Wednesday, March 25, 2015

อีกก้าวหนึ่งของ music room

นอกจากจะเตรียมจัดข้าวของเพื่อออกเดินทาง ก็ต้องเก็บงานในส่วนที่จำเป็น แล้วยังเขียนบล็อกทุกวัน...... ผมวุ่นอยู่กับงานจนหัวหมุน!!

ห้องสอนดนตรีบริเวณระเบียงชั้นลอยที่ผมเคยเล่าให้ฟังใช้เวลาเกือบ ๒ ปีเต็ม ก็ยังไม่เสร็จซักที ทุกวันนี้น้องเมเปิ้ลยังโดนยุงกัดขณะเรียนไวโอลิน...


แต่ก็ไม่เลวนะ ผมทำแบบค่อยเป็นค่อยไปจนได้รูปได้ร่างขึ้นแล้ว ยังแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าตัวคนเดียวยกโครงหน้าต่างไม้เก่าขึ้นมาวางข้างบนนี้ได้อย่างไร? เข้าใจว่าคงเป็นเพราะขนาดพอดีกับบริเวณที่จะติดตั้งด้วย เมื่อดึงขึ้นมาวางไว้จึงไม่ตก ของหนัก ๆ อย่างนี้ทำคนเดียวลำบากไม่น้อยเลย  ผมสบายใจเมื่อได้ตีตะปูยึดโครงหน้าต่างไว้แล้ว...


วันก่อนไปซื้อปูนกาวสำหรับปูกระเบื้องมา ๑ ถุง ที่เลือกใช้ปูนประเภทนี้เพราะมีงานกระเบื้องรออยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องฉาบตกแต่งและเติมเต็มในส่วนที่เป็นรูเป็นร่องด้วย (ไม่รู้ว่าใช้งานผิดประเภทหรือเปล่า? หุหุ) ปูนถุงนี้ถุงเดียวใช้มันทุกอย่าง...เอาเข้าไป!


อัดข่องว่างระหว่างวงกบกับคาน...


โครงหน้าต่างของเดิมใช้บานปิดเปิด.... 


เปลี่ยนมาใช้บานเกล็ด จึงต้องดัดแปลงให้วงกบด้านนอกใช้ยึดกับชุดบานเกล็ดได้ ผมไปซื้อไม้สำเร็จจาก Global House มาลองดูก่อน ๔ เส้น ๆ ละ ๑๙ บาท...


เลือกที่ยาวพอกับความสูงของช่องหน้าต่าง แม้จะหน้าแคบไปหน่อยก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวแต่งได้...


นำมาตัดแล้วทากาวลาเท็กซ์...



ตีให้เสมอกับด้านด้าน ด้านหลังจะห่างก็ช่างมัน...


ตีประกบทั้งสองข้างแล้วปล่อยไว้อย่างนั้นก่อน เดี๋ยวค่อยโป้วและขัดกระดาษทราย ไม่ต้องทำดีนัก เพราะจะได้ดูเข้ากับของเก่า...



ทิ้งงานใส่บานเกล็ดไว้ก่อน....


เมื่อวานนี้ ผมหันไปเทปูนในส่วนที่เป็นช่องว่างระหว่างโครงหลังคาและที่ติดกับฝาผนัง หาเศษไม้อัดมาตีแปะเต็มด้านนอก ส่วนด้านในค่อย ๆ ตีไปทีละขั้น เพื่อจะได้เทคอนกรีตลงไป.....


ใช้ปูนที่มีอยู่นั่นแหละ ถ้าผสมแค่ปูนแล้วเทลงไปเลยก็ง่ายหน่อย...แต่ผมดันไปเอาหินขึ้นมาผสมด้วย!



มีหินด้วยทำให้เทปูนลงรูขนาดไม่ใหญ่ลำบากมั่ก ๆ ผมหากะละมังเก่ามาใส่คอนกรีต ค่อย ๆ นำขึ้นไปยืนบนเก้าอี้สูง แล้วใช้ทัพพีเก่าค่อย ๆ ตักใส่ทีละนิด ๆ


เต็มแล้วก็ตีไม้ประกบอีก เทปูนอีก  ดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย! ผมต้องโหนขึ้นลงขึ้นลงหลายครั้งกว่าจะเทปูนได้เต็ม


ต่อจากนั้นก็ไปทำด้านที่ติดกับผนังซึ่งยากขึ้นอีก กว่าจะเสร็จก็เล่นซะมืด ผมต้องทิ้งเอาไว้ก่อน...


ปูนแห้งดีแล้วค่อยแกะไม้ออก ใช้ปูนที่มีอยู่แต่งให้เรียบร้อย...

คงต้องเป็นหลังสงกรานต์แล้วล่ะ!!

Tuesday, March 24, 2015

คิดถึง banjo man


เช้านี้คิดถึงร้าน "ฉงน" ที่บ้านเก่าปงแสนทอง ผมตั้งใจว่าหลังจากกลับมาจาก Travellin' light ไปสุมาตรา ผมจะต้องเร่งมือทำให้ "ร้านเปียโน" บ้านขามแดงให้เกิดขึ้นจงได้... 



ตั้งใจจะใช้หนี้ให้หมดแล้วลงทุนอีก เงินที่เหลือจากการขายบ้านตอนนี้เหลือตัวเลขแค่ ๖ ตัวแม้จะต้องสำรองไว้เป็นค่าเลี้ยงดูตัวเอง แต่ก็มิได้เป็นกังวล คิดว่าทำไปเหอะถ้ามันเป็นความฝันของเรา...

เมื่อพูดถึงร้านกาแฟก็อดคิดถึงคุณปิว เจ้าของร้าน Cowboy Corner ไม่ได้...


คุณปิว มือแบนโจผู้มีชื่อเสียงในจังหวัดลำปาง เป็นนักออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์ไม่เบา เวลาไปเยือนร้านของคุณปิวทีไร ผมเป็นต้องแอบขโมยความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ กลับมาทุกที...


แอบเห็นภาพซึ่งติดอยู่เหนือเคาน์เตอร์ เคยเป็นของผม แต่จำไม่ได้ว่าไปอยู่ที่ร้านคุณปิวได้อย่างไร?


ในภาพคือสมาชิกวงดนตรี "The Cactus" สองในสามได้ตัดช่องน้อยแต่พอตัวจากไปแล้ว เหลือเพียงคนเล่นเบสที่ยืนกลาง อีกไม่นานก็คงจะตามไป  เหลือเวลาอยู่ไม่มาก มีอะไรอยากทำก็ลงมือซะ วันนี้ผมจึงอยากนำ "ตำราแบนโจ" มาแนะนำอีก ๑ เล่ม...


เป็นตำราแบนโจหนา ๒๒๔ หน้า หนาที่สุดตั้งแต่เห็นมา สมแล้วที่เป็น Bluegrass Banjo Bible เสียดายจังที่ผมไม่ได้เล่นแบนโจ ไม่งั้นคงจะหามาฝึกเกาให้หายคันไปเลยทีเดียว อิอิ

ใช้เล่มนี้เล่มเดียว ถ้าเพื่อน ๆ ฝึกจริงจัง รับรองว่าเมืองไทยมี banjo man ผงาดขึ้นมาอีกคนนึงอย่างแน่นอน...

Monday, March 23, 2015

จำเลยรัก

ผมสแกนโน้ตเพลง "จำเลยรัก" เก็บไว้ในเว็บ wichai.net ให้เพื่อน ๆ นักดนตรีได้นำไปบรรเลงมานานแล้ว...


อยู่ในคีย์ Dm ถ้าเพื่อน ๆ เล่น accom นักร้องก็ลดคีย์ลงมาเป็น Cm ซะหน่อยเพื่อไม่ให้สูงเกินไปสำหรับนักร้องน้องรักทั่ว ๆ ไป...


โชคดีเหลือเกินที่ทุกวันนี้เราสามารถค้นคว้าหาข้อมูลที่อยากรู้ได้ง่ายและรวดเร็วชนิด in a flash  ไทยวิกิพีเดียให้ความรู้เกี่ยวกับนวนิยายเรื่อง "จำเลยรัก" ของ "ชูวงศ์ ฉายะจินดา" ไว้ดังนี้...
จำเลยรัก เป็นนวนิยายในปี พ.ศ. ๑๕๐๓ ตีพิมพ์ในเดลิเมล์วันจันทร์ ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ - ๒๕๐๕ เป็นเรื่องราวของความแค้นของ หฤษฎิ์ พี่ชายที่ต้องสูญเสียน้องชายของตนเอง และเขาโกรธแค้นหญิงสาวต้นเหตุ ถึงกับจับตัวมาลงโทษเพื่อให้หายแค้น โดยไม่รู้ว่าจับมาผิดคน ไปจับโศรยา แต่แกิดความรักกันจึงได้แต่งงานกัน สุดท้ายหฤษฎิ์ยอมรับทุกคำบัญชาของโศรยา นับจากนี้ตราบจนชั่วชีวิต บทประพันธ์นี้มีการนำมาสร้างเป็นภาพนยตร์และละครโทรทัศน์ อีกหลายต่อหลายครั้ง
จำเลยรัก ถูกนำมาสร้างทำเป็นภาพยนตร์ ๒ ครั้ง (พ.ศ. ๒๕๐๖, พ.ศ. ๒๕๒๑)  และละครโทรทัศน์ ๕ ครั้ง (พ.ศ. ๒๔๑๗, พ.ศ. ๒๕๒๓, พ.ศ. ๒๕๓๑, พ.ศ. ๒๕๔๑, พ.ศ. ๒๕๕๑) มาแล้ว แต่ละครั้งก็ได้รับความนิยมอย่างดี
ภาพจากไทยวิกิพีเดีย

ไฟล์ pdf  ของนวนิยาย "จำเลยรัก" (๔๔๙ หน้า) เล็กเพียง 10.70 MB ผมเห็นท่าจะต้องเก็บอัดลงมือถือไปอ่านในทริป Travellin' light ไปสุมาตราอีกสักเล่ม... 

Sunday, March 22, 2015

อ่านเรื่องผี! (ต่อ)

หลายวันก่อนใน"อ่านเรื่องผี!" ผมบอกเพื่อน ๆ ว่าชอบหนังสือชุด "ภูติผีปีศาจไทย" ของครู "เหม เวชกร" คิดว่าเพื่อน ๆ หนอนหนังสือก็คงจะชอบเช่นเดียวกับผม 


วันนี้ได้ไฟล์ pdf "เปิดกรุผีไทย" ตอน "ผ้าป่าผีตาย" มาอีก ๑ เล่ม เพื่อน ๆ ลองอ่านตัวอย่างของความสยองขวัญดูสิครับ...
...สุนัขยังไม่ทันจะขาดเสียงหอนดี
ก็เกิดมีกลิ่นเหม็นคลุ้งของศพอย่างชัด ๆ มาตามลม
ผมถึงกับชะงักหยุดอยู่กับที่...
ในเวลานั้นมันค่อนข้างหนาวเหลือเกิน
....มีสิ่งหนึ่งมากระทบหน้าผมฉาดเบ้อเร่อ
ผมตกใจตัวชาวูบเซไปนิดหน่อย...
แต่มันไม่มีอะไร! ไม่มีใครในที่นั้น!
มีแต่ความมืด!  และความว่างเปล่าของทางเดิน!
หนังสือหนา ๑๗๓ หน้า มีเรื่องภูตผีปีศาจที่ทำให้ขนหัวลุกดังนี้...
  • ไปชุบตัว
  • น้าเกียรติ
  • อ้ายกล้าจะตายไม่ได้
  • อ้ายบักสอย
  • อ้ายเรืองพเนจร
  • นั่งหวย
  • ผีปอบ
  • ผ้าป่าผีตาย
  • อ้ายป็อก
  • เงินยวง 
  • เรื่องเก่าของบ้านเกิด
  • อ้ายทุยผู้ซื่อสัตย์
 ขออนุญาตสแกนรูปประกอบในหนังสือมาให้ดูด้วยดังนี้...
...ป้าจีบหัวเราะแล้วหันหน้ามาดูผม... ไฟสว่างเห็นหน้ากันถนัด  คุณพระช่วย ผมตาค้าง นั่นไม่ใช่หน้าของป้าจีบ... 

...หมาใต้ถุนเราก็หอนโหยหวนขึ้นประดังกับเสียงที่ได้ยิน...มันเป็นเสียงใครไม่รู้....ผมสะดุ้งหัวใจวาบเหมือนใจจะขาดและหยุดเต้น...

...พอลืมตาหายห่วง...ผมก็กลับตกใจถึงกับสะดุ้งทั้งตัว  เพราะกระท่อมที่เรานอนอยู่นั้น...ไม่มีใครอยู่เลย...ผู้คนทั้งหมดที่เราพูดเราคุยกันเมื่อคืนไม่มีเลย เงียบเชียบ... 

...มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินแซงหน้าน้าเกื้อ....มองเห็นตะคุ่ม ๆ  ....ก็ใครล่ะครับ จะบุกเข้ามานุงนัวกับคนเมาในยามค่ำคืนที่วัดเปลี่ยวทั้ง ๆ ที่ตัวเป็นหญิงสาว... 
...แต่ในครู่นั้นเอง...ทั้งสี่เสานั้นมีคนไต่ลงมา...มันเป็นคนคนเดียวกันทั้งสี่เสา ฉันกับเพื่อนยืนขาสั่น.... 
...บัดนั้นฟ้าแลบ...แล้วมีพายุพัดอย่างแรงมาใส่เรา....เย็นเยือกเข้าจับหัวใจ ผมมองในความมืด เหมือนเห็นดวงตาใครสองดวงมองดูผม....
...น่าประหลาด...ถ้าคิดว่าฝัน...ทำไมในระหว่างที่กำลังพูดคุยอยู่กับเงินยวงผมยังได้ยินเสียงข้างล่างโรงแรม เสียงบ๋อย...มันไม่ใช่ฝันเสียแล้ว....ใจวังเวงพิลึก.... 
 ...ในขณะนั้นเอง ได้เกิดเสียงประหลาดขึ้น...เสียงที่ร้องนั้นมีตัวมีตน....ยืนอยู่ในความมืด...และในชั่วขณะนั้นเอง....มันก็หายไปเฉย ๆ....
...พอร่างนั้นเข้ามาใกล้ แล้วเอาผ้าคลุมหัวออก...ผมเห็นหน้าในแสงเดือนอ่อน ๆ  เท่านั้นแหละครับ...ผมผุดลุกขึ้นนั่ง...ตัวสั่น... 

เรื่องผียังมีต่อนะครับ!!  เพื่อน ๆ อย่าลืมหาใบหนาดมาเตรียมไว้ด้วยนะ....

Saturday, March 21, 2015

การล้างพิษ

ในกล่องของฝากจากเชียงใหม่ นอกจากสูบลมและไฟฉายซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับ touring bike แล้ว พ่อเลี้ยงบิมยังอุตส่าห์แอบใส่ผลไม้สีสวยมาให้อีก ๒ ลูก...


เกิดมาก็เคยได้กินเจ้าแอปเปิ้ลสตาร์เพียง ๒-๓ ครั้งเท่านั้น วันนี้ผมโชคดีได้ลิ้มรสมันอีก ขอบคุณมาก ๆ ครับ... 




เกี่ยวกับเรื่องผลไม้ ผมก็เพิ่งได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ (หนา ๑๓๓ หน้า) ที่ชื่อว่า "Detox ล้างพิษเพื่อชีวิตที่สดใส" เรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ "ใกล้หมอ"


คิดว่าตัวผมเองก็ต้องหันมาใส่ใจกับสุขภาพให้มากกว่าเดิม ถ้าไม่งั้นอาจจะอยู่เขียนบล็อกให้เพื่อน ๆ อ่านได้อีกไม่นาน จริง ๆ แล้วอยากไปเข้าหลักสูตรล้างพิษตับที่สันติอโศก แต่ยังติดขัดด้วยเหตุผลบางประการ จึงขอค้นหาวิธีล้างพิษ (detox) ด้วยตนเองแบบง่าย ๆ ไปพลาง ๆ ก่อน  โชคดีที่วันก่อนดาวน์โหลดไฟล์ PDF ของหนังสือเล่มนี้มาได้ เนื้อความใน "คำนำ" ส่วนหนึ่งกล่าวว่า....

"การล้างพิษ" ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยขจัดสารพิษที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย คล้าย ๆ กับการอาบน้ำเพื่อชำระสิ่งสกปรกที่เกาะติดอยู่ตามร่างกายภายนอก ซึ่งสิ่งที่ได้ตามมาก็คือ ความสดชื่น เช่นเดียวกับการล้างพิษ เพราะสิ่งที่ได้ตามมาก็คือ สุขภาพที่ดีขึ้น และประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น....

หน้า ๒๒-๒๓ กล่าวถึงการล้างพิษซึ่งทำได้หลายวิธี ดังนี้...

  • การอดอาหาร โดยดื่มน้ำผัก ผลไม้ และชาสมุนไพร
  • การปรับสูตรอาหาร
  • การสวนทวาร
  • การออกกำลังกาย จนถึงจุด peak เพื่อให้ growth homone หลั่ง
  • ล้างพิษด้วยวิธีวารีบำบัด (Hydropathic Treatment)
  • การฝึกการหายใจ และระบบช่วยการหายใจ
  • การใช้เอนไซม์ เพื่อช่วยเรื่องการหมุนเวียนโลหิตและช่วยล้างโลหิตให้สะอาดขึ้น
  • การให้โลหิต หรือการถ่ายโลหิต (Blood Transfusion)

ข้อแนะนำในการเข้าโปรแกรมล้างพิษ ๑ วัน

  1. เริ่มต้นวันโดยการดื่มน้ำสะอาดผสมน้ำมะนาวคั้นสดครึ่งลูก
  2. เลือกผักหรือผลไม้ปลอดสารพิษชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้ ได้แก่ แอปเปิ้ล องุ่น ลูกแพร์ สับปะรด มะละกอ แครอท แตงกวา หรือชเลอรี โดยเลือกเพียงชนิดเดียวเท่านั้น
  3. รับประทานผักหรือผลไม้ชนิดที่เลือกเพียงอย่างเดียว โดยรับประทานประมาณ ๔-๕ มื้อ แต่ไม่ควรทานตลอดเวลา เพราะจะทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ได้พัก
  4. สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบในการรับประทานได้ เช่น ทานเป็นชิ้น ๆ หรือปั่นเป็นน้ำดื่ม เป็นต้น

การทานผลไม้ชนิดเดียวกันตลอดทั้งวัน จะทำให้ระบบย่อยทำงานได้สะดวก แต่หากผลไม้ชนิดนั้นมีไม่พอที่จะทานได้ทั้งวัน สามารถเปลี่ยนไปทานผลไม้อื่นได้ แต่ต้องทิ้งระยะห่างอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง หากคุณหิวระหว่างมื้อให้ดื่มน้ำผลไม้ได้

อยากให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน และหันมาดูแลสุขภาพตัวเองให้มากขึ้นครับ...

Note - ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ "Detox ล้างพิษเพื่อชีวิตที่สดใส"

Friday, March 20, 2015

สี่แผ่นดิน

ผมเป็นคน sensitive เอามาก ๆ ดูหนังบางเรื่องที่กินใจก็อดน้ำตาซึมไม่ได้ คุณแม่ผมก็เช่นกัน ผมเห็นท่านดูละครทีวีทีไร เป็นต้องร้องไห้อยู่เสมอ ตอนที่ท่านยังแข็งแรง ถ้าโรงภาพยนต์เวียงพิงค์ฉายหนังแขกเมื่อไหร่ ท่านต้องนั่งสามล้อไปดูให้ได้... ดูแล้วก็ร้องไห้!!


ทั้งลูกและแม่เป็นคนใจอ่อนและขี้สงสาร ก็เลยโดนหลอกกินเงินไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง...

เพื่อน ๆ เชื่อมั้ยว่า สมัยเป็นวัยรุ่น ผมเคยอ่านหนังสือนวนิยายแล้วน้ำตาไหลพราก หนังสือเล่มนั้นก็คือ "สี่แผ่นดิน" ของ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช 


ทุกวันนี้มีหนังสือ "สี่แผ่นดิน" ที่เป็นไฟล์ PDF  ช่างน่าทึ่งเสียจริงที่นวนิยายเรื่องยาวถูกทำให้กลายเป็น e-book หนา ๑๗๑๗ หน้า ด้วยขนาดไฟล์เล็ก ๆ เพียง 4.07 MB  ผมวางแผนที่จะนำใส่ลงในมือถือ เพื่อนำไปอ่านบนรถไฟฟรี ขณะเดินทางยาวไกลไปมาเลเซียในเดือนหน้านี้...

ผมอยากอ่านเรื่องราวของแม่พลอยกับตาอ๊อดอีกครั้ง...
พลอยต้องยกมือขึ้นลูบหัวตาอ๊อดด้วยความเอ็นดู แล้วพูดเบา ๆ อย่างปรานีว่า
"แม่รู้ว่าอ๊อดของแม่เป็นคนดี ถ้าอ๊อดอยากจะทำอะไรอ๊อดก็ทำได้ดีไม่แพ้คนอื่น ที่แม่ไม่เข้าใจก็คือทำไมอ๊อดไม่ทำ"
ตาอ๊อดเอาหน้าซบลงกับตักพลอยแล้วก็ตอบว่า
"ลูกเองก็ไม่รู้...ชีวิตคนเรามันสั้นเหลือเกิน...สั้นจนน่ากลัว เวลาได้อยู่กับคนที่รักอย่างแม่ ลูกก็อยากจะเกาะไว้ให้นานที่สุด ไม่อยากจะไปห่าง อยากอยู่ใกล้ ๆ แม่อย่างนี้..."
พลอยใจหาย เมื่อได้ยินคำพูดที่ออกมาจากหัวใจของตาอ๊อด เหลียวมองดูตาอ้น ก็เห็นตาอ้นยิ้มอย่างเข้าใจและเห็นใจ พลอยก็ได้แต่นั่งอยู่นิ่ง ๆ มือลูบหัวตาอ๊อดอยู่ไปมา คนที่อยู่ด้วยขณะนั้น คนหนึ่งเป็นลูกของตัวแท้ ๆ อีกคนหนึ่งไม่ใช่ แต่ทั้งสองคนดูเหมือนจะรักและเป็นห่วงพลอยยิ่งกว่าคนอื่น ๆ ที่พลอยรู้จักทั้งหมด......
หน้า ๑๖๔๗.... 
คืนวันหนึ่งพลอยนอนคิดถึงตาอ๊อดอยู่จนหลับไปด้วยความอ่อนใจ และคืนนั้นพลอยก็ฝันไปว่า ตนเองนั่งเล่นอยู่ที่สนามหน้าบ้านในตอนบ่าย แต่แรกก็นั่งอยู่คนเดียว แต่แล้วตาอ๊อดก็มานอนเอาหัวหนุนตักอยู่โดยไม่รู้ตัว ตาอ๊อดหน้าตาสบายดีไม่เจ็บไข้ และยิ้มกับพลอยด้วยวิธีที่ตาอ๊อดยิ้มกับแม่ได้คนเดียว แล้วก็พูดว่า
"ทูนหัวของลูก แม่บ่นเสมอว่าไม่อยากให้ลูกไปจากบ้าน เดี๋ยวนี้ลูกก็กลับมาแล้ว และตั้งแต่นี้ไปลูกไม่ไปไหนอีก ลูกจะอยู่กับแม่ตลอดไป"
กลัวอย่างเดียวว่าอ่านแล้ว ผมจะต้องร้องไห้อีกเท่านั้น... 

Thursday, March 19, 2015

ว่าด้วยเรื่องรองเท้า

หมอกควันยังคงทำให้ท้องฟ้าเหนือนครลำปางหม่นหมอง มันเป็นเช่นนี้ทุกปีในช่วงเดือนมีนาเมษา...


ผมเขียนเรื่อง TB Trip ไปดอยฮางอีก ๒ ตอนก็จบแล้ว! ต้องเร่งมือเพราะทริป travellin' light เดือนเมษายนกำลังใกล้เข้ามาทุกที  ตอนนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องตระเตรียม!  สำหรับบันทึกการเดินทาง...วันนี้ผมนำปากกาออกมาล้างและเติมหมึก


ต้องเลือกปากกา ๑ ด้ามเพื่อนำติดตัวไป เจ้า Rotring 0.5 (ด้ามบน) แม้ว่าจะเขียนดีก็คงไม่เอาไปเพราะกลัวทำหาย เจ้า Pilot ส่วนด้ามกลางก็ใส่น้ำหมึกได้น้อย ผมน่าจะใช้เจ้าเบิ้มตัวล่างมากกว่า...

เรื่องเป้ (backpack) ผมจัดการไล่ฝุ่นและนำออกมาผึ่งเตรียมไว้แล้ว...


งานช่างที่บ้าน เมื่อวันวานก็ได้ยึดท่อน้ำและใส่กาวให้แน่น เพื่อมั่นใจว่าจะไม่หลุดในช่วงที่ผมไม่อยู่...


วันนี้ขออนุญาตคุยเรื่องรองเท้าหน่อยนะครับ...

ผมจำได้ว่าในชีวิตก็ยังไม่เคยซื้อรองเท้าแพง ๆ มาใส่ ตอนได้อ่านเรื่องราวของคุณเมธีเกี่ยวกับรองเท้าดี ๆ ที่ช่วยปกป้องเท้าเจ้าของ ผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะหามาใส่ แต่พอเห็นราคาแล้วต้องถอดใจ!

ก็ใช่ว่าไม่ซื้อมาใส่แล้วจะไม่เคยใส่เด้อ  ที่ Adelaide SA Jan เคยซื้อรองเท้าบูทให้ใส่ทำงาน เป็นรองเท้าหนังแท้หัวแข็ง พื้นหนา มีน้ำหนัก ใส่แล้วยกเท้าแทบไม่ไหว (ฮา) ผมยังไม่เคยใส่ให้รถบรรทุกทับเพื่อทดสอบ แต่รับประกันได้ว่า ถ้าใส่ทำงานจะช่วยป้องกันอันตรายจากตะปูหรือเศษแก้วได้แน่...

หลายปีมาแล้ว อาจารย์ราเชนทร์ (ต้นสน) ยกรองเท้าหนังอย่างดีจากอิตาลีให้ผม ๑ คู่ เป็นหนังแท้ทรงหัวแหลม ยี่ห้อ Salvatore Ferragamo



ผมเปิดเว็บเช็คราคารองเท้ายี่ห้อนี้ดูแล้ว ตัวเลข $995 ทำให้ต้องอ้าปากค้าง!!


เคยใส่ไปเล่นแอคคอร์เดียนกับวงดนตรีคาวบอยอยู่หลายครั้ง คับไปนิดแต่ก็ใช้ได้  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ใส่ไปทัวร์หลวงพระบาง-วังเวียง-เวียงจันทน์  ผมโดนเจ้ากาโม่กัดจนเท้าระบม เดินไม่ได้ ต้องถอดเก็บตั้งแต่อยู่บ้านห้วยทราย...

มีรองเท้า ๒ คู่นี่แหละที่ว่าดี  หหุ...คนให้มาทั้งน้านนนน!

ตัวเองเคยซื้อรองเท้าผ้าใบราคา ๑๗๙ บาทที่เชียงใหม่ นำไปใส่ท่องพม่าและเวียดนาม ทำให้ได้บทเรียนในความผิดพลาด นอกจากจะใส่ไม่สบายเท้าแล้ว รองเท้าผ้าใบราคาถูกยังสะสมความอับชื้นทำให้เหม็นจัด ส่งผลให้เท้าเหม็นไปด้วย กระจายกลิ่นในห้องแอร์เป็นที่น่าอับอาย... ที่โอสเทลในฮานอย ผมต้องยัดรองเท้าส่งกลิ่นเหม็นลงถุงพลาสติก มัดปากถุงแน่น แล้วโยนลงถังขยะ คว้าเอารองเท้าผ้าใบเก่าที่โอสเทลเลอร์ฝรั่งทิ้งไว้มาใช้แทน

ผมได้ตั้งใจว่า ในการเดินทางไกลครั้งต่อไปจะไม่ใช้รองเท้าผ้าใบอีก (นอกเสียจากว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบอย่างดี)  อ้าว! แล้วทริปเดือนเมษานี้หละ...มีรองเท้าเตรียมไว้แล้วยัง?  คำตอบคือ "มีแย้ว...เป็นรองเท้าหนังมือสอง ซื้อมาในราคา ๓๐๐ บาท!!"


พื้นรองเท้ายังอยู่ในสภาพดี  ลองสวมดูแล้ว พบว่ายึดกับพื้นลื่น ๆ ได้ดีครับ...



รอยเย็บก็ยังไม่มีจุดไหนชำรุด...


ยี่ห้อ Clarks ด้วยนะ  รุ่น Active Air ถ้าซื้อใหม่ ๆ คู่ละเป็นพัน!


ใส่แล้วกระชับ แต่ไม่บีบเท้านะ..


บางคนอาจรังเกียจรองเท้ามือสอง แต่ผมเฉย ๆ ครับ...


ขอให้สวมสบายและไม่เหม็นเป็นใช้ได้!!