"บล็อกช่างเหอะ" นาน ๆ ถึงจะมี comment ซักที! เมื่อวานนี้ผมรู้สึกดีใจที่ได้ทราบว่ามีผู้เห็นประโยชน์ของ "เคล็ดลับคู่ครัว" ซึ่งเป็นบทความเก่า ๆ จากนิตยสารหมอชาวบ้านที่ผมสแกนมาลงไว้
ต่างกับบล็อกฟังลุงน้ำชาคุย...บล็อกนี้เขียนค่อนข้างยากครับ! หากไม่ได้ทำงานอะไรที่อาศัยเชิงช่าง วันนี้ก็เช่นกัน ไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี! พอดีต้องล้างหม้อข้าว...ผมก็เลยอยากจะเล่าถึงสิ่งที่ผมทำ นั่นคือ การไม่ทิ้งเศษข้าวสุกที่ติดก้นหม้อ
คนไทยเราอยู่ดีกินดี เวลาผมไปเล่นดนตรีในงานเลี้ยง...สิ่งที่เห็นเป็นประจำก็คืออาหารซึ่งมีอย่างเหลือเฟือ!
มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่กินทิ้งกินขว้าง ต่างกับคนญี่ปุ่นซึ่งกินเกลี้ยงชาม!!
พูดถึงเรื่องการกินอาหารของคนญี่ปุ่น ผมอยากจะนำประโยคในภาษาญี่ปุ่นมาให้เพื่อน ๆ ซึ่งอาจจะต้องคบหาสมาคมกับคนญี่ปุ่นได้จำไว้ใช้ มีประโยชน์ครับ บางครั้งถ้าได้นำไปพูดในโอกาสเหมาะสม อาจทำให้คนญี่ปุ่นที่ได้ยินถึงกับตาโตก็ได้!!
ก่อนลงมือหม่ำ ให้พูดเสียงดังว่า "อิตาดาคิมัส" いただきます ความหมายก็คือ "จะกินแล้วน้า ขอให้เจริญอาหารเด้อ" พูดแล้วก็ลงมือฟาดให้เกลี้ยงเลยนะครับ
พอกินเสร็จ ก็กล่าวขอบคุณ(ดัง ๆ ) ว่า "โกะจิโซซามะ" ごちそうさま (ถ้าลากเสียงท้ายให้ยาวหน่อยก็ฟังเพราะดี อิอิ) ประโยคเดียวครอบคลุมหมด...ไม่ต้องกล่าวคำอื่นอีกแล้ว เป็นการขอบคุณพระเจ้า ชาวนา แม่ครัว และทุก ๆ อย่างที่ทำให้เรามีชีวิตได้กินอาหารมื้อที่ผ่านไป... รวมหมด!!
เวลาล้างหม้อข้าว จะเห็นว่ามีข้าวติดก้นหม้อหลงเหลืออยู่ ผมจะไม่ใช้ที่ขัดหม้อทำความสะอาดแล้วล้างออก แต่ผมจะใส่น้ำสะอาดลงไปแล้วแช่ไว้ก่อน...
พอจะนำหม้อไปล้าง...ผมก็จะใช้ทัพพีคนเศษข้าวสุกซึ่งหลุดออกได้โดยง่าย แล้วตักใส่ถ้วยเก็บไว้ สามารถนำไปอุ่นกินเป็นอาหารเช้าได้ในวันรุ่งขึ้น...
ยิ่งเป็นข้าวกล้องก็ยิ่งมีประโยชน์...
แม่เคยสอนว่า "ข้าวคือเจ้าแม่โพสพ อย่าได้ทิ้งขว้าง..."
Sunday, March 11, 2012
Saturday, March 10, 2012
เคล็ดลับคู่ครัว
เช้านี้ผมได้เจอหนังสือเล่มบาง ๆ ซึ่งเก็บไว้ตั้งแต่สมัยอยู่คอนโดที่เชียงใหม่ ช่วงนั้นเป็นสมาชิกนิตยสาร "หมอชาวบ้าน" มีอยู่เดือนหนึ่งผมได้รับหนังสือ "อาหารไทย อาหารสุขภาพ" (พิเศษสำหรับสมาชิก)แนบมาด้วย เกือบ ๒๐ ปีแล้ว..ผมยังรักษามันไว้ได้!!
พอดีมีอยู่ ๔ หน้า...กล่าวถึง "เคล็ดลับคู่ครัว" และ "เคล็ดลับเข้าครัว" ผมเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ จึงได้สแกนมาเก็บไว้...
ตัวหนังสือไม่เล็กเกิน...พออ่านได้ใช่ไหมครับ?
Friday, March 09, 2012
วิธีล้างพิษแบบอด ๑ วัน
มีหนังสือ "คู่มือล้างพิษแบบ 1 วัน (One Day Detoxification)" เขียนโดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุลอยู่บนชั้นหนังสือ...จำได้ว่าซื้อไว้ตั้งแต่สมัยที่เล่นดนตรีอยู่โรงแรมพิมาน จังหวัดนครสวรรค์ ตอนนั้นสุขภาพของผมไม่สู้ดีนัก เคยไปบริจาคโลหิตแล้วเค้าไม่รับ...เพราะความดันโลหิตสูง (ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง) ผมเล่น accordion ตัวไม่ใหญ่สักเท่าใด...แต่ก็รู้สึกเหนื่อย!
ผ่านมาถึงวันนี้...ผมเริ่มสนใจในเรื่องธรรมชาติบำบัดและการรักษาตนเอง กำลังคิดจะล้างพิษด้วยการอดแบบ ๑ วัน ได้อ่านเรื่องนี้แล้วเห็นว่ามีประโยชน์ ผมจึงขออนุญาตนำมาพิมพ์ไว้ที่นี่...
วิธีล้างพิษแบบอด 1 วัน
ล้างพิษแบบอดเพื่อสุขภาพ ๑ วัน สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
กำหนดวันเลือกวันขึ้นหรือแรม ๑๑ ค่ำ เนื่องจากวันนั้นน้ำในโลกรวมทั้งน้ำในตัวเราจะได้สมดุลพอดี ตามหลักทางโยคะศาสตร์ ทำให้ไม่ค่อยหิว อาศัยปรากฏการณ์ธรรมชาติมาช่วยทำให้อดได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่สะดวกจะเลือกเอาวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็ได้
หลักการอด และระดับขั้นการอดโดยหลักการแล้ว การล้างพิษจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการอด กล่าวคือ ไม่มีอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น เนื้อสัตว์ ไขมัน หรือแป้งข้าวหลากหลายชนิดตกถึงท้อง เพื่อจะลดละการย่อยอาหาร ร่างกายจะได้พักและขจัดสารเสียไปจากร่างกาย แต่ถ้าจะให้อดโดยไม่กินอะไรเลย ผู้ที่ไม่เคยอดอาจจะไม่คุ้นเคย จึงอาจค่อย ๆ ฝึกให้การอดในระดับที่เหมาะสมไปทีละขั้น
การอดอาจแบ่งได้เป็น ๔ ระดับ ตามความชำนาญของผู้ปฏิบัติแต่ละคน
ระดับที่ ๑ ขั้นอนุบาล อดด้วยผลไม้ใช้วิธีกินผลไม้ชนิดเดียวตลอดวัน ควรเลือกผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น มะละกอ ฝรั่ง ส้ม ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง แอปเปิล สาลี่ แคนตาลูป แตงโม ฯลฯ จะเลือกกินชนิดใดก็กินแต่ชนิดนั้นไปตลอดทังวันเท่าที่ร่างกายต้องการ
ระดับที่ ๒ ขั้นประถม อดด้วยน้ำผลไม้ดื่มแต่น้ำผลไม้ชนิดเดียวกันตลอดวัน ผลไม้ที่เลือกอยู่ในกลุ่มเดียวกับกรณีแรก ใช้ juicer สกัดน้ำผลไม้ เพื่อจะได้ไม่ต้องกินกาก
ระดับ ๓ ขั้นมัธยม อดด้วยน้ำเปล่าแทนที่จะกินผลไม้ หรือดื่มน้ำผลไม้ ก็หันมาดื่มน้ำเปล่าเท่าที่ร่างกายต้องการ ตลอดวันที่อด
ระดับที่ ๔ ขั้นมหาวิทยาลัย อดโดยไม่กินไม่ดื่มสำหรับคนที่เคยผ่านการอดระดับแรก ๆ มาก่อน ก็อาจหันมาใช้การอดโดยไม่กินไม่ดื่มเลยตลอดวัน
วิธีอดมื้อสั่งลา (เตรียมอด)ไม่ว่าจะใช้การอดระดับใด ให้เริ่มต้นอาหารมื้อเช้า ประมาณ ๗.๐๐ น. โดยกินผลไม้ ๑ จานอันเป็นอาหารเบา ๆ พร้อมกับน้ำผลไม้สัก ๑ แก้ว ถือเป็นการสั่งลาอาหาร (เตรียมอด) เพื่อไปเริ่มกินในเช้าของวันรุ่งขึ้น (เลิกอด) ในทางปฏิบัติผู้เขียนนิยมกินมะละกอ ๑ จาน กับน้ำส้มคั้น ๑ แก้ว
อดตลอดวันจากมื้อสั่งลาก็ให้อดอาหารอย่างอื่น ๆ ไปตลอดวัน ระหว่างนั้นถ้าหิวก็ให้ปะทะปะทังด้วยผลไม้อย่างเดียว หรือน้ำผลไม้อย่างเดียว หรือน้ำเปล่า แล้วแต่ว่าคุณกำลังปฏิบัติในระดับใด
กิจกรรมในวันอดควรทำกิจกรรมเบา ๆ เช่น ทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำงานอดิเรก เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือทำสมาธิ ในวันอดคุณจะมีเวลามากมาย สมองใส ความคิดปลอดโปร่งเหมาะที่จะทำงานใช้ความคิด ไม่ต้องออกแรง แถมเหมาะกับการทำสมาธิอย่างยิ่ง เพราะร่างกายไม่ต้องย่อยอาหาร ได้ฟอกล้างสารพิษไปจากตัว เลือดที่ไปเลี้ยงสมองก็สะอาดขึ้น เกิดภาวะที่จิตสงบได้โดยเร็ว อย่างไรก็ดีให้เข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อจะได้พักผ่อนเพียงพอ
เลิกอดเมื่ออดครบถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ให้ทำการเลิกอดดังนี้ดื่มน้ำผสมมะนาวและเกลือ ๑.๕-๒ ลิตร โดยผสมน้ำ ๑ ลิตรกับมะนาว ๒ ลูก และเกลือทะเล ๑ ช้อนชา ค่อย ๆ ดื่มเข้าไปทีละเท่าที่จะดื่มได้จนหมด จากนั้นจะรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ ก็ให้ไปถ่าย ซึ่งจะพบว่ามีอาการถ่ายเหลว เนื่องจากปริมาณน้ำที่ดื่ม และปริมาณวิตามินซีที่รับเข้าไปจากน้ำมะนาว วิธีนี้ช่วยให้ทางเดินอาหารสะอาดขึ้น
อาหารหลังการอดเมื่อถ่ายอุจจาระเสร็จแล้ว ก็สามารถกินอาหารเช้าได้ โดยเริ่มจากการกินกล้วยสัก ๑-๒ ใบ จากนั้นก็กินอาหารเช้าตามปกติ ซึ่งมื้อแรกนี้ควรเป็นอาหารเบา ๆ เช่น โจ๊กข้าวกล้อง หรือข้าวต้มโรยวีตเจิร์ม งาดำ เมล็ดทานตะวัน อาหารมื้อถัดไปหลังวันอด คุณอาจรู้สึกหิวและกินจุขึ้น ควรเลือกกินอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนมากกว่าวันธรรมดาสักหน่อย เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เผือกต้ม มันต้ม ข้าวโพดต้ม กล้วยปิ้ง การกินอาหารกลุ่มนี้ หลังวันอดจะเป็นผลดีกว่าการหันไปกินเนื้อสัตว์มาก ๆ เพียงเพราะความรู้สึกอยากกิน เหตุผลก็คือ ในวันที่อด ร่างกายจะสร้างเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า glycogen storaging enzyme มีหน้าที่เตรียมพร้อมให้ร่างกายสะสมคาร์โบไฮเดรตเข้าไปเป็นเสบียงสำรองในตับและกล้ามเนื้อ ดังนั้นหลังวันอด ถ้าเรากินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ก็เท่ากับเพิ่มเสบียงให้กับร่างกายต่อไป
อาหารในชีวิตประจำวันพ้นจากการอดแล้ว อาหารสำหรับทุกคนก็ควรจะเป็นอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่กินอาหารขยะอีก
เพื่อน ๆ ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ
Thursday, March 08, 2012
ตำราดนตรี
ผมเคยเล่าว่าได้เก็บไฟล์ตำราดนตรีที่มีอยู่ไว้บนแผ่นดีวีดี...วันนี้อยากนำตัวอย่างมาให้ดูครับ!
แผ่นเปล่า DVD5 พื้นที่ 4.7 GB ถ้าซื้อเป็นหลอด จะตกอยู่ประมาณแผ่นละ ๖ บาท ลงทุนซื้อกล่องพลาสติกดำแบบบาง(บรรจุ ๑ แผ่น)เก็บไว้ซักหน่อยนะครับ ราคาก็ไม่เกินกล่องละ ๕ บาท! พอเขียนลงแผ่นแล้วจะได้เก็บลงกล่องทันที ไม่ปล่อยทิ้งไว้ให้เกิดการขูดขีด!
แผ่นดีวีดี ๑ แผ่นสามารถเก็บไฟล์หนังสือได้ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ เล่ม! ผมจะพิมพ์รายชื่อหนังสือโดยเรียงตามลำดับตัวอักษร แล้วพิมพ์ลงบนกระดาษ A4 ด้วย font ขนาดเล็ก อย่างเช่น Times New Roman 12 (อย่าเลือก font ที่ตัวอ้วนและอ่านได้ยาก) รายชื่อหนังสือ ๒๐๐ กว่าเล่ม...เมื่อพิมพ์ออกมาแล้ว ได้ ๓ หน้ากระดาษ ผมต้องค่อย ๆ ตัดแบ่ง พับ แล้วพยายามให้ใส่ลงไว้ใต้พลาสติกใสให้ได้จนครบ โชคดีที่สามารถใส่รายชื่อหนังสือไว้ได้ทั้งบนปกหน้าและปกหลัง ต้องค่อย ๆ ใจเย็น ๆ ทำไป ก็จะได้รายชื่อของหนังสือซึ่งบรรจุอยู่บนแผ่นดีวีดีแต่ละแผ่น สามารถค้นหาได้โดยง่าย....
ถ้าสามารถประคับประคองให้อยู่ที่ลำปางได้โดยไม่ต้องขายบ้าน...ผมก็อยากจะเปิดสอนเด็ก ๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งให้บริการในเรื่องความรู้ด้านตนตรีจากข้อมูลที่ได้เก็บไว้ จากทั้งตำราจริง ๆ และที่อยู่ในรูปแบบของไฟล์ PDF
ส่วนที่ผมเสียเงินปีละ ๒ พันบาทเช่าพื้นที่บน 4shared เพื่อเก็บตำรานั้น อีกไม่นานก็อาจจะโดนคำสั่งจาก FBI ของสหรัฐอเมริกาอย่างที่เห็นในภาพนี้ครับ...
ช่างมันเถอะ อะไรจะเกิด...มันก็เกิด มันเป็นเช่นนั้นเอง!
Wednesday, March 07, 2012
Low Level Format
เมื่อวันที่ ๔ ที่ผ่านมา ผมเขียนเรื่อง "อย่าวางใจ hard disk" และบอกด้วยว่าผมเก็บไฟล์ภาพยนต์ไว้บนแผ่นดีวีดี ด้วยความหวังว่าในชีวิตบั้นปลายผมคงจะมีโอกาสได้เปิดดูภาพยนต์เหล่านั้นอีก ผมไม่เก็บไฟล์เหล่านั้นไว้ในฮาร์ดดิสก์ อุปกรณ์อีเลคทรอนิคส์ซึ่งมีอายุการใช้งานและมีความไม่แน่นอน อีกต่อไป!
อย่างไรก็ตาม ฮาร์ดดิสก์ยังคงต้องใช้เป็นที่เก็บไฟล์ มันทำหน้าที่คล้าย display สินค้าซึ่งอยู่ตามห้างฯ มีการโยกย้าย เปลี่ยนถ่าย และทำหน้าที่ของมันไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ยังเปิดอยู่
นอกจากนั้น...การดาวน์โหลดหนังมาเก็บในฮาร์ดดิสก์ด้วยโปรแกรม µTorren เมื่อได้มาครบแล้ว...ก็ยังจะต้องปล่อยให้ไฟล์ที่โหลดมาได้อยู่ ณ ตำแหน่งเดิมไปเรื่อย ๆ เพื่อส่งต่อ (seed) ไปจนกว่าจะได้ ratio ตามที่ตั้งใจไว้ เพื่อเป็นการรักษาวินัยที่ดีในการแบ่งปัน สำหรับผมแล้ว...ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ หรือเกิดปัญหากับฮาร์ดดิสก์...ผมจะรอให้ ratio ถึง 2 ก่อนที่จะนำไฟล์นั้น ๆ ออก ยิ่งในช่วงที่ผมมีฮาร์ดดิสก์หลายตัวและไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ขาดแคลน ผมไม่คิดเอาออกเลย...seed ไปเรื่อย ๆ
ทุกวันนี้ hard disk ของผมอยู่ในระดับสีแดงหมดทุกตัว แทบไม่เหลือเนื้อที่ให้ใช้งาน นับตั้งแต่เจ้าตัว 1 TB พังไป...ผมก็ทำอะไรแทบไม่ได้! โชคดีไปพบฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อ Western Digital ขนาด 80 GB แบบ IDE หลงอยู่ตัวนึง ผมนำมันมาทดลองใช้เก็บไฟล์หนังโดยเฉพาะ แหม...มันงอแงน่าดู มีอาการผีเข้าผีออก ร้องแกร๊ก ๆๆ ให้ได้ยินอยู่บ่อย ๆ! ปัญหาเกิดจาก bad section ซึ่งค่อนข้างจะหนักหนาสาหัสเอาการ!!
ยังพอมีวิธีแก้ไข...ด้วยโปรแกรมสำหรับทำ low level format ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก ที่นี่ (ขนาดของโปรแกรมแค่ 760 KB) โหลดแป๊ปเดียวครับ! ได้มาแล้วก็ติดตั้ง ต่อเจ้าฮาร์ดดิสก์ที่จะทำ low level format ซะให้เรียบร้อย
ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว... สั่งให้โปรแกรมทำการ format แบบ low level เจ้าฮาร์ดดิสก์ที่นอนพะงาบ ๆ อยู่ได้เล้ย! ใช้เวลานานกว่าปกตินะครับ ต้องรอนานหน่อย อย่าไปทำอะไรในระหว่างการฟอร์แมต อย่าให้ไฟดับหรือไฟกระชากด้วยนะ!
ผมไม่ใช่กูรูด้านคอมพิวเตอร์...จึงไม่อยากเขียนว่าเจ้าโปรแกรมไปทำอย่างไรกับแผ่นดิสก์ที่ใช้เก็บข้อมูล (เพื่อน ๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บซึ่งมีอยู่มากมาย) แต่อยากจะบอกว่ามันช่วยได้จริง ๆ เจ้าฮาร์ดดิสก์ตัวที่ผมทำ low level format กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ผมอัดไฟล์เข้าเก็บไว้จนเกือบล้น อิอิ
ไม่เห็นเจ้า WD ส่งเสียงครวญครางให้เป็นที่รำคาญอีกต่อไป!
อย่างไรก็ตาม ฮาร์ดดิสก์ยังคงต้องใช้เป็นที่เก็บไฟล์ มันทำหน้าที่คล้าย display สินค้าซึ่งอยู่ตามห้างฯ มีการโยกย้าย เปลี่ยนถ่าย และทำหน้าที่ของมันไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ยังเปิดอยู่
นอกจากนั้น...การดาวน์โหลดหนังมาเก็บในฮาร์ดดิสก์ด้วยโปรแกรม µTorren เมื่อได้มาครบแล้ว...ก็ยังจะต้องปล่อยให้ไฟล์ที่โหลดมาได้อยู่ ณ ตำแหน่งเดิมไปเรื่อย ๆ เพื่อส่งต่อ (seed) ไปจนกว่าจะได้ ratio ตามที่ตั้งใจไว้ เพื่อเป็นการรักษาวินัยที่ดีในการแบ่งปัน สำหรับผมแล้ว...ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ หรือเกิดปัญหากับฮาร์ดดิสก์...ผมจะรอให้ ratio ถึง 2 ก่อนที่จะนำไฟล์นั้น ๆ ออก ยิ่งในช่วงที่ผมมีฮาร์ดดิสก์หลายตัวและไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ขาดแคลน ผมไม่คิดเอาออกเลย...seed ไปเรื่อย ๆ
ทุกวันนี้ hard disk ของผมอยู่ในระดับสีแดงหมดทุกตัว แทบไม่เหลือเนื้อที่ให้ใช้งาน นับตั้งแต่เจ้าตัว 1 TB พังไป...ผมก็ทำอะไรแทบไม่ได้! โชคดีไปพบฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อ Western Digital ขนาด 80 GB แบบ IDE หลงอยู่ตัวนึง ผมนำมันมาทดลองใช้เก็บไฟล์หนังโดยเฉพาะ แหม...มันงอแงน่าดู มีอาการผีเข้าผีออก ร้องแกร๊ก ๆๆ ให้ได้ยินอยู่บ่อย ๆ! ปัญหาเกิดจาก bad section ซึ่งค่อนข้างจะหนักหนาสาหัสเอาการ!!
ยังพอมีวิธีแก้ไข...ด้วยโปรแกรมสำหรับทำ low level format ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก ที่นี่ (ขนาดของโปรแกรมแค่ 760 KB) โหลดแป๊ปเดียวครับ! ได้มาแล้วก็ติดตั้ง ต่อเจ้าฮาร์ดดิสก์ที่จะทำ low level format ซะให้เรียบร้อย
ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว... สั่งให้โปรแกรมทำการ format แบบ low level เจ้าฮาร์ดดิสก์ที่นอนพะงาบ ๆ อยู่ได้เล้ย! ใช้เวลานานกว่าปกตินะครับ ต้องรอนานหน่อย อย่าไปทำอะไรในระหว่างการฟอร์แมต อย่าให้ไฟดับหรือไฟกระชากด้วยนะ!
ผมไม่ใช่กูรูด้านคอมพิวเตอร์...จึงไม่อยากเขียนว่าเจ้าโปรแกรมไปทำอย่างไรกับแผ่นดิสก์ที่ใช้เก็บข้อมูล (เพื่อน ๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บซึ่งมีอยู่มากมาย) แต่อยากจะบอกว่ามันช่วยได้จริง ๆ เจ้าฮาร์ดดิสก์ตัวที่ผมทำ low level format กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ผมอัดไฟล์เข้าเก็บไว้จนเกือบล้น อิอิ
ไม่เห็นเจ้า WD ส่งเสียงครวญครางให้เป็นที่รำคาญอีกต่อไป!
Sunday, March 04, 2012
อย่าวางใจ hard disk
ผมเป็นคนหนึ่งที่เก็บสะสมไฟล์ต่าง ๆ ไว้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ภาพยนต์ตั้งแต่ยุคหนังเงียบจนถึงหนังใหม่ ๆ และตำรับตำราที่มีประโยชน์
ฮาร์ดดิสก์ (hard disk) คืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บไฟล์เหล่านั้น ผมเคยใช้ฮาร์ดดิสก์มาตั้งแต่ยุคที่ยังมีความจุไม่ถึง 1 GB แล้วอัพเกรดตามเทคโนโลยีไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงตัวสุดท้ายซึ่งมีความจุมากที่สุด ก็คือ เจ้า Sumsung 1TB ซึ่งม่องเท่งไปแล้ว!
คิด ๆ ดูแล้ว...เฉพาะค่า hard disk ผมสิ้นเงินไปก็ไม่น่าจะน้อยกว่า ๓ หมื่นบาท!!! คำนวณจากซากฮาร์ดดิสก์ที่เห็นนะ!
ต้องยอมรับว่าเจ้าฮาร์ดดิสก์นั้นเป็นอุปกรณ์ที่ใจเสาะที่สุด คือมันมีโอกาสเสียได้ทุกเวลา กระทบกระเทือนแรงหน่อยก็ไม่ได้ ไฟที่ไปเลี้ยงไม่สม่ำเสมอก็ไม่ดี วันไหนถ้าเพื่อน ๆ ได้ยินเสียงผิดปกติจากฮาร์ดดิสก์ดัง "แกร๊ก ๆ" ก็ขอให้เตรียมตัวเตรียมใจกันไว้ได้เลยว่า อีกไม่ช้าไม่นาน...การเจ็บป่วยก็จะตามมา อย่างเช่น...ระบบ Windows เริ่มรวน! ไฟล์เริ่มหาย! ออกอาการผีเข้าผีออก ยิ่งถ้าโดนไวรัสเข้าเล่นงานด้วย...ก็ยิ่งจะหนักเข้าไปอีก!
การดูแลรักษาสุขภาพลูกน้อย เอ๊ย...ฮาร์ดดิสก์จอมยุ่ง ก็คือ ควรใช้ power supply ที่มีจำนวน Watts มาก ๆ เอาไว้ อย่าปล่อยให้กระแสไฟฟ้ากระเพื่อมเป็นนิจ ถ้าที่บ้านไฟตก...ควรมีระบบ AVR (Automatic Voltage Regulator) ไว้ปรับแรงดันไฟฟ้าให้สม่ำเสมอ การปิดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ต้องทำอย่างถูกวิธี นอกจากนั้นยังต้องพิถีพิถันในการติดตั้งด้วย คือจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี ยึดสกรูให้แน่น ต่อสายแพและสาย supply ให้ดีด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...เจ้าฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เก็บไฟล์ของรักของหวงก็จะต้องโบกมืออำลาผู้เป็นเจ้าของไปอยู่ดี!! กรณีนี้...ผมและเพื่อน ๆ บางคนต่างได้เจอกับตัวเองมาแล้ว!!
นี่คือหลักฐานยืนยัน...
ฮาร์ดดิสก์ขนาด 1 TB ของผมใช้งานได้ยังไม่ถึงปี ก็มีอันเป็นไปซะแล้ว! พอเริ่มออกอาการ...ผมก็พยายามกู้ไฟล์เอาไว้ แต่ก็ได้ไม่ครบ ต้องสูญเสียไฟล์หนังและหนังสือดี ๆ ส่วนหนึ่งไป! ผมเคยตั้งใจที่จะใช้ hard disk (1 TB up) ทำหน้าที่ backup ข้อมูลเอาไว้ คิดในใจว่าดีจังเลย..อะไร ๆ ก็เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวได้ ไม่ว่าจะเป็นหนังเป็นร้อย ๆ เรื่อง เพลงเป็นหมื่น ๆ เพลง หรือหนังสือเป็นพัน ๆ เล่ม แต่หลังจากได้รับบทเรียน ผมเปลี่ยนใจแล้ว!
ผมซื้อแผ่นดีวีดีมาเก็บไฟล์เหล่านั้นไว้แทนครับ!
ดีวีดีแผ่นเปล่าแบบ printable ๑ หลอดมี ๕๐ แผ่น ราคาไม่ถึง ๓๐๐ บาท สามารถหาซื้อได้ที่ลำปาง คำนวณดูแล้วตกแผ่นละ ๖ บาท ผมจะนำไฟล์ภาพยนต์ที่ชื่นชอบมาเขียนเก็บไว้ แผ่นนึงสามารถบรรจุหนังได้ ๓ ถึง ๕ เรื่อง (ขึ้นอยู่กับจำนวน MB ของหนังแต่ละเรื่อง) บางทีอาจจะได้ถึง ๖ เรื่อง!
พอทำได้หนึ่งแผ่น ผมก็ไปดาวน์โหลดภาพ poster หนังมาพิมพ์ลงกระดาษ 130g เพื่อทำปกกล่องดีวีดีอย่างที่เห็นในภาพ...
ผมใช้กล่องใส่ดีวีดีชนิดบาง บรรจุได้ ๒ แผ่น ดังนั้นแต่ละกล่องจึงมีหนังอยู่ประมาณ ๘ เรื่อง++ อย่างที่เห็นในภาพ...แสดงว่าผมมีหนังเก่าเก็บไว้ประมาณ ๑๐๐ เรื่องแล้ว! ยังมีอีกครับ ที่นำมาให้ดูเป็นแค่ส่วนหนึ่งเอง! ทุกวันนี้ผมได้หนังมาเพิ่มอยู่เรื่อย ๆ ใครบอกว่าดี...ผมก็ไปโหลดมาเก็บไว้ ยามแก่เฒ่าจะได้มีไว้รำลึกถึงความหลังครั้งที่เคยดูหนังโรงในอดีต
ไฟล์เหล่านั้นเก็บไว้ได้นานเพราะแผ่นอยู่ในกล่องมิดชิด เวลาเอาออกมาดูแผ่นดีวีดีก็อยู่ในสภาพใหม่ ไร้รอยขีดข่วน สามารถอ่านได้ทุกแผ่น เชื่อมั่นได้ว่า...ก่อนตายผมจะสามารถเสพหนังที่มีอยู่ได้อีก
แต่ถ้าเป็นไฟล์ที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ก็ไม่แน่เหมือนกัน เนื่องจากเป็นอุปกรณ์อีเลคทรอนิคส์ใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งชำรุดได้ง่าย เผลอ ๆ ถึงตอนนั้นอาจจะไม่ไฟล์เหลือไว้ให้ได้ดูก็เป็นได้...
การถ่ายเก็บไฟล์ลงไว้ในแผ่นดีวีดี นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้แก้ไขปัญหาฮาร์ดดิสก์เต็มได้ด้วย แผ่นดีวีดี ๑ หลอด คิดคร่าว ๆ ตก GB ละ ๑.๒๕ บาท หนังส่วนใหญ่ใช้เนื้อที่ 7-800 MB ก็แสดงว่าภาพยนต์เรื่องหนึ่ง ๆ ใช้งบประมาณในการจัดเก็บแค่บาทเดียวเอง!
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจฮาร์ดดิสก์ก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก อิอิ!
ฮาร์ดดิสก์ (hard disk) คืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บไฟล์เหล่านั้น ผมเคยใช้ฮาร์ดดิสก์มาตั้งแต่ยุคที่ยังมีความจุไม่ถึง 1 GB แล้วอัพเกรดตามเทคโนโลยีไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงตัวสุดท้ายซึ่งมีความจุมากที่สุด ก็คือ เจ้า Sumsung 1TB ซึ่งม่องเท่งไปแล้ว!
คิด ๆ ดูแล้ว...เฉพาะค่า hard disk ผมสิ้นเงินไปก็ไม่น่าจะน้อยกว่า ๓ หมื่นบาท!!! คำนวณจากซากฮาร์ดดิสก์ที่เห็นนะ!
ต้องยอมรับว่าเจ้าฮาร์ดดิสก์นั้นเป็นอุปกรณ์ที่ใจเสาะที่สุด คือมันมีโอกาสเสียได้ทุกเวลา กระทบกระเทือนแรงหน่อยก็ไม่ได้ ไฟที่ไปเลี้ยงไม่สม่ำเสมอก็ไม่ดี วันไหนถ้าเพื่อน ๆ ได้ยินเสียงผิดปกติจากฮาร์ดดิสก์ดัง "แกร๊ก ๆ" ก็ขอให้เตรียมตัวเตรียมใจกันไว้ได้เลยว่า อีกไม่ช้าไม่นาน...การเจ็บป่วยก็จะตามมา อย่างเช่น...ระบบ Windows เริ่มรวน! ไฟล์เริ่มหาย! ออกอาการผีเข้าผีออก ยิ่งถ้าโดนไวรัสเข้าเล่นงานด้วย...ก็ยิ่งจะหนักเข้าไปอีก!
การดูแลรักษาสุขภาพลูกน้อย เอ๊ย...ฮาร์ดดิสก์จอมยุ่ง ก็คือ ควรใช้ power supply ที่มีจำนวน Watts มาก ๆ เอาไว้ อย่าปล่อยให้กระแสไฟฟ้ากระเพื่อมเป็นนิจ ถ้าที่บ้านไฟตก...ควรมีระบบ AVR (Automatic Voltage Regulator) ไว้ปรับแรงดันไฟฟ้าให้สม่ำเสมอ การปิดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ต้องทำอย่างถูกวิธี นอกจากนั้นยังต้องพิถีพิถันในการติดตั้งด้วย คือจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี ยึดสกรูให้แน่น ต่อสายแพและสาย supply ให้ดีด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...เจ้าฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เก็บไฟล์ของรักของหวงก็จะต้องโบกมืออำลาผู้เป็นเจ้าของไปอยู่ดี!! กรณีนี้...ผมและเพื่อน ๆ บางคนต่างได้เจอกับตัวเองมาแล้ว!!
นี่คือหลักฐานยืนยัน...
ฮาร์ดดิสก์ขนาด 1 TB ของผมใช้งานได้ยังไม่ถึงปี ก็มีอันเป็นไปซะแล้ว! พอเริ่มออกอาการ...ผมก็พยายามกู้ไฟล์เอาไว้ แต่ก็ได้ไม่ครบ ต้องสูญเสียไฟล์หนังและหนังสือดี ๆ ส่วนหนึ่งไป! ผมเคยตั้งใจที่จะใช้ hard disk (1 TB up) ทำหน้าที่ backup ข้อมูลเอาไว้ คิดในใจว่าดีจังเลย..อะไร ๆ ก็เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวได้ ไม่ว่าจะเป็นหนังเป็นร้อย ๆ เรื่อง เพลงเป็นหมื่น ๆ เพลง หรือหนังสือเป็นพัน ๆ เล่ม แต่หลังจากได้รับบทเรียน ผมเปลี่ยนใจแล้ว!
ผมซื้อแผ่นดีวีดีมาเก็บไฟล์เหล่านั้นไว้แทนครับ!
ดีวีดีแผ่นเปล่าแบบ printable ๑ หลอดมี ๕๐ แผ่น ราคาไม่ถึง ๓๐๐ บาท สามารถหาซื้อได้ที่ลำปาง คำนวณดูแล้วตกแผ่นละ ๖ บาท ผมจะนำไฟล์ภาพยนต์ที่ชื่นชอบมาเขียนเก็บไว้ แผ่นนึงสามารถบรรจุหนังได้ ๓ ถึง ๕ เรื่อง (ขึ้นอยู่กับจำนวน MB ของหนังแต่ละเรื่อง) บางทีอาจจะได้ถึง ๖ เรื่อง!
พอทำได้หนึ่งแผ่น ผมก็ไปดาวน์โหลดภาพ poster หนังมาพิมพ์ลงกระดาษ 130g เพื่อทำปกกล่องดีวีดีอย่างที่เห็นในภาพ...
ผมใช้กล่องใส่ดีวีดีชนิดบาง บรรจุได้ ๒ แผ่น ดังนั้นแต่ละกล่องจึงมีหนังอยู่ประมาณ ๘ เรื่อง++ อย่างที่เห็นในภาพ...แสดงว่าผมมีหนังเก่าเก็บไว้ประมาณ ๑๐๐ เรื่องแล้ว! ยังมีอีกครับ ที่นำมาให้ดูเป็นแค่ส่วนหนึ่งเอง! ทุกวันนี้ผมได้หนังมาเพิ่มอยู่เรื่อย ๆ ใครบอกว่าดี...ผมก็ไปโหลดมาเก็บไว้ ยามแก่เฒ่าจะได้มีไว้รำลึกถึงความหลังครั้งที่เคยดูหนังโรงในอดีต
ไฟล์เหล่านั้นเก็บไว้ได้นานเพราะแผ่นอยู่ในกล่องมิดชิด เวลาเอาออกมาดูแผ่นดีวีดีก็อยู่ในสภาพใหม่ ไร้รอยขีดข่วน สามารถอ่านได้ทุกแผ่น เชื่อมั่นได้ว่า...ก่อนตายผมจะสามารถเสพหนังที่มีอยู่ได้อีก
แต่ถ้าเป็นไฟล์ที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ก็ไม่แน่เหมือนกัน เนื่องจากเป็นอุปกรณ์อีเลคทรอนิคส์ใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งชำรุดได้ง่าย เผลอ ๆ ถึงตอนนั้นอาจจะไม่ไฟล์เหลือไว้ให้ได้ดูก็เป็นได้...
การถ่ายเก็บไฟล์ลงไว้ในแผ่นดีวีดี นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้แก้ไขปัญหาฮาร์ดดิสก์เต็มได้ด้วย แผ่นดีวีดี ๑ หลอด คิดคร่าว ๆ ตก GB ละ ๑.๒๕ บาท หนังส่วนใหญ่ใช้เนื้อที่ 7-800 MB ก็แสดงว่าภาพยนต์เรื่องหนึ่ง ๆ ใช้งบประมาณในการจัดเก็บแค่บาทเดียวเอง!
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจฮาร์ดดิสก์ก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก อิอิ!
Saturday, March 03, 2012
Kevin Smee - The Piano Tuner
ปลายปี ๒๕๓๑ ผมอยู่ใน Sydney, NSW ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน...ผมมีโอกาสได้ไปคุยกับช่างเปียโนชาวออสซี่คนหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า Mr. Kevin Smee
ตอนนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต! ผมหาชื่อและที่อยู่ของคุณ Kevin ได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ พอดีอยู่ไม่ไกลนัก..ผมจึงเดินทางไปขอดูงานการตั้งสายเปียโนที่ workshop ของเขาใน Beverly Hills
วันนี้ ผมใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลของคุณ Kevin Smee ได้มาดังนี้...
อืมมมม...คนนี้ใช่เลย! ใช้คอมพิวเตอร์...ทุกวันนี้ ถ้าอยากรู้ว่าบ้านใครอยู่ตรงไหน เพียงไม่กี่คลิกก็หาข้อมูลมาดูได้อย่างง่ายดาย แต่วันนั้น...กว่าจะเจอร้านของคุณ Kevin ก็เล่นเอาผมเหงื่อตก! ในสมุดบันทึกผมเขียนว่า...
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า แม้อยู่ที่ลำปาง...ผมก็สามารถมองเห็นหลังคา workshop ของคุณ Kevin ใน Beverly Hills ได้อย่างชัดเจนด้วย Google Earth!
วันนี้..ผมเล่าเรื่องการไปพบกับ Piano Tuner เมื่อ ๒๔ ปีก่อน คิดว่าคงจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์อยู่บ้างนะครับ..
ตอนนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต! ผมหาชื่อและที่อยู่ของคุณ Kevin ได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ พอดีอยู่ไม่ไกลนัก..ผมจึงเดินทางไปขอดูงานการตั้งสายเปียโนที่ workshop ของเขาใน Beverly Hills
วันนี้ ผมใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลของคุณ Kevin Smee ได้มาดังนี้...
Kevin Smee is a business that is based in Beverly Hills, 2209, NSW: Sydney. Kevin Smee is listed in 2 categories including: Piano Tuning and Repairs and Pianos New and Secondhand.
อืมมมม...คนนี้ใช่เลย! ใช้คอมพิวเตอร์...ทุกวันนี้ ถ้าอยากรู้ว่าบ้านใครอยู่ตรงไหน เพียงไม่กี่คลิกก็หาข้อมูลมาดูได้อย่างง่ายดาย แต่วันนั้น...กว่าจะเจอร้านของคุณ Kevin ก็เล่นเอาผมเหงื่อตก! ในสมุดบันทึกผมเขียนว่า...
จาก Dulwich Hill นั่งรถไฟไปลงที่ Beverly Hills (มีบัตร Red Travel Pass เสียค่าโดยสารเพิ่มอีกเพียง ๑ เหรียญ) ลงรถแล้วเดินหา workshop ของคุณ Kevin จนเจอ พอดีคุณ Kevin ยังไม่มาเปิดร้าน ต้องนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่พักใหญ่!
ในที่สุดก็ได้พบคุณ Kevin สมใจ เราคุยกันอย่างถูกคอ คุณ Kevin บอกว่าเขาใช้เวลาในการตั้งสายเปียโนหลังหนึ่งไม่เกิน ๑ ชั่วโมง
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณ Kevin ในวันนี้คือ:-
๑) การสาธิตเครื่องช่วยคือ Scope ยี่ห้อ Yamaha ซึ่งใช้งานได้ดีทีเดียว
๒) คำแนะนำเทคนิคในการตั้งสาย อาทิ การใช้มือซ้ายจับค้อน การใช้วิธีกระตุกมือทีละนิด ๆ และการวางค้อนให้อยู่ในแนว Vertical
๓) การสาธิตเครื่องเล่นเปียโนอัตโนมัติ ซึ่งมี ๒ แบบ คือ Piano Roll (ใช้กระดาษม้วนเจาะรู) และแบบใช้ Solenoid (แบบนี้เคยเห็นที่ Robinson Piano กรุงเทพ)
คุณ Kevin บอกว่าการตั้งสายเปียโนจะต้องทำบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้ลืมเทคนิคต่าง ๆ และการใช้เครื่องมือใหม่ ๆ (new technology) เป็นสิ่งที่ไม่น่าอายแต่อย่างใด
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า แม้อยู่ที่ลำปาง...ผมก็สามารถมองเห็นหลังคา workshop ของคุณ Kevin ใน Beverly Hills ได้อย่างชัดเจนด้วย Google Earth!
วันนี้..ผมเล่าเรื่องการไปพบกับ Piano Tuner เมื่อ ๒๔ ปีก่อน คิดว่าคงจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์อยู่บ้างนะครับ..
Friday, March 02, 2012
TuneLab
สมัยก่อนยังไม่มีเครื่องมืออีเลคทรอนิคส์...ช่างเปียโนจะเริ่มต้นการตั้งสายด้วยการตั้งสายกลางให้ได้ครบ ๑๒ สาย (หนึ่ง octave) เสียก่อน นั่นคือการ Set the Equal Temperament จากนั้นจึงค่อยตั้งสายอื่น ๆ โดยเทียบกับสายที่ตั้งไว้แล้วจนครบ
นอกจากส้อมเสียงแล้ว เครื่องมือที่ใช้ก็มีเท่าที่เห็นในภาพ...
อุปกรณ์สำคัญที่จะขาดไม่ได้คือ แถบผ้าสักหลาดสำหรับตั้งสายเปียโน (Felt Temperament Strip) อย่างที่ครูต้นกำลังถือให้ดู...
วันที่ไปตั้งสายเปียโนให้ครูแต้ม...ผมก็ใช้ Felt Temperament Strip อย่างที่เห็นในภาพ...
ไม่มีเครื่องมืออีเลคทรอนิคส์...คุณตาคุณลุงยุคนั้นต้องใช้หูลูกเดียว! ถ้าเป็น F-F Octave Temperament setting เค้าจะเริ่มต้นตั้งสายที่ Middle C ก่อน โดยเทียบกับส้อมเสียง แต่ถ้าไม่ประสงค์จะขึ้นเสียงให้ได้มาตรฐาน...จะเริ่มจากระดับเสียงที่เป็นอยู่ก็ได้
จาก C แล้วตั้งตัวไหนต่อล่ะ? ตั้ง F ที่อยู่ต่ำลงมาจาก middle C ไงครับ เค้าเรียกว่า "คู่ 5" ก็ใส่ค้อน (tuning hammer) เข้าที่ tuning pin สายกลาง (ดูให้ดีนะ อย่าใส่ผิด...สายขาดแล้วจะหาว่าไม่บอก) แล้วปรับเสียง F ให้ตรง แล้วเจ้าเสียง F นั่นจะอยู่ระดับไหน...ถึงจะเรียกว่าตรงล่ะ? นี่ไงเป็นเรื่องที่ต้องฝึก!
ก่อนอื่นต้องสามารถตั้ง perfect fifth ให้ได้ก่อน กล่าวคือ ช่างเปียโนต้องรู้ว่าคู่ระยะ (interval) ของเสียง "โด่-ซอล" หรือ "ฟ่า-โด้" นั้นอยู่ในตรงไหน (ฟังออก...ว่างั้นเหอะ) พอขยับค้อนตั้งสายไปถึงจุด ๆ หนึ่ง เจ้า beat frequency หายไป ตรงนั้นแหละคือ Perfect
อ้าว...แล้ว beat frequency คืออะไรล่ะ? โฮ้ย! ยุ่งจริงน้อ! ตอบแบบชาวบ้านก็คือ เจ้าเสียง "ว้อง ๆๆๆ" ที่ได้ยินเวลาเสียง ๒ เสียงมันไม่เป็น unison, octave หรือ perfect ไง! ยิ่งห่างกัน...มันยิ่ง "ว้องๆๆๆ" เร็ว พอเข้าใกล้ มันก็ร้อง "ว้อง ๆ ๆ ๆ" ช้าลง พอตรงปั๊บ..หายไปเลย เป็นเรื่องที่ต้องฝึกปฏิบัติครับ ถ้ายังฟัง beat frequency ไม่ออก...ก็อย่าได้คิดตั้งสายเปียโน!
เอาหละ...ผมขอยกตัวอย่างเพียงเสียงเดียวหรือขั้นตอนเดียว คือการตั้งเสียง F ให้ตรงตาม equal temparament scale มือจับอยู่ที่ด้ามค้อนแล้วใช่ไหมครับ? ขยับหาจนได้ตำแหน่ง Perfect คือไม่มีเสียง "ว้อง ๆ" จากนั้นก็หมุน tuning pin ไปตามเข็มนาฬิกา เจ้า "ว้อง ๆ" ก็จะปรากฏให้ได้ยิน ขึ้นสายให้สูงขึ้นไปหน่อยก่อน...จนได้ยิน beat frequency "ว้องๆๆๆๆๆ" จากนั้นก็ขยับลงมาจนเจ้า "ว้อง ๆ ๆ" เหลือ ๓ ครั้งใน ๕ วินาที
ตรงนี้แหละที่ต้องฝึก....."๓ ว้อง..ภายใน ๕ วินาที" Practise makes perfect ครับ!!
ที่กล่าวมานั้น...คือตัวอย่างของการตั้งเสียงด้วยหู (by ear) จริง ๆ
แต่พอเข้ายุคที่เครื่องมืออีเลคทรอนิคส์มีให้ใช้ มันสามารถวัดค่าได้ละเอียดและแสดงค่าบน display ได้อย่างแม่นยำ ช่างเปียโนส่วนใหญ่จึงได้หันไปใช้เครื่องมือเหล่านั้น แทนการใช้หูแต่เพียงอย่างเดียว ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นครับ!!!
วันนี้ผมจึงอยากแนะนำ software ที่ช่วยเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือแบบ smart phone, iPhone, iPad, iPod, pocket PC, laptop, table, netbook หรือ notebook อะไรก็ได้...ให้กลายเป็น Chromatic tuner ประสิทธิภาพสูงได้อย่างง่ายดาย
TuneLab เป็น software ซึ่งพัฒนาโดยตา Robert Scott นำมาใช้กับการตั้งสายเปียโนหรือตั้งเสียงเครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้พรี แม้ว่าจะเป็น shareware ที่ต้องจ่ายเงินอีกประมาณ ๓๐๐ เหรียญเพื่อใช้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่เจ้า free version ที่ผมดาวน์โหลดมาใส่ไว้ใน PDA Phone ยี่ห้อ iPAQ (ประมูลมาในราคาพันกว่าบาทเพื่อใช้งานนี้เป็นพิเศษ) ก็สามารถใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาติดขัดเลยแม้แต่น้อย
ที่เห็นในภาพ...กำลังวัดเสียง A4 โดยผ่านไมโครโฟนของโทรศัพท์ ผมแค่วางเครื่องไว้อย่างนั้น แล้วเคาะที่โน้ต A มันก็อ่านให้เลย แสดงผลทั้งแบบ phase display คือเจ้าแถบสี่เหลี่ยมดำ ๆ ที่เห็นนั่น มันจะวิ่งเร็ว...เมื่อเสียงยังไม่ตรง พอตรงก็จะหยุด (คล้าย ๆ กับการพัง beat frequency) และแบบ spectrum display ซึ่งเป็นกราฟปลายแหลม ที่เห็นนั่นมันยังชี้ไม่ตรงเส้นแดงตรงกลาง แสดงว่าเสียงยังต่ำไปนิดนึง ถ้าเราปรับค้อนหมุน tuning pin ตามเข็มนาฬิกาจนเสียงขยับขึ้นตรง ปลายแหลมนั่นก็จะเลื่อนไปชี้ตรงเส้นแดงพอดี แต่ถ้าสูงเกิน...ยอดแหลมก็จะเลื่อนเกินเส้นแดงไปทางขวา ง่ายมากครับ สามารถอ่านได้ดีแม้ในย่านความถี่ต่ำมาก ๆ หรือสูงมาก ๆ การเปลี่ยน octave หรือเปลี่ยนโน้ต...ก็ทำได้ง่ายด้วยวิธีสัมผัสที่หน้าจอ
ขนาดผมติดตั้งกับ PDA Phone เก่า ๆ อย่างที่เห็น...ก็ยังใช้งานได้สบาย ถ้าเป็น iPhone หรือไอผกไอแพด(ซึ่งผมไม่มีปัญญาซื้อหามาใช้) ก็ยิ่งจะสะดวกและใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น! คุณ Ryan Hasell ได้เขียนถึง TuneLab (ฟรีเวอร์ชั่น) ไว้ว่า...
ได้มาแล้วก็ติดตั้งเพื่อนำไปใช้งานได้เลย ถ้าเป็น iPad ผมว่าเท่ห์เป็นบ้าเลย! แล้วอย่าลืมดาวน์โหลดคู่มือซึ่งเป็น PDF ไว้ศึกษาวิธีใช้งานมาด้วยนะครับ....
ใน YouTube ก็มีคลิปสอนการใช้ TuneLab ให้ได้ศึกษา...
การ setting the Equal Temperament ทำได้ไม่ยากแล้วใช่ไหมครับ? แต่ยังก่อน...สิ่งที่ยากและเป็นปัญหาใหญ่ก็คือ...จะทำอย่างไรให้ tuning pin ไม่คืนตัวง่ายซึ่งเป็นผลทำให้เสียงที่ตั้งได้ที่แล้วลดลงอย่างรวดเร็ว!!! ตอนนี้เราสามารถตั้งเสียงให้ตรงได้แล้ว แต่จะให้มันอยู่ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสภาพของ tuning pins และเทคนิคในการตั้งสาย...
ประสบการณ์จะช่วยสอนให้เองครับ!
นอกจากส้อมเสียงแล้ว เครื่องมือที่ใช้ก็มีเท่าที่เห็นในภาพ...
อุปกรณ์สำคัญที่จะขาดไม่ได้คือ แถบผ้าสักหลาดสำหรับตั้งสายเปียโน (Felt Temperament Strip) อย่างที่ครูต้นกำลังถือให้ดู...
วันที่ไปตั้งสายเปียโนให้ครูแต้ม...ผมก็ใช้ Felt Temperament Strip อย่างที่เห็นในภาพ...
ไม่มีเครื่องมืออีเลคทรอนิคส์...คุณตาคุณลุงยุคนั้นต้องใช้หูลูกเดียว! ถ้าเป็น F-F Octave Temperament setting เค้าจะเริ่มต้นตั้งสายที่ Middle C ก่อน โดยเทียบกับส้อมเสียง แต่ถ้าไม่ประสงค์จะขึ้นเสียงให้ได้มาตรฐาน...จะเริ่มจากระดับเสียงที่เป็นอยู่ก็ได้
จาก C แล้วตั้งตัวไหนต่อล่ะ? ตั้ง F ที่อยู่ต่ำลงมาจาก middle C ไงครับ เค้าเรียกว่า "คู่ 5" ก็ใส่ค้อน (tuning hammer) เข้าที่ tuning pin สายกลาง (ดูให้ดีนะ อย่าใส่ผิด...สายขาดแล้วจะหาว่าไม่บอก) แล้วปรับเสียง F ให้ตรง แล้วเจ้าเสียง F นั่นจะอยู่ระดับไหน...ถึงจะเรียกว่าตรงล่ะ? นี่ไงเป็นเรื่องที่ต้องฝึก!
ก่อนอื่นต้องสามารถตั้ง perfect fifth ให้ได้ก่อน กล่าวคือ ช่างเปียโนต้องรู้ว่าคู่ระยะ (interval) ของเสียง "โด่-ซอล" หรือ "ฟ่า-โด้" นั้นอยู่ในตรงไหน (ฟังออก...ว่างั้นเหอะ) พอขยับค้อนตั้งสายไปถึงจุด ๆ หนึ่ง เจ้า beat frequency หายไป ตรงนั้นแหละคือ Perfect
อ้าว...แล้ว beat frequency คืออะไรล่ะ? โฮ้ย! ยุ่งจริงน้อ! ตอบแบบชาวบ้านก็คือ เจ้าเสียง "ว้อง ๆๆๆ" ที่ได้ยินเวลาเสียง ๒ เสียงมันไม่เป็น unison, octave หรือ perfect ไง! ยิ่งห่างกัน...มันยิ่ง "ว้องๆๆๆ" เร็ว พอเข้าใกล้ มันก็ร้อง "ว้อง ๆ ๆ ๆ" ช้าลง พอตรงปั๊บ..หายไปเลย เป็นเรื่องที่ต้องฝึกปฏิบัติครับ ถ้ายังฟัง beat frequency ไม่ออก...ก็อย่าได้คิดตั้งสายเปียโน!
เอาหละ...ผมขอยกตัวอย่างเพียงเสียงเดียวหรือขั้นตอนเดียว คือการตั้งเสียง F ให้ตรงตาม equal temparament scale มือจับอยู่ที่ด้ามค้อนแล้วใช่ไหมครับ? ขยับหาจนได้ตำแหน่ง Perfect คือไม่มีเสียง "ว้อง ๆ" จากนั้นก็หมุน tuning pin ไปตามเข็มนาฬิกา เจ้า "ว้อง ๆ" ก็จะปรากฏให้ได้ยิน ขึ้นสายให้สูงขึ้นไปหน่อยก่อน...จนได้ยิน beat frequency "ว้องๆๆๆๆๆ" จากนั้นก็ขยับลงมาจนเจ้า "ว้อง ๆ ๆ" เหลือ ๓ ครั้งใน ๕ วินาที
ตรงนี้แหละที่ต้องฝึก....."๓ ว้อง..ภายใน ๕ วินาที" Practise makes perfect ครับ!!
ที่กล่าวมานั้น...คือตัวอย่างของการตั้งเสียงด้วยหู (by ear) จริง ๆ
แต่พอเข้ายุคที่เครื่องมืออีเลคทรอนิคส์มีให้ใช้ มันสามารถวัดค่าได้ละเอียดและแสดงค่าบน display ได้อย่างแม่นยำ ช่างเปียโนส่วนใหญ่จึงได้หันไปใช้เครื่องมือเหล่านั้น แทนการใช้หูแต่เพียงอย่างเดียว ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นครับ!!!
วันนี้ผมจึงอยากแนะนำ software ที่ช่วยเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือแบบ smart phone, iPhone, iPad, iPod, pocket PC, laptop, table, netbook หรือ notebook อะไรก็ได้...ให้กลายเป็น Chromatic tuner ประสิทธิภาพสูงได้อย่างง่ายดาย
TuneLab เป็น software ซึ่งพัฒนาโดยตา Robert Scott นำมาใช้กับการตั้งสายเปียโนหรือตั้งเสียงเครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้พรี แม้ว่าจะเป็น shareware ที่ต้องจ่ายเงินอีกประมาณ ๓๐๐ เหรียญเพื่อใช้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่เจ้า free version ที่ผมดาวน์โหลดมาใส่ไว้ใน PDA Phone ยี่ห้อ iPAQ (ประมูลมาในราคาพันกว่าบาทเพื่อใช้งานนี้เป็นพิเศษ) ก็สามารถใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาติดขัดเลยแม้แต่น้อย
ที่เห็นในภาพ...กำลังวัดเสียง A4 โดยผ่านไมโครโฟนของโทรศัพท์ ผมแค่วางเครื่องไว้อย่างนั้น แล้วเคาะที่โน้ต A มันก็อ่านให้เลย แสดงผลทั้งแบบ phase display คือเจ้าแถบสี่เหลี่ยมดำ ๆ ที่เห็นนั่น มันจะวิ่งเร็ว...เมื่อเสียงยังไม่ตรง พอตรงก็จะหยุด (คล้าย ๆ กับการพัง beat frequency) และแบบ spectrum display ซึ่งเป็นกราฟปลายแหลม ที่เห็นนั่นมันยังชี้ไม่ตรงเส้นแดงตรงกลาง แสดงว่าเสียงยังต่ำไปนิดนึง ถ้าเราปรับค้อนหมุน tuning pin ตามเข็มนาฬิกาจนเสียงขยับขึ้นตรง ปลายแหลมนั่นก็จะเลื่อนไปชี้ตรงเส้นแดงพอดี แต่ถ้าสูงเกิน...ยอดแหลมก็จะเลื่อนเกินเส้นแดงไปทางขวา ง่ายมากครับ สามารถอ่านได้ดีแม้ในย่านความถี่ต่ำมาก ๆ หรือสูงมาก ๆ การเปลี่ยน octave หรือเปลี่ยนโน้ต...ก็ทำได้ง่ายด้วยวิธีสัมผัสที่หน้าจอ
ขนาดผมติดตั้งกับ PDA Phone เก่า ๆ อย่างที่เห็น...ก็ยังใช้งานได้สบาย ถ้าเป็น iPhone หรือไอผกไอแพด(ซึ่งผมไม่มีปัญญาซื้อหามาใช้) ก็ยิ่งจะสะดวกและใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น! คุณ Ryan Hasell ได้เขียนถึง TuneLab (ฟรีเวอร์ชั่น) ไว้ว่า...
"Thank you for such a GREAT product!....I downloaded the free version of Tunelab an started tuning with it.....I told [my mentor] about the program, showed him how it works, and even tuned his personal piano. He was so impressed that he has downloaded the trial version and has begun using it too. After using the trial version, I decided that it was well worth the money to pay for the program. I have around 60 customers now, and 100% of them have been pleased with the tuning of their piano, some of these are even well-renowned piano teachers/pianists/music teachers in my area (One in particular was our Missouri Music Educators Assoc President for the state of MO last year). Most are amazed at how Tunelab changes the sound of their piano, giving it a warm, rich tone."มี options ในการใช้งานมากมาย ผมไม่ขอบรรยายความ ถ้าเพื่อน ๆ สนใจที่จะโหลดมาใช้ ก็ไปหาได้ที่ http://www.tunelab-world.com/downloads.html เลือกโหลดให้ตรงกับอุปกรณ์ที่มีอยู่นะครับ ไฟล์ไม่ใหญ่...ดาวน์โหลดแค่แป๊ปเดียว
ได้มาแล้วก็ติดตั้งเพื่อนำไปใช้งานได้เลย ถ้าเป็น iPad ผมว่าเท่ห์เป็นบ้าเลย! แล้วอย่าลืมดาวน์โหลดคู่มือซึ่งเป็น PDF ไว้ศึกษาวิธีใช้งานมาด้วยนะครับ....
ใน YouTube ก็มีคลิปสอนการใช้ TuneLab ให้ได้ศึกษา...
การ setting the Equal Temperament ทำได้ไม่ยากแล้วใช่ไหมครับ? แต่ยังก่อน...สิ่งที่ยากและเป็นปัญหาใหญ่ก็คือ...จะทำอย่างไรให้ tuning pin ไม่คืนตัวง่ายซึ่งเป็นผลทำให้เสียงที่ตั้งได้ที่แล้วลดลงอย่างรวดเร็ว!!! ตอนนี้เราสามารถตั้งเสียงให้ตรงได้แล้ว แต่จะให้มันอยู่ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสภาพของ tuning pins และเทคนิคในการตั้งสาย...
ประสบการณ์จะช่วยสอนให้เองครับ!
Thursday, March 01, 2012
Chromatic Tuner
สวัสดีครับ เพื่อน ๆ ที่รัก...
สองเดือนเต็ม ๆ ที่ผมหายเงียบไปจาก "บล็อกช่างเหอะ" ผมรู้สึกผิด...และต้องขออภัย
บางครั้งผมก็พยายามที่จะลงมือเขียนอะไรสักอย่างภายใต้นิยามว่า "อะไรก็ได้ที่มีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้กับชีวิตที่เรียบง่ายได้" หรือที่ผมมักจะเรียกตัวเองว่า "ช่างเหอะ" แต่ทุก ๆ ครั้งที่นึกจะเขียน...ความคิดมันไม่ไหลลื่นเอาเสียเลย คงเป็นเพราะผมไม่ค่อยได้ทำอะไรที่เกี่ยวกับงานช่างติดต่อกันเป็นระยะเวลานานก็ได้ สีที่ยังเหลืออยู่ในกระป๋องก็ถูกปล่อยละทิ้งไว้จนแห้ง สายเปียโนไม่ได้ตั้งมาเป็นปี งานไม้ก็ไม่ได้จับ หรือแม้กระทั่งการฝึกหัดเล่น accordion อย่างจริง ๆ จังตามที่ได้ตั้งใจไว้ ผมก็เลยไม่รู้ว่าจะตั้งต้นที่ไหนดี!
จริง ๆ แล้ว ผมรู้สึกว่าการเขียนบล็อกลงใน Blogger ของ Google นั้นทำได้ง่ายกว่าการเขียน "ฟังลุงน้ำชาคุย" ใน wordpress เสียด้วยซ้ำ ตัวอักษรก็ใหญ่กว่า พิมพ์ก็ง่าย เวลาโพสต์ภาพก็รวดเร็ว เรียกว่าสะดวกไปทุกอย่าง ผมน่าจะเขียนลงใน Blogger ให้เป็นเรื่องเป็นราวได้มากกว่า...
เริ่มต้นเดือนใหม่ คือเดือน "มีนาคม" ซึ่งเป็นเดือนเกิดของผม...ผมขอกลับมาเริ่มต้นเขียนต่อนะครับ และขอตั้งใจที่จะเขียนอย่างสม่ำเสมอ...เหมือนกับที่ผมเขียนใน "ฟังลุงน้ำชาคุย" ที่สำคัญคือ..ระหว่างบล็อกตัวนี้กับบล็อก "ฟังลุงน้ำชาคุย" ผมจะต้องแยกให้ออกว่าเรื่องที่เขียนตรงนี่จะต้องเน้นในเรื่องที่มีประโยชน์และมีสาระ ส่วนที่เขียนใน "ฟังลุงน้ำชาคุย" ก็ขอให้เป็นเรื่องสัพเพเหระ เป็นเสียงบ่น หรือเล่าเรื่องราวในอดีตดังเช่นที่เป็นมา
วันนี้ผมอยากเขียนเรื่องของเครื่องมือช่างเปียโนอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งช่วยให้การตั้งสายเป็นโนนั้นง่ายและรวดเร็วขึ้น เจ้าตัวที่ผมจะกล่าวถึงก็คือ Electronic tuner
Electronic tuner คือเครื่องมือสำหรับวัดความถี่เสียง โดยมีหน้าปัทม์แสดงค่าซึ่งแตกต่างกันไป รุ่นเก่าจะเป็นประเภทเข็มชี้(needle)อย่างเดียว คือเป็นระบบ Analog ที่มีไมโครโฟนรับสัญญาณเสียงแล้วแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าไปขับเคลื่อนทำให้เข็มชี้แสดงค่า ผมมีอยู่ตัวนึง คือ Korg WT-12 Chromatic Tuner ซึ่งซื้อไว้เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว จำได้ว่าฝากเพื่อนดุริยศิลป์รุ่นน้องซื้อมาจากฮ่องกง ผมเคยใช้เจ้า Korg ตัวนี้ในช่วงที่รับตั้งสายเปียโนอยู่ที่เชียงใหม่ ตอนนี้มันพังไปแล้วล่ะ ซากของมันก็ยังอยู่แถวนี้นะ ผมอยากจะหามันมาถ่ายรูปให้เพื่อน ๆ ได้ดูซะหน่อย...แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จึงต้องไปค้นหาภาพในอินเทอร์เน็ตมาลงแทน รุ่นนี้แหละ...หน้าตาเหมือนกันเลย
เป็นเครื่องมือรุ่นเก่าครับ เวลาวัดความถี่เสียงก็ต้องใช้มือปรับลูกบิดที่เห็นนั่นไปตามชื่อโน้ต (ในภาพคือ G) และปรับสวิชตัวที่สอง(ข้างล่าง)เพื่อเลือก octave ช่องไมโครโฟนสำหรับรับสัญญาณเสียงอยู่ตรงกลางด้านบน
การใช้งานไม่ยาก! ถ้าตั้งสวิชเลือก octave ไว้ที่ M วางเจ้า Korg ไว้ใกล้ ๆ เปียโน...แล้วเคาะที่โน้ต G หากเสียงตรง...เจ้าเข็มชี้ก็จะขึ้นไปอยู่ที่เลข 0 (ตรงกลาง) ถ้าเสียงต่ำกว่า..เข็มก็จะชี้ไม่ถึงเลข 0 หรือถ้าสูงกว่า..ก็จะชี้เลยเลข 0 ไป ช่างเปียโนก็จะพยายามตั้งสายด้วยค้อน ให้อ่านค่าแล้วเข็มชี้อยู่ที่เลข 0 ผมคิดว่าน่าจะมิใช่การตั้งสายด้วยหู (by ear) แต่เป็นการตั้งสายด้วยตา(by eye)มากกว่า...อิอิ
เจ้าเครื่องวัดตัวนี้ใช้ถ่าน AA ๔ ก้อน หรือจะใช้ adapter ขนาด 6 Volts ก็ได้ครับ
แม้ว่าจะเป็นระบบ Analog...เรื่องความเที่ยงตรงแม่นยำ (Accuracy) ก็นับว่าใช้ได้ เนื่องจากใช้ระบบ Quartz Crystal Oscillator แต่มีข้อเสียตรงที่ว่า...ตัวใหญ่เกะกะ และกินไฟ! พอถ่านอ่อนก็เริ่มมีปัญหา ในย่านความถี่สูง ๆ หรือต่ำ...ก็ค่อนข้างจะวัดได้ยาก แถมเวลาเปลี่ยนเสียง(โน้ต)ก็ต้องละมือไปบิดลูกบิด
หลังจากใช้เจ้า Korg อยู่ได้หลายปี มีอยู่วันหนึ่งผมลงไปกรุงเทพฯ ได้ไปเห็นเจ้า Korg รุ่นใหม่ที่ไม่ต้องใช้มือปรับไปตามตัวโน้ตแต่ละตัวแล้ว เครื่องจะมีระบบ Pitch Detection สามารถปรับย่านเสียงได้โดยอัตโนมัติ ทำให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ผมไม่ได้ซื้อไว้ใช้หรอกครับ...
มามีโอกาสได้ใช้เครื่อง chromatic tuner ที่ตัวเล็กและบางกว่าเจ้า Korg ก็คือ Yamaha chromatic tuner รุ่น TD-1 ตัวนี้แหละ....
ขนาดเล็กลงเยอะเลย เหลือเพียงแค่ 4" x 1/2" x 2-1/2" แล้วก็ไม่ใช้ระบบเข็มแล้วด้วย
ใช้ระบบ Digital ซึ่งให้ความเที่ยงตรง +/- 1 cent อ่านค่าด้วย LED Meter คือเราไม่ต้องใช้มือปรับเลือกโน้ตเหมือนเครื่องรุ่นเก่าอีกต่อไป ระบบ Pitch Detection จะปรับเปลี่ยนให้เราเสร็จ และแสดงให้เห็นด้วยหลอด LED ที่เรียงกันอยู่ด้านล่าง จากโน้ต C ถึง B และถ้าเป็น # เจ้าหลอด LED สีเขียวด้านขวาสุดก็จะสว่างขึ้น Chromatic tuner ตัวนี้ถูกออกแบบเป็นพิเศษสำหรับเครื่องลม (wind instruments) คือมีตัวปรับ Key ให้เข้ากับเครื่อง C, Eb, F แล่ะ Bb
ข้อเสียของเจ้า TD-1 ก็คือใช้ถ่านกระดุมแบบที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ CR-2025 จำนวน ๒ ก้อน ทำให้ต้องควักกระเป๋ามากหน่อย...เวลาเปลี่ยนถ่าน
เอามาใช้กับการตั้งสายเปียโนก็ดีเหมือนกัน คือใช้ทั้งหูและตา...ช่วยกันสองแรง ทำให้ช่างเปียโนเครียดน้อยลง มนุษย์ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเหนื่อยล้าด้านการรับรู้ คือฟังมาก ๆ ก็มึนได้เหมือนกัน การใช้ Chromatic tuner บางครั้งก็ช่วยได้เยอะครับ เรื่องที่จะคุยว่า "ผมตั้งเสียงเปียโนด้วยหู" เดี๋ยวนี้ล้าสมัยแล้วล่ะ ในเมื่อเทคโนโลยีก้าวไปไกล...เราก็ต้องปรับตัวตามให้ทัน
พรุ่งนี้ผมจะแนะนำเครื่องมืออีกตัวนึงซึ่งผมใช้อยู่ มันเป็น software ซึ่งสามารถนำมาติดตั้งไว้ในโทรศัพท์มือถือ แล้วใช้ได้ดีกับการตั้งสายเปียโนด้วยครับ...
สองเดือนเต็ม ๆ ที่ผมหายเงียบไปจาก "บล็อกช่างเหอะ" ผมรู้สึกผิด...และต้องขออภัย
บางครั้งผมก็พยายามที่จะลงมือเขียนอะไรสักอย่างภายใต้นิยามว่า "อะไรก็ได้ที่มีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้กับชีวิตที่เรียบง่ายได้" หรือที่ผมมักจะเรียกตัวเองว่า "ช่างเหอะ" แต่ทุก ๆ ครั้งที่นึกจะเขียน...ความคิดมันไม่ไหลลื่นเอาเสียเลย คงเป็นเพราะผมไม่ค่อยได้ทำอะไรที่เกี่ยวกับงานช่างติดต่อกันเป็นระยะเวลานานก็ได้ สีที่ยังเหลืออยู่ในกระป๋องก็ถูกปล่อยละทิ้งไว้จนแห้ง สายเปียโนไม่ได้ตั้งมาเป็นปี งานไม้ก็ไม่ได้จับ หรือแม้กระทั่งการฝึกหัดเล่น accordion อย่างจริง ๆ จังตามที่ได้ตั้งใจไว้ ผมก็เลยไม่รู้ว่าจะตั้งต้นที่ไหนดี!
จริง ๆ แล้ว ผมรู้สึกว่าการเขียนบล็อกลงใน Blogger ของ Google นั้นทำได้ง่ายกว่าการเขียน "ฟังลุงน้ำชาคุย" ใน wordpress เสียด้วยซ้ำ ตัวอักษรก็ใหญ่กว่า พิมพ์ก็ง่าย เวลาโพสต์ภาพก็รวดเร็ว เรียกว่าสะดวกไปทุกอย่าง ผมน่าจะเขียนลงใน Blogger ให้เป็นเรื่องเป็นราวได้มากกว่า...
เริ่มต้นเดือนใหม่ คือเดือน "มีนาคม" ซึ่งเป็นเดือนเกิดของผม...ผมขอกลับมาเริ่มต้นเขียนต่อนะครับ และขอตั้งใจที่จะเขียนอย่างสม่ำเสมอ...เหมือนกับที่ผมเขียนใน "ฟังลุงน้ำชาคุย" ที่สำคัญคือ..ระหว่างบล็อกตัวนี้กับบล็อก "ฟังลุงน้ำชาคุย" ผมจะต้องแยกให้ออกว่าเรื่องที่เขียนตรงนี่จะต้องเน้นในเรื่องที่มีประโยชน์และมีสาระ ส่วนที่เขียนใน "ฟังลุงน้ำชาคุย" ก็ขอให้เป็นเรื่องสัพเพเหระ เป็นเสียงบ่น หรือเล่าเรื่องราวในอดีตดังเช่นที่เป็นมา
วันนี้ผมอยากเขียนเรื่องของเครื่องมือช่างเปียโนอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งช่วยให้การตั้งสายเป็นโนนั้นง่ายและรวดเร็วขึ้น เจ้าตัวที่ผมจะกล่าวถึงก็คือ Electronic tuner
Electronic tuner คือเครื่องมือสำหรับวัดความถี่เสียง โดยมีหน้าปัทม์แสดงค่าซึ่งแตกต่างกันไป รุ่นเก่าจะเป็นประเภทเข็มชี้(needle)อย่างเดียว คือเป็นระบบ Analog ที่มีไมโครโฟนรับสัญญาณเสียงแล้วแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าไปขับเคลื่อนทำให้เข็มชี้แสดงค่า ผมมีอยู่ตัวนึง คือ Korg WT-12 Chromatic Tuner ซึ่งซื้อไว้เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว จำได้ว่าฝากเพื่อนดุริยศิลป์รุ่นน้องซื้อมาจากฮ่องกง ผมเคยใช้เจ้า Korg ตัวนี้ในช่วงที่รับตั้งสายเปียโนอยู่ที่เชียงใหม่ ตอนนี้มันพังไปแล้วล่ะ ซากของมันก็ยังอยู่แถวนี้นะ ผมอยากจะหามันมาถ่ายรูปให้เพื่อน ๆ ได้ดูซะหน่อย...แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จึงต้องไปค้นหาภาพในอินเทอร์เน็ตมาลงแทน รุ่นนี้แหละ...หน้าตาเหมือนกันเลย
เป็นเครื่องมือรุ่นเก่าครับ เวลาวัดความถี่เสียงก็ต้องใช้มือปรับลูกบิดที่เห็นนั่นไปตามชื่อโน้ต (ในภาพคือ G) และปรับสวิชตัวที่สอง(ข้างล่าง)เพื่อเลือก octave ช่องไมโครโฟนสำหรับรับสัญญาณเสียงอยู่ตรงกลางด้านบน
การใช้งานไม่ยาก! ถ้าตั้งสวิชเลือก octave ไว้ที่ M วางเจ้า Korg ไว้ใกล้ ๆ เปียโน...แล้วเคาะที่โน้ต G หากเสียงตรง...เจ้าเข็มชี้ก็จะขึ้นไปอยู่ที่เลข 0 (ตรงกลาง) ถ้าเสียงต่ำกว่า..เข็มก็จะชี้ไม่ถึงเลข 0 หรือถ้าสูงกว่า..ก็จะชี้เลยเลข 0 ไป ช่างเปียโนก็จะพยายามตั้งสายด้วยค้อน ให้อ่านค่าแล้วเข็มชี้อยู่ที่เลข 0 ผมคิดว่าน่าจะมิใช่การตั้งสายด้วยหู (by ear) แต่เป็นการตั้งสายด้วยตา(by eye)มากกว่า...อิอิ
เจ้าเครื่องวัดตัวนี้ใช้ถ่าน AA ๔ ก้อน หรือจะใช้ adapter ขนาด 6 Volts ก็ได้ครับ
แม้ว่าจะเป็นระบบ Analog...เรื่องความเที่ยงตรงแม่นยำ (Accuracy) ก็นับว่าใช้ได้ เนื่องจากใช้ระบบ Quartz Crystal Oscillator แต่มีข้อเสียตรงที่ว่า...ตัวใหญ่เกะกะ และกินไฟ! พอถ่านอ่อนก็เริ่มมีปัญหา ในย่านความถี่สูง ๆ หรือต่ำ...ก็ค่อนข้างจะวัดได้ยาก แถมเวลาเปลี่ยนเสียง(โน้ต)ก็ต้องละมือไปบิดลูกบิด
หลังจากใช้เจ้า Korg อยู่ได้หลายปี มีอยู่วันหนึ่งผมลงไปกรุงเทพฯ ได้ไปเห็นเจ้า Korg รุ่นใหม่ที่ไม่ต้องใช้มือปรับไปตามตัวโน้ตแต่ละตัวแล้ว เครื่องจะมีระบบ Pitch Detection สามารถปรับย่านเสียงได้โดยอัตโนมัติ ทำให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ผมไม่ได้ซื้อไว้ใช้หรอกครับ...
มามีโอกาสได้ใช้เครื่อง chromatic tuner ที่ตัวเล็กและบางกว่าเจ้า Korg ก็คือ Yamaha chromatic tuner รุ่น TD-1 ตัวนี้แหละ....
ขนาดเล็กลงเยอะเลย เหลือเพียงแค่ 4" x 1/2" x 2-1/2" แล้วก็ไม่ใช้ระบบเข็มแล้วด้วย
ใช้ระบบ Digital ซึ่งให้ความเที่ยงตรง +/- 1 cent อ่านค่าด้วย LED Meter คือเราไม่ต้องใช้มือปรับเลือกโน้ตเหมือนเครื่องรุ่นเก่าอีกต่อไป ระบบ Pitch Detection จะปรับเปลี่ยนให้เราเสร็จ และแสดงให้เห็นด้วยหลอด LED ที่เรียงกันอยู่ด้านล่าง จากโน้ต C ถึง B และถ้าเป็น # เจ้าหลอด LED สีเขียวด้านขวาสุดก็จะสว่างขึ้น Chromatic tuner ตัวนี้ถูกออกแบบเป็นพิเศษสำหรับเครื่องลม (wind instruments) คือมีตัวปรับ Key ให้เข้ากับเครื่อง C, Eb, F แล่ะ Bb
ข้อเสียของเจ้า TD-1 ก็คือใช้ถ่านกระดุมแบบที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ CR-2025 จำนวน ๒ ก้อน ทำให้ต้องควักกระเป๋ามากหน่อย...เวลาเปลี่ยนถ่าน
เอามาใช้กับการตั้งสายเปียโนก็ดีเหมือนกัน คือใช้ทั้งหูและตา...ช่วยกันสองแรง ทำให้ช่างเปียโนเครียดน้อยลง มนุษย์ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเหนื่อยล้าด้านการรับรู้ คือฟังมาก ๆ ก็มึนได้เหมือนกัน การใช้ Chromatic tuner บางครั้งก็ช่วยได้เยอะครับ เรื่องที่จะคุยว่า "ผมตั้งเสียงเปียโนด้วยหู" เดี๋ยวนี้ล้าสมัยแล้วล่ะ ในเมื่อเทคโนโลยีก้าวไปไกล...เราก็ต้องปรับตัวตามให้ทัน
พรุ่งนี้ผมจะแนะนำเครื่องมืออีกตัวนึงซึ่งผมใช้อยู่ มันเป็น software ซึ่งสามารถนำมาติดตั้งไว้ในโทรศัพท์มือถือ แล้วใช้ได้ดีกับการตั้งสายเปียโนด้วยครับ...
Tuesday, January 31, 2012
ครูผู้สอนให้ผมรู้จักการถ่ายภาพ…
วันสุดท้ายของการให้รางวัลตัวเองกำลังจะผ่านไป!! จริง ๆ แล้ว…ในช่วงปิดเทอม ๑ เดือนที่ผ่านมา ผมก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่หวังไว้แม้แต่อย่างเดียว อยากไปเที่ยวลาวเหนือก็ไม่มีตังค์ แถมคนที่อยู่ข้างล่างก็ไม่ยอมฟื้นฟูสภาพตัวเอง ยังคงนอนรออาหาร ๓ มื้ออยู่เหมือนเดิม! แล้วผมจะไปลาวได้อย่างไร!! แต่ก็ประจวบเหมาะกับการจากไปของเจ้ามิวซาว ถึงได้ไปเที่ยวที่ไหน ผมก็ไม่มีกล้องที่่จะใช้บันทึกภาพอยู่ดี…
วันก่อนได้ดูเรื่องราวของช่างภาพชื่อดังแห่งเมืองชิคาโก คือคุณเอมี่ ฮาน่า หรือ ปิยฉัตร ไชยศร เธอเคยเรียนพยาบาลที่แม็คคอร์มิคแล้วไปทำงานในอเมริกา รักการถ่ายภาพมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่ปริ้นส์รอยฯ แล้วล่ะ ตอนเรียนก็อาสาเป็นตากล้องให้เพื่อน ๆ อยู่เป็นประจำ พอไปเป็นพยาบาลอยู่ที่อเมริกาก็ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างดี วันหนึ่งไปอ่านเจอประกาศบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า Photographer needed! จึงได้โทรไปติดต่อ ทางบริษัทบอกให้นำผลงานไปให้ดู พอได้เห็นเท่านั้น …บอกรับให้เข้าทำงานเป็นช่างภาพงานแต่งงานทันที!
ผมฟังเรื่องช่างภาพในชิคาโกแล้ว…คิดถึงคุณเมธีครับ ป่านนี้คงมีผลงานสวย ๆ สะสมไว้จำนวนนับไม่ถ้วน ผมชื่นชอบการเขียนของ ดร. ตัวจริงมาก ๆ ยังเคยคิดเลยว่าคุณเมธีน่าจะเขียนหนังสือที่มีภาพผลงานตัวเองออกจำหน่าย ผมอยากเห็นและอยากอ่านจริง ๆ ครับ
อีกคนนึงที่ผมคิดถึงก็คือ “ป้าจิ๊ก” ที่ present-friend.pantown.com
สมัยที่ผมเรียนอยู่เทคนิคกรุงเทพ มีเพื่อน ๒ คนที่เล่นกล้องและรับหน้าที่ถ่ายภาพกิจกรรมอยู่เป็นประจำ คนแรกคือคุณชัชรินทร์ วงศ์สงวน หรือที่ผมเรียกว่า “บ่ามืด” คน ๆ นี้เรียนช่างไฟฟ้า-อีเล็คทรอนิคส์ แต่จบแล้วกลับไม่ได้ทำงานในสายที่เรียนมา ได้ข่าวว่าไปเป็นนักเขียน เป็นผู้จัดการโฆษณาขายรถ ไปบริหารงานสวนสนุก ฯลฯ อะไรทำนองนั้น แม้กระทั่งทุกวันนี้ผมก็ยังเห็นคุยเรื่องรถลงใน FB อยู่เป็นประจำ
คนยืนซ้ายสุดคือคุณชัชรินทร์ ในสมุดบันทึกเล่มเงิน ผมยังมีภาพหุ่นตอนที่คุณชัชรินทร์ไปเรียนการถ่ายภาพแล้วต้องฝึกถ่ายเก็บไว้เลยครับ พอดียังหาสมุดภาพดังกล่าวไม่เจอ ไม่งั้นคงได้นำมาให้ได้ดูกัน ส่วนช่างภาพอีกคนหนึ่งซึ่งผมคิดถึงมาก ๆ ก็คือ “ประจิต” หรือที่ผมเรียกว่า “ไอ้จิต”
ทั้งชัชรินทร์และประจิต คือครูผู้สอนการถ่ายภาพให้กับผม แม้ว่าทั้งสองท่านจะลืมไปแล้ว แต่ผมไม่เคยลืมครับ…
-----------------------------------------------------------------------
Note : ภาพจุดตัด 9 ช่องนำมาจาก krungshing.com ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้
วันก่อนได้ดูเรื่องราวของช่างภาพชื่อดังแห่งเมืองชิคาโก คือคุณเอมี่ ฮาน่า หรือ ปิยฉัตร ไชยศร เธอเคยเรียนพยาบาลที่แม็คคอร์มิคแล้วไปทำงานในอเมริกา รักการถ่ายภาพมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่ปริ้นส์รอยฯ แล้วล่ะ ตอนเรียนก็อาสาเป็นตากล้องให้เพื่อน ๆ อยู่เป็นประจำ พอไปเป็นพยาบาลอยู่ที่อเมริกาก็ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างดี วันหนึ่งไปอ่านเจอประกาศบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า Photographer needed! จึงได้โทรไปติดต่อ ทางบริษัทบอกให้นำผลงานไปให้ดู พอได้เห็นเท่านั้น …บอกรับให้เข้าทำงานเป็นช่างภาพงานแต่งงานทันที!
ผมฟังเรื่องช่างภาพในชิคาโกแล้ว…คิดถึงคุณเมธีครับ ป่านนี้คงมีผลงานสวย ๆ สะสมไว้จำนวนนับไม่ถ้วน ผมชื่นชอบการเขียนของ ดร. ตัวจริงมาก ๆ ยังเคยคิดเลยว่าคุณเมธีน่าจะเขียนหนังสือที่มีภาพผลงานตัวเองออกจำหน่าย ผมอยากเห็นและอยากอ่านจริง ๆ ครับ
อีกคนนึงที่ผมคิดถึงก็คือ “ป้าจิ๊ก” ที่ present-friend.pantown.com
สมัยที่ผมเรียนอยู่เทคนิคกรุงเทพ มีเพื่อน ๒ คนที่เล่นกล้องและรับหน้าที่ถ่ายภาพกิจกรรมอยู่เป็นประจำ คนแรกคือคุณชัชรินทร์ วงศ์สงวน หรือที่ผมเรียกว่า “บ่ามืด” คน ๆ นี้เรียนช่างไฟฟ้า-อีเล็คทรอนิคส์ แต่จบแล้วกลับไม่ได้ทำงานในสายที่เรียนมา ได้ข่าวว่าไปเป็นนักเขียน เป็นผู้จัดการโฆษณาขายรถ ไปบริหารงานสวนสนุก ฯลฯ อะไรทำนองนั้น แม้กระทั่งทุกวันนี้ผมก็ยังเห็นคุยเรื่องรถลงใน FB อยู่เป็นประจำ
คนยืนซ้ายสุดคือคุณชัชรินทร์ ในสมุดบันทึกเล่มเงิน ผมยังมีภาพหุ่นตอนที่คุณชัชรินทร์ไปเรียนการถ่ายภาพแล้วต้องฝึกถ่ายเก็บไว้เลยครับ พอดียังหาสมุดภาพดังกล่าวไม่เจอ ไม่งั้นคงได้นำมาให้ได้ดูกัน ส่วนช่างภาพอีกคนหนึ่งซึ่งผมคิดถึงมาก ๆ ก็คือ “ประจิต” หรือที่ผมเรียกว่า “ไอ้จิต”
ประจิตตีกลองให้ผมร้องเพลง I Wanna Be Free ที่หอประชุม วทก. ถ้าจำไม่ผิดประจิตน่าจะเป็นคนโคราช เพื่อนคนนี้แหละ…ที่สอนผมในเรื่อง “การจัดองค์ประกอบในการถ่ายภาพ (Composition)” โดยใช้ปากกาหมึกซึมขีดเส้น ๔ เส้นในกรอบสี่เหลี่ยมลงบนแผ่นกระดาษชิ้นเล็ก ๆ แล้วอธิบายให้ผมรู้จัก “จุดตัด ๙ ช่อง”
ทั้งชัชรินทร์และประจิต คือครูผู้สอนการถ่ายภาพให้กับผม แม้ว่าทั้งสองท่านจะลืมไปแล้ว แต่ผมไม่เคยลืมครับ…
-----------------------------------------------------------------------
Note : ภาพจุดตัด 9 ช่องนำมาจาก krungshing.com ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้
Monday, January 30, 2012
ครูต้น...
เช้านี้ลำปางมีฝนตก ช่วงบ่ายร้อน ค่ำลงอากาศเย็น วันนึงมี ๓ ฤดู….มันเป็นสัญญาณเตือนว่าในอนาคต เราคงไม่พ้นที่จะพบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติซึ่งจะมีเพิ่มขึ้นและหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อวานนี้ ครูต้นแวะมาเยี่ยมเยียน ผมได้ยินเสียงตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้าน ในขณะที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปซ้อมดนตรีกับคุณปิว มือแบนโจวง “ดิเอ็นสะแม้ง” ครูต้นนำแอปเปิ้ล ชมพู่ และส้มเขียวหวานมามอบให้ พร้อมกับแจ้งข่าวดีว่าได้รับการบรรจุเรียบร้อยแล้ว ผมก็พลอยดีใจไปกับลูกศิษย์คนนี้…
ผมอยากให้ความมั่นใจนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนที่มหิดล จุฬา หรือพายัพ ว่า “เรียนที่ไหนก็ได้ ทุกคนสามารถจบออกไปทำงานในตำแหน่งซึ่งมีความก้าวหน้าและมั่นคงได้เสมอ” แม้จะเรียนที่ราชภัฏลำปางหรือที่ไหนก็ตาม ขอเพียงให้ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง หาความรู้ตั้งแต่นาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าไป หมั่นฝึกฝน และเปิดใจกว้าง ความสำเร็จนั้นรอคอยอยู่เบื้องหน้าแล้ว! เผลอ ๆ อาจจะได้ดีกว่าคนที่จบสถาบันดัง ๆ ด้วยซ้ำ ขนาดบางคนเรียนบ้างเล่นบ้าง (อย่างที่ผมเคยเห็นในช่วงที่ไปช่วยสอน) เขาเหล่านั้นก็ยังจบออกไปบรรจุเป็นครูดนตรีอยู่ตามโรงเรียนต่าง ๆ ได้ในที่สุด ทุกคนล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนเป็นที่น่ายินดีสำหรับคนไร้ตำแหน่งเช่นลุงน้ำชา…
นาน ๆ จะมีโอกาสได้พบลูกศิษย์…ผมจึงถือโอกาสพาครูต้นและน้องแหม่ม(เพื่อนคู่หู)ไปดื่มกาแฟที่ Cowboy Corner จากนั้นก็พาไปดูงานที่โรงเรียนดนตรี Cherney Music ทำให้ได้พูดคุยกับครูหนิงครูไวโอลินของที่นั่น….
ไปเห็นกิจการของโรงเรียนดนตรี Cherney….ทำให้ได้รู้ว่าภายในนั้นหรูหราเกินคาด ไม่น่าเชื่อว่าอาคารหลังเล็ก ๆ ข้างในจะมีห้องเรียนอยู่หลายห้อง มีทั้งแกรนด์เปียโนยี่ห้อ Yamaha ในตู้โชว์มีไวโอลินราคาแพง บนฝาผนังแขวนจอภาพขนาดใหญ่เปิดฉายคอนเสิร์ทภาพคมชัดอยู่ตลอดเวลา อืมม์…สมแล้วครับที่เป็นโรงเรียนดนตรีมีชื่อ เจ้าของเป็นนักเปียโนหนุ่มไฟแรง ซึ่งจบทางด้านนี้โดยตรงมาจากเมืองนอก!!
ประมาณสี่โมงเย็น ครูต้นเดินทางกลับไปวังชิ้น ส่วนผมก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน มีความรู้สึกเบาหวิว ความคิดลอยล่อง ทั้งที่ยังไม่เข้าบ้าน…ก็มองเห็นเข้าไปในห้องที่ใช้สอนเด็ก ๆ ซึ่งเคยถูกน้องดาต้าชี้ให้เห็นถึงความสกปรก ผมคิดถึงน้องบาร์บี้ซึ่งแสดงความหวาดกลัวเจ้ากิ้งกือที่แกว่งขาจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่บนพื้นห้อง คิดถึงยุงปากแหลมที่คอยจ้องดูดเลือดเด็ก ๆ รวมทั้งรูปภาพคีตกวีขนาดเล็กที่พิมพ์เองแล้วใส่ลงในกรอบรูปเล็ก ๆ นำขึ้นแขวนไว้บนผนัง
เมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่ ๆ เพิ่งไปเห็น ผมแทบจะต้องซุกหน้าหนี…
คิดถูกแล้วที่ผมปลดป้ายรับสอนดนตรีออก…
ก่อนถึงสะพานดำ ผมรู้สึกเหนื่อยจนต้องหยุดพัก!!
เปรียบชีวิต…ผมก็คงไม่ต่างจากตะวันซึ่งกำลังตกดิน อีกไม่นานฟ้าก็จะมืด ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้ว!
เมื่อวานนี้ ครูต้นแวะมาเยี่ยมเยียน ผมได้ยินเสียงตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้าน ในขณะที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปซ้อมดนตรีกับคุณปิว มือแบนโจวง “ดิเอ็นสะแม้ง” ครูต้นนำแอปเปิ้ล ชมพู่ และส้มเขียวหวานมามอบให้ พร้อมกับแจ้งข่าวดีว่าได้รับการบรรจุเรียบร้อยแล้ว ผมก็พลอยดีใจไปกับลูกศิษย์คนนี้…
ผมอยากให้ความมั่นใจนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนที่มหิดล จุฬา หรือพายัพ ว่า “เรียนที่ไหนก็ได้ ทุกคนสามารถจบออกไปทำงานในตำแหน่งซึ่งมีความก้าวหน้าและมั่นคงได้เสมอ” แม้จะเรียนที่ราชภัฏลำปางหรือที่ไหนก็ตาม ขอเพียงให้ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง หาความรู้ตั้งแต่นาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าไป หมั่นฝึกฝน และเปิดใจกว้าง ความสำเร็จนั้นรอคอยอยู่เบื้องหน้าแล้ว! เผลอ ๆ อาจจะได้ดีกว่าคนที่จบสถาบันดัง ๆ ด้วยซ้ำ ขนาดบางคนเรียนบ้างเล่นบ้าง (อย่างที่ผมเคยเห็นในช่วงที่ไปช่วยสอน) เขาเหล่านั้นก็ยังจบออกไปบรรจุเป็นครูดนตรีอยู่ตามโรงเรียนต่าง ๆ ได้ในที่สุด ทุกคนล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนเป็นที่น่ายินดีสำหรับคนไร้ตำแหน่งเช่นลุงน้ำชา…
นาน ๆ จะมีโอกาสได้พบลูกศิษย์…ผมจึงถือโอกาสพาครูต้นและน้องแหม่ม(เพื่อนคู่หู)ไปดื่มกาแฟที่ Cowboy Corner จากนั้นก็พาไปดูงานที่โรงเรียนดนตรี Cherney Music ทำให้ได้พูดคุยกับครูหนิงครูไวโอลินของที่นั่น….
ไปเห็นกิจการของโรงเรียนดนตรี Cherney….ทำให้ได้รู้ว่าภายในนั้นหรูหราเกินคาด ไม่น่าเชื่อว่าอาคารหลังเล็ก ๆ ข้างในจะมีห้องเรียนอยู่หลายห้อง มีทั้งแกรนด์เปียโนยี่ห้อ Yamaha ในตู้โชว์มีไวโอลินราคาแพง บนฝาผนังแขวนจอภาพขนาดใหญ่เปิดฉายคอนเสิร์ทภาพคมชัดอยู่ตลอดเวลา อืมม์…สมแล้วครับที่เป็นโรงเรียนดนตรีมีชื่อ เจ้าของเป็นนักเปียโนหนุ่มไฟแรง ซึ่งจบทางด้านนี้โดยตรงมาจากเมืองนอก!!
ประมาณสี่โมงเย็น ครูต้นเดินทางกลับไปวังชิ้น ส่วนผมก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน มีความรู้สึกเบาหวิว ความคิดลอยล่อง ทั้งที่ยังไม่เข้าบ้าน…ก็มองเห็นเข้าไปในห้องที่ใช้สอนเด็ก ๆ ซึ่งเคยถูกน้องดาต้าชี้ให้เห็นถึงความสกปรก ผมคิดถึงน้องบาร์บี้ซึ่งแสดงความหวาดกลัวเจ้ากิ้งกือที่แกว่งขาจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่บนพื้นห้อง คิดถึงยุงปากแหลมที่คอยจ้องดูดเลือดเด็ก ๆ รวมทั้งรูปภาพคีตกวีขนาดเล็กที่พิมพ์เองแล้วใส่ลงในกรอบรูปเล็ก ๆ นำขึ้นแขวนไว้บนผนัง
เมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่ ๆ เพิ่งไปเห็น ผมแทบจะต้องซุกหน้าหนี…
คิดถูกแล้วที่ผมปลดป้ายรับสอนดนตรีออก…
ก่อนถึงสะพานดำ ผมรู้สึกเหนื่อยจนต้องหยุดพัก!!
เปรียบชีวิต…ผมก็คงไม่ต่างจากตะวันซึ่งกำลังตกดิน อีกไม่นานฟ้าก็จะมืด ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้ว!
Labels:
ครูดนตรี,
ครูต้น,
ชีวิต,
ดิเอ็นสะแม้ง,
ปลดป้าย,
โรงเรียนดนตรี,
สะพานดำ
Saturday, January 28, 2012
นิตเทพ นราธิป
ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จก่อนสิ้นเดือนตามที่ตั้งใจไว้ วันนี้หนังสือ “ข้ามน้ำสามทวีป” ได้ถูกนำขึ้นเว็บให้เพื่อน ๆ ได้อ่านจนจบเล่มแล้ว มีด้วยกัน ๒๔๗ หน้า ท่านที่อ่านถึงหน้า ๑๕๐ ก็คลิกอ่านต่อได้ ที่นี่ เลย
หรือเพื่อสะดวกในการอ่าน ผมได้แปลงให้เป็น PDF เรียบร้อยแล้วครับ สามารถคลิกดาวน์โหลดไฟล์ pdf หนังสือ “ข้ามน้ำสามทวีป” (ขนาด 26 MB) ได้ ที่นี่
เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม คุณ Nvarat Poolswasdi ได้ comment ไว้ว่า…
ผู้เขียนข้ามน้ำสามทวีปนั้นเป็นน้าชายของเพื่อนผมเองครับ ท่านล่วงลับไปเมื่อกลางปี 2010 นี้เอง เหลือแต่เรื่องราวที่ลุงน้ำชาได้ถ่ายทอดให้ผมได้ติดตาม….ผมขอกราบคารวะต่อดวงวิญญาณของนักผจญภัยผู้กล้าหาญ
ถ้าการนำ “ข้ามน้ำสามทวีป” ขึ้นเว็บให้ผู้สนใจได้อ่านครั้งนี้จัดว่าเป็นประโยชน์ ผมใคร่อุทิศความดีทั้งหมดให้กับผู้เขียน คุณนิตเทพ นราธืป คนไทยคนแรกที่ได้สร้างประวัติศาสตร์การผจญภัยอันยิ่งใหญ่ด้วยการขับรถลุยเดี่ยวจากอเมริกามายังเมืองไทยเมื่อ ๔๔ ปีที่แล้ว…
“ข้ามน้ำสามทวีป” คือตำนานการเดินทางอันยิ่งใหญ่ ผมโชคดีจริง ๆ ที่ได้รับรู้เรื่องราว!
Friday, January 27, 2012
ศพเกลื่อน!!
วันนี้ขอทำหน้าที่สัปเหร่อซักวันเหอะ…
ผมนำซากกล้องถ่ายรูปดิจิตอลที่เคยรับใช้ผมขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ
มันเป็นศพที่ไม่เน่าเปื่อย ไม่ส่งกลิ่น
แต่ก็ถึงเวลาอันควรแล้วที่จะต้องบรรจุซากทั้งหมดลงถุง
เพื่อทำตามคำแนะนำที่ว่าปีนี้เราต้องกำจัดสิ่งของที่รกรุงรังและไม่ได้ใช้
ออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ก่อนอื่นก็อยากทำหน้าที่แทนคุณหมอพรทิพย์ในการชันสูตรพลิกศพ เอ๊ย…ไม่ใช่ ก็แค่อยากจะแกะออกมาดูตับไตไส้พุงของกล้องบางตัวเท่านั้น ต้องมีเครื่องมือสำหรับชำแหละซึ่งไม่ใช่มีดผ่าตัด แต่เป็นไขควงแบบที่ช่างนาฬิกาเค้าใช้กัน ผมไปดูที่ร้าน “เล่าจิ้นกวง” เห็นมีขายเป็นชุด ราคา ๑๖๐ และ ๑๔๐ บาท โห…แพงจัง ไม่ซื้อ!! ขี่รถไปซื้อที่แผงขายของจิปาถะหน้าโรงหนังเก่าใกล้ตลาดอัศวิน ได้มาแล้วครับ….
ทั้งกล่องราคา ๑,๐๐๐ สตางค์ เป็นเครื่องมีคุณภาพต่ำ แต่ก็หวังว่าจะใช้งานได้ ผมนำเจ้ามิวซาวที่เพิ่งเดดซะมอเร่ไปขึ้นมาวางไว้ด้วยอีกหนึ่งศพ
ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ส่งเจ้ามิวซาวไปชุบชีวิตที่ไหน เพราะดูจากสภาพแล้วคงไม่มีหวัง แบตเตอรี่ก็เสื่อม ที่ชาร์จก็พัง ดูตรงรอยถลอกที่แผ่นปิดหน้าเลนส์ก็รู้แล้วว่ามันถูกใช้งานมาหนักหนาแค่ไหน ผมอยากรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เจ้ามิวซาวต้องจบชีวิตเท่่านั้นเอง!
ซื้อมา ๑,๗๐๐ บาท ตั้งแต่เจ้ามิวซาวยังสวยเช้งวับ จากนั้นก็ใช้มา ๓ ปีเต็ม ตีว่า ๑,๐๐๐ วัน ถ้าถ่ายวันละ ๑๐ ภาพ ก็เท่ากับว่าผมใช้งานมันมานับหมื่นครั้ง ตากแดดตากฝน ลุยน้ำ (แต่ไม่ลุยไฟ) มาก็หลายครั้ง ตกหรือ! ๒-๓ ครั้งเห็นจะได้ สมควรแล้วที่ต้องปิดฉากการเดินทางอยู่ในกระเป๋ากางเกงร่วมไปกับผม….
ชันสูตร…พบแล้วว่าอะไรเป็นตัวที่ทำให้เจ้ามิวซาวต้องจากไป!!! ผมพยายามที่จะชุบชีวิตให้มันกลับมาลืมตาได้อีก แต่ก็ได้เพียงการหายใจเป็นเฮือก ๆ ก่อนที่จะเงียบไปอีก คงเยียวยาไม่ได้แล้วล่ะ!! อนิจจัง วัตสังขารา ท้ายที่สุดผมก็ต้องทำใจ…
ในบรรดาซากศพที่เห็น ยังมีอีกหนึ่งศพที่ผมไม่สามารถนำมาฌาปนร่วมกับเพื่อน ๆ เจ้าตัวนั้นคือ Fufifilm finepix s5000 ซึ่งผมประมูลมาตั้ง ๖ พัน แต่ใช้งานได้ไม่นานก็เสีย ผมนำไปให้ช่างซ่อม เค้าบอกว่าต้องรออะไหล่ แล้วนายช่างคนนั้นก็มีอันต้องย้ายไปทำงานที่จังหวัดอื่น เขานำทุกอย่างไปด้วย ไม่ว่า ตัวกล้อง momory card แบตเตอรี่และที่ชาร์จ ตั้งแต่นั้น…ผมไม่เคยได้พบหน้านายช่างอีกเลย วันนี้ถ้ามีเจ้าฟูจิอยู่ด้วยก็คงดี จะได้ฌาปนไปด้วยกันเลย นี่ยังไม่รวมกล้องฟิล์มและเลนส์ซูมอีกหลายตัวนะ!!
เอ้า…ถ่ายภาพเจ้า Polaroid กล้องดิจิตอลตัวแรกในชีวิตของผม มาให้ดูชัด ๆ หน่อย หลายพันนะเนี่ย! ช่วงนั้นใครได้ใช้กล้องดิจิตอลก็นับว่าทันสมัยสุด ๆ แล้ว
เจ้า Toshiba ตัวนี้ก็พังไปกับมือ!!
เจ้า Nikon Coolpix 2500 ตัวนี้ถ่ายภาพออกมาดีเหมือนกัน พอดีไปทำตกที่อุทัยธานี ตั้งแต่นั้นก็เลยรวนมาเรื่อย ๆ จนตายสนิท!
Canon PowerShot S200 ตัวนี้ได้มาก่อนเจ้ามิวซาว เคยพาไปเที่ยวสิงคโปร์ หลังจากนั้นไม่นานก็กลับบ้านเก่า!
เอาหละ…ได้เวลาลงถุงแล้ว RIP นะที่รัก!
Labels:
Canon,
fujifilm,
nikon,
rip,
กล้องถ่ายรูป,
การถ่ายภาพ,
ของเสีย,
ซากศพ
Monday, January 23, 2012
ค้นพบตำราหีบเพลง...
รับปากไว้ว่าจะต้องสแกน "ข้ามน้ำสามทวีป" นำลงใน "หนังสือเก่าของผม" ให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือน เมื่อวานนี้ผมเร่งมือสแกนและนำขึ้นเว็บได้อีกจนถึงหน้า ๑๕๐ คิดว่าคงทำได้ทันเพราะยังเหลืออยู่เพียง ๙๔ หน้าเอง...
พูดถึงเรื่องหนังสือ โชคดีจังที่ผมค้นเจอตำราแอคคอร์เดียนของ Palmer-Hughes เล่ม ๓ แล้ว ต่อไปคงได้นำเสนอให้เพื่อน ๆ ที่สนใจเล่นหีบเพลง รวมทั้งใช้ฝึกฝนให้ตัวเองด้วย มีเพลงเพราะ ๆ อยู่หลายเพลง ดังเช่น Little Brown Jug Polka, Cielito Lindo, Fascination, Santa Lucia, ฯลฯ
นอกจากนั้น ผมยังได้เจอหนังสืออีกเล่มนึง โผล่ออกมาได้ยังไงไม่รู้ เล่มนี้ซื้อไว้ตั้งแต่สมัยทำ "ไทยประเสริฐมิวสิคเฮ้าส์" อยู่ที่เชียงใหม่โน่น...
หนังสือสารคดีท่องเที่ยวต่างแดนหนา ๒๒๐ หน้า จำหน่ายเพียงเล่มละ ๑๕ บาท อืมมม..ยุคนั้นช่างเป็นช่วงเวลาที่หนอนหนังสืออิ่มหมีพลีมันกันถ้วนหน้าจริง ๆ ผมหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้งก็ยังคงได้อรรถรสอยู่เหมือนเดิม แม้ข้อมูลในหนังสือจะล้าสมัยไปแล้ว แต่ยังคงเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างในความคิดของผู้นำของเค้ากับของเราได้เป็นอย่างดี คุณบุญสม รดาเจริญ ได้เขียนว่า...
คนที่ไปเที่ยวเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเยือนเมืองหลวงโซลเพียงเมืองเดียว หรือมีโอกาสเที่ยวเมืองอื่น ๆ มักอดนึกถึงรัฐบาลของเขาไม่ได้ ช่างเข้าใจสร้างสถานที่ให้ชาวบ้านพักผ่อนจิตใจเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ ดีแท้ ของเก่าก็บูรณะรักษาอย่างดี ของใหม่ที่คิดว่าควรจะมีเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ทางการก็สร้างอยู ตลอดเวลา ทำให้ชาวบ้านมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และนักท่องเที่ยวเกิดความสบายใจเมื่อไปเห็นไปชม
ในใจกลางกรุงโซล มีพระราชวังเก่าแก่อยู่ใกล้ ๆ กัน ๓ วังด้วยกันคือ ต๊อคซูม กยองบ๊อค และ ชางด็อค ปราสาทบางหลังก็สร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนของเดิม บางอาคารสร้างใหม่เอี่ยมตามแบบสถาปัตยกรรมโบราณ วังของเขาที่คุยว่าสวยนักสวยหนา รวมความงามทั้งหมดยังไม่เท่าขี้เล็บของพระบรมมหาราชวังของเรา แต่เขาดูแลรักษาของเก่าอย่างดี สวนไม้ดอกโดยรอบก็ตกแต่งสวยงามเอาใจใส่ตลอดเวลา ใครเห็นใครก็ติดใจ เพราะสบายตาสบายใจนั่นเอง ถ้าของเราดูแลกันแข็งขันอย่างนั้นมั่ง คงดีกว่าปัจจุบันหลายเท่า และนักท่องเที่ยวจะตลึงลานกว่านี้....
หุหุ อ่านแล้วทำให้คิดถึงผู้นำบ้านเรา คิดสร้างแต่หลักกิโลยักษ์ กระจาดกระบุงยักษ์ อะไรที่มันยักษ์ ๆ ในขณะที่ของดี ๆ ที่มีอยู่ กลับไม่คิดรักษาไว้
รู้สึกว่าเวลามันเดินเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊ปเดียว เดือนมกราคมกำลังจะผ่านไป พี่ชายผมยังไม่ยอมฟื้นฟูสภาพร่างกาย คงเลือกที่จะนอนบนเตียงไปเรื่อย ๆ ไปจนตาย ผมก็เลยไปไหนไม่ได้อยู่เหมือนเดิม!
Subscribe to:
Posts (Atom)















,





























