Friday, June 21, 2019

ไข่เค็มง่าย ๆ สไตล์ช่างเหอะ


ไปตลาดสดเทศบาลตำบลห้างฉัตร  ผมมักจะเห็นแม่ค้านำไข่เป็ดมาวางขาย ถุงนึงบรรจุ ๑๑-๑๒ ฟองราคา ๕๐ บาท บางครั้งก็มีแบบ ๑๐ ฟอง ๔๐ บาท พอดีที่บ้านมีเกลือป่นอยู่แล้วมากมาย ผมจึงชอบซื้อไข่สดกลับมาทำไข่เค็ม  วิธีทำของผมก็เอาง่ายเข้าว่า เริ่มจากการล้างไข่ให้สะอาด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง...


ต้มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะกับจำนวนไข่ ตักเกลือใส่ลงไป ๓-๔ ช้อน ไม่ต้องชั่งตวงวัดให้เสียเวลา เรื่องการใช้เหล้าขาวช่วยทำให้ไข่มันเยิ้มน่ากินก็ไม่ต้องคิดครับ ทำกินเอง ไม่ได้เอาไปขาย ยังไงก็ได้!  รอให้น้ำเกลือเย็นดีแล้ว...ก็เทใส่โหลที่มีไข่สดนอนรออยู่



ตั้งโหลไว้ตามขั้นบันได (เรียงตามลำดับก่อนหลัง) ทิ้งไว้ประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ก็นำออกมาต้ม...



ง่าย ๆ ครับ...! ออกมาแล้วไม่สวยและอร่อยเท่าไข่เค็มไชยา...แต่ก็กินได้ครับ 



ทำไว้กินกับข้าวต้มตอนเช้า ๆ ก็ไม่เลวนะครับ! 

Thursday, June 20, 2019

เย็บผ้า

ฟังข่าวสารการบ้านการเมืองยุคอันธพาลครองเมืองแล้ว...รับไม่ได้จริง ๆ!  เพื่อมิให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพจิต ซึ่งทุกวันนี้ก็แย่อยู่แล้ว ให้หนักขึ้นอีก ผมขออนุญาตปิดการรับรู้ทั้งหมดทั้งสิ้นเกี่ยวกับคนกลุ่มเล็กที่กำลังใช้อำนาจและเล่ห์กลทุกอย่างในการปกครองอยู่ในขณะนี้...


จะขอใช้เวลาที่มีอยู่ในการดูแลผู้ป่วย ปรับปรุงบ้าน สานต่องานเพื่อสังคม และเตรียมตัวเพื่อการจากไปของตัวเอง  ผมไม่ได้บ่นเรื่องพี่ชายมาหลายปีแล้ว ทุกวันนี้เขาก็ยังคงเหมือนเดิม เช้านี้ผมนำอาหารลงไปให้ หลังจากมี request ว่าขอข้าวต้มเยอะ ๆ หน่อย จะได้กินได้สองมื้อเลย...




เมื่อวานนี้หยิบกางเกงสะดอออกมาซ่อม ผมคิดถึงแม่ปราณีเหลือเกิน...




 แม่เป็นผู้สอนให้ผมเย็บผ้าเป็น ไม่ว่าจะด้วยจักรเย็บผ้า หรือเย็บด้วยมือ... กางเกงขาดตรงเป้าครับ!



บทพิสูจน์ในวันนี้คือสายตาผมยังพอใช้ได้สำหรับการผจญชีวิตในบั้นปลาย ขอขอบคุณพระเจ้าที่เปลี่ยนดวงตาซึ่งสั้นจนเกือบบอดให้กลับมาใช้งานได้ หลังจากได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ทั้งสองจากมือของคุณหมอพงษ์ศักดิ์ 

 
 สนเข็มได้ด้วยตาเปล่า...วันนี้ผมรู้สึกดีใจมาก



แม้ว่าฝีมือการเย็บจะไม่ดี แต่กางเกงก็กลับมาใช้ได้ตามเดิม...


ถ้ามีจักรเย็บผ้า ผมคงจะทำได้ดีกว่านี้!

Wednesday, June 19, 2019

ธุลีที่ลอยล่อง - สวาท ณ น่าน

ผมเรียนวิชาช่างไฟฟ้าร่วมกับ "สวาท ณ น่าน"  ที่แผนกช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ (วทพ.) ตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ ถึง ๒๕๑๒...

 
ในบัญชีรายชื่อที่อาจารย์วัฒนานำมาให้ผมดู มีชื่อของสวาทอยู่ในลำดับ 26 บันทึกต่อท้ายว่า (ตาย) ผมทราบมาก่อนแล้วว่าสวาทเป็นอีกธุลีนึงซึ่งได้หยุดการเคลื่อนไหวไปนานแล้ว


เพื่อน "สวาท" เป็นคนอ้อนแอ้น พูดจานุ่มนวล ดูคล้ายกระเทย หนุ่มเมืองน่านค่อนข้างจะขี้อายและเงียบขรึม สวาทไม่ค่อยชอบถ่ายรูปร่วมกับเพื่อน ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะออกลิงออกค่าง...


ผมหารูปของสวาทได้แค่บานเดียว คือภาพตอนที่เราไปดูงานด้วยกันที่โรงงานไฟฟ้าแม่เมาะลำปางขณะที่อยู่ชั้นปีที่ ๓ (กำลังจะจบการศึกษา)


ในกลุ่มคนที่เดินมา ผู้ที่เดินอยู่ด้านนอกสุด (สวมนาฬิกาข้อมือ) กำลังหันหน้าไปทางวิทยากรรุ่นพี่ที่นำชมโรงไฟฟ้าฯ  คือ "สวาท ณ น่าน"  ที่ผมจำได้ดีมีอย่างนึงคือ สวาทมีปากกาหมึกซึมยี่ห้อ Pilot อยู่ด้ามหนึ่ง ตอนอยู่ในชั้นเรียนผมชอบยืมมาใช้บ่อย ๆ (ลักษณะคล้ายเจ้าตัวด้ามสีเขียว)


ผมเป็นคนที่หลงใหลในเรื่องปากกาเอามาก ๆ  แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน วิชาภาษาไทยก็เกือบตกด้วย ถึงกระนั้นก็ยังจดบันทึกและขีด ๆ เขียน ๆ มาตลอดหลายสิบปีจนถึงวันที่มีคีย์บอร์ดให้กด เวลาเดินทางผมยังคงจดบันทึกแบบโบราณ 


หลังจากจบจากช่างไฟฟ้าเมื่อปี ๒๕๑๒ ผมก็ไม่ทราบความเป็นไปของสวาท ณ น่าน เพราะตัวเองต้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ และขาดการติดต่อกับเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ ไม่เคยได้เจอะเจอสวาทอีกเลยครับ มีเพียงครั้งเดียวที่ได้เห็นบทความเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในนิตยสารฉบับหนึ่งซึ่งเขียนโดยผู้ใช้นามปากกาว่า "สวาท ณ น่าน" และได้ยินอาจารย์อุดรบอกว่าสวาทเขียนเรื่องลงต่วยตูน

ไม่น่าเชื่อเลยว่าช่างไฟฟ้าที่จบแล้วไปทำงานอยู่ที่สถานีโทรคมนาคม จังหวัดตากจะกลายเป็นนักเขียนผู้มีผลงาน... 

     ทำเนียบต้นวงศ์ตระกูล ณ น่าน ผู้แต่ง : สวาท ณ น่าน : 2538
หนังสือทำเนียบต้นวงศ์ตระกูล ณ น่าน 
การรวบรวมรายละเอียดที่เกี่ยวกับตระกูล ณ น่าน ในหนังสือเล่มนี้จะทำให้เจ้านาย บุตรหลาน เชื้อวงศ์ของเจ้าผู้ปกครองนครน่าน ได้รับทราบไว้ว่าต้นตระกูลเป็นมาอย่างไร และจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจเรื่องของวงศ์ตระกูล ณ น่าน หนังสือเล่มนี้ถูกจัดทำขึ้นมาซึ่งไม่เคยมีผู้ใดจัดทำมาก่อน การค้นคว้าเรียบเรียงของหนังสือเล่มนี้ได้อาศัยพงศาวดารเมืองน่านเป็นหลักและความทรงจำที่มีอยู่ประกอบกับการบอกเล่า
ผมไม่คิดเลยว่าคนลักษณะคล้ายกระเทยอย่างสวาท จะไปได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าใหญ่ และเป็นผู้ค้นพบต้นกระบากใหญ่ ดังข้อมูลต่อไปนี้... 
อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช เดิมมีชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติต้นกระบากใหญ่” เนื่องจากมีต้นกระบากที่ใหญ่สุดในประเทศไทยเท่าที่สำรวจพบในขณะนี้ โดยมีนายสวาท ณ น่าน ช่างอันดับ 2 สถานีโทรคมนาคม จังหวัดตาก ซึ่งได้รับการบอกเล่าจากชาวเขาเผ่ามูเซอ ว่ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ประมาณสิบคนโอบอยู่ต้นหนึ่ง และมีสะพานหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อได้ไปสำรวจพบเห็นว่าเป็นสภาพธรรม ชาติที่สวยงามควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ จึงได้ทำหนังสือถึงกองอุทยานแห่งชาติ จำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2519 และวันที่ 6 มกราคม 2520 รายงานถึงลักษณะทางธรรมชาติซึ่งมีความโดดเด่น ได้แก่ ต้นกระบากใหญ่ สะพานหินธรรมชาติ น้ำตกห้วยหอย น้ำตกแม่ย่าป้า มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี และมีสัตว์ป่าที่ชุกชุม

 

เพื่อนผมคนนี้เกิดมาแล้วได้เขียนหนังสือทิ้งไว้ให้ลูกหลานก็ถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้วครับ!

Tuesday, June 18, 2019

Folding Knife

จักรยานพับภาษาปะกิตเรียก "Folding Bike"  ถ้าเป็นมีดพับก็น่าจะเรียกว่า "Folding Knife"



ผมมีมีดพับอยู่เล่มนึง เวลาเดินทางมักจะพกติดตัวไปด้วย มิได้ประสงค์ที่จะเอาไว้ทำร้ายหรือแม้แต่ใช้ข่มขู่ให้ผู้อื่นหวาดกลัว เคยเอาใส่เป้เดินทางไปด้วยเพื่อใช้งานอเนกประสงค์ ปลอกผลไม้กิน ตัดเชือก ขันสกรู และอื่น ๆ ที่สำคัญคือสามารถใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้ด้วย มีดเล่มนี้สามารถพับเก็บ ใส่เป้แล้วดูคล้ายกับแท่งเหล็กนอนแน่นิ่งอยู่ในหลืบ แม้จะไม่สามารถใส่กระเป๋า (Carry on Baggage) ถือขึ้นเครื่อง..แต่อยู่ในเป้หรือกระเป๋า (checked baggage) โหลดขึ้นเครื่องได้จ้า!


 
ปัจจุบันนี้มันทื่อเอามาก ๆ เลยครับ ผมอยากจะลับให้คม แต่คิดแล้วว่าไหน ๆ เราเองก็อยู่บ้านขามแดงซึ่งเป็นหมู่บ้านช่างทำมีด ผมน่าจะนำมันไปให้ช่างตัวจริงได้ช่วยฟื้นสภาพให้มันกลับมาดูดีเหมือนเดิมจะดีกว่า อยากเห็นใบมีดที่สะอาดและคมกริบ อีกทั้งยังจะได้ศึกษาเรื่องหมู่บ้านทำมีด แลหาข้อมูลมาเขียนลงบล็อกด้วย



เดี๋ยวจะเอาไปให้เค้าทำนะครับ ได้เรื่องอย่างไรจะนำมาเล่าให้เพื่อน ๆ ทราบ...     

Monday, June 17, 2019

สื่อสารสั้น ๆ


ช่วงนี้มีโอกาสแวะเวียนไปป่าช้า โรงพยาบาล หรือ คลีนิกแพทย์ ค่อนข้างจะถี่ ทำให้ผมได้เห็นสัจธรรมแห่งชีวิต คือสภาวะของการเกิดแก่เจ็บตาย ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น...



วันก่อนไปนอนเฝ้าไข้ ๑ คืนที่โรงพยาบาลเขลางค์นคร-ราม ภาพที่เห็นที่โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ กับภาพโรงพยาบาลห้างฉัตรซึ่งผมไปรับการรักษาพยาบาล ทำให้ได้เห็นความแตกต่างของชนชั้นของคนไทยซึ่งถูกจัดระดับแบบง่าย ๆ ด้วยคำว่า "คนรวย กับ คนจน"   




ค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนแพงมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้วคงได้แต่ฝากชีวิตบั้นปลายไว้กับโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น รวมทั้งตัวเองที่ต้องพยายามดูแลไม่ให้การเป็นอยู่และจากไปของตนนั้นสร้างความเดือดร้อนและความลำบากให้ผู้อื่น เป็นที่แน่นอนว่าช่วงเวลาต่อจากนี้ไปอีกไม่เกิน ๑๐ ปี ในสถานะที่ไม่มีลูกหลานหรือญาติพี่น้องที่จะมาคอยดูแลจัดหาข้าวให้กินหรือเทขี้เทเยี่ยวให้...ก่อนตายผมจะต้องไม่พิการหรือเป็นผู้ป่วยติดเตียงเป็นอันขาด!  ผมมีหนทางที่จะจัดการกับชีวิต และยังเป็นคนใจถึงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดซะด้วย!




วันนี้ขอสื่อสารสั้น ๆ ด้วยความคิดถึงเพื่อนทุก ๆ คนนะครับ!

Sunday, June 16, 2019

Hangchat Backpacker Hostel - พื้นห้อง

เวลาที่ใจนิ่งและมีความสงบสุขมากที่สุดของผม ก็คือช่วงที่มองผ่านช่อง viewfinder แล้วกดชัตเตอร์เก็บภาพ...ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม!


หายเงียบไปนานเกี่ยวกับเรื่องราวการปรับปรุงทำ HBH (Hangchat Backpacker Hostel) ด้วยความจำเป็นที่จะต้องให้เวลาไปกับงานด้านอื่น ผมขออภัยด้วยครับ!



อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าก็ยังคงมีอยู่เป็นระยะ ๆ เท่าที่ช่างเหอะจะพอมีกำลัง และเวลาที่จะลงมือทำ วันนี้ขอรายงานว่าได้ลงสีพื้นห้องพักครั้งสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว...




รวมทั้งซ่อมแซมเก้าอี้นั่งหน้าบาร์อีก ๒ ตัว



หันไปมองสภาพโดยรวมก็ดูเหมือนว่าจะเหลืองานอีกไม่มาก sticker ติดกระจกให้เป็นหน้าต่างวิหารวัดคาธอลิกก็เสร็จตั้งนานแล้ว...




ตอนนี้ค้างอยู่แค่เพียงกระจกประตูห้องที่จะต้องติด sticker กรองแสง...



ถ้าสลัดความมึนงงและซึมเศร้าออกไป อีกวันสองวันคงได้ลงมือทำครับ!

Saturday, June 15, 2019

ธุลีที่ล่องลอย - ซันตาราม

นุษย์เป็นแค่เพียงธุลีเล็ก ๆ ล่องลอยไปมา ท่ามกลางอณูอื่นอีกมากมายสุดคณานับ บ้างก็พยายามลอยตัวขึ้นสูงจะไปให้ถึงดวงดาวโดยคิดว่าตัวเหนือกว่าคนอื่น บ้างก็ลดตัวลงต่ำ หรือไม่ก็ถูกกดทับให้อยู่แค่เพียงรากหญ้า แต่แล้ว...ทุกชีวิตก็ต้องกลับไปสู่ผืนดินอันเป็นที่มาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!


ต่อแต่นี้ไปในบล็อกช่างเหอะ บางครั้งผมอาจต้องขออนุญาตเขียนเกี่ยวกับเพื่อน ๆ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ทั้งนี้ด้วยความรักศรัทธา และความคิดถึง มิได้เจตนาที่จะรบกวนความสงบของแต่ละท่านแม้แต่น้อย เนื้อหาสาระอาจไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับเพื่อน ๆ บางท่าน ผมก็ต้องขออภัย....

เพื่อนคนแรกที่ผม (5) เคยพูดถึงบ้างแล้วแต่วันนี้อยากเพิ่มเติมอีกนิดคือ "ซันตาราม" (1)


เคยเขียนถึงซันตาราม (1) ว่า...

"...อยากเรียกซันตารามว่าเป็นนักเรียนโค่ง เราเรียนหนังสือด้วยกันที่โรงเรียนมงฟอร์ต บอกไม่ได้ว่าเรียนด้วยกันกี่ปี แต่คิดว่าซันตารามออกจากโรงเรียนก่อนจะจบชั้น ม.ศ.๓  ถ้าอยากจะรู้ว่าซันตารามมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ก็ให้ไปดูแขกขายผ้าในตลาดวโรรสได้เลย ชายหนวดเครายาว ตัวโต พุงใหญ่ พูดเสียงดัง ลักษณะอย่างนั้นแหละคือ “ซันตาราม” ที่ผมรู้จัก! ซันตารามตัวโตกว่าเพื่อน แต่ก็ไม่เคยรังแกใคร"
"ช่วงที่เรียนเทคนิคตีนดอย เวลาผมเข้าไปในกาดหลวงหรือตลาดวโรรส จะมีเพื่อน ๒ คนที่เห็นหน้าอยู่เป็นประจำ คนแรกคือ "สุนทร แซ่อั้ง" ขายของอยู่ในตลาด คนนี้เป็นพี่ชายของ "สุทัศน์" ส่วนอีกคนนึงคือ "ซันตาราม" เรายังจำกันได้ คงพูดจาคิงฮาตามประสาคนเมือง(เหนือ)  หลังจากตลาดถูกไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๑๑ ซันตารามก็ยังคงนั่งขายผ้าอยู่ทางด้านตรอกข่วงเมรุ แต่อดีตนักเรียนโค่งดูแก่ไปเยอะ!
เมื่อเดือนที่แล้วผมเขียนถึงซันตารามว่า...
"...ไปซื้อของที่ห้างเทสโก้ฯ ใกล้บ้าน ขณะที่ยืนรอแคชเชียร์คิดเงิน มีชายไทยเชื้อสายอินเดียอายุก็คงพอ ๆ กับผม โพกศีรษะเหมือนแขกขายผ้าในตลาดวโรรสต่อคิวอยู่ข้าง ๆ ผมได้ยินเค้าพูดกับใครไม่รู้ว่า "อยู่เจียงใหม่ แวะมาแอ่ว กำเดียวก่อจะปิ๊กแล้ว"  ผมชั่งใจแป๊ปนึงแล้วหันไปถามว่า "อยู่เจียงใหม่...ฮู้จักซันตารามก่อครับ?"  แขกเคราขาวตอบว่า "ซันตาราม...ต๋ายแล้วลอ" 
เป็นเรื่องจริง! ผมทราบมาก่อนแล้วว่าซันตารามเสียชีวิต ลุงแขกที่เจอในห้างเทสโก้ฯ บอกเพิ่มเติมว่าซันตารามย้ายไปอยู่ที่เมืองแพร่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต...


ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ารู้ก่อนหน้านั้นว่าซันตารามอยู่ ณ แห่งใดในเมืองแพร่ ผมคงต้องไปหาตัวให้เจอ ลำปางกับแพร่นั้นอยู่ไม่ไกลกัน เฉกเช่นสวรรค์ที่ซันตารามไปอยู่ก็คงไม่ไกลจากโลกที่ผมอยู่ทุกวันนี้... 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
๑๗ มิ.ย. ๖๒ -  ขออัพเดทข้อมูลอีกนิดว่า ซันตารามไปอยู่เมืองพาน เชียงราย (ไม่ใช่เมืองแพร่) แล้วเสียชีวิตด้วยโรคบาดทะยัก เนื่องจากไปเหยียบไส้ที่เย็บกระดาษในช่วงน้ำท่วม (ขอขอบคุณข้อมูลจากเสี่ยซ้งครับ)

Friday, May 31, 2019

เพื่อน...หมอ

นำภาพเพื่อนนักเรียนมงฟอร์ต ๐๘ ออกมา... ผมพยายามดูให้รู้ว่าใครเป็นใคร!


สองวันก่อนไปซื้อของที่ห้างเทสโก้ฯ ใกล้บ้าน ขณะที่ยืนรอแคชเชียร์คิดเงิน มีชายไทยเชื้อสายอินเดียอายุก็คงพอ ๆ กับผม โพกศีรษะเหมือนแขกขายผ้าในตลาดวโรรสต่อคิวอยู่ข้าง ๆ ผมได้ยินเค้าพูดกับใครไม่รู้ว่า "อยู่เจียงใหม่ แวะมาแอ่ว กำเดียวก่อจะปิ๊กแล้ว"  ผมชั่งใจแป๊ปนึงแล้วหันไปถามว่า "อยู่เจียงใหม่...ฮู้จักซันตารามก่อครับ?"  แขกเคราขาวตอบว่า "ซันตาราม...ต๋ายแล้วลอ"  บอกว่าเป็นเพื่อนกับซันตาราม เคยเรียนหนังสือด้วยกันที่มงฟอร์ต...ผมยังถามต่อว่า "แล้วหมอมันยิดซิงห์ลอ? ไปอยู่เมกา" ผมถามถึง นพ.มันยิดซิงห์ วาวลา แพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลสวนดอกรุ่น ๑๓ พ.ศ. ๒๕๑๖ ซึ่งเป็นนักเรียนมงฟอร์ตรุ่นพี่ผม ๒ ปี คำตอบคือ "โห...หมอมันยิดซิงห์อยู่ชิคาโก้ปู้น เป่นหมอเกรด A เลยเน้อ"


ที่มา - อนุสรณ์ มศ.3 2506

ผมไม่ได้ถามต่อ จ่ายเงินแล้วเดินหิ้วของไปที่รถมอเตอร์ไซค์ ระหว่างทางก็คิดถึง "หมอหนุ่ย" จักรกฤษ ศรีวิชัย ร้านใบเมี่ยงตลาดต้นลำไย เพื่อนนักเรียนห้อง C ผู้ที่เคยไปเล่นกีต้าร์ที่บ้านทุ่งโฮเต็ลของผม ก่อนที่จะหายหน้าไปตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ ตอนนี้เป็นเศรษฐีอยู่ที่อเมริกาแล้ว!


ภาพจากหนังสืออนุสรณ์ 50 ปี มงฟอร์ต 08
จำได้ว่าช่วงที่ผมทำงานเป็นช่างไฟฟ้าอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ เพื่อนมงฟอร์ตที่ได้พบเห็นก็มีแต่หมอประโยชน์ จงอยู่สุข...


ภาพจากหนังสืออนุสรณ์ 50 ปี มงฟอร์ต 08
และที่เห็นหน้าบ่อย ๆ เมื่อเดินผ่านหน้าห้องยาก็คือ "หมอน้อย" สหัส ทักษอุดม!


ภาพจากหนังสืออนุสรณ์ 50 ปี มงฟอร์ต 08
ร่ำรวยกันหมดทุกคนเลยนะ... บรรดาเพื่อนหมอจากมงฟอร์ต มีผมคนเดียวกระเป๋าแห้ง! ฮา...

Tuesday, May 28, 2019

ระบบน้ำบ้านห้างฉัตร - ขาดน้ำ

หน้าฝนย่างเข้ามาแทนที่หน้าร้อนแล้ว!  เช้านี้ผมถ่ายภาพวิวหลังบ้านจากดาดฟ้า นำมาปรับแต่งให้มีลักษณะคล้ายภาพวาดสีน้ำ 


ภาพของภูเขาซึ่งหายไปในช่วงมีปัญหาหมอกควัน ปรากฏให้เห็นแล้วที่สุดขอบฟ้า ต้นไม้ต่างยิ้มร่าเมื่อเทวดาโปรยปรายสายฝน!


หน้าแล้งที่ผ่านไปในปีนี้ จัดว่ารุนแรงกว่า ๔-๕ ปีที่ผ่านมา บ้านห้างฉัตรของผมประสบปัญหาน้ำประปาขาดแคลน เนื่องจากระดับน้ำใต้ดินลดน้อย ประปาบ้านหัวหนองต้องปิดเปิด จ่ายน้ำมาให้ใช้แค่วันละ ๒ ชั่วโมง ตอนเช้า ๗ โมงถึง ๘ โมง ตอนเย็นลุงหยัดผู้ดูแลระบบน้ำก็จะเปิดให้มาอีกชั่วโมงกว่า ๆ  


บ้านผมอยู่ปลายทาง น้ำที่ไหลมาถึงไม่แรงพอที่จะไหลขึ้นสู่ถังเก็บบนชั้นสอง ใช้โอ่งมังกรรองรับน้ำจากก๊อกชั้นล่างไว้ก่อน.. ผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อรอน้ำ! 



ไปค้นเจอเจ้าไดโว่ที่เคยซื้อไว้เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ผมนำมาลองสูบน้ำจากโอ่งขึ้นสู่ถังเก็บบนชั้นสอง โชคดีที่มันยังสามารถใช้งานได้  การส่งน้ำขึ้นชั้นสองแล้วสูบขึ้นไปเก็บในถังบนดาดฟ้าอีกต่อนึงนั้นค่อนข้างเหนื่อย วัน ๆ ต้องเสียเวลา ๒-๓ ชั่วโมงกับการทำให้มีน้ำใช้!  แต่แล้ววันนึงเครื่องสูบที่เห็นก็เสีย มันไม่หมุนและมีไฟรั่ว ผมโชคดีที่ไม่ดูดตายคาห้องน้ำ! 


รอดชีวิตไปได้อีกหนึ่งครั้งครับ ผมต้องรีบหาวิธีสูบน้ำจากโอ่งมังกรขึ้นไปยังถังเก็บบนชั้นสองให้ได้ เดี๋ยวจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง...