Wednesday, July 18, 2018

ตำนาน FB Trip

จักรยานพับคันแรกของผมยี่ห้อ Coyote  ซื้อต่อมาจากครูหนิงในราคา ๒,๐๐๐ บาท เมื่อปี ๒๕๕๖ มีล้อขนาด ๑๖ นิ้ว...


ตอนนั้นมีความคิดที่จะท่องเที่ยวด้วยจักรยานพับโดยตั้งชื่อทริปว่า "FB Trip" ผมยังไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับรถจักรยานพับ แค่อยากจะนำมันใส่กระเป๋าจักรยานขึ้นรถเมล์ หรือรถไฟไปปั่นเที่ยวตามเมืองต่าง ๆ ผมเริ่มต้นด้วยการซื้อกระเป๋ายี่ห้อใส่จักรยานมาจากร้านบันเทิงจักรยาน


ประเดิมทริปแรกด้วยการไปเชียงแสนเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๖...


นี่คือสภาพของเจ้า Coyote ในวันที่ปั่นจากบ้านห้างฉัตรไปสถานีขนส่งลำปาง...


ถึงเชียงแสนผมเริ่มเห็นข้อดีของการใช้จักรยานพับ เพราะมันช่วยให้ผมหาที่พักได้อย่างง่ายดาย...


จากนั้นก็ปั่นเที่ยวชมเมืองได้ทันที...


จากเชียงแสนผมตั้งใจว่าจะปั่นไปเชียงของ แต่แล้วก็มีปัญหาทำให้ต้องเลิกล้มความคิด เมื่อเจ้ากล้อง Olympus mju 20 มีอันต้องกลับบ้านเก่า ประจวบกับเจ้า Coyote ก็ทำท่าไม่ดี เครื่องไม้เครื่องมือก็มิได้มีติดตัวไปด้วย... 


ผมตัดสินใจนำจักรยานขึ้นรถเมล์เล็กจากเชียงแสนไปลงพะเยาแล้วต่อเมล์เขียวกลับลำปาง ได้เห็นข้อดีของการใช้จักรยานพับเพิ่มขึ้นอีก คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจนทำให้ปั่นจักรยานต่อไม่ได้ เราก็พับมันแล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถโดยสารได้เลย...  


ผมหาประสบการณ์ท่องเที่ยวด้วยจักรยานพับระยะสั้น ๆ อีก ๒-๓ ทริป เช่นนำขึ้นรถเมล์เขียวไปลงเชียงใหม่แล้วปั่นเที่ยวเวียงกุมกาม หรือไปเมืองลับแลและน้ำตกแม่พูล


ในที่สุดก็ถึงเวลาเปลี่ยนจักรยาน ผมตัดสินใจสั่งซื้อเจ้า Banian Haima H9 จักรยานพับ ๙ สปีด ล้อ ๒๐ นิ้ว เฟรมอลูมิเนียม ชุดเกียร์ SRAM ล้อแบริ่ง จากเว็บ My-80 Bike หลังจากดูรีวิวของเฮียเป้ใน YouTube  แล้วเริ่มต้นด้วยการพาเจ้า Banian ขึ้นรถไฟฟรีไปปั่นที่เชียงใหม่


จากนั้น FB Trip อื่น ๆ ก็ตามมา ผมเริ่มมีีความคล่องตัว พับหรือกางจักรยานได้อย่างรวดเร็ว รู้ด้วยว่าจะหอบหิ้วขึ้นรถอย่างไร หรือจะเอาไว้ที่ไหนดี  


ยิ่งเที่ยวก็ยิ่งมีประสบการณ์ ผมไปหลายจังหวัด ลาวก็ไป ครั้งล่าสุดไปไกลถึงมะละกา กำลังจะได้ลงเรือข้ามไปปั่นบนเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย อยู่แล้วเชียว...


ที่เล่ามาคือความเป็นมาของ FB Trip การเดินทางท่องโลกด้วยจักรยานพับสไตล์ลุงน้ำชา ผมเชื่อว่าจักรยานและสัมภาระอย่างที่เห็นจะพาเราไปได้สุดขอบฟ้า!

Tuesday, July 17, 2018

ดูแลจักรยานก่อนออกเดินทาง

ผมมีเจ้า Banian เป็นเพื่อนคู่ใจมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ หุหุ... เกือบ ๓ ปีแล้วสินะ! 


เคยคิดอยากจะได้เพื่อนใหม่อย่างเจ้า Java IRA 


แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ บอกตัวเองว่าอายุมากแล้ว...จะอยู่ปั่นจักรยานได้อีกสักกี่ปี? สรุปได้ว่าหากเป็น FB Trip ก็จะใช้เจ้า Banian นี่แหละ ถ้า go abroad by land ไม่ว่าจะปั่นทางไกล นำขึ้นรถไฟ หรือลงเรือ ก็ใช้กระเป๋าเป้ติดตะแกรงหลังราคาถูกของจีนที่มีอยู่ โดยมีเต๊นท์ไปด้วยเผื่อต้องนอนริมทาง...


หากเป็น FB Trip ระยะสั้น ๆ วันสองวันก็เปลี่ยนไปใช้เป้สะพายหลัง (backpack) ขนาดย่อม หรือถ้าจะนั่งเครื่องไปไกล ๆ อย่างเช่นศรีลังกา ฟิล่ิปปิน หรือบังกลาเทศ ก็จะพกพาสัมภาระรูปแบบเดีียวกัน ถอดตะแกรงหลังออก มีแค่ backpack น้ำหนักไม่เกิน ๗ กิโลกรัม เพื่อจะได้นำติดตัวขึ้นเครื่องได้โดยไม่ต้องเสียตังค์ค่า load กระเป๋า ผมจะนำเงินไปจ่ายเป็นค่านำจักรยานขึ้นเครื่องในอัตราอุปกรณ์กีฬา (เข้าใจว่า ๗-๘ ร้อยบาท) แทน ลงเครื่องแล้วก็นำจักรยานออกปั่นได้เลย...

ก่อนออกเดินทางไปมะละกาเมื่อเดือนเมษาที่แล้ว สิ่งที่ผมทำคือตรวจเช็ค ทำความสะอาด และหยอดน้ำมันเจ้าเพื่อนยาก แม้จะราคาไม่ถึงหมื่น..เจ้า Banian สามารถปลดเร็วได้ทั้งล้อหน้าล้อหลัง!



ทำความสะอาดแล้วตรวจเช็คให้ดี...



ดอกยางยังพอไปไหว แต่หลังจากทริปนี้คงต้องเปลี่ยนใหม่!


 

สิ่งที่ต้องทำอีกอย่าง (a must) คือการหยอดน้ำมันโซ่...


ผมใช้น้ำมันหยอดโซ่ของจีนยี่ห้อ Cylion สั่งจากลาซาด้าราคาร้อยกว่าบาท....



ทำความสะอาดเฟืองและอุปกรณ์ชุดเกียร์ให้เอี่ยมอ่องด้วย...


รักจักรยานของเราให้มาก ๆ แล้วมันจะอยู่กับเราไปอีกนานครับ!

Monday, July 16, 2018

ความจริงเกี่ยวกับจักรยานพับ

พูดถึงเรื่อง "การปั่นจักรยานท่องโลก"  สำหรับคนสูงวัยเช่นผม...ยังไง ๆ ก็คิดว่าใช้จักรยานพับล้อ 451 ขนาด ๒๐ นิ้วนั้นดีที่สุด!



ถ้าจะให้ดีก็ต้องใช้จักรยานสเปคสูงกว่าเจ้า Banian ของผมอีกสักหน่อย เพราะมีแค่ ๙ สปีดไม่สามารถขึ้นเขาได้ดี  เท่าที่ผ่านมาพอเจอเส้นทาง uphill ติด ๆ กันก็ต้องลงจูงซะแล้ว 


ควรใช้จักรยานที่มีจานหน้า ๒ จาน อย่างน้อยก็ทำให้ปีนเขาเก่งขึ้น อย่างเจ้า Java IRA ผมคิดว่าใช้ได้เลย จักรยานพับเฟรมโคโมลี่ 18 สปีด Shimano Sora ตะเกียบคาร์บอน ล้อ 451 ขนาด ๒๐ นิ้ว อานเจล Selle Royal  น้ำหนักไม่รวมบันได ๑๐.๗๙ กิโลกรัม แต่มันแพงกว่าเจ้า Banian ของผมเท่าตัวนะครับ!!... 

Java IRA - ภาพจาก aimbike.com
หากยังหนุ่มแน่นและต้องการเดินทางไกลด้วยจักรยานตลอดเส้นทาง ก็ต้องใช้จักรยานอย่างเนี้ยครับ...


การท่องโลกด้วยจักรยานพับ (Folding Bike) นั้นเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่เดินทางแบบไม่เร่งรีบ ใช้มันเป็นยานพาหนะเชื่อมต่อระหว่างรถโดยสารหรือรถไฟกับเมืองต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ผมได้ทดลองทำมาแล้ว พบว่ามันสามารถพาไปสุดขอบฟ้าได้จริง...หากเรากล้าพอ! 


ใช้จักรยานพับที่ไม่ติดตะแกรงหลัง ผมมีเพียงเป้สะพายหลัง (backpack) ขนาดกลาง อย่างเช่นตอนปั่นจากช่องเม็กไปจำปาสัก อย่างนั้นจะคล่องตัวที่สุด แต่มีข้อเสียคือนำไปได้เฉพาะของใช้จำเป็นเท่านั้น เสบียงและของอย่างอื่นต้องไปหาซื้อเอาตามทาง (สำหรับเป้ผมขอแนะนำให้ใช้ที่คุณภาพดีกว่านี้หน่อย ของที่ผมใช้อยู่ราคาแค่ใบละ ๒๕๐ บาทเอง!)...


นั่งรถไฟ รถตู้ หรือรถยนต์โดยสาร ผมหิ้วจักรยานพับและเป้ไปด้วยกันได้เลย ไม่ต้องจ่ายค่าระวาง ถ้าขึ้นรถตั้งแต่ต้นทางก็ยิ่งสบาย...


ผมเคยนั่งรถยนต์จากอุตรดิตถ์ไปบ้านโคกโดยมีจักรยานพับใส่ใต้ท้องรถไปด้วย ค่าโดยสารแค่ ๙๕ บาท ส่วนเจ้า Banian ขึ้นฟรี...


ถึงบ้านโคก ผมลงที่สามแยก.... unfold จักรยานแล้วปั่นต่อไปด่านภูดู่ ง่ายกว่านี้ไม่มีแล้ว!


เช่นเดียวกัน...พอลงจากรถไฟที่สถานีสุไหงโก-ลก ผมก็ปั่นตรงไปด่านได้เลย


ผมปั่นจักรยานจาก Rantu Panjang ไป Pasir Mas 


พอถึงสถานีรถไฟ ผมตีตั๋วไปลง Gemas แกล้งทำเฉยเกี่ยวกับจักรยานพับ พอขึ้นรถซึ่งเป็นตู้นอน เจ้าหน้าที่มาเก็บค่าจักรยานอีก ๑๐ ริงกิตหรือประมาณ ๑๐๐ บาท ผมก็จ่ายให้โดยดี...


ลงรถไฟที่ Gemas ตอนเช้ามืด...ผมปั่นจักรยาน ๘๐ กิโลเมตรต่อไปยังมะละกา!


น่าเสียดายยิ่งนักที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ... มันไม่เหลือภาพเมืองเก่าอย่างในอดีตให้เห็นอีกแล้ว!

ภาพถ่ายในอดีต ด้วยกล้องฟิล์ม
เข้าถึงตัวเมือง ผมไม่ได้กดชัตเตอร์เก็บภาพแม้แต่บานเดียว! ปั่นจักรยานไปสถานีขนส่งแล้วตีตั๋วรถโดยสารกลับ Rantau Panjang ในคืนนั้นเลย!  ผมนำจักรยานขึ้นเก็บใต้ท้องรถด้วยตนเอง พอถึงปลายทางก็เอามันลงมา unfold  ปั่นผ่านด่านมาเลย์และด่านไทยแล้วตรงไปหาของกินที่ตลาดสดสุไหงโก-ลก....ทุกอย่างดูง่ายไปหมด!

สรุปแล้ว "จักรยานพับ" เป็นคำตอบสำหรับนักท่องโลกด้วยจักรยานสูงวัยเช่นผมจริง ๆ ครับ...

FB Trip ไปมะละกา - ไปเร็วมาเร็ว

วันนี้ขอคุยเรื่องปั่นจักรยานท่องโลกต่อนะครับ...


เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา (ยังไม่นาน) ผมนำจักรยานพับ (folding bike) ขึ้นรถไฟไปลงที่สถานีสุไหงโก-ลกแล้วปั่นเข้ามาเลเซีย เป็นการขี่จักรยานไปมาเลเซียเป็นครั้งที่สองซึ่งห่างจากครั้งแรก ๓๐ ปี!



เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ผมปั่นจักรยานเข้ามาเลเซียทางด่านสะเดา ใช้หนังสือเดินทางเล่มที่สอง ยังเป็นแค่ชายผู้แข็งแรงเต็มร้อยแต่น้อยด้วยประสบการณ์ ใช้จักรยานมือสองราคา ๑,๕๐๐ บาท (น่าเสียดายไม่มีกล้องถ่ายรูปบันทึกภาพให้ดู)...  






ไม่มีมือถือ อินเทอร์เน็ต จีพีเอส หรือข้อมูลใด ๆ นอกจากในหนังสือ South-East Asia ที่พกไปด้วย...


สมัยนั้นความเจริญยังไม่ขยายตัวมาถึง มาเลเซียเป็นประเทศที่ผมขับขี่และพักแรมได้อย่างปลอดภัย ผู้คนมีน้ำใจ ความประทับใจที่ได้จากการปั่นจักรยานของผมทั้งทางด้านตะวันตก (west coast) และตะวันออก (east coast) มีมากจนสุดบรรยาย...


กลับไปปั่นในมาเลเซียอีกครั้งเมื่อวัยใกล้ ๗๐ ผมเป็นแค่เพียงชายแก่ผู้มีหัวเข่าซึ่งบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มเมื่อปีก่อน อยากรู้จริง ๆ ว่าความเปลี่ยนแปลงของประเทศมาเลเซียและความรู้สึกที่ได้รับจากการเดินทางด้วยจักรยานสมัยนี้จะเป็นเช่นไร?


บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ข้ามสะพานไปยังฝั่งมาเลเซีย...ผมเห็นอาคารตรวจคนเข้าเมืองหลังใหญ่ตั้งขวางหน้า ตรงนั้นเคยทางแยกเล็ก ๆ ที่เป็นถนนลาดยางซึ่งผมเคยยืนรอขึ้นรถเมล์คันเล็กไปโกตาบารู... 


ครั้งนี้ผมพกเต๊นท์ไปด้วย แถมยังมีเป้ติดตะแกรงท้ายจักรยาน ทั้งสองอย่างเป็นสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน ตั้งใจว่าจะตั้งเต๊นท์นอนข้างทางตลอดเส้นทางจากเมืองไทยไปยังทะเลสาบโตบาในอินโดนีเซีย ผมทำประกันเดินทางกับวิริยะประกันภัยไว้ถึง ๓ อาทิตย์....


วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๑ ผมโพสต์ลงใน facebook บอกเพื่อน ๆ ว่า...
๑๑.๕๓ น. กำลังนั่งอยู่บนตู้รถไฟชั้นสามจากกรุงเทพไปสุไหงโก-ลก เป็นทริปจักรยานพับอีกเช่นเคย แต่คราวนี้ผมได้ดัดแปลงเพิ่มตะแกรงหลังให้ใส่กระเป๋าเป้ข้างได้ เมื่อวานไปปั่นจักรยานเที่ยววัดในเด่นชัยเพิ่มเติมได้อีก ๔ วัด ก่อนนั่งรถไฟมากรุงเทพ..
พรุ่งนี้ปั่นเข้ามาเลเซียครับ เป้าหมายคือมะละกาแล้วข้ามไปดูไม อินโดนีเซีย...ทะเลสาบโทบาคือเป้าหมายไกลสุดของผม

จากนั้นผมก็หายเงียบไป จนถึงขนาดที่ ดร.ภีม ต้องสอบถามด้วยความสงสัยว่าตอนนี้ลุงอยู่ไหนแล้ว? คำตอบในวันนี้ก็คือ ผมได้ปั่นจักรยานไปจนถึงมะละกา ซึ่งตลอดเส้นทางที่ผมปั่นจากสุไหงโก-ลก ไปขึ้นรถไฟที่ Pasir Mas  ไปลงที่ สถานี Gemas แล้วปั่นจักรยานไปจนถึงมะละกา ผมได้รับความรู้สึกที่ดีมาตลอด สามารถเรียกประสบการณ์เมื่อ ๓๐ ก่อนให้กลับคืนมาได้อย่างน่าประทับใจ แม้ว่าบ้านเรือนและถนนหนทางจะเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้

แต่แล้วก็มีข่าวสารจากเชียงใหม่ที่ทำให้ผมไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ผมต้องรีบตีรถกลับมารันเตาปันจัง (Rantau Panjang) กลับเข้าไทยแล้วนั่งรถไฟกลับไปเชียงใหม่! จากนั้นพายุร้ายก็โหมกระหน่ำจนตั้งตัวไม่ติด.... ผมต้องหยุดเขียนบล็อกเสียหลายเดือน

แม้จะใช้เวลาปั่นจักรยานในมาเลเซียแค่ไม่นาน แต่ก็มีเรื่องสนุก ๆ พร้อมความคิดเห็นใหม่ ๆ ที่อยากจะแชร์กับเพื่อน... 

โปรดติดตามอ่านนะครับ

Sunday, July 15, 2018

คิดถึงครูเตี๋ยง

สิ่งที่ทำให้ผมยิ้มได้อย่างมีความสุขก็คือ เมื่อได้เห็นงานที่ตัวเองทำมากับมือ ไม่ว่าจะเดินไป ณ จุดไหนในบ้านห้างฉัตร...


แทบทุกแห่งนับตั้งแต่ห้องน้ำไปจนถึงห้องสอนดนตรี เกิดขึ้นได้ก็เพราะงาน DIY ซึ่งมาจากการไม่ยอมแพ้ ผมเคยโดนช่างอาชีพคิดค่าแรงมหาโหดแถมยังทำให้ไม่ดี จนต้องตัดสินใจซื้อหนังสือมาอ่านแล้วลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง จึงเป็นที่มาของบล็อก namcha.blogspot.com ซึ่งกล่าวถึงเรื่องงานช่างสัพเพเหระ ถูกบ้างผิดบ้างไปตามประสาช่างเหอะจนถึงทุกวันนี้

วันนี้อยากจะเขียนต่อเรื่อง "ห้องสอนดนตรี"  เมื่อย้ายมาอยู่ลำปางผมเคยอาศัยในอาคารพาณิชย์หลายแห่ง ตั้งแต่ตึก "สมพรมิวสิคเฮ้าส์" ไปอยู่บ้านพระบาท บ้านปงแสนทอง แล้วมาบ้านห้างฉัตร ได้เห็นอาคารที่ชั้นล่างมีบันไดขึ้นสู่ชั้นลอย แล้วขึ้นชั้นสองอีกที พื้นที่โถงด้านหน้ามีเพดานสูง เสียเนื้อที่ด้านบนไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำความสะอาดก็ยาก ผมเคยคิดที่จะจ้างช่างมาวางคานเหล็กแล้วปูด้วยไม้อัดหนา ทำเป็นห้องเพิ่มขึ้นอีกห้องนึง แต่ก็ไม่ได้ทำสักที 

จนกระทั่งปีทีแล้ว ผมตัดสินใจเฉือนเงินที่ร่อยหรอ จ้างช่างอาชีพ ๒ คนมาทำให้ความฝันเป็นจริงที่ "ร้านเปียโน" บ้านห้างฉัตร งานเชื่อมโลหะและงานหนั ผมทำเองไม่ได้ ผมแค่สั่งวัสดุให้ บอกไอเดียคร่าว ๆ แล้วปล่อยให้ช่างทำกันเอง กับค่าแรงหมื่นกว่าบาท...แม้ผลงานที่ทิ้งไว้จะไม่เป็นที่น่าพอใจแต่ก็ยอมรับได้...


สิ่งที่ต้องทำเองต่อคือการกั้นผนัง ทาสี และตกแต่ง ซึ่งคงต้องค่อย ๆ ขยับไปทีละนิด ๆ มีงานที่รออยู่มากมายหลายอย่าง เช่นการปรับแต่งบานประตู ทาสี ใส่กาวยึดพื้นที่วางไว้ไม่แน่น ติดรูปภาพ แขวนนาฬิกา เดินไฟ ติดตั้งระบบเสียงและคอมพิวเตอร์ แก้ไขสายไฟที่ช่างแอร์เดินไว้ไม่ดี ติดพัดลมดูด และอื่น ๆ   


แม้ห้องจะยังไม่เสร็จดี ก็เปิดใช้งานมาหลายเดือนแล้ว เด็ก ๆ ได้ใช้เรียนเปียโนและไวโอลินทุกวันเสาร์... 


ห้องเรียนดนตรีมีเปียโนไฟฟ้า ๒ หลัง (ยี่ห้อคาสิโอทั้งคู่) 


ทุกครั้งที่ผมนั่งเล่นเจ้าเปียโนหลังใหม่ ก็ต้องคิดถึงและขอบคุณครูเตี๋ยงผู้มอบให้ผมมาฟรี ๆ (ไม่คิดตังค์แม้แต่บาทเดียวแถมยังแพ็คส่งมาให้เป็นอย่างดี!)


เด็ก ๆ ได้รับอานิสงส์กับสิ่งที่ครูเตี๋ยงให้มา...





ไม่มีใครอย่างนี้อีกแล้ว ผมมิอาจบรรยายได้หมดกับความเมตตาและน้ำใจซึ่งไม่คาดคิดว่าจะได้รับจากครูเตี๋ยง จากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เคยหิ้วแอคคอร์เดียนยุโรปจากกรุงเทพมาให้ผมที่ลำปาง แล้วยังพาไปเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างดี... 


"ครูเตี๋ยง" หรือ "คุณธเนศ" เป็นผู้ให้ที่สละเวลาอันมีค่าทำคลิปสอนแอคคอร์เดียนลงไว้ใน YouTube สำหรับผู้ที่ชื่นชอบได้นำไปศึกษา...



คิดถึงครูเตี๋ยงครับ !

Saturday, July 14, 2018

อินดี้ผู้ไม่ยอมแพ้

ยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นสักทีสำหรับงานปรับปรุงและซ่อมแซมบ้านห้างฉัตรของลุงน้ำชา!!  ผมมิอาจหาถ้อยคำใดมาแก้ตัวได้ นอกจากจะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาหลายเดือนเป็นช่วงเวลาที่ไม่สามารถทำในสิ่งที่ปรารถนาและกลับมาเขียนบล็อกต่อได้เหมือนเดิมจริง ๆ

ตราบถึงวันนี้...หลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับทริปจักรยานพับไปมะละกา (FB Trip to Melaka) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็ถูกลืมไปแล้ว ไฟล์รูปภาพที่บันทึกกลับมาก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ไหน ผมไม่สามารถเรียกความกระตือรือร้นที่จะอัพเดทเรื่องราวต่าง ๆ ให้กลับคืนมา

อย่างไรก็ตามก็ยังคงคิดถึงเพื่อน ๆ ทุกคนอยู่เหมือนเดิม เมื่อได้สัมผัสสิ่งนั้นก็คิดถึงเพื่อนคนโน้น เมื่อเจอสิ่งนี้ก็คิดถึงเพื่อนคนนั้น เป็นเช่นนี้มาตลอด คิดถึงครับ แม้มิอาจพรรณาได้ครบถ้วน...

ทำไมลุงน้ำชาถึงได้หายเงียบไป? หลายคนอาจเป็นห่วงหรือรอการกลับมาของผม ซึ่งต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง อยากบอกว่าความรักและคิดถึงที่มีต่อเพื่อนๆ ยังคงดำรงอยูเสมอมา ยิ่งกาลเวลาผ่านไป กลายเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ผมก็ยิ่งต้องคิดทบทวนถึงอดีตที่ผ่านมา ทำให้ต้องคิดถึงเพื่อนเก่า ๆ ที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันที่มงฟอร์ต เทคนิค วิทยาลัยพายัพ และอีกหลาย ๆ คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแต่ไม่คิดว่าจะได้กลับไปเจอกันอีก

เช้าวันนี้ผมลงไปทำความสะอาดห้องสอนดนตรีหลังจากได้รับโทรศัพท์จากอินดี้บอกให้ทราบว่ากำลังเดินทางมาเรียน ผมเห็นเด็กคนนี้ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ จนกลายเป็นหนุ่มใกล้จะจบการศึกษาที่โรงเรียนบุญวาทย์และเดินเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย!


อีกไม่นานผมก็จะหยุดสอนอินดี้ เพื่อให้นักเรียนได้เตรียมตัวสอบ เด็กหนุ่มคนนี้จะต้องก้าวเดินต่อไปด้วยภาวะการเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องแบกรับปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมืองมากมายที่พวกคนแก่ (ไดโนเสาร์) ในรัฐบาลเผด็จการได้สร้างเอาไว้...

อินดี้ผู้ไม่ยอมแพ้ เป็นนักเรียนที่ไม่วางมือจากเครื่องดนตรีซึ่งกล่าวกันว่าเล่นยากที่สุดชิ้นหนึ่ง วิชาดนตรีที่อินดี้ได้นำติดตัวไปด้วย ไม่ว่าจะมากหรือน้อยจะทำให้เด็กหนุ่มคนนี้เข้าสู่สังคมที่เปิดกว้างได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร...


อีกไม่นานผมคงจะต้องคิดถึงอินดี้ทุก ๆ เช้าวันเสาร์!