Thursday, January 06, 2011

เล่าเรื่องสายตาสั้น - "เขาผ่อบ่อหัน"

คืนวันวานที่ผ่านมาผมทำงานหน้าคอมพ์ฯ ไม่ได้ เพราะตอนเย็นไปพบจักษุแพทย์ ได้รับการหยอดยาขยายม่านตาทั้งสองข้าง ไม่สามารถดู monitor ซึ่งมีแสงจ้าได้ ก็เลยไม่ได้เขียนอะไร!!   วันก่อนเขียนเรื่องหนอนตัวที่คุณแซมบอกว่ามันเป็นหนอนโชคดีที่มีโอกาสได้เข้าไปทัศนาจรในช่องหูคน  จริงด้วยซิ โดยปราศจากความเกียจชัง ผมไว้ชีวิตให้มันได้นำเรื่องราวไปคุยกับเพื่อนหนอนด้วยกัน ไม่บดขยี้ให้แบนบี้ไปกับพื้น hostel  ก็เพราะไม่ใช่ความผิดของมัน!  แต่ถ้าเป็นพวกนักการเมืองหรือใครก็ตามที่โกงกิน ผมเกลียดและขยะแขยงยิ่งกว่าหนอนซะอีก!

กลับมาคุยเรื่องดวงตาของผมดีกว่า คุณหมอพงษ์ศักดิ์ตรวจดวงตาของผมด้วยเครื่องตรวจจอประสาทตาแล้วบอกกับผมว่ายังใช้ได้อยู่ อีก ๖ เดือนค่อยไปตรวจอีกที ผมเสียค่าตรวจแค่ ๑๐๐ บาทเองครับ...

สายตาผมสั้นจากพันธุกรรม คุณแม่สายตาสั้นมาก ผมและพี่ชายก็สายตาสั้นระดับพันกว่าทั้งสองคน ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น (สมัยนั้นจากประถม ๔ ก็เป็นมัธยม ๑ เลย) ครูประจำชั้นมีหนังสือแจ้งให้คุณแม่ทราบว่าผมมีปัญหาเรื่องสายตา แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ครอบครัวคนขายกาแฟมีคุณพ่อเป็นคนหัวโบราณไม่เข้าใจผลอันเกิดจากการมองกระดานดำไม่ชัดของลูกชาย มีแต่คุณแม่ซึ่งคอยเป็นห่วง แต่ก็ยังมิได้ให้ผมได้รับการตรวจวัดสายตาจากจักษุแพทย์  เด็กกะโปโลอย่างผมจึงได้เรียนได้เล่นแบบคนสายตาเสื่อมลงเรื่อย ๆ (ไม่รู้ว่าเรียนผ่านแต่ละชั้นมาได้ยังไง)  แม้ว่าจะอยู่ชั้น ม.ศ.๓ แล้วก็ตาม ผมก็ยังคงไม่ได้สวมแว่นตา จำได้ว่าผมอยู่ห้อง C โต๊ะเดียวกับอนันต์ จันตา (ไอ่แมวน้อย – บ้านอยู่แม่ริม) นั่งอยู่ติดผนังทางด้านขวา ประมาณกลาง ๆ ห้อง ตอนนั้นสายตาคงจะสั้นประมาณ ๗-๘๐๐ ถึงระดับที่อ่านตัวหนังสือตัวเล็กที่ครูเขียนบนกระดานดำไม่ออกแล้วล่ะ  การเรียนผมแย่ลงมากชนิดหัวปริ่มน้ำ โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยซึ่งต้องอ่านที่ครูเขียนบนกระดานดำ ผมเรียนเพียงแค่ขอให้ผ่าน หันไปเล่น ๆๆ  เบิกเงิน ๕๐ บาทจากธนาคารออมสินไปซื้อลูกฟุตบอลเบอร์ ๓ ไปเตะกับเพื่อน ๆ ที่ทุ่งนา ถนนหน้าบ้านป้าเงา สนามโรงเรียนปริ้นซ์

ผมหันไปเล่นกีต้าร์ อย่างที่เห็นในภาพการบรรเลงในวันคริสต์มาสปลายปี ๒๕๐๘ ยังไม่มีแว่นตาใส่!!!
ก่อนจบชั้น ม.ศ.๓ นักเรียนทุกคนก็ตั้งเป้าว่าจะไปเรียนต่อกันที่ไหน ทักษิณบอกว่าจะไปสอบเข้าเตรียมทหาร จักรกฤษณ์ (หนุ่ย) อยากไปอเมริกา ส่วนผมไม่อยากไปไหน นอกจากเทคนิคภาคพายัพ (ตีนดอย)  เพราะได้ข่าวว่ามีเครื่องดนตรีวง shadows ให้เล่น

ตารางสอบเข้าวิทยาลัยเทคนิคภาพพายัพ ปี ๒๕๐๙

จำได้ว่ามาสเตอร์ประเสริฐ มั่นศิลป์ เปิดสอนพิเศษให้นักเรียนที่จะไปสอบเข้าเรียนต่อสถาบันมีชื่ออย่างเช่น เตรียมอุดม เตรียมทหาร ฯลฯ  ผมก็สมัครเรียนกับเค้าด้วย เราไปเรียนกันที่บ้านมาสเตอร์ ผมไปได้ไม่กี่ครั้งก็เลิกไป เพราะมองไม่เห็นตัวหนังสือบนกระดานดำ

มาถึงวันนี้ ผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าเรียนจบชั้น ม.ศ.๓ ที่โรงเรียนมงฟอร์ตมาได้อย่างไร ดูกระดานดำก็ไม่เห็นชัด ครูชี้ให้ผมลุกขึ้นตอบคำถามบนกระดาน ผมตอบไม่ได้ เพื่อนร่วมชั้นต้องบอกครูว่า “เขาผ่อบ่อหันครับ…”

เนื่องจากผมเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือ ชอบประดิษฐ์ของเล่น ทำกล้องฉายหนัง เลยต้องใช้สายตาหนัก ตาก็ยิ่งสั้นลงทุกที ๆ พอสอบเข้าเรียนต่อที่แผนกช่างไฟฟ้าวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพได้ ผมจำเป็นต้องสวมแว่นตา!  คุณพ่อบอกว่าไม่ต้องใส่แว่นก็ได้มั้ง แต่คุณแม่พาไปวัดสายตาและตัดเเว่นที่ร้านวิมลการแว่น ใกล้สี่แยกอุปคุต ถึงตอนนั้นเลนส์ที่ใช้ก็หนาเตอะแล้ว!!!

เล่นกีต้าร์ที่โรงอาหารวิทยาลัยเทคนิคภาพพายัพ ตอนนั้นสวมแว่นตาแล้ว
ช่วงที่เรียนช่างไฟฟ้า ผมสวมแว่นตาแล้วก็จริง แต่ไม่ได้ใส่ติดตา คงกลัวว่าไม่หล่อมั้ง แว่นกรอบกระใส่เลนส์หนาเตอะอย่างที่ผมใส่ในภาพข้างบน จะสวมก็เฉพาะเวลาจำเป็นเท่านั้น ขณะฝึกงานผมไม่เคยใส่  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ปฏิบัติงานตั้งเสาไฟฟ้าและเดินสาย เพื่อนซึ่งอยู่บนปลายเสาทำน้อตที่ยึด rack ตกลงพื้นแล้วบอกให้ช่วยเก็บ ผมมองไม่เห็น จำได้ว่ารู้สึกอายเหลือเกิน มันฝังติดอยู่ในใจมาถึงทุกวันนี้…

ตอนอยู่ปี ๑ ผมได้เรียนวิชาฟิสิกส์กับอาจารย์วัฒนาและวิชาเคมีกับอาจารย์หญิงท่านหนึ่ง (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้)  วิชาฟิสิกส์เรียนในห้องเล็ก (อยู่ด้านขวาของอาคารด้านหน้า) กระดานดำอยู่ไม่ไกล ผมสอบได้เกรด A  แต่วิชาเคมีเรียนในห้องปฏิบัติการเคมี เป็นห้องกว้าง นักศึกษาต้องแบ่งเป็นกลุ่ม นั่งตามโต๊ะปฏิบัติงาน ผมมีชื่ออักษร ว. จึงได้นั่งอยู่ห่างจากกระดานดำในระยะไกล มองตัวหนังสือไม่เห็น เจ้าวิชานั่นก็ดันมีแต่อะไรไม่รู้ที่ต้องเขียน ๆๆๆๆ  ตารางแร่ธาตุเอย สูตรและสมการต่าง ๆ เอย ยังจำได้ถึงตอนที่ถูกอาจารย์ถามชื่อสัญลักษณ์ธาตุที่อยู่บนกระดาน ผมตอบไม่ได้เพราะมองไม่เห็น ตอนนั้นไม่ยักมีใครพูดขึ้นว่า “เขาผ่อบ่อหันครับ…”  ในที่สุดวิชาเคมีก็เป็นวิชาแรกและวิชาเดียวในชีวิตที่ผมได้เกรด D

พี่อู๊ดเคยพาไปดูหนัง แล้วเห็นผมสวมแว่นตาเฉพาะตอนอยู่ในโรงหนัง ยังบอกให้ผมใส่แว่นติดตา สายตาจะได้ไม่เสื่อมไว แต่ผมกลับไม่ทำตาม

ผมยิ่งอ่านหนังสือหนักกว่าเดิม เขียนนิตยสารทำเองอ่านเอง ทำสมุดภาพ ต่อเครื่องขยายเสียงให้ตัวเองและเพื่อน (ประสาท เผ่าชัย) ประกอบเครื่องรับวิทยุและเครื่องส่ง จนสายตาเสื่อมลงถึงขั้นที่ถอดแว่นแล้วเห็นเพียงภาพเบลอ ๆ  เวลาไปหาใคร ผมหาไม่เจอ มองไปแล้วไม่รู้ว่าเป็นคนที่ต้องการพบหรือเปล่า!  สายตาตอนนั้นคงสั้นถึงพันแล้วล่ะ…

พออยู่ปี ๓  เริ่มดีขึ้นเมื่อสามารถหาแว่นตาที่เป็นกรอบโลหะได้ คิดว่าใส่แล้วดูดีว่างั้นเหอะ แม้ว่าเลนส์จะหนา ผมก็เลยใส่ติดตามากขึ้น...

ภาพนี้ถ่ายบนดาดฟ้าตึกช่างไฟฟ้า วทพ. หน้าหนาวปี ๒๕๑๑-๑๒

อยู่ปี ๓ แล้ว ได้แว่นตาที่ดูดี ก็เลยใส่ติดตา..
อย่างไรก็ตาม ขณะฝึก ร.ด. ผมก็ไม่ยอมสวมแว่นตา วันหนึ่งนักศึกษา ร.ด. ไปยิงปืนที่สนามยิงปืนหนองฮ่อ จำได้ว่าแต่ละคนจะได้รับลูกปืน ๕ ลูกเพื่อใช้ยิงด้วยปืน ปลยบ. <em>(ปืนเล็กยาวแบบบรรจุเอง)</em> ผมมองไม่เห็นเป้าหรอกครับ ได้แต่เดา ๆ แล้วยิงไปยังงั้น หุหุ ไม่เข้าเป้าเลยแม้แต่นัดเดียว…

เรียน ร.ด. ไม่สวมแว่น ภาพนี้ถ่ายที่สนามยิงปืนหนองฮ่อ
โฮ้ย…สนุก  ถ้าจะให้เล่าเรื่องสายตาสั้นของผม แล้วค่อยเล่าต่อนะครับ

Tuesday, January 04, 2011

ขวัญของเรียม


“๒๕ ปีในจักรวาลเพลงของเพ็ญศรี่ พุ่มชูศรี”  ปกแข็ง หนา ๑๖๕ หน้า เป็นหนังสือเก่าอีกเล่มหนึ่งที่พี่ชายผมซื้อจากสุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์ เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๐๙ ในราคา ๓๐ บาท นอกจากเนื้อเพลงซึ่งขับร้องโดยเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้องจำนวน ๘๙ เพลงแล้ว ยังมีโน้ตเพลงอีก ๑๙ เพลง วันนี้ผมขอนำมาให้ดูสักเพลงนึงคือ “ขวัญของเรียม”



เพลง "ขวัญของเรียม" เป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ผมหัดเล่นเปียโน ส่วนเพลงสากลคือเพลง Dahil Sa Iyo หรือ “Because of You” เพลงพื้นบ้านฟิลิปปินส์  ทั้งสองเพลงยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผมมาตลอด!

ในหน้า ๒๑-๒๒ ครูแจ๋วหรือสง่า อารัมภีร ได้เขียนเรื่องการสอนเปียโนให้กับเพ็ญศรี พุ่มชูศรี  ในหัวข้อ “ศิษย์เปียนโนคนสุดท้ายของข้าพเจ้า” ไว้ดังนี้…
“ประมาณปี ๙๖-๙๗ ม่านละครเวทีที่ปิดสนิท ชาวละครเสมือนฝึ้นแตกรัง เธอและเขาไปกัดฟันเขียนหนังสือกู้ชีวิตอยู่ที่ฝั่งธนฯ วงเวียนใหญ่ ส่วนข้าพเจ้ากรอบอยู่ที่วรจักร “ไอ้เต้ย” ก็เกิดขึ้นมาอีกคน ละครเวทีสิ้นใจแต่เรากลับมาใกล้กัน โดยเธอมาเรียนเปียนโนที่บ้าน คือหลังจากไปส่งบทประพันธ์ตามโรงพิมพ์แล้ว ก็จะแวะมาหัดเปียนโน ซึ่งข้าพเจ้าก็แนะนำไปตามประสา สมัยนั้นอาหารประจำบ้านข้าพเจ้าคือ “หอยกะพง” เช้าก็ผัดหอย เย็นผัดหอย ด้วยว่ามันถูกดี เหล้าก็เหล้าโรง ใส่ยาใช้พายคน กินวันละสองบาทก็พอ เย็นหนึ่งเธอไปซื้อเป็ดย่างมาแกงเผ็ดให้กิน มันช่างอร่อยล้ำเลิศอะไรยังงั้นก็ไม่รู้
ที่วรจักรสมัยนั้น เป็นที่ชุมนุมของนักร้องชื่อดังในสมัยนี้ ชรินทร์ – สุเทพ – สวลี ไปคิดไปคุยกันเสมอ เพลงรักต่างยุค – ศิลปินคู่ใจ ฯลฯ นั่นแหละที่คู่ชีวิตของเธอให้กำเปิดในสมัยแกงเป็ดย่างนั่น…
เธอหัดเปียนโนอยู่ไม่ถึงปีก็เลิก และข้าพเจ้าก็เลิกสอนโดยเด็ดขาดมาตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ หากเธอไม่เลิก หัดต่อมาเรื่อย ๆ หาครูที่ฝีมือดีสอนต่อมาจากข้าพเจ้า อันเป็นระดับ "ตำบล" ไปสู่ระดับ "อำเภอ" ระดับ "จังหวัด" ป่านนี้ไม่ต้องจ้างวงดนตรีหรอก นั่งดีดเปียนโนคลอเสียงร้อง ร่ำรวยหลายไปแล้ว……”
ครูแจ๋ว - ภาพจากอินเทอร์เน็ต
ใช้หีบเพลงเล่น ”ขวัญของเรียม” คนแก่ได้ยินแล้วหูผึ่งแน่นอนครับ!

Saturday, January 01, 2011

Happy New Year 2011

หนึ่งนาฬิกาของวันใหม่…ปีใหม่ ผมยังคงไม่เข้านอน เสียงพลุและประทัดเงียบไปแล้ว เสียงรถที่วิ่งผ่านไปมาก็เงียบไปด้วย กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตดี!!

เมื่อวันที่ ๒๓ ที่ผ่านมา ผมได้รับเมล์จากคุณโบ้ เขียนว่า “ตอนนี้ทำรายการลุยไม่รู้โรยคะ เป็นรายการที่นำเสนอผู้สูงอายุที่ ถึงแม้จะเข้าสู่ฐานะ สว. (สูงวัย 60 ไปแล้ว) แต่ยังมีแรงกาย แรงใจที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ  ที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุด้วยกัน หรือเด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้ และนำไปปฏิบัติได้มีทีมงานหลายทีม…”

ปกติแล้วผมไม่ดูทีวี  ก็เลยไม่รู้ว่า "รายการลุยไม่รู้โรย” ออกอากาศทางช่องไหน เนื้อหาของรายการเป็นเช่นไร ผมจึงต้องเข้าไปถามอากู๋  จึงได้ทราบว่ารายการนี้ออกอากาศทางสถานีทีวีไทย

บรรดาคนแก่ที่ถูกนำไปออกรายการล้วนแต่มีผลงานมากมาย แต่ลุงน้ำชาไม่เห็นได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงตอบคุณโบ้ไปว่า“ที่ผมทำทุกวันนี้เป็นสิ่งที่เล็กน้อยมาก ถ้าจะเปรียบกับผู้อื่น หากเป็นการก้าวเดินไปสู่จุดมุ่งหมาย…ลุงน้ำชาเพิ่งจะเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าได้เพียงไม่กี่ก้าวเอง ฉะนั้นจึงขอเวลาให้ได้เดินไปอีกไกลกว่านี้ ให้ต้นไม้ที่เพิ่งลงมือปลูกได้ผลิดอกออกผลเสียก่อน แล้วจึงค่อยว่ากันดีกว่าครับ….”

๑.๑๐ น. ได้รับ SMS จาก “โน้ตตัวเล็ก” เขียนว่า “Wishing you the most wonderful year with happiness, luckiness, wellness and weathness.  Be smile!….”  ลุงน้ำชาก็ขอให้ฟ้ามีความสุข สมหวัง และมีสุขภาพที่ดี เข้มแข็งทั้งกายและใจ ตลอดทั้งปีนี้และปีต่อ ๆ ไป…


คิดถึงเพื่อน ๆ ใน “ครอบครัวคนรักเปียโน” นะ แม้ว่าลุงน้ำชาจะไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเยียน piano-lovers.net บ่อยนัก แต่ก็อยากจะบอกว่าไม่เคยลืม ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคนในครอบครัวคนรักเปียโนมีความสุขในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ครับ…

อยากจะบอกพี่หมอนด้วยว่า ซีดี “Piano-Lovers Opus.1″ ที่ให้ลุงน้ำชาไว้ หลังจากที่ได้จำหน่ายไปแล้วโอนเงินทั้งหมดให้พี่หมอน ก็ยังเหลืออยู่อีกประมาณ ๕๐ แผ่น เก็บไว้ในกล่องจนฝุ่นจับหนา พอดีเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ที่ผ่านมา ผมขอให้ผู้ปกครองของนักเรียนไวโอลิน ๔ ท่านได้ช่วยนำไปจำหน่ายท่านละ ๑๐ แผ่น จำได้ว่าพี่หมอนเคยบอกว่าให้นำเงินที่ได้จากการขายซีดีที่เหลือไปทำบุญอะไรก็ได้ไม่ต้องส่งให้พี่หมอนแล้ว ผมจึงได้บอกกับคุณแม่น้องเจ้าขา, คุณพ่อน้องบาร์บี้, คุณแม่น้องจ๋า และคุณแม่น้องม่าเหมี่ยว (ฝากบอก) ว่าให้นำเงินที่ได้จากการขายซีดีไปบริจาค จะเป็นที่ไหนก็ได้ อาทิ โรงเรียนคนตาบอด พระภิกษุอาพาธ ผู้พิการ  ไม่ต้องนำเงินมามอบให้ผม  ลุงน้ำชาจึงขอถือโอกาสนี้แจ้งให้โน้ตตัวเล็ก พี่หมอน และคณะผู้จัดทำซีดีทุกคนให้รับทราบและได้ร่วมอนุโมทนา ขอขอบคุณผู้ช่วยนำซีดีไปจำหน่ายด้วยนะ…

พวกเราได้เริ่มต้นปีใหม่กันด้วยสิ่งดี ๆ  ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าปี ๒๕๕๔ นี้จะเป็นปีทองของเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน  สุขสันต์วันปีใหม่ครับ!

Tuesday, November 30, 2010

Light through the window…

ในช่วงที่สมองมีหลายเรื่องหลายประเด็นที่อยากจะคุย บางครั้งกลับกลายเป็นว่ามันทำให้เขียนไม่ออกไปเลยก็มี...



ยิ่งเช้านี้พอผมได้เห็นวิดีโอคลิปชิ้นนี้ มันเหมือนกับมีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เป็น vision ใหม่ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมไม่เคยคิดว่าเจ้ากล้องหรือโทรศัพท์ตัวเล็ก ๆ จะสามารถถ่ายวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงได้ชัดเจนและลื่นไหลได้ถึงเพียงนี้…

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในขณะที่นั่งสอนอยู่ตรงเปียโน ผมเห็นแว๊บ ๆ อยู่เหมือนกันว่าผู้ปกครองของนักเรียนยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ แต่ก็คิดว่าคงเป็นแค่เพียงการถ่ายภาพนิ่งของลูกสาวเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณแม่ของน้องมะเหมี่ยวได้ถ่ายวิดีโอภาพการเรียนการสอนช่วงหนึ่งเก็บไว้ และกรุณา upload ให้ได้ดูบน YouTube!


แสงสว่างที่เข้ามาทางหน้าต่างมันทำให้ผมเกิดความคิดมากมาย ต้องขอขอบคุณ uploader ที่ทำให้ผมได้เห็นตัวตนจากภาพที่มองผ่านเลนส์ของกล้องตัวเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูง 

และได้เห็นความน่ารักของเด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือน้องเจ้าขา!

Monday, November 29, 2010

กำไรชีวิต...

เช้านี้อากาศกลับมาหนาวเย็นอีก  เท่าที่ผ่านมานี้ผมยังไม่ต้องค้นหาเสื้อกันหนาวออกมาสวมใส่ ทั้ง ๆ ที่เดือนธันวาคมก็มาแล้ว เนี่ยถ้าหากธรรมชาติไม่แปรปรวน ร่างกายผมก็คงจะแปรเปลี่ยน หน้งคงจะหนาขึ้น ทำให้ไม่รู้ร้อนรู้หนาว (ฮา)...



เมื่อคืนนี้คลิกดูหนังเรื่อง Titanic 1997 อีกครั้ง กว่าจะจบก็เกือบตีสาม ตื่นเช้ามองนาฬิกา โห...๘ โมงกว่า รีบลุกขึ้นจัดอาหารให้พี่ชาย นำลงไปให้แล้วออกไปฉีดยา (สารสกัดจากสะเดา) ต้นไม้ พอกลับขึ้นมาชั้นสาม ดูนาฬิกาอีกที พบว่าเพิ่ง ๗ โมงกว่า แสดงว่าผมปฏิบัติหน้าที่ก่อนกำหนด ๑ ชั่วโมง ต่อนี้ไปทุกโมงยามที่ได้อยู่ดูโลกก็ถือว่าเป็นกำไรแล้วล่ะ...

พูดถึงเรื่องไวโอลิน ผมอยากรายงานถึงความก้าวหน้าของเด็ก ๆ ที่มาเรียนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่ามีมาทั้งหมด ๕ คน ขาดน้องเดียร์และโดโด้...

ความจริงแล้วผมต้องการสอนโดโด้แบบเดี่ยว ๆ เพื่อให้สามารถตามเพื่อนนักเรียนคนอื่นได้ แต่ติดอยู่ตรงที่ยังหาเวลามาเรียนไม่ได้ ผมไม่อยากเห็นโดโด้ยืนจับโวโอลินอยู่เป็นชั่วโมงโดยไม่ได้ทำอะไร โดโด้เปลี่ยนแปลงจากเมื่อปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด จากเด็กที่เคยไม่อยู่นิ่งกลับสามารถยืนอยู่ข้างผม จับไวโอลินตามพี่ ๆ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ยืนอยู่ได้โดยไม่วางเครื่อง ไม่บ่นหรือก้าวออกจากตำแหน่งจนกว่าจะถึงเวลาพัก ผมรู้สึกแปลกใจมากที่เวลาผ่านไปเพียง ๑ ปี เด็กชายตัวน้อยเปลี่ยนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ


ไม่เป็นไรครับ สัปดาห์นี้น้องเดียร์และโดโด้ยังไม่มาก็ไม่เป็นไร ผมสอนนักเรียนที่มีอยู่ให้ก้าวเดินต่อไปทันที เริ่มต้นด้วยการทบทวนแบบฝึกหัดเดิม ๆ แล้วแนะนำบทเรียนใหม่ ผม improvise การสอนไปเรื่อย ๆ โดยยังไม่เริ่มบทเรียนของซูซูกิ คิดว่าจะเร็วเกินไปสำหรับเด็กน้อย ขอใช้แบบฝึกหัดที่คิดขึ้นเองก่อนจะดีกว่า

ผมเริ่มสอนให้จับไวโอลินในท่าพัก ท่าพร้อมเล่นสายปล่อย ฝึกจับคันชัก เคลื่อนไหวในลักษณะขึ้น-ลงลิฟท์ วิธีนำโวโอลินออกจากกล่อง ถูยางสน ปรับหางม้า ตั้งสาย เก็บเครื่องลงกล่อง ฯลฯ  แบบฝึกหัดที่ใช้ก็มี การสีแบบรถไฟและการสีโน้ตตัวกลม ช่วงนั้นมีการทำเครื่องช่วยที่เรียกว่า bowing aid จากกระดาษกล่องพัสดุด้วย

เมื่อนักเรียนผ่านการทดสอบขับรถไฟให้ตรงทาง สีถูกเส้นถูกสาย ผมก็เริ่มให้เปลี่ยนจากการใช้มือซ้ายจับที่ตัวไวโอลินให้ไปจับที่คอไวโอลิน แต่ละขั้นตอนต้องก้าวเดินไปอย่างช้า ๆ ช่วงนี้แหละที่นักเรียนจะได้เริ่มเล่นนิ้ว ๑ โดยใช้แบบฝึกหัดที่ชื่อว่า เรโด-เรโด นักเรียนจะได้ฝึกสีกับสายทั้ง ๔ สายและได้รู้จักกับการเล่นโน้ตตัวกลม ตัวดำ และตัวขาว

ต่อไปก็ให้เพิ่มการใช้นิ้วสองโดยใช้แบบฝึกหัดที่ผมเรียกชื่อว่า โดเรมีเรโด ตามมาด้วยการใช้นิ้วสามเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งนิ้วโดยใช้แบบฝึกหัดที่เรียกว่า โดเรมีฟา-ฟามีเรโด ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานักเรียนก็ได้เริ่มฝึกกันแล้ว ต้องยอมรับว่ายากขึ้นมาก ผมต้องให้นักเรียนเล่นสลับกับเสียงเปียโน ซ้ำไปซ้ำมา และกำชับให้กลับไปซ้อมที่บ้านให้มาก ๆ ด้วย นอกจากฝึกเล่นไวโอลินแล้ว นักเรียนยังได้ฝึกการขับร้องเป็นโบนัส บาร์บี้เสียงดีและร้องไม่ผิดคีย์ ส่วนเจ้าขานั้นร้องงึ่มงั่ม ๆ แต่กล้าแสดงออก

ได้สอนเด็ก ๆ ก็เป็นกำไรชีวิตแล้วครับ

Sunday, November 28, 2010

ผมเห็นเค้ายืนอยู่ที่นั่น!

ขณะใช้บริการค้นหาของ Google อยู่ ๆ ผมก็เจอบทความที่เคยเขียนไว้ในหัวข้อที่ว่า "ผมเห็นเค้ายืนอยู่ที่นั่น!"  ทีแรกคิดว่ามันคงหายไปตั้งแต่ครั้งที่ผมลบและล้างไฟล์บน server ใหม่หมด ผมก็เลยขอถือโอกาสนำมาเก็บไว้ในบล็อกนี้อีก  



เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ เขียนไว้ว่า "ช่วงบ่าย ๆ มีโอกาสขับรถผ่านโรงเรียนมงฟอร์ตฯ สถาบันที่เคยเรียนตั้งแต่ชั้นประถม ๓ จนถึง ม.ศ.๓ ผมจอดรถที่หน้าประตูรั้วโรงเรียนซึ่งไม่เคยย่างผ่านเข้าไปอีกเลยนับจากจบการศึกษาเมื่อต้นปี ๒๕๐๙ ผมเดินไปที่ประตูแล้วค่อย ๆ ยื่นกล้องถ่ายรูปผ่านซี่กรงเหล็กเข้าไปบันทึกภาพอาคารเรียนสามชั้นซึ่งอยู่ทางด้านใต้..."



ภาพขาวดำสแกนจากอนุสรณ์ ม.ศ. 3 2506
ผ่านมากว่า ๔๐ ปีอาคารสถานที่ของโรงเรียนมงฟอร์ตยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ประตูทางเข้าจะอยู่ทางด้านเหนือ ส่วนประตูด้านใต้เป็นทางออก ผมรำลึกถึงภาพในอดีตได้ทันทีเมื่อไปยืนอยู่ตรงนั้น บนถนนหน้าอาคารเรียน ๓ ชั้น ผมเห็นเด็กชายรูปร่างผอมกะหร่องสวมชุดนักเรียนสกปรกมอมแมมกำลังปั่นจักรยานสู่ประตูทางออกเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน จากจุดที่ผมยืนเมื่อมองตรงไปข้างหน้า หากย้อนกลับไปยังวันแรกที่ถูกส่งตัวเข้าเรียนชั้น ป.๓ ผมจะเห็นอาคารเรียนเก่า ๆ ชั้นเดียวและร้านก๋วยเตี๋ยวเจ็กเพ้งอยู่ตรงนั้น ภาพในอดีตเลือนลางเหลือเกิน รู้แต่ว่าขณะนั้นยังไม่มีอาคารเรียนสูง ๆ 

ภาพขาวดำสแกนจากอนุสรณ์ ม.ศ. 3 2506
นอกจากอาคารปูนชั้นเดียวแล้วยังมีอาคารสองชั้นหลังยาวอยู่ทางด้านเหนือ ทางด้านข้างเป็น "โฮงรถ" โรงเก็บรถที่มีจักรยานจอดเต็มไปหมด สนามบาสฯ มีต้นยูคาลิบตัสปลูกอยู่ รวมทั้งสนามบอลหน้าตึกอธิการ... 

ภาพขาวดำสแกนจากอนุสรณ์ ม.ศ. 3 2506
ภาพข้างบนนี้คือตึกอธิการ เห็นลำโพงที่อยู่ตรงหน้าต่างนั่นมั้ยครับ? เย็นวันหนึ่งมีเสียงดังเรียกผมออกลำโพงให้ไปรับโทษ (โดน Bad Note 8) เพราะโดดเรียนไปเที่ยวน้ำตกห้วยแก้วกับสมศักดิ์ ลีลาภัทร์ แล้วปลอมลายเซ็นผู้ปกครองในใบลา ผมเดินขึ้นบันได เลี้ยวขวาไปให้บราเธอร์ฟาดก้นด้วยไม้เรียวเสียงดังขวับ ๆๆ 

ที่ยังคงฝังใจอยู่ก็คือการเปิดเทอมวันแรก ห้องเรียนชั้นประถม ๓ อยู่ ณ อาคารชั้นเดียวซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นแค่เพียงภาพในจินตนาการ วันนั้นเป็นวันแรกของเด็กชายทักษิณ ชินวัตรด้วยเช่นกัน บนโต๊ะเรียนและเก้าอี้แบบนั่งคู่กัน ลูกคนชงกาแฟตัวจริงได้นั่งคู่กับเด็กชายผู้ได้กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจำได้แค่ว่าครูประจำชั้นให้นักเรียนใหม่ได้แนะนำตัว เราสองคนต้องยืนบนเก้าอี้เพราะตัวยังเล็กอยู่!  จากเด็กประถมจนเป็นเด็กมัธยม ชีวิตนักเรียนเจริญวัยไปตามกาลเวลา ดูเหมือนว่าทักษิณกับผมจะไม่เคยแยกชั้นเรียน แต่เราก็ไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะกันอีก... 

ขณะที่บันทึกภาพด้วยกล้องดิจิตอลมือสองราคา ๑,๖๙๐ บาท ที่ยื่นผ่านประตูรั้วเข้าไป ผมพยายามมองหาห้อง C ให้ได้  แต่มันไกลเกิน ได้แต่คะเนว่ามันคงจะอยู่ใกล้ ๆ กับรถปิคอัพคันที่จอดหันหน้าออกนั่นแหละ

ภาพจากหนังสืออนุสรณ์ มศ.3 2506
ห้องเรียนชั้น ม.ศ. ๓ อยู่ชั้นล่าง เริ่มจากห้อง A ห้อง B ห้อง C และห้อง D วันนั้นในช่วงพักบรรดานักเรียนจะออกมายืนคุยกันตรงระเบียงหน้าห้องเรียน ภาพของทักษิณกลับเข้ามาให้เห็นอีกครั้ง เป็นวันที่ผมโดนนักเรียนโตกว่าแกล้ง ทักษิณซึ่งตัวโตเช่นกันได้เข้ามาห้ามแล้วพูดว่า "คิงไปคั่มมันนะบ่ะ"  (มีความหมายว่าเอ็งอย่าไปแกล้งมันนะโว้ย)  นั่นคือเหตุการณ์เมื่อ ๔๔ ปีที่แล้วเกิดตรงระเบียงที่มองเห็นได้จากระยะไกล ผ่านไปแล้วกว่า ๔ ทศวรรษ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทุกวันนี้คุณทักษิณจะคิดถึงบ้านมากน้อยแค่ไหน? 

ทุกครั้งที่ผมผ่านโรงเรียนมงฟอร์ต ผมก็ยังคงเห็นเค้ายืนอยู่ที่นั่น!

Saturday, November 27, 2010

3 Centuries of German Music

J.S. Bach : ภาพจาก wikipedia
ก่อนเข้าเรียนดนตรีที่พายัพ ถ้าถามผมว่า J.S. Bach คือใคร ผมไม่รู้จัก  แต่พอเรียนไปได้ประมาณปีครึ่ง ผมก็มีโอกาสร้องเพลงของ J.S. Bach ในคอนเสิร์ท "3 Centuries of German Music" เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๒๐ นับเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของอดีตช่างซ่อมเครื่องมือแพทย์ที่ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีคอนเสิร์ทในตำแหน่งนักร้องเสียงเบส Payap College Choir

ครั้งนั้นผมมีโอกาสได้เห็นวงดนตรี Pro Musica String Quintet ภายใต้การนำของ ม.ล. อัศนี ปราโมช บรรเลงเพลง kleine Nachtmusik - Allegro, เพลงเขมรไทรโยค และ ลาวดวงเดือน ยืนอยู่ใกล้ผู้บรรเลง...ผมได้ยินเสียงเครื่องสายเต็มหู ได้เห็นท่าทางของนักดนตรีเต็มตา สัมผัสกับความไพเราะของดนตรีคลาสสิกอย่างเป็นรูปธรรมในวันนั้นเอง...


คอนเสิร์ท 3 Centuries of German Music เปิดแสดง ๒ รอบที่หอประชุมคณะแพทย์ศาสตร์ ผมยังมีสูจิบัตรเก็บไว้อยู่เลย มันเป็นสูจิบัตรที่ผมอาสาเป็นผู้จัดทำ โดยลงมือเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การติดต่อโรงพิมพ์ การตรวจปรู๊ฟ และการหาสปอนเซอร์ ยังจำได้เลยว่าผมไปใช้บริการของโรงพิมพ์ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เชียงใหม่อาเขต เจ้าของโรงพิมพ์ยังบอกผมเลยว่าการทำกิจกรรมเสริมจะเป็นประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้ในอนาคต

วันนี้ได้กลับไปดูแผ่นปกที่ผมออกแบบไว้เมื่อ ๓๓ ปีที่แล้ว จำได้ว่าโน้ตเพลงของ Bach เป็นภาพที่ผมถ่ายเอกสารจาก Encyclopedia เล่มใหญ่ ผมขอให้พิมพ์ปกหน้าและปกหลังด้วยสีเทาเงิน ส่วนอีก ๖ หน้าซึ่งอยู่ด้านในพิมพ์ด้วยอักษรสีน้ำเงิน









เพื่อน ๆ ที่รักครับ ขอให้ผมได้สแกนและนำภาพทั้ง ๘ หน้าของสูจิบัตรที่ผมทำไว้มาลงที่นี่ด้วย มันอาจจะดูไร้สาระ แต่จริง ๆ แล้วมีข้อมูลน่าสนใจแฝงอยู่ ทุกตัวอักษรที่ปรากฏสามารถเล่าเหตุการณ์ได้หมด อย่างเช่นในโฆษณาทั้ง ๗ ราย เริ่มจาก Duangjitt House รายนี้พี่ชายผมช่วยขอสปอนเซอร์ให้ได้เพราะเป็นครูสอนพิเศษของลูกเจ้าของร้าน (ผมยังจำได้ถึงตอนที่ไปปรึกษาอาจารย์ Carolyn เกี่ยวกับการใช้คำว่า genuine) ร้านมิตรภาพฟิล์มก็ให้การสนับสนุนเพราะพี่ชายผมเป็นครูสอนพิเศษเช่นเดียวกัน ส่วนโรงเรียนเทพประสาทพณิชยการ เชียงใหม่ก็เป็นโรงเรียนที่พี่ชายผมสอนอยู่ในขณะนั้น

ร้าน Sandwich Bar ผมรู้จักดีตั้งเมื่อครั้งที่ เล่นดนตรีอยู่ที่ภัตตาคาร"ศรีสุรางค์" ผมไปขอสปอนเซอร์แล้วยังต้องออกแบบโฆษณาให้ด้วย ส่วนที่ห้างหุ้นส่วน แอล.วี.เอ็ม. ผมเข้าไปขอการสนับสนุนจากคุณรักษ์ ว่าไปแล้วก็คิดถึงท่านอยู่เหมือนกัน แต่ก่อนนี้ถ้าจะซื้อเครื่องดนตรีก็ต้องไปหาท่าน ไม่ทราบว่าปัจจุบันนี้ท่านจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?  บริษัทเปรมประชาขนส่งผมก็ไปหาคุณน้อง (เพื่อนของบรรจงและประยูร) ซึ่งเป็นเจ้าของปั้มน้ำมันตราดาว และรายสุดท้ายก็คือ CACC เชียงใหม่แอร์คลีนิคของธีรชัย เพื่อนที่เรียนด้วยกันที่เทคนิค...


บัตรที่เห็นผมสั่งพิมพ์ที่โรงพิมพ์เดียวกันกับที่พิมพ์สูจิบัตร...

ทุกวันนี้นอกจากผมแล้ว คงไม่มีใครจำ "3 Centuries of German Music" ได้!

E.E. News

ผมชอบอ่านและชอบขีดชอบเขียนมาตั้งแต่เมื่อตอนเป็นเด็กนักเรียนแล้วหละ  เคยฝันที่จะมีโรงพิมพ์ของตนเองและทำนิตยสารออกจำหน่าย อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นบรรณาธิการ อยากเป็นช่างศิลป์ ทั้ง ๆ ที่เกือบตกวิชาภาษาไทยมาโดยตลอด ส่วนวิชาวาดเขียนก็ไม่เคยได้คะแนนดี...


ตอนเรียนช่างไฟฟ้าที่วิทยาลัยเทคนิคภาพพายัพ ผมตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นเล่น ๆ โดยให้ชื่อว่า "สำนักพิมพ์ลมม้า" ตั้งตัวเองให้เป็นทั้งบรรณาธิการและนักเขียน ออกหนังสือเกี่ยวกับไฟฟ้า-อีเลคทรอนิคส์ ในชื่อว่า "A.M. Electronics" ตอนนั้นผมเขียนเองอ่านเอง โดยมีบรรจงเพื่อนสนิทเป็นผู้เขียนภาพประกอบ ฉบับสุดท้าย ฉบับที่ ๓ เดือนพฤษภาคม ๒๕๑๐ ไม่คลอด เพราะผมเขียนได้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ

ขอสแกนที่นายมือบอนตอบปัญหา Electronics มาให้ดูหน่อยละกัน...


บ้าไหมล่ะ? ผมถามเองตอบเอง โดยใช้ปากกาคอแร้งเบอร์ ๓ จุ่มน้ำหมึกอินเดียนอิ้งค์  เขียนตอบไปเรื่อย ๆ หากหมึกเลอะก็ใช้กระดาษซับซับ...

พอไปเรียนอยู่เทคนิคกรุงเทพ ปี ๒๕๑๓ ผมก็ทำ E.E. News โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดแบบกระเป๋าหิ้วซึ่งยืมจากเพื่อนที่ชื่อวิบูลย์ โตทอง ผมนั่งพิมพ์อยู่ที่ห้องในหอพักจำนงค์ แล้วก็นำไปให้เพื่อน ๆ แผนกอีเล็คทรอนิคส์ชั้นปีที่ ๔ ได้อ่านกัน ครั้นไปเรียนที่ดุริยศิลป์ ปี ๒๕๒๐ ผมก็พิมพ์ "ดุริยสาร" ด้วยเครื่องพิมพ์ที่ซื้อเอง แล้วนำไปติดไว้ที่บอร์ดตึกดนตรีให้เพื่อน ๆ อ่าน...

วันนี้ผมอยากจะสแกน E.E. News ฉบับที่ยังคงเหลืออยู่ให้เพื่อน ๆ ได้ดูซักหน่อย มีด้วยกัน ๘ หน้า ประกอบด้วยการ์ตูนเสียเป็นส่วนใหญ่









ที่ตึกอีเล็คทรอนิคส์ มีพื้นที่ว่างใต้ถุนตึกซึ่งใช้เป็นที่เล่นฟุตบอลในร่มได้ นักศึกษารอบเช้าปี ๔ ได้ตกลงที่จะแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม เรียงรายชื่อตามลำดับตัวอักษร ได้เป็น หมู่ ๑ ถึงหมู่ ๔ แต่ละหมู่ก็จะจัดทีมนักเตะจำนวน ๕ คน ซึ่งประกอบด้วย กองหน้า ๒, กองหลัง ๒ และผู้รักษาประตู จากนั้นก็จัดให้มีการแข่งขันแบบพบกันหมด โดยใช้เวลาช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน ผมอยู่หมู่ ๔ แต่ไม่ได้ลงแข่งขันกับเค้าหรอก ขอทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการ E.E.News

จำไม่ได้แล้วว่ากิจกรรมเตะลูกพลาสติกของนักศึกษาปี ๔ ที่ใต้อาคารอีเล็คทรอนิคส์ในช่วงปี ๒๕๑๓ มีที่มาอย่างไร ตอนนั้นคำว่า ฟุตซอล (Futsal) ก็ยังไม่ปรากฏ มันเป็นภาพที่ยังคงประทับใจของนักศึกษารุ่น "ตึกพัง" บางคน  หลายคนอาจจะลืมเลือนไปแล้วก็ได้ แต่ถ้าเขาเหล่านั้นได้มาเห็นภาพ E.E.News ฉบับนี้ คงจะระลึกได้ถึงความสนุกสนานของนักศึกษาทั้งห้อง ก และ ห้อง ข ในช่วงเวลานั้น...

น่าเสียดายที่ไม่มีใครในหมู่ ๑ ถึง ๔ ที่จะได้เห็น E.E. News ฉบับนี้!!

Friday, November 26, 2010

พี่อู๊ดแวะมาเยี่ยม…

บ่ายวันนี้...เพื่อนบ้านนำเงินมายื่นให้ ๑,๐๐๐ บาท พร้อมกับกระดาษแผ่นเล็ก ๆ เขียนว่า...


พี่อู๊ดคือลูกของลุงซึ่งจัดว่าเป็นญาติผู้พี่ที่ผมใกล้ชิดมากที่สุด ทั้งนี้เพราะพี่อู๊ดไปเรียนที่ ม.ช. ในช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่มงฟอร์ต ทำให้ผมมีโอกาสได้เจอะเจอและพูดคุยด้วยในช่วงที่พี่อู๊ดไปเยี่ยมเยียนแม่ปราณีที่บ้าน ร้านกาแฟไทยประเสริฐ ถนนเจริญเมือง พี่อู๊ดเคยพาไปดูหนังด้วยล่ะ ผมจำได้แม้กระทั่งคำแนะนำที่พี่อู๊ดบอกให้ผมสวมแว่นตาให้ติดตา ไม่ใช่นำออกมาใส่เฉพาะเวลาดูหนัง...

ผมมีภาพเก่าภาพแก่อยู่ภาพหนึ่ง ดูแล้วบอกไม่ได้ว่าพี่อู๊ดคือเด็กชายคนไหน แต่ที่รู้แน่ ๆ คือตัวเองซึ่งยังเล็กมาก คุณแม่ต้องอุ้ม...


พี่อู๊ดปลดเกษียณได้หลายปีแล้ว แต่ก็ยังดูแข็งแรงและหน้าตาดี ตั้งแต่วันเผาศพคุณแม่ที่วัดพระบาท ผมได้เจอพี่อู๊ดอีกครั้งก็ที่บ้านหลังที่อยู่ทุกวันนี้เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นพี่อู๊ดไปต่างจังหวัดผ่านมา ยังไม่รู้จักบ้านผม แต่พี่อู๊ดก็เที่ยวถามหาจนเจอ มาตะโกนเรียกอยู่ที่หน้าบ้าน ผมชะโงกหน้าจากชั้นสามลงไปดู เห็นคนที่ยืนเรียกอยู่ข้างล่างแต่ยังจำไม่ได้ ตอนนั้นพี่อู๊ดดูไม่แก่เลย มาเยี่ยมแล้วยังให้เงินไว้ใช้อีก ๑ พันบาท

วันนี้แวะมาเยี่ยมอีกแต่ไม่เจอ พี่อู๊ดฝากเงินไว้ให้อีกเช่นเคย ผมขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

Friday, November 19, 2010

เข้าเมืองเปลืองตังค์…

ผมตั้งใจตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วว่าเช้านี้ต้องเข้าเมืองให้ได้ หลายวันมาแล้วบุรุษไปรษณีย์นำพัสดุมาส่ง เค้าเขย่าประตูพอเป็นพิธีแล้วจากไป ผมไม่โทษเค้าหรอก เพราะนั่นถือได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่สมบูรณ์แล้ว เมื่อประตูบ้านปิด เรียกแล้วไม่มาเปิด ก็ถือว่า "บ้านปิด ให้ไปรับเอง ณ ที่ทำการ" จบ! ง่ายดี! ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าไปรับเองในเมืองก็ได้ อยากรู้จังว่าใครหนอส่งของมาให้...

อ่อ...บริเวณประตูหลังบ้านมีกลิ่นหนูเน่ากระทบผัสสะอยู่ได้เกือบอาทิตย์นึงแล้ว หลังจากที่ผมพยายามหาแหล่งที่มาของกลิ่นเหม็นมานาน ก็เพิ่งเจอเมื่อเช้านี้เอง ผมมองเข้าไปที่ซอกถังน้ำเห็นหางหนูโผล่ออกมาพร้อมกับกลิ่นฉุนกึ๊ก เน่าจนเละไปเกือบทั้งตัวก็ว่าได้ ผมต้องรีบขุดหลุมแล้วนำซากหนูไปฝัง ดีนะที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ไปได้ ก่อนที่เด็ก ๆ จะมาเรียนไวโอลินในวันอาทิตย์

ก่อนออกเดินทาง ผมถ่ายรูปกองหินและทรายที่เตรียมไว้สำหรับการเทปูนในช่วงเย็นวันนี้ ที่เห็นเป็นส่วนผสมของหิน ๑๒ ถังและทราย ๘ ถัง...


มุ่งหน้าไปธนาคารก่อนเป็นจุดแรก ตังค์เหลือติดกระเป๋าแค่ ๒๐ กว่าบาท สภาพท้องถนนในตัวเมืองลำปางในช่วงที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วนจะเป็นอย่างที่เห็นในภาพที่เห็นนี่แหละ...


รถราไม่แออัดตลอดทั้งวัน นาน ๆ จะมีรถม้าวิ่งผ่านมาให้เห็น ตึกสูง ๆ ถูกคุมกำเนิดเอาไว้ ผมหลงใหลเมืองรถม้าก็ตรงนี้แหละ ที่เห็นในภาพคือ บริเวณสี่แยกดอนปาน ถ้าเลี้ยวซ้ายก็ไปสถานีรถไฟ เลี้ยวขวาไปบิ๊กซีและสถานีขนส่ง แต่ถ้าตรงไปก็จะเป็นสี่แยกเพ็ญทรัพย์ เทศบาล และห้าแยกหอนาฬิกา...

ผมต้องแวะไปเบิกตังค์ที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาถนนฉัตรไชยก่อน ที่นั่นบริการเค้าน่าประทับใจจริง ๆ ครับ เจ้าหน้าที่คนสวยเข้ามาช่วยเขียนใบถอนให้ ผมมีหน้าที่แค่เซ็นชื่อแล้วไปนั่งรอเบิกเงิน พนักงานสาวคนที่เคยยืนรอเปิดประตู กล่าวสวัสดี และคอยให้ความช่วยเหลือลูกค้าอยู่ด้านนอกได้รับเลื่อนตำแหน่งไปเป็น teller นั่งอยู่ในเค้าเตอร์แล้ว


ออกจากธนาคาร ผมตรงไปไปรษณีย์ พอเห็นกล่องพัสดุก็รู้ทันทีว่าป้าโรสฝาก Museli มาให้กินอีกแล้ว ดีใจมากครับ ถ้าป้าโรสได้เข้ามาฟังลุงน้ำชาคุย ก็อยากจะขอบคุณป้าโรส หวังว่าสักวันหนึ่งคงมีโอกาสได้ขอบคุณเพื่อนคนนี้ด้วยคำพูดจากปากตนเอง...


ที่ไปรษณีย์ผมถ่ายภาพไว้หลายบาน ขอนำมาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้...




จากนั้นผมก็ไปจ่ายค่า HiNet ที่ CAT หมดไป ๘๐๓ บาท ยังดีนะที่เค้าลดให้จากแต่ก่อนที่ผมต้องจ่ายเดือนละเป็นพัน หุหุ ตั้งแต่ใช้มาเนี่ยก็เกินสองหมื่นบาทแล้วล่ะ


เยื้อง ๆ กับ CAT มี super market ที่ชื่อว่า NV เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ผมเลือกที่จะอุดหนุน เพราะเป็นห้างของคนลำปาง เช่นเดียวกับห้างเสรีและล้านทอง ไม่ต้องมีเครื่องปรับอากาศ ไม่ต้องมี cashier ที่ยกมือไหว้โดยอัตโนมัติปราศจากความรู้สึกหรือมีพนักงานมายืนยกมือไหว้สวัสดีอยู่ตรงทางลงบันไดเลื่อนก็ได้ ผมชอบห้างแบบนี้มากกว่า...


ซื้อเสบียงกลับบ้านหลายอย่าง ควักกระเป๋าอีก ๓ ร้อยกว่าบาท  จากนั้นก็นำจักรยานยนต์ไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ซ่อมไฟเลี้ยว และเปลี่ยนสปริงขาตั้ง หมดไปอีก ๑๖๐ บาท..


ก่อนกลับเข้าบ้าน ผมไปจ่ายค่าไฟฟ้า ๘๓๘.๖๑ บาท!  กลับเข้าบ้านแล้ว ยังต้องรีบบึ่งรถไปรับน้ำข้าวกล้องงอก ๒๐ ถุง จ่ายไปอีก ๑๐๐ บาท!

สรุปแล้ว เข้าเมืองเปลืองตังค์ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ขออยู่บ้านดีกว่า...