมอร่อยสุด ๆ



คุณบิมก็ส่งพัสดุจากเชียงใหม่มาให้กล่องใหญ่ มีทั้งหมวกกันน็อคใหม่และของฝากจากเกาหลี หนึ่งในนั้นคือสาหร่ายทะเลถุงใหญ่ (มันดูดีจนไม่อยากแกะออกมากิน) 


น้องยาเพื่อนบ้านก็ฝากกล้วยน้ำว้ามาให้บรรเทาความหิว...


หลายวันที่ผมมีรายการอาหารเช้าเป็นโจ๊กใส่ไข่ฟองใหญ่ (คุณหมอพรเทพบอกให้งดไข่แดง ช่วงนี้ต้องขออนุญาตกินก่อนนะครับ)


ส่วนอาหารกลางวันก็มีหลายครั้งที่เป็นข้าวผัดไข่... ใช้เวลาทำไม่เกิน ๕ นาที 


พี่ชายก็ยังได้รับอานิสงส์จากเสบียงที่ได้มา...ผมไม่รู้จะขอบคุณและตอบแทนเพื่อน ๆ ได้อย่างไร


เย็นวันนี้ผมลากขาเดินไปเปิดประตู ออกไปดูที่ระเบียง เห็นตลาดนัดอยู่ไกล ๆ ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน ผมไม่อยากให้ฝนตกเลย รู้สึกเห็นใจพ่อค้าแม่ค้า...


ยืนที่ระเบีียง.... ผมปรับกล้องดึงภาพมาฝากเพื่อน ๆ 



เห็นขนมครกชาววังกล่องละ ๑๕ บาทเจ้าที่เคยซื้อมากินก็อดคิดถึงไม่ได้... 


โชคดีครับ ฝนไม่ตก... 

Tuesday, June 06, 2017

A New Helmet

ตอนที่หงายหลังหัวฟาด...ลงกับพื้นคอนกรีตบนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-เขียงใหม่ ผมยังมีสติรับรู้ทุกอย่าง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ล้มหัวฟาดกับพื้นถนน!!

ถ้าไม่ได้สวมหมวกกันน็อค หรือว่าสวมแต่ไม่แน่น หลุดออกก่อนที่หัวจะฟาด ผมก็คงกลายเป็นศพนอนหงายอยู่ตรงนั้นแล้ว...  แรงไม่แรง?  เพื่อน ๆ ดูสภาพหมวกซิครับ!!




คงไม่เกินจริงที่ผมเขียนจดหมายถึง Frank Smith ผู้ซื้อหมวกกันน็อคให้เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วว่า...
"Do you remember the helmet "Hartop (Davies Craig)" which you bought from a bike shop in Marrickville (AUD$45) and kindly gave it to me on December 5, 1988? It was unbelievably almost 30 years since then. 5 days ago I rode my motorcycle into town and unfortunately got an accident. My head wearing that old helmet was thrashed on the concrete road severely. It was the moment I saw the death coming nearby. Without your helmet, I certainly had no chance to return home and write you these words......".
 

เจ้าโฟมที่รองรับอยู่ข้างในนี่แหละที่ช่วยให้ผมรอดชีวิต....


ขอบอกเพื่อน ๆ ว่า "หมวกกันน็อค" นั้นจำเป็นมากทั้งสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์และจักรยาน (เวลาสวมใส่ก็ต้องให้กระชับแน่นด้วย)  คุณบิมจากเชียงใหม่ได้เห็นที่ผมโพสต์ไว้ใน facebook แล้วรีบส่งหมวกกันน็อคใบใหม่มาให้ทันที อย่างดีซะด้วย...


ขอบคุณมาก ๆ ครับ....

Thursday, June 01, 2017

ซ่อมก้านคันเร่งเครื่องตัดหญ้า

ร้านลำแต้เครื่องตัดหญ้าจีนเสีย!  ก้านพลาสติกคันเร่งหัก... ทำให้ใช้งานไม่ได้

ภาพแทน - นำมาจากอินเทอร์เน็ต
เจ้าของเครื่องทำการซ่อมโดยใช้กาวร้อนที่มีขายทั่วไปติด...


พอนำมาใช้ได้ไม่นานก็หักอีก หน้าสัมผัสที่ยึดติดมันน้อยมากครับ แรงบิดก็มาก ยังไง ๆ ก็เอาไม่อยู่...

ช่างเหอะเป็นพวกที่แส่ไปแทบทุกเรื่อง อาสานำกลับมาซ่อมให้  ทีแรกก็ไม่รู้จะทำยังไง...คิดว่าจะดามด้วยแผ่นโลหะแล้วใส่กาวแต่ก็ใช่ว่าจะง่าย  ลองแล้วไม่สำเร็จ ต้องปวดหมองอยู่นานทีเดียว ในที่สุดก็ใช้วิชาช่างเหอะ โดยใช้ตะปูตัวเล็กตัดให้เหลือประมาณสัก ๑ ซ.ม. ใช้คีมล็อคจับนำไปรนไฟที่เตาแก๊สจนร้อน จากนั้นก็เอามาเจาะลงในพลาสติก

ผมใช้ตะปู ๒ ตัว เจาะรูฝังลงไปให้ตรงกัน เพื่อเป็นแกนเหล็กที่จะช่วยให้แข็งแรง 

มีแกนเหล็กแล้ว ผมก็นำทั้งสองชิ้นมาประสานกัน แล้วหยอดกาว...


ทิ้งไว้ข้ามคืน ยังไม่ทันได้ใช้กระดาษทรายขัดให้งดงาม เจ้าของเครื่องก็ขึ้นมาเอา ผมบอกให้นำไปตกแต่งเอาเอง...


 เงียบไปหนึ่งวันเต็ม ในที่สุดก็ส่งข่าวมาบอกว่าประกอบแล้วใช้งานได้ดี!

Monday, May 29, 2017

สีสันบนความเจ็บปวด

ผมนอนติดเตียงมากไม่ได้เพราะตรงสะโพกเริ่มมีรอยช้ำ เกรงว่าจะลุกลามกลายเป็นแผลกดทับ  (bed sore) จึงต้องเข็นตัวเองมานั่งหน้าคอมพ์ฯ เริ่มต้นเขียนบล็อก.... ฆ่าเวลาไปเรื่อย ๆ !

พูดถึงเรื่องความเจ็บปวด (pain) ผมพยายามนึกว่าอะไรจะเป็นสุดยอดแห่งความเจ็บ หลายท่านอาจบอกว่า "อกหัก (broken heart)"  นั้นปวดร้าวที่สุด แต่ผมไม่ขอจัดให้อยู่ใน category ที่กล่าวถึง 

ผมเป็นคนไม่กลัวเข็ม กล่าวคือเวลาถูกฉีดยา เจาะเลือด หรือทำอะไรกับแผลบนร่างกายตนเอง ก็จะมองดูได้สบายโดยไม่เบือนหน้าหนี ผมขอจัดอันดับอาการเจ็บแผลที่ยังมิได้เข้าลึกถึงกระดูกว่าไม่หนักหนาสาหัสนัก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เคยโดนเย็บแผลที่นิ้วมือขวาแบบสด ๆ เจ็บจนถึงขั้นมือสั่น น้ำตาไหลพราก แต่ก็ยังทนได้...

ความเจ็บปวดที่รู้สึกว่าเกือบสุดทนและลืมไม่ลงของผมก็คือ ตอนที่ถูกคุณหมอพงษ์ศักดิ์ใช้เลเซอร์ยิงรักษาจอประสาทตา ( Laser Photocoagulation ) 

นอกจากนั้นแล้ว เท่าที่เจอมาก็เป็นเรื่องของการปวดฟัน ปวดข้อ ปวดกระดูก และปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งต้องยอมรับว่ามันเจ็บจริง ๆ แต่ยังพอทนได้ และสามารถบรรเทาลงได้ด้วยการใช้ยาชาหรือยาแก้ปวด...

ตอนรถมอเตอร์ไซค์ล้มทับขา หัวฟาดพื้น นอนหงายอยู่กลางถนน มีคนเข้ามาช่วยกันดึงมือให้ลุกขึ้น ตอนนั้นทุกอย่างยังชาอยู่ ผมไม่รู้สึกเจ็บเท่าใด พอทรงกายลุกขึ้นได้ก็ขี่รถกลับมาร้านลำแต้ซึ่งอยู่ข้างบ้าน...  "น้องยา" เพื่อนบ้านที่แสนดีได้ช่วยดูแลทำความสะอาดแผลและใส่ยาให้โดยไม่รังเกียจ (ขอขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง)...  


พอกลับถึงบ้านความเจ็บปวดก็ตามมา ผมต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะค่อย ๆ ขยับตัวขึ้นบันไดไปถึงที่นอนบนชั้นสาม พอหลังแตะฟูกก็ลุกไม่ได้อีกเลย ขาขวาบวมเป่ง ขยับไม่ได้ นอนตัวแข็งทื่อเหมือนผีดิบ ลุกไปกินน้ำไม่ได้ ผมรู้สึกกระหายและเจ็บปวดยิ่งนัก...

เนี่ยก็ผ่านมาได้หลายวันแล้ว แผลเริ่มสมาน ความเจ็บปวดหายไป แต่ก็ยังเดินไม่ได้ วันนี้ผมขยับมานั่งหน้าคอมพ์ฯ ได้ ก็อยากนำภาพสีสันบนบาดแผลที่ได้จากยาใส่แผล "โพวิโดน ไอโอดีน (Povidone iodine)" มาโพสต์แก้เหงาสักหน่อย...







 มองความเจ็บปวดให้งดงามก็มีความสุขได้ครับ....

Thursday, May 18, 2017

ว่าด้วยเรื่องหนังสือเดินทาง

Google ปฏิทินแจ้งเตือนมาว่า "หนังสือเดินทางเหลืออายุแค่ ๖ เดือน ในวัน พฤ. 18 พ.ค. 2017" เป็นอันว่าต่อไปจะใช้เดินทางไปต่างประเทศไม่ได้แล้วเป็นส่วนใหญ่ ลาวก็ไปไม่ได้ จะมีก็แค่กัมพูชาที่ยังกำหนดอายุหนังสือเดินทางไว้อย่างน้อย ๔ เดือน... 

ผมเคยถือหนังสือเดินทางมาแล้วรวมทั้งหมด ๖ ฉบับ เล่มที่เห็นในภาพมีขนาดใหญ่กว่าเพื่อน และมีรอยตัดตรงมุมนั้นเป็นเล่มที่ ๒...


สำหรับหนังสือเดินทางเล่มแรกนั้นทางการได้ยึดคืนไปแล้วเมื่อมันหมดอายุและติดต่อทำเล่มใหม่ จำได้ว่าตอนทำหนังสือเดินทางเล่มแรกนั้นยากลำบากมาก ผมต้องไปติดต่อที่ทำการอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นอาคารไม้สองชั้นอยู่หน้าเรือนจำ สำหรับผู้ชายก็ต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารไปแสดงด้วย...


ยื่นรูปถ่าย เอกสาร ค่าธรรมเนียมให้เจ้าหน้าที่แล้วต้องรอเป็นเดือนครับกว่าจะได้หนังสือเดินทางเล่มแรกมาถือไว้ ผมใช้แค่เดินทางไปพม่า-บังกลาเทศ-อินเดีย


ในภาพจะเห็นหนังสือเดินทางเล่มแรกซึ่งวางไว้ใกล้กับหนังสือ Across Asia on the Cheap ของ Lonely Planet....


ตอนทำหนังสือเดินทางฉบับที่ ๒ ผมจำไม่ได้ว่าทำที่ไหน รู้แต่ว่าเค้าออกให้เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๗ หมดอายุเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๒ เล่มนี้รับงานหนักหน่อย ผมใช้เดินทางไปปากีสถาน ยุโรป ออสเตรเลีย และประเทศเพื่อนบ้าน หมดอายุเมื่อครบ ๕ ปีก็ยังสามารถไปต่ออายุได้อีก ๕ ปี ถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๗...



หลังจากนั้นรู้สึกว่าการทำหนังสือเดินทางก็ง่ายขึ้น มีหน่วยบริการเคลื่อนที่มาตั้งทำหนังสือเดินทางให้ในต่างจังหวัด ที่ลำปางผมเคยทำ ๒ ครั้ง (ที่โรงเรียนบุญวาทย์และที่ว่าการอำเภอ) ช่วงหลังไปทำที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ จะเห็นได้ว่ารูปเล่มของหนังสือเดินทางตั้งแต่ฉบับที่ ๓ ถึง ๖ นั้นมีขนาดเล็กลง...

สรุปแล้วผมถือหนังสือเดินทางมาแล้วทั้งหมด ๖ ฉบับ รวมอายุใช้งานต่อเนื่องก็ ๓๕ ปี ฉบับล่าสุดซึ่งกำลังจะหมดอายุในอีก ๖ เดือนข้างหน้าก็อาจใช้เดินทางไปไหนไม่ได้อีก!

ถ้ายังอยากจะเดินทางไปต่างประเทศต่อ ก็ต้องทำหนังสือเดินทางอีกเล่ม และมันจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตอย่างแท้จริง!