Tuesday, June 13, 2017

ลุ้นต่อ...

วันก่อนผมได้เขียนลงเฟสบุ๊คว่า "เคยลุ้นเรื่องหม้อแบตเตอรี่เจ้าโตมาแล้ว คราวนี้ต้องมาลุ้นกับเรื่องขาของผมอีก กล่าวคือวันที่ ๑๕ นี้มีกำหนดว่าจะเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นที่พิษณุโลก ยังไงก็ต้องไปให้ได้ ตอนนี้หัวเข่ายังบวมอยู่ เดินก็ยังไม่ถนัด แต่ใจสู้เต็มร้อย ยังมีเวลาอีก ๖๐ ชั่วโมง มาลองลุ้นกันดู..."



วันนี้ขอมารายงานต่อในบล็อกช่างเหอะว่า...ขาข้างขวายังคงบวม แต่ก็ยุบลงไปมากแล้ว




ยังเดินไม่ถนัด หัวเข่ายังตึง ก้าวผิดจังหวะก็รู้สึกเจ็บ ผมไม่ได้กินยา ได้แต่ทายาและพักผ่อน ปล่อยให้มันหายเอง จึงต้องช้าหน่อย



ยังไม่ลงไปข้างล่าง แต่ก็เริ่มทำงานได้บ้างแล้ว เมื่อวานนี้เอาผ้าปูที่นอนไปซัก เกือบครึ่งปีแล้วที่ผมไม่ยอมทำอะไรเลย ปล่อยบ้านให้อยู่ในสภาพเดิมเหมือนที่เคยเป็นตั้งแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ นอนบนผ้าปูที่นอนผืนเดิม ขณะที่ฝุ่นพอกหนาขึ้นเรื่อย ๆ



วัน ๆ ได้แต่นั่งเก้าอี้ตัวที่นั่งประจำ มองดูหยากไย่ ปล่อยให้แมงมุมสร้างกับดักยุง ส่วนตัวมันเองก็ถูกจิ้งจกไล่ฉกเข้าปาก  ผมไม่สนอะไรทั้งนั้น...ปล่อยให้บ้านสกปรก จนไม่อยากให้ใครขึ้นมาเห็น



ใคร ๆ ก็อยากให้บ้านสะอาดดูงามตากันทั้งนั้น แต่ผมกลับปล่อยทุกอย่าง ไม่อยากให้ภาพในอดีตเกิดการเปลี่ยนแปลง....



มาถึงวันนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ผมออนไลน์ทางเฟสบุ๊คและมีเพื่อนเพิ่มขึ้น เนี่ยก็กำลังจะเดินทางไปทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ที่ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจะต้องปั่นจักรยานไปขึ้นรถไฟขบวน 408 ที่สถานีห้างฉัตรไปลงสถานีพิษณุโลก ดังที่ได้บอกเพื่อน ๆ ช่วยลุ้นว่าแข้งขาจะหายทันหรือเปล่า?

วันนี้ผมได้ทดสอบพลังขา ด้วยการทำความสะอาดห้องน้ำ ปัดไยแมงมุม ขัดพื้นและผนัง โถส้วม อ่างล้างหน้า และล้างกระจก



เก็บของที่ไม่ใช้ออกไปจนดูสะอาด ไม่อายใครแล้วครับ....



ทุกครั้งที่เช็ดถู ผมรู้สึกปลื้มกับสิ่งที่ได้ทำไว้ไม่ว่าจะเป็นการปูกระเบื้องใหม่ เปลี่ยนสุขภัณฑ์ ติดตั้งอุปกรณ์ ฯลฯ ทำเองทั้งนั้น ไม่ต้องจ้างใคร!



พอห้องน้ำสะอาด ผมก็หันไปจัดเตียงใหม่...



เก็บของที่เคยวางเกะกะออกหมด นำผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ไปเช็ดฝุ่น...



เสียงบรรเลงเชลโลของ Yo-Yo Ma ก็กลับคืนมาแล้ว...




 เหลือเวลาอีก ๔๐ ชั่วโมง ก่อนออกปั่นจักรยานไปสถานีรถไฟ  ไหวไม่ไหว...เดี๋ยวรู้กัน!

Saturday, June 10, 2017

สานฝันต่อ

เมื่อวานนี้ได้คุยกับพ่อเลี้ยงภุชงค์ เจ้าของโรงแรมภราดรและผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เสรีไทยจังหวัดแพร่ทางไลนเกือบทั้งวัน...ผมบอกว่าเมื่อแข้งขาหายดีแล้วจะไปพักอยู่กับพ่อเลี้ยงหลาย ๆ วัน อยากปั่นจักรยานเก็บภาพสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองแพร่มาให้เพื่อน ๆ ได้ดู... 

พ่อเลี้ยงกล่าวชมว่าทำอะไรได้หลายอย่าง แต่จริง ๆ แล้วผมรู้ตัวดีว่าไม่ได้ดีซักอย่าง เครื่องสายอย่างเช่นไวโอลินหรือเชลโลก็พอเล่นได้แค่ชาวบ้านไม่เขวี้ยงก้อนหินใส่หลังคา ครั้นเอาไปสอนได้แค่เพียงเด็กหัดใหม่ พอนักเรียนเก่งหน่อยก็สอนไม่ได้แล้ว เปีย-นง...เปียโนรึก็เช่นเดียวกัน ผมมั่วทั้งนั้น!  


พอริจะเป็นชาวสวน แม้จะควงจอบพรวนดินได้คล่อง แต่ก็ไม่อยากให้โดนแม้แต่ไส้เดือน มีบ่อปลาก็จับปลาไม่เป็น มีสวนมะม่วงได้ผลมาก็ไม่รู้จะเอาไปขายให้ใคร ต้องเก็บใส่กระสอบปุ๋ยไปทิ้งถึงแม่เมาะ...


มาถึงวันนี้ก้าวสู่บั้นปลายของชีวิต ผมคงจะไปทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ต้องไปหาหมออายุรกรรมและหมอฟันที่โรงพยาบาลห้างฉัตร หมอตาและหมอหัวใจที่ในเมืองเป็นประจำ แล้วตาแก่คนเนี้ยจะไปไหนรอด! เมื่อจำเป็นต้องอยู่ก็ต้องหาอะไรทำ ผมหันมาสานฝันต่องาน "ร้านเปียโน"......


ปัญหาเรื่องที่เคยมีรถยนต์จอดขวางอยู่ ๒ คันนั้นถูกขจัดไปแล้ว เจ้าอัลติสนั้นเจ้าของนำกลับไปเชียงใหม่ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ส่วนเจ้าโตของผมเมื่อชุบชีวิตแบตเตอรี่ของอาจารย์สุภาพได้ ผมก็ติดเครื่องขับออกไปให้ช่างมงคลซ่อมปะเก็นฝาสูบ ตอนนี้บริเวณชั้นล่างโล่งกว้าง ผมสามารถปรับปรุงให้เป็นร้านเปียโนในฝันได้ต่อ...

คิดถึงเรื่องการทำเค้าน์เตอร์บาร์ สมัยนี้โชคดีที่เข้าไปค้นหารูปภาพและบทความในอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ใน Pinterest ผมได้ภาพมากระตุ้นความคิดมากมาย...






มีหลายแบบให้เลือก แต่ก็มาเตะตาที่ตัวนี้...





 ถ้าผมทำเค้าน์เตอร์บาร์อีกตัวเดียว...ก็เปิด "ร้านเปียโน" ได้แล้วครับ

Friday, June 09, 2017

เดินได้แล้ว...

วันนี้ได้ทำตามที่ตั้งใจไว้คือเดินลงไปชั้นล่างแล้วขี่แมงกะไซค์ไปซื้อเสบียงที่ห้างเทสโก้โลตัสข้างบ้าน! ก่อนปฏิบัติการผมก็ต้องลองความพร้อมด้วยการขึ้นบันไดไปบนดาดฟ้า...

เมื่อเปิดประตูออกไป ผมมองไปยังถาดกล้วยที่ได้นำไปตากไว้ในวันที่ประสบอุบัติเหตุรถล้ม เป็นกล้วยที่ซื้อมาจากร้านข้าวมันไก่ในราคาหวีละ ๒๐ บาท ลูกมันใหญ่จนต้องผ่าครึ่งก่อนนำไปตาก... 



บ่ายวันนั้นเกิดรถล้ม กลับบ้านแล้วได้แต่นอนตัวแข็งอยู่บนเตียง ผมไม่ลืมกล้วยที่ตากเอาไว้ อยากจะขึ้นไปเก็บแต่ไม่มีปัญญา... 

ผ่านมาได้ ๓ อาทิตย์...วันนี้เดินขึ้นไปบนดาดฟ้า ผมเห็นแต่ความว่างเปล่าในถาด!


มองขึ้นไปที่ครอบหลังคา เห็นนกจับอยู่... ผมรู้แล้วว่ากล้วยของผมหายไปได้อย่างไร


เดินไปหน้า workshop เห็นหม้อแบตฯ ที่ล้างไว้วางตากแดดตากฝนอยู่ที่เดิม ยังไม่ได้เอาไปเติมน้ำกรดและชาร์จไฟ...


ช่วงนี้ฝนตก... เทวดาช่วยรดน้ำต้นไม้ให้ 


โหระพาก็ออกใหม่เต็มไปหมด!!


เดินขึ้นดาดฟ้าได้... ก็เดินลงไปข้างล่างได้แล้ว!

Thursday, June 08, 2017

ซูชิข้าวกล้อง (Brown Rice Sushi)

ปกติผมซื้อข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรตำบลวอแก้ว มาหุงกิน...


กิโลกรัมละ ๗๐ บาท หุง ๒ ครั้งก็หมดแล้ว...



ที่ห้างเทสโก้ฯ เห็นข้าวไรซ์เบอรี่อีกยี่ห้อนึงวางขายอยู่ กิโลกรัมละ ๙๐ บาท ซื้อไม่ได้! ยุคนี้ต้องประหยัดให้มากกว่าเดิม หันไปหาข้าวกล้องธรรมดาซึ่งไม่ได้ลิ้มรสมานานแล้ว ผมซื้อกลับมา ๑ ถุง ๕ กิโลกรัม (๑๖๒ บาท)  คิดคร่าว ๆ ตกกิโลกรัมละ ๓๒ บาท......


เป็นข้าวยี่ห้อ "แสนดี" ซึ่งเขียนบรรยายที่ถุงว่า...
ข้าวกล้องหอมเป็นข้าวที่สีเอาเปลือกออกโดยที่ยังมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวอยู่ จะมีสีน้ำตาลอ่อน เพราะข้าวกล้องอุดมด้วยเส้นไยสูงกว่าข้าวขาว และคุณค่าทางอาหารมากมาย การกินข้าวกล้องเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  
วิธีหุงข้าวให้อร่อย คือ ตวงข้าว ๑ ส่วน ชาวน้ำ ๑ ครั้ง ตวงน้ำใส่อัตรา = ข้าว ๑ ส่วน : น้ำ ๒ ส่วน ข้าวสุกแล้วพักไว้ ๑๐-๑๕ นาทีจะได้ข้าวหุงสุก เมล็ดสวย น่ารับประทาน... 

กลับถึงบ้านผมลงมือหุงทันที...ข้าวกล้องส่งกลิ่นหอม


ทำตามที่เค้าบอกคือสุกแล้วดงไว้พักใหญ่ ก็ได้ข้าวสวยน่ากิน...




บนถุงบรรจุมีวิธีทำ "ซูชิข้าวกล้อง (Brown Rice Sushi)" ด้วยครับ...

ส่วนผสมอาหาร 
  • ข้าวกล้อง ๓ ถ้วย
  • น้ำเปล่า ๓ ถ้วย
  • น้ำส้มสายชูหมัก ๓/๔ ถ้วย
  • เกลือ ๑ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย ๑/๔ ถ้วย
  • มิริง* ๑/๔ ถ้วย


* มิริง (ญี่ปุ่น: 味醂 หรือ みりん ?) เป็นเครื่องปรุงอาหารที่จำเป็นในการประกอบอาหารของญี่ปุ่น ประกอบด้วยน้ำตาล 40-50%  เป็นประเภทไวน์ข้าวคล้ายกับสาเก แต่จะลดปริมาณแอลกอฮอล์ลงจากราว 20% เหลือเพียง 14%  โดยมิริงนั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. ฮง มิริง มีแอลกอฮอลล์ 14% 2. ชิโอะ มิริง มีแอลกอฮอล์และเกลือราว 1.5% เพื่อเลี่ยงภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสุดท้ายคือ 3.ชิน มิริง หรือเรียกอีกอย่างว่า มิริงฟุ โชะมิริว ซึ่งมีแอลกอฮอล์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1%  
ในยุคเอะโดะ ชาวญี่ปุ่นดื่มมิริงโดยถือว่าเป็นสาเกหวาน หรือ เหล้าหวาน [4] และโอะโทะโซะสำหรับเทศกาลปีใหม่นั้น ก็สามารถทำได้โดยการผสมเครื่องเทศที่เรียกว่า โทะโซะซัน ลงไปในมิริง 
ที่มา - วิกิพีเดีย


วิธีทำ
  • ซาวข้าว และหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้าจนสุก
  • เตรียมซอสปรุงรสข้าว โดยการผสมน้ำส้ม เกลือ น้ำตาล และมิริงให้เข้ากัน
  • เมื่อข้าวสุกร้อน ๆ นำมาคนผสมกับซอสปรุงรสข้าวที่เตรียมไว้
  • ข้าวจะค่อย ๆ ดูดน้ำซอสเข้าไป ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปใช้ไปม้วนเป็นข้าวซูซิได้เลย
ผมดูในรูปแล้วเห็นว่าต้องห่อด้วยแผ่นสาหร่ายทะเลแบบที่คุณบิมส่งมาให้... อยู่นั่นไง!


เดี๋ยวจะลองทำดูนะครับ...

Wednesday, June 07, 2017

ไม่อดตาย...

ทุก ๆ วันพุธจะมีตลาดนัดที่บริเวณลานกว้างตรงมุมสี่แยกห้างฉัตร เยื้องกับบ้านผม... ๖ เดือนแล้วที่ผมไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ !



นับจากวันที่รถมอเตอร์ไซค์ล้มได้รับบาดเจ็บ นี่ก็ล่วงเลย ๒ อาทิตย์มาแล้ว ผมยังเดินไม่ได้...ไม่ได้ลงจากชั้นสามไปหาซื้ออาหารเลย แต่ที่อยู่ได้ก็เพราะครูแต้มจากธีรดามิวสิคซื้อเสบียงมาให้ มีทั้งขนม โจ๊กสำเร็จรูป ข้าวสาร ไข่ไก่ เจลลี่ เอามาใส่ไว้ให้ในตู้เย็นจนเต็ม...



ขนมอร่อยสุด ๆ



คุณบิมก็ส่งพัสดุจากเชียงใหม่มาให้กล่องใหญ่ มีทั้งหมวกกันน็อคใหม่และของฝากจากเกาหลี หนึ่งในนั้นคือสาหร่ายทะเลถุงใหญ่ (มันดูดีจนไม่อยากแกะออกมากิน) 


น้องยาเพื่อนบ้านก็ฝากกล้วยน้ำว้ามาให้บรรเทาความหิว...


หลายวันที่ผมมีรายการอาหารเช้าเป็นโจ๊กใส่ไข่ฟองใหญ่ (คุณหมอพรเทพบอกให้งดไข่แดง ช่วงนี้ต้องขออนุญาตกินก่อนนะครับ)


ส่วนอาหารกลางวันก็มีหลายครั้งที่เป็นข้าวผัดไข่... ใช้เวลาทำไม่เกิน ๕ นาที 


พี่ชายก็ยังได้รับอานิสงส์จากเสบียงที่ได้มา...ผมไม่รู้จะขอบคุณและตอบแทนเพื่อน ๆ ได้อย่างไร


เย็นวันนี้ผมลากขาเดินไปเปิดประตู ออกไปดูที่ระเบียง เห็นตลาดนัดอยู่ไกล ๆ ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน ผมไม่อยากให้ฝนตกเลย รู้สึกเห็นใจพ่อค้าแม่ค้า...


ยืนที่ระเบีียง.... ผมปรับกล้องดึงภาพมาฝากเพื่อน ๆ 



เห็นขนมครกชาววังกล่องละ ๑๕ บาทเจ้าที่เคยซื้อมากินก็อดคิดถึงไม่ได้... 


โชคดีครับ ฝนไม่ตก...