Monday, April 15, 2013

อาหารเพื่อสุขภาพของผม

เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๖  ผมนั่งรถเมล์เขียวจากลำปางไปเชียงแสน เห็นหญิงสาว ๒ คนซึ่งนั่งถัดไปทางด้านข้าง เธอนำชาเขียวยี่ห้อดังขึ้นมาเปิดดื่ม แล้วแกะซองมันฝรั่ง (ยี่ห้อดังเช่นกัน) หยิบเข้าปากเคี้ยว...ในขณะที่สายตาจ้องจับอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์!


สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารขยะ (junk food)  ไม่เคยซื้อกิน!  ส่วนท่านที่ชอบและคิดว่าเป็นของดีก็เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล....  ไม่ว่ากัน! 


ตอนนั่งรถกลับจากเชียงแสนไปพะเยา ผมก็เห็นพนักงานสาวของรถเมล์เขียวเปิดชาเขียว ๑ ขวดส่งให้คนขับรถ ส่วนตัวเองก็ดื่มด้วย จากนั้นก็หยิบมันฝรั่งในถุงส่งเข้าใส่ปาก เธอยื่นถุงให้พนักงานขับรถใช้มือล้วงเจ้ามันฝรั่งเคลือบผงชูรสไปกิน  ไม่นานนักมันฝรั่งก็หมดถุง!

คนหนุ่มคนสาวทั้งนั้นเลย ที่ผมเห็นบริโภคอาหารดังกล่าว!!

สำหรับคนแก่อย่างผม ไม่เคยดื่มทั้งเครื่องดื่มชูกำลังและชาเขียว  ซุบไก่ก็ไม่เคยกิน  ผมยังคงเชื่อว่า "You are what you eat."  จึงอยากจะเลือกแต่สิ่งดี ๆ ให้ร่างกาย แม้ว่ามันจะไม่อร่อยหรือไม่ซาบซ่าเท่ากับอาหารขยะ...

Central Plaza เปิดใหม่ที่ลำปางได้หลายเดือนแล้ว ผมไม่คิดที่จะไปเดินดูหรือหาอะไรกิน (มีครั้งเดียวที่ต้องไปเล่นเปียโนให้เด็ก ๆ แสดงไวโอลินและเชลโล ผมตรงไปที่เวที หมดหน้าที่แล้วกลับเลย)  

เช้าวันนี้ หลังจากดื่มน้ำผลไม้ ๑ แก้ว ผมอุ่นข้าวธัญพืชที่ซื้อมาจากตลาดเก๊าจาวกิน ส่วนผสมก็มีข้าวกล้อง ข้าวโพด ถั่วแดง แครอท และลูกเดือย ราคาแค่ถุงละ ๑๐ บาทเอง...


ที่เห็นในภาพนั่น ผมกินไปเกือบครึ่งนึงแล้วนะ.... หมดชามก็อิ่ม! 


ทำไมถึงอิ่ม?  ก็เพราะผมค่อย ๆ เคี้ยว (ไม่ได้รีบกลืน) บางครั้งก็นับไปด้วย (เคี้ยว ๒๒ ครั้ง) จนอาหารแหลกเป็นน้ำ กระพุ้งแก้มและลิ้นได้ลิ้มรสความอร่อย และซึมซับสารอาหารที่มีคุณค่าเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง  ไม่ต้องรอให้กระเพาะอาหารและลำไส้ทำหน้าที่  พอกินหมดชาม...สัญญาณก็ส่งไปยังสมองบอกว่า "อิ่มแล้ว" 

อิ่มจริง ๆ นะ! แต่ถ้าอยากจะล้างปาก ผมก็ชงโกโก้ร้อนถ้วยเล็ก ๆ ดื่มอีกหน่อย ผมพยายามหันหลังให้กาแฟมาได้เป็นเดือนแล้ว รู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้น น้ำหนักตัวลดลง เดินเหินได้คล่องแคล่ว เกิดความหวังว่าอาจจะอยู่ได้ถึงเลข ๗ 

แค่นั้นก็พอแล้วคร้าบบบ...

เรื่องประกาศขายบ้าน

๑๕ เมษายน ๒๕๕๖…. ราว ๕ โมงเย็น เสียงฟ้าคำรามลั่น!!


ลมแรงพัดกระหน่ำผลักละอองฝนให้แทรกผ่านบานเกล็ดเข้ามาจนถึงโต๊ะอาหารที่ผมนั่งอยู่ ทำให้ได้เปียกนิด ๆ! คิดว่าเทวดาท่านคงจะเห็นใจที่สงกรานต์ปีนี้ลุงน้ำชาไม่โดนรดน้ำอีกปีนึง (หลายปีมาแล้วนะ) ก็เลยประทานน้ำทิพย์จากเบื้องบนลงมาให้ซะหน่อย พอให้ชุ่มชื่นหัวใจ อดสงสัยไม่ได้ว่า…นอกจากผมแล้ว จะมีตาแก่อีกสักกี่คนที่ไม่โดนรดน้ำในเทศกาลสงกรานต์!!  อิอิ

ไม่เคยรู้สึกสนุกสนานมาหลายปีดีดัก… ผมตระหนักดีว่าบ้านเมืองกำลังจะพังด้วยพิษของบริโภคนิยม ลัทธิบูชาเงิน และการบริหารประเทศโดยคนไร้หิริโอตัปปะ คงไม่ผิดแล้วที่่ต่อไปกระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม วันนี้ของดคุยเรื่อง FB Trip ๑ วัน… อยากจะรายงานความคืบหน้า “เรื่องประกาศขายบ้าน”

ก่อนเทศกาลสงกรานต์ ผู้ที่จะซื้อได้โทรมาขอเวลาผมอีกนิด อ้างว่าทางธนาคารขอให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งผมก็ไม่รู้สึกอะไรเลย กลับคิดว่า “ไม่มาซื้อก็ดี”  เหตุผลก็คือ อีกไม่นาน (ช่วงเผาจริง ไม่ใช่เผาหลอก) เงินจะเฟ้อ ข้าวของจะแพง (ทุกวันนี้ก็แพงอยู่แล้ว คนไทยใช้น้ำมันลิตรละ ๔๕ บาทกว่ายังยิ้มได้ หุหุ)  อุบัติภัยและภัยพิบัติต่าง ๆ จะมีมากขึ้น  แม้มีเงินที่ได้จากการขายบ้าน แต่ค่าของมันจะน้อยลง ถ้าเป็นบ้านซึ่งอยู่ได้อย่างปลอดภัยกลับจะมีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ


เมื่อวานนี้ตอนค่ำก็มีโทรศัพท์จากผู้หญิงท่านหนึ่่ง บอกว่าเห็นที่ผมประกาศลงเว็บ ขายอาคาร ๒ คูหาพร้อมที่ว่างด้านหลัง รู้สึกสนใจอยากซื้อไปทำคลีนิกรักษาสัตว์  ผมบอกว่ามีคนวางมัดจำไว้แล้วแต่ไม่มากและผมจะให้เวลาเค้าแค่ปลายเดือนนี้ ถ้ายังไงก็ให้ติดต่อมาอีกทีตอนต้นเดือนพฤษภาคมก็แล้วกัน...

ที่มาของภาพประกอบ – http://www.rd1677.com

ถ้าให้ผมเดา…ผู้ที่โทรมาคงเป็นสัตวแพทย์เจ้าของคลีนิกรักษาสัตว์ซึ่งอยู่ในเมือง ทุกวันนี้ในเขตเทศบาลเจริญขึ้นมาก มีการก่อสร้างอาคารใหญ่ ๆ อยู่หลายแห่ง ผมเห็นมีการปรับที่และรื้อถอน เข้าใจว่ากิจการร้านค้าหลายแห่งคงต้องขยับขยายหาที่อยู่ใหม่ (เหมือนกับร้านข้าวสารข้างบ้านซึ่งย้ายมาจากสบตุ๋ย) ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะมาตั้งในเขลางค์นครก็ต้องหาทำเลที่ตั้งด้วยเช่นกัน ผมบอกได้เลยว่าอาคารพาณิชย์ ๓ ชั้นครึ่ง ๒ คูหาของผมนั้น ทุกวันนี้ขายไม่ยากแล้ว (หากยังคงอยู่ในราคานี้)

คำถามคือ “แล้วยังอยากจะขายอยู่อีกรึ?”   เพื่อน ๆ ช่วยแนะนำหน่อยดิ!

Monday, April 08, 2013

จักรยานพับ Dr. Hon


วันที่ผมไปซื้อกระเป๋าใส่จักรยานพับที่ร้านจักรยานบรรเทิง ถนนฉัตรไชย ลำปาง  มีโอกาสได้คุยกับเจ้าของร้าน ทำให้ได้ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับจักรยานหลายเรื่องทีเดียว

ผมมีโอกาสได้เห็นจักรยานพับยี่ห้อ Dr. Hon  คนขายบอกผมว่าถ้าปั่นทางไกลวันละเป็นร้อยกิโลเมตร ต้องใช้จักรยานยี่ห้อนี้  ต้องยอมรับว่าสวยมาก แต่ก็แพงสุด ๆ

วันนี้ได้เข้าไปค้นหาข้อมูลของจักรยานพับยี่ห้อ Dr. Hon แล้วเจอภาพและสเปคของจักรยานรุ่น N360 จึงอยากนำมาแบ่งให้เพื่อน ๆ ได้ดูด้วยดังนี้



รายละเอียด จักรยานพับ Dr. Hon (Dahon) N360
จักรยานพับเฟรม อลูมินัมอัลลอย ขนาดล้อ 20 นิ้ว จุดเด่นของรุ่นนี้อยู่ที่การใช้เกียร์ดุมแบบใหม่ ที่ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ไปเป็นแบบ เรียบลื่นต่อเนื่องไม่สะดุด นอกจากนี้ มือเกียร์ยังเป็นแบบใหม่ใช้รูปเป็นสื่อทำให้เข้าใจง่ายมากขึ้น

Specification 
- Speed Continuously Variable Transmission 
- Wheel size 20" 
- Color Silver 
- Weight 14.2 kg. 
- Suggested Rider Height 142-185cm 
- Seatpost to Handlebar Min: 615 mm Max: 650 mm 
- Saddle to Pedal Min:695 mm Max:960mm 
- Maximum Rider Weight 105 kg. 
- Folding Size 66x30x79 cm 
- Fold Time 15 sec. 
- Frame PA series, Dalloy aluminum, V-Clamp technologies 
- Fork Dr.hon SlipStream, Dalloy aluminum 
- Handlepost/Stem Radius Telescope, adjustable, V-Clamp technologies 
- Handlebar 6061-T6 aluminum, flat bar 580 mm. 
- Grips Dr.Hon Ergo, RT twist shift 
- Saddle Dr.Hon comfort 
- Seatpost Dr.Hon postpump 33.9x580 mm. 
- Brake Alluminum V-brake 
- Brake lever Alluminum 
- Front Hub Dr.Hon Neutron cartridge bearings, Ultralight 58 g. design, 20H 
- Rare Hub All-New NuVinci? N360? CVP Drivetrain, 32H 
- Rims 20"x1.5"Dr.Hon by Vuelta, alloy, doublewall, cnc sidewall 
- Tires Dr.Hon 20"x1.75", 60 PSI, reflective stripe 
- Crankset Cold-forged 6061-T6 aluminum, double chain guard, 52T, CNC trim 
- Derailleur N/A 
- Shifter All-New NuVinci? N360? CVP Drivetrain Nexus Revo 
- Cassette N/A 
- Pedals folding, non-slip 
- Kickstand Single kickstand, aluminum 
- Clip System Magnetix system 
* Mudguard and Rack include 

เจ้า N360 คันนี้ราคาเกือบ ๔ หมื่นบาท แต่รุ่นที่วางขายที่ร้านจักรยานบรรเทิงราคา ๒ หมื่นกว่าครับ...

หุหุ  ไม่ว่าจะรุ่นไหน จักรยานพับ Dr. Hon ก็ยังแพงเกินฝันสำหรับผมอยู่ดี....

Sunday, April 07, 2013

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

แม้จะมีแนวโน้มว่าอาคารหลังที่ผมอยู่ทุกวันนี้อาจต้องถูกขายไป แต่ผมก็ไม่เคยหยุดการปรับปรุงและซ่อมแซมในจุดเสียหลาย ๆ แห่ง และหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผมปวดหัวมานานเป็นเดือน ๆ ก็คือ อาการน้ำรั่วที่เพดานห้องน้ำชั้น ๒....

ผมไม่อยากให้มันรั่ว เพื่อคนซื้อจะได้พอใจ แล้วคนขายก็จะได้สบายใจด้วย



ความจริงอาการน้ำรั่วมาจากห้องน้ำชั้น ๓ นั้นเป็นมาหลายปีแล้ว แต่ก่อนนั้นสภาพของเพดานและฝาผนังห้องน้ำชั้น ๒ ดูไม่ได้เลย...(มีรูปนะ แต่หาไม่เจอ  เจ้า Picasa ยังส่ายหัวกับปริมาณภาพถ่ายของผม  ฮา)   เอายังงี้ละกัน...เพื่อน ๆ ลองคิดดูสิว่า วันหนึ่งผมใช้ไขควงแทงทะลุเพดานขึ้นไป น้ำที่ค้างอยู่ข้างบนแผ่นเรียบไหลพุ่งลงมานานกว่าครึ่งชั่วโมง ได้น้ำเกือบครึ่งกะละมัง!!  

นั่นงัย... แม้น้ำไหลลงรูที่เจาะไปแล้ว ยังคงมีค้างให้เห็นอยู่ข้างบน!



ที่เห็นอย่างนี้ได้ ก็เพราะผมใช้ jig saw  เจาะเพดานจนสามารถโผล่หัวขึ้นไปสำรวจหาจุดรั่ว แล้วหาวิธีแก้ไข...


โบกปูนทับเข้าไป....  แถมด้วยการทาสีกันซึม!



มีหลายอย่างที่ได้ทำ (ไม่ต้องสาธยายดีกว่า) เอาเป็นว่าวันหนึ่งผมเห็นว่าน้ำไม่รั่วลงอีก ผมก็ปิดรูเพดาน ด้วยการใช้ผงโป้วกับกาวลาเท็กซ์ยา  เรียบร้อยแล้วก็ลงสี...


เอาดิ...น้ำรั่วอีกแย้ว!! ทีแรกว่าจะปล่อยเลยตามเลย แต่ก็ทนไม่ได้ ผมต้องรื้อเพดานลงมา แล้วโผล่หัวขึ้นไปซ่อมนั่นซ่อมนี่อีก  ใช้เวลาอีกเป็นเดือน ๆ   (หุหุ เด็กนักเรียนที่ไปใช้ห้องน้ำคงรู้ดี)

พอเห็นว่ามันไม่รั่วแล้ว ผมก็ปิดรู สมานแผ่นเรียบเพดานด้วยผงโป้วกับกาวลาเท็กซ์อีกเหมือนเดิม...

นึกว่าโอแล้วนะ   วันรุ่งขึ้น เมื่อเดินเข้าไปในห้องน้ำ...ผมก็โดนน้ำหยดลงหัวอีก

ผมรื้อเพดานลงมาแล้วนำไฟขึ้นไปส่องดู เห็นเพดานปูนมีหยดน้ำเกาะอยู่  "เอ้..น่าจะเป็นมาจากข้างบนซะแล้ว"  ผมคิด ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นก็ซ่อมข้างบนหลายจุดด้วยการโบกปูน ยาแนว แล้วใช้กาวอีบ๊อกซี่อุดบริเวณท่อรูน้ำทิ้ง เรียกว่าทำเกือบทุกอย่างแล้ว...จนบางครั้งผมอยากจะยกธงขาว!

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมขอลองซ่อมอีกครั้งเป็นเฮือกสุดท้าย โดยนำปูนกาวมาผสมน้ำแล้วนำไปยาทับตามแนวกระเบื้องปูพื้น  ผมทำไปโดยมิได้หวังสักเท่าไหร่ว่าจะซ่อมได้...


แต่แล้ว ความมหัศจรรย์ก็บังเกิด หลังจากนั้นน้ำก็ไม่รั่วอีกเลย!!  ผมปล่อยทิ้งไว้ ๒-๓ วัน หมั่นตรวจสอบ  โห...แห้งสนิท!!

อีก ๒ วันผมต้องไปเชียงแสน งานนี้ต้องทำให้จบก่อน hit the road  ผมนำฝาเพดานขึ้นปิดแล้วสมานด้วยผงโป้วและกาวลาเท็กซ์ทิ้งไว้ทั้งคืน (เป็นครั้งที่ ๓ แล้วนะ)  


เช้านี้ผมสวม mask ขึ้นยืนบนเก้าอี้ แหงนหน้าขึ้นขัดกระดาษทราย...


ฝุ่นผงโป้วร่วงลงมายิ่งกว่าหิมะตก... หุหุ


 จากนั้นผมก็ทาสี...


ยังคงเหลือสีติดก้นกระป๋องไว้หน่อย พรุ่งนี้จะทาทับอีกครั้ง แล้วผมก็จะทำความสะอาดทั่วบริเวณ หวังว่าต่อไปนักเรียนคงใช้ห้องน้ำนี้ได้อย่างสบายอกสบายใจ!  (ถ้าบ้านไม่ได้ขายนะ อิอิ)


อ่อ... ลืมบอกไปว่า ถ้าไม่ได้คนที่ยืนยิ้มอยู่ในภาพ เป็นผู้ช่วยจับเก้าอี้ คอยระวังไม่ให้ผมตกลงมา ในระหว่างที่โผล่หัวขึ้นไปดูบนเพดาน  งานนี้ก็คงจะไม่สำเร็จอย่างแน่นอน!

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น  เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้แล!

Saturday, April 06, 2013

นุ่งโสร่ง



สารานุกรมเสรีของวิกิพีเดียได้บรรยายเกี่ยวกับ "โสร่ง" ไว้ว่า....
"โสร่ง" เป็นผ้านุ่งอย่างหนึ่ง ที่ใช้ผ้าผืนเดียว เพลาะชายสองข้างเข้าด้วยกันเป็นถุง แบบเดียวกับผ้าถุง หรือผ้าซิ่น ใช้นุ่งอย่างแพร่หลาย ทั้งหญิงและชาย ในหลายประเทศของเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านด้วย นอกจากนี้ยังนิยมใช้ในหลายท้องถิ่นในหมู่เกาะแถบมหาสมุทรแปซิฟิก โดยที่แต่ละท้องถิ่น จะมีชื่อเรียกต่างกันไป ทว่าอาจเรียกรวม ๆ ได้ว่า โสร่ง  ในบางท้องถิ่น โสร่งอาจนิยมใช้อย่างลำลอง สำหรับแต่งกายอยู่กับบ้าน แต่ในบางประเทศ เช่น พม่า เราจะพบว่าโสร่งเป็นผ้านุ่งที่นิยมใช้กันทั่วไป ทั้งในหมู่ชนชั้นสูง ระดับผู้บริหารประเทศ นักการเมือง กระทั่งพ่อค้าแม่ขาย นักศึกษา และผู้คนทั่วไป
การท่องเที่ยวด้วยจักรยานพับ (Folding bike trip) ครั้งแรกในชีวิตของผมจะเริ่มในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๖ นี้  ต้องจัดของลงเป้ให้มีน้ำหนักเบาที่สุดเท่่าที่จะทำได้...ผมไม่สามารถนำถุงนอน กางเกงยีนส์ ร้องเท้าหนัง เสื้อกันหนาว และข้าวของเครื่องใช้ซึ่งกินเนื้อที่ไปได้เหมือนการเดินทางครั้งก่อน ๆ

"โสร่ง" หรือที่พม่าเรียก "ลองยี (longyi)" มีน้ำหนักเบา ม้วนพับแล้วเหลือนิดเดียว เดินทางคราวนี้ผมจัดให้อยู่ใน list เลยล่ะ  รู้สึกเสียดายที่ตอนไปเที่ยวน้ำตกกวางสี (หลวงพระบาง) ผมไม่มีโสร่งไปด้วย ไม่งั้นคงได้ลงแช่น้ำสีเขียวมรกตได้เหมือนกับคนอื่น...


โสร่งใช้นุ่งอยู่กับบ้าน นุ่งนอน ใช้ปูนั่งปูนอนก็ได้ จะใช้เช็ดตัว บังแดด หรือทำเป็น"ฟูโรชิคิ (Furoshiki)" ก็ได้...


ผมเตรียมโสร่งไว้แล้วกั๊บ!!

Friday, April 05, 2013

ซ่อมสูบลม...


"ครูหนิง" นายช่างจักรยานใจดี ได้นำำเครื่องมือ First Aid สำหรับจักรยานมาให้ผมยืมพกพาไปด้วย หนึ่งในนั้นคือ สูบลมขนาดเล็ก...

ตัวสูบเบามาก กระบอกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง ๑ นิ้ว (ดูคล้ายนำท่อประปามาตัดทำ) ส่วนด้ามจับก็โตแค่ ๑ นิ้ว ๒ หุน  หดสุดแล้ว...ตัวสูบมีความยาวเพียง ๖ นิ้วครึ่ง!!



มันยังใช้งานได้ไม่ดีนัก!   "ช่างเหอะ" ต้องซ่อมแซมซะหน่อย เริ่มต้นด้วยการดึงออกมาดู  โห....แห้งสนิทเชียว!


ซ่อมไม่ยากเพราะเคยมีประสบการณ์กับสูบขนาดใหญ่แล้ว  ผมลงไปคว้าเอากระปุกจารบีขึ้นมา แล้วนำปลายแกนสูบ(ตรงที่เป็นลูกยาง) ลงชุบกับเนื้อจารบี...


ไม่อยากให้เปื้อนมือ ผมค่อย ๆ ใส่กลับเข้าไปตามเดิม  ทำความสะอาดโดยรอบ...แล้วทดลองสูบ  รู้สึกหนืดมือขึ้น...ผมได้ยินเสีียงลมพุ่งออกตรงปลายสายดัง "ฟึด ๆ" (หนักแน่น!)   ว้าว...มันทำงานได้ดีขึ้นมากเลย!  


พอดีสายต่อไปยังหัวจุ๊บยังไม่ดีพอ...ทำให้ลมรั่ว แถมยังสั้นเกินไป  ผมจึงถือโอกาสเปลี่ยนสายซะใหม่ (ดังที่เห็นในภาพ)


เรียบร้อยแล้วคร้าบบบ.... พร้อมที่จะออกทัวร์ไปกับเจ้า Coyote แล้วเ้ด้อ!!

การเดินทางรูปแบบใหม่ของผม...


ก่อนหน้านั้น...ผมแบกเป้บรรจุข้าวของหนักเกือบ ๒๐ กิโลกรัมท่องโลก พอถึงวันนี้...วันที่จักรยานมีพัฒนาการมาจนสามารถพับใส่กระเป๋าหิ้วขึ้นรถลงเรือไปได้  การเดินทางของผมอาจต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคตามสมัย  

สำหรับทริปเดือนเมษานี้ ผมอยากจะลองเปลี่ยนรูปแบบของการเดินทางสักหน่อย พอดีมีเป้ขนาดเล็กอยู่แล้ว ผมคิดว่าถ้าได้ลดปริมาณเสื้อผ้าและของใช้ลง เปลี่ยนให้มันเป็นสัมภาระที่สามารถนำติดตัวขึ้นรถโดยสาร แล้วโหลดถุงบรรจุจักรยานพับได้ (ล้อ10") ใส่ไว้ใต้ท้องรถแทน  อย่างนั้นแล้วอาจทำให้การเดินทางครั้งใหม่ของผมมีอะไรที่แปลกและแหวกแนวยิ่งขึ้น...

ผมซื้อถุึงใส่จักรยานมาจากร้านจักรยานบรรเทิง ถนนฉัตรไชย ในราคา ๗๐๐ บาท (เค้าลดให้ ๕๐ บาท) เคยเห็นถุงแบบเดียวกันนี้ประกาศขายในเว็บราคา ๖๕๐ บาท ซึ่งถ้าสั่งซื้อ เมื่อรวมค่าโอนเงินและค่าส่ง ก็จะแพงกว่าซื้อที่นี่  

วันนี้ผมซื้อแล้วนำมันกลับบ้าน ไปวางเทียบกับตัวเจ้า Coyote ได้เลย! 



ผมลองนำเจ้าเป้น้องใหม่ขึ้นเกาะท้ายดูซะหน่อย...



รู้สึกว่าค่อนข้างจะพร้อมแล้วนะ  สำหรับการเดินทางรูปแบบใหม่ของผม!

ลำปาง - เชียงแสน


เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเมษายน ๕๖ นี้ ผมยังคงจะได้แบกเป้ท่องเที่ยว ปีที่แล้วผมนั่งรถเมล์เขียวจากเชียงใหม่ไปเชียงของเมื่อวันที่ ๔ เมษายน  เดินทางไปซาปา (ประเทศเวียดนาม) แล้วไปเที่ยวสงกรานต์ที่หลวงพระบาง กลับถึงเชียงใหม่วันที่ ๑๕...

มาปีนี้...ทีแรกผมก็คิดว่าจะไม่ได้ไป เพราะต้องอยู่ขายบ้านที่ลำปาง พอดีผู้ซื้อยังไม่พร้อม ขอเลื่อนไปก่อน  วันนี้ผมจึงตัดสินใจที่จะออกทัวร์ในช่วงเดือนเมษาอีกครั้ง  จุดหมายในขั้นต้น คือ "อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย"  ต่อจากนั้นอาจเป็น "เมืองสิง" ซึ่งอยู่ในลาวเหนือ....


ก่อนเที่ยงวันนี้... ผมไปสถานีขนส่งลำปาง เพื่อจองตั๋วรถเมล์เขียวไปเชียงแสน  ใช้บัตรสมาชิก Green Bus เหมือนทุกครั้ง!


รถไปเชียงแสนต้นทางอยู่ที่เชียงใหม่  วิ่งมาถึงลำปางประมาณ ๑๑ โมงกว่า แล้วไปงาว-พะเยา ถึงปลายทางที่เมืองเชียงแสนเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น...

ทีแรกผู้จำหน่ายตั๋วรถเมล์เขียวคิดว่าผมจะเดินทางไปเชียงแสนในวันนี้  เธอรีบรายงานก่อนเลยว่ารถเต็ม แต่ผมบอกว่า   "ไปวันตี้เก้าปู้น..."


อีกตั้งหลายวัน...มีที่นั่งแน่นอน (ดูจากจอคอมพ์ฯ...เห็นมีคนจองไว้แล้วแค่ ๓-๔ ที่นั่ง)  ผมเลือกที่นั่ง 7A ได้เลย (เคยบอกเพื่อน ๆ ว่าถ้าเป็นไปได้ ผมจะเลือกตำแหน่งนี้)  ค่ารถจากลำปางไปเชียงแสน ๑๙๓ บาท ถูกกว่าค่ารถจากเชียงใหม่ไปเชียงของเสียอีก...

จองตั๋วได้แล้ว... ผมบึ่งแมงกะไซค์ฝ่าเปลวแดดระยิบกลับบ้าน 

Thursday, April 04, 2013

อุดฟันฟรี

จำได้ว่า…เมื่อ ๒ ปีก่อนผมคยมีปัญหาเรื่องสารที่อุดไว้ในฟันซี่บนเกิดหลุดออก ทำให้ฟันเป็นรูโบ๋ เกิดอาการเสียวฟันและมีเศษอาหารเข้าไปอุดแทน…

ภาพการ์ตูนจากอินเทอร์เน็ต - ขอขอบคุณ

ผมต้องรีบรักษา!  วันนั้นมีเงินอยู่ในกระเป๋า ๕๐๐ บาท คิดว่าถ้าไปหาทันตแพทย์ที่คลีนิกคงจะพอ  ผมขี่แมงกะไซค์ไปที่คลีนิกทันตแพทย์ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ก็สะดวกจริง ๆ… พอไปถึงก็ไดัรับการตรวจรักษาทันที!  คุณหมอกรอฟันซี่ที่มีปัญหาอย่างชำนาญ ก่อนที่จะบอกผู้ช่วยให้เตรียมสารอุดส่งให้  ไม่นานนักการอุดฟันก็แล้วเสร็จ!  ผมรู้สึกดีจังเลย แต่ทว่าตอนออกมาชำระเงินนี่ซิ  โห! ๑,๐๐๐ บาท  ไม่รู้ว่าจะหน้าซีดหรือเปล่า…ผมต้องวางบัตรประชาชนไว้ แล้วบึ่งจักรยานยนต์ไปขอยืมตังค์จากเพื่อนมาจ่ายค่าอุดฟัน!!  ตั้งแต่นั้นมา…ผมไม่เคยไปหาหมอฟันที่คลีนิกอีกเลย!

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเกิดปัญหากับฟันซี่ที่เคยอุดเอาไว้ ผมได้อดทนมานานเป็นเดือน ตั้งใจว่าจะไปรักษาที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านแม่กืย ซึ่งทราบข่าวมาว่ามีหมอฟันไปให้บริการทุก ๆ เดือน เดือนละครั้ง ครั้งหนึ่ง ๆ  รับคนไข้ได้เพียง ๑๐ คน  เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าจะไปรักษา ก็ต้องยื่นบัตรขอคิวแต่เช้า ซึ่งผมค่อนข้างจะไร้ความหวังว่าจะทันได้อยู่ในจำนวนคนไข้ ๑๐ คน!  เมื่อวานนี้ผมตัดสินใจตื่นตั้งแต่ตี ๕ เพื่อไปโรงพยาบาลลำปาง…


ผมได้วางบัตรตรวจฟันลงในตะกร้าสีแดงเป็นคนแรก!


ขั้นตอนการรักษาทางทันตกรรมมีดังนี้ :-



เจ้าหน้าที่มาเตรียมงานตั้งแต่เพลงชาติยังไม่ทันได้บรรเลง ผมได้รับการวัดความดันและอัตราการเต้นของชีพจร รู้สึกดีใจกับผลที่ออกมา…


หลังจากวัดความดันก็ต้องเข้ารับการตรวจเบื้องต้น…


คุณหมอบอกให้อ้าปากแล้วถามว่ามีปัญหากับฟันซี่ไหน? ผมใช้นิ้วชี้ตรงฟันซี่ที่มีรูโบ๋

กลับมานั่งรอที่เก้าอี้เพื่อรออุดฟัน พอ ๙ โมงกว่า ๆ ก็ถูกเรียกให้เข้ารับการรักษา เป็นผู้ป่วยคนแรกของห้องนั้น…ผมนอนฟังคุณหมอกับผู้ช่วยคุยกัน ไม่รู้สึกกลัวเพราะเคยผ่านการรักษาฟันมาหลายครั้งแล้ว คุณหมอใช้เวลากรอฟันไม่นาน บอกให้ผมบ้วนปากแล้วลงมืออุด  ในอดีตผมเคยได้ยินคุณหมอสั่งผู้ช่วยให้เตรียมสารอุดฟัน มีเสียงคล้ายเสียงบดดังแก๊กๆๆๆ  ถ้าอุดแล้วไม่พอ คุณหมอก็จะสั่งอีก ๑ แก๊ก แต่วันนี้ไม่มีเสียงอย่างที่เคยได้ยินอีกแล้ว ผมคิดว่าคงจะเนื่องมาจากพัฒนาการของสารอุดฟันซึ่งทำให้ใช้งานได้ง่าย ขั้นตอนในการอุดฟันก็รวดเร็วขึ้น แต่ก่อนต้องกัดกระดาษก๊อปปี้ แต่ครั้งนี้ไม่มี คุณหมอเพียงสั่งให้เคี้ยวเฉย ๆ แล้วกรอแต่งอีกนิด  จากนั้นก็ใช้ dental floss ขัดระหว่างซี่ฟันทีุ่อุดใหม่

คุณหมอบอกให้ผมบ้วนปากแล้วกลับบ้านได้เลย กำชับหน่อยนึงว่าอย่าเพิ่งใช้ฟันที่อุดใหม่เคี้ยว  ผมไม่ต้องจ่ายค่าอะไรทั้งนั้น บึ่งจักรยานยนต์กลับบ้านแล้วส่องกระจกดู เห็นได้ว่ามีฟันที่ต้องอุดถึง ๒ ซี่  คงใช้สารอุดในปริมาณไม่น้อย เนี่ยถ้าไปอุดที่คลีนิกที่ผมเคยไปก็คงไม่น้อยกว่า ๑ พันบาท!! ทุกวันนี้ my ends ไม่ meet แย้ว!  รายได้ทั้งเดือนแค่ ๓ พันบาท!!  ถ้าจะต้องจ่ายตังค์ค่าอุดฟันอีก ๑,๐๐๐ บาท…คงไม่ไหว!!


ต้องขอขอบคุณ Dental Clinic โรงพยาบาลลำปางเป็นอย่างยิ่ง

SONY DSC-P200 กล้องทรหด!


เมื่อปีที่แล้ว...ช่วงที่ผมไปช่วยสอนที่โรงเรียนเทศบาล ๕   "ครูหน่อย" ได้นำกล้องดิจิตอล Sony Cyber-shot ขนาด 7.2 Mega Pixels มาให้ใช้...

สเปคของมันมีดังนี้ครับ...

  • Sony 7.2 Megapixel effective CCD image sensor
  • Carl Zeiss 3x Zoom (38-114mm equivalent in 35mm photography)
  • Compact, lightweight and durable aluminum alloy body
  • MPEG Movie: 640x480 VX Fine w/audio at 30fps (Memory Stick Pro required),
  • 640x480 VX at 16fps, length limited only by media
  • Auto, Program AE, Full Manual plus 9 Scene modes
  • 5-shot Burst (7MP Fine) up to 100 (VGA std quality) at 1.1fps
  • Histogram display in capture and playback mode
  • 5 Area Multi-point AF; auto or selectable Spot AF point
  • 2.0" TFT color (134,000 pixels) LCD screen with Auto Brightness
  • ISO Sensitivity: Auto, 100, 200, 400
  • Adjustable color saturation, contrast and sharpness
  • Noise Reduction: Automatically cleans up long exposure images
  • 14bit A/D Conversion - allows a wider dynamic range from highlight to shadow
  • Built-in flash with Auto Fill, Red Eye Reduction and Slow Synchro
  • USB 2.0 Auto-Connect to host computer
  • Li-ion rechargeable battery and charger included
  • Memory Stick & Memory Stick Pro compatible, 32MB included
  • DPOF and PictBridge direct-print USB compatible

ขอบคุณที่มา - http://www.steves-digicams.com 

กล้องจากครูหน่อยมาพร้อมกับ memory stick ขนาด 256 MB  เมื่อนำำไปอ่านใน Card Reader แ่ล้วมีปัญหา กล่า่วคือ มันมองเห็น folder แต่อ่านไม่ได้ ตอนได้กล้องมาใหม่ ๆ ผมไม่รู้ว่าจะนำภาพออกมาได้อย่างไร แต่ในที่สุด "ช่างเหอะ" ก็หาวิธีแก้ไขได้ด้วยการ import โดยใช้โปรแกรม Picasa3  ของอากู๋ (Google) ทำให้สามารถถ่ายโอนไฟล์ภาพที่ถ่ายไว้มาเก็บในคอมพิวเตอร์ได้

กล้องรุ่นนี้ใช้งานง่ายมาก คุณภาพของภาพที่ออกมาก็จัดว่าดีทีเดียว ผมใช้บันทึกภาพเด็กนักเรียนวงโยฯ  ของโรงเรียนเทศบาล ๕ ไว้มากมาย  แต่ทว่าก่อนหน้านั้นเจ้าโซนี่ได้ถูกใช้งานมาหนักและผ่านการซ่อมมาแล้ว มันจึงรวนเรื่อยมา ถ่ายได้บ้างไม่ได้บ้าง และผลที่ตามมาก็คือ เจ้าตัววงแหวนครอบหน้าเลนส์ (ตรงที่มีอักษรว่า Carl Zeiss) ได้หลุดหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้!  

  
ดูขี้แหร่ไปถนัดตา (อย่างที่เห็นในภาพ)  แต่ก็ยังใช้งานได้อยู่  ผมต้องใจเย็น ๆ ถ้าบันทึกหรือดูภาพไม่ได้ ก็ขยับบ้าง ตบเบา เดี๋ยวมันก็ดีเอง! 

เมื่อวันที่ครูหนิงมาซ่อมจักรยานพับให้ หลังจากใช้เจ้าโซนี่บันทึกภาพ ผมก็วางมันไว้บนหลังแกรนด์เปียโนตัวที่เห็น....


พอครูหนิงจากไป ผมเื้อื้อมมือไปหยิบกล้องเพื่อจะนำไปถ่ายภาพอีกครั้ง ไม่รู้ว่าพลาดได้ยังไง เจ้า SONY DSC-P200 ดันตกจากหลังเปียโนลงสู่พื้นโดยที่ผมคว้าไว้ไม่ทัน!!  เ้ดชะบุญที่ไม่ตกบนกระเบื้องปูพื้น  มันตกลงบนพรม!!   แต่ก็พังครับ...พังเพราะตอนตกสู่พื้นนั้น เลนส์กล้องอยู่ในตำแหน่งยื่นออก (เหมือนในภาพบนสุด)  ด้วยระยะความสูงขนาดนั้น...มันเอาเลนส์กระแทกพื้นพรมอย่างแรงจนทำให้กระบอกเลนส์เอียงยุบไปข้างนึง เลื่อนเข้าเลื่อนออกไม่ได้อีกต่อไป  เห็นสภาพแล้ว...ผมสิ้นความหวังทันทีว่ากล้องตัวนี้จะยังใช้งานได้อีก  ตระหนักดีว่าระบบกลไกของเลนส์มีเฟืองที่บอบบางมาก ๆ!! 

ผมลองกดสวิชปิดเิปิด  หุหุ เงียบสนิท  เจ้าเลนส์พิการไม่ขยับ!  (เสียดายจริง ๆ ที่ไม่สามารถถ่ายภาพมาให้ดูได้)  แต่เอาเหอะ....ไหน ๆ ก็พังแล้ว "ช่างเหอะ" ขอลองซ่อมดูหน่อย  เริ่มต้นด้วยการใช้มือขยับกระบอกเลนส์ พยายามดึงและดันให้มันกลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม  แต่ก็ไม่สำเร็จ!  ถึงตอนนั้นผมแทบไม่เหลือความหวังอีกต่อไป!  

เอ้า...ขอลองต่อ  นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร...ผมใช้ผ้าขนหนูรองหน้าเลนส์ แล้วใช้ด้ามค้อนเคาะ   โห! โหดร้ายจริง!  แต่มันก็ยังไม่ยอมลง ผมคิดว่าเฟืองพังแน่นอนแล้ว!

หลังจากนั้นผมจำไม่ได้ว่าทำอย่างไรกับมันบ้าง  คิดว่าน่าจะออกแรงข้อมือเพิ่มขึ้น ขยับโดยใช้ผ้าขนหนูรอง แต่ไม่ได้ใช้ค้อนเคาะอีกต่อไป   อ๊ะ...อยู่ ๆ เจ้าเลนส์เดี้ยงก็กลับเข้าที่!!!  ผมลองเปิดปิดสวิช...มันเลื่อนเข้าเลื่อนออกได้ตามปกติ  ไม่น่าเชื่อเลย!   ไม่เท่านั้นนะ...อาการลักปิดลักเปิดกลับหายเกลี้ยง ตั้งแต่นั้นมันไม่เคยรวนอีกเลย!

วันที่ผมไปหาหมอฟันก็นำเจ้าโซนี่ใส่กระเป๋ากุงเกงไปด้วย ผมหยิบขึ้นมาเปิดสวิชแล้วกดชัตเตอร์ได้เลย ไม่มีคำว่าอิดออด ได้ภาพออกมาดังนี้...





ต้องยอมรับว่าเจ้า SONY DSC-P200 เป็นกล้องทรหดจริง ๆ ขอบันทึกไว้เป็นหลักฐาน!