Tuesday, March 22, 2011

กล่องพัสดุยาว ๆ จากเพชรบุรี

“หนาวเข้ากระดูก…” ท่านผู้พันมือฟิดเดิลพูดถึงความหนาวเย็นผ่านสายโทรศัพท์จากเมืองแพร่มาถึงผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เช่นเดียวกับคนบางคนในลำปางที่พูดในทำนองเดียวกัน อืมม์…หิมะตกในพม่าและเวียดนามก็เกิดขึ้นแล้ว อีกไม่นานอาจได้ข่าวหิมะตกในเมืองไทย หุหุ

ผมผ่านความซึมเศร้าและหนาวเหน็บที่ผ่านมาได้ดี ไม่มีอาการหวัดหรือเจ็บไข้ได้ป่วยที่ทำให้คุณค่า่ของชีวิตในแต่ละวินาทีลดลง พอฟ้าเปิดในวันเสาร์ผมก็ได้รับสิ่งที่ไม่คาดฝันที่มาพร้อมกับความสดใสของ ท้องฟ้าเหนือนครลำปาง!!!

วันเสาร์ที่ ๑๙ ผมมีสอนไวโอลินที่บ้านน้องม่าเหมี่ยวในเวลา ๑๑ โมงเช้า แต่วันนั้นผมออกจากบ้านเร็วกว่าปกติ เพราะต้องไปรับพัสดุที่ไปรษณีย์ บุรุษไปรษณีย์เขียนใบเเจ้งทิ้งไว้ให้ในตู้รับจดหมายของผมตั้งแต่วันศุกร์แล้ว ผมไม่รู้เหมือนกันว่าใครส่งอะไรมาให้ คาดเดาไม่ได้เลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นที่เขียนว่า “กล่องยาว”  ผมขี่จักรยานยนต์ไปที่ไปรษณีย์ด้วยความสงสัย!

วันเสาร์-อาทิตย์ สามารถรับของได้ตั้งแต่ ๙ โมงเช้าถึงเที่ยง ผมไปถึงที่นั่นเวลา ๑๐ โมงกว่า ยื่นใบแจ้งพร้อมกับบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่หน้าจืดเจ้าประจำ เค้าบอกให้ผมเซ็นชื่อ ลงวันที่และเวลาให้เรียบร้อย ก่อนที่จะยื่นกล่องพัสดุให้…

โอ…กล่องยาวจริง ๆ ด้วย ผมรีบดูชื่อและที่อยู่ของผู้ส่ง เห็นชื่อ “ไพสิทธิ์ จุฑาพันธ์สวัสดิ์” ส่ง มาจากจังหวัดเพชรบุรี ใครกันนะ? ผมเป็นงง พยายามคิดทบทวนถึงเพื่อนที่เพชรบุรี ก็มีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเคยเรียนด้วยกันที่เทคนิคกรุงเทพฯ คือ “ไอ้อู๊ด” (ขออนุญาตเรียกอย่างที่เคยเรียกหน่อยนะ) จำได้ว่าเคยไปพักที่บ้านของเพื่อนคนนี้ที่เมืองเพชรครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นก็มี พี่หมู อ๊อด อ้อยโอ๋ ซึ่งก็คงไม่ใช่อยู่ดีเพราะอ้อยก็อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วนี่นา ????

ผมวางกล่องพัสดุไว้บนเก้าอี้แ่ล้วถ่ายรูปไว้ก่อน…  เดี๋ยวคงได้รู้ว่าใครส่งอะไรมาให้


<ระวังแตก>  เพิ่มความสงกะสัยให้ผมมากขึ้น  แก้วหรือ?  หลอดไฟฟูออเรสเซนต์หรือ?


ผมนำกล่องวางพาดแฮนด์รถจักรยานยนต์  วิ่งลิ่วไปยังบ้านของครูแม้วและครูป้อมทันที ระหว่างทางผมคิดออกแล้วว่าเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งเคยขอที่อยู่ผมไว้แล้วบอก ว่าจะส่งของให้ (ตอนนั้นไม่ยอมบอกว่าเป็นอะไร)

พอไปถึงบ้านครูแม้วฯ ผมอธิบายให้ฟังพอทราบถึงที่มาที่มาที่ไป แล้วขอให้ช่วยลองทายว่าของที่อยู่ในกล่องจะเป็นอะไร….

ครูป้อมอ่านที่อยู่ของผู้ส่ง แล้วพูดว่าอาจจะเป็นของกิน มันทำให้ผมนึกถึงขนมหม้อแกงเมืองเพชรขึ้นมาทันที!!

ครูแม้วบอกว่าน่าจะเป็นเครื่องดนตรี!!

สำหรับผม คิดว่าอาจจะเป็นไวโอลินขนาดเล็กสำหรับเด็กซึ่งไม่ได้ใช้แล้ว บางทีผู้ปกครองอาจเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับการสอนเด็ก ๆ ของผมจึงได้ส่งให้…

เอาหละหาคำตอบกันดีกว่า…ผมขอให้ครูป้อมเป็นผู้แกะกล่อง ในขณะที่ผมถือกล้องถ่ายรูปคอยเก็บภาพ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นยิ่งนัก!!!


แล้วผมจะเขียนต่อนะครับ แต่ก่อนที่จะทิ้งหัวข้อนี้ไว้ให้เพื่อน ๆ เพื่อให้เกิดความกระหายที่จะรู้คำตอบ ผมขอนำภาพของผู้ส่งเจ้ากล่องยาว ๆ ที่ครูป้อมกำลังจะแกะออกดูมาลงไว้ด้วย ๑ บาน เป็นภาพที่ผมค้นหาได้จากทางอินเทอร์เน็ต และได้รับอนุญาตจากคุณไพสิทธิ์แล้วครับ…


คุณไพสิทธิ์กำลังมอบของเล่นและหนังสือให้สถานีวิทยุนำไปบริจาคให้ห้องสมุด อ่า…ผมชักจะมั่นใจว่าของที่อยู่ในกล่องต้องเป็นไวโอลินขนาด 1/2 แน่ ๆ เลย….

จะใช่หรือไม่ เดี๋ยวก็รู้ 

Friday, March 18, 2011

เมื่อผมเล่นอีเลคโทนเพลงญี่ปุ่น…

มองไปข้างหลังบ้าน…ผมเห็นแสงแดดสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ฟ้าเปิดแล้วครับ แต่อากาศยังหนาวเย็นอยู่ 

วันนี้มีโอกาสได้คุยกับท่านผู้พันมือ fiddle ทางโทรศัพท์ ท่านเป็นห่วงผมในเรื่องการทำมาหากิน แนะนำให้ทำเพลงหรือเขียนหนังสือไว้ขายในขณะเล่นดนตรีเปิดหมวก ผมคิดว่าเป็นคำแนะนำที่ดีและตรงกับที่ผมคิดไว้ แต่สิ่งที่ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ก็คืออาการป่วยของพี่ชายซึ่งยังไม่มีท่าทางว่าจะดีขึ้นสักเท่าใด

พี่ชายผมก็ยังคงพอใจที่จะนอนอยู่บนเตียงวันละ ๒๒ ชั่วโมง  ทั้ง ๆ ที่เดินได้แล้ว แต่ก็ไม่ยอมฝึกเดิน  พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ให้ดำรงชีวิตในลักษณะกระดูกสันหลังขนานกับพื้น แต่พี่ชายผมจะอยู่ในตำแหน่งที่กระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะ upright ก็เพียงเวลานั่งกินอาหารและเดินไปขับถ่่ายเท่านั้น  นับจากวันที่แกล้มป่วยจนถึงวันนี้…อีก ๕ เดือนก็จะครบ ๒ ปีที่แล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่ผมคล้ายกับถูกล่ามโซ่  ไม่สามารถไปไหนไกล ๆ ได้ตามที่หัวใจเรียกร้อง  วันนี้ผมยังคงแบกเป้เดินได้ไกล ๆ น่าจะได้ทำในสิ่งที่ฝันไว้ อย่างเช่นการเดินทางไปหาคุณอ้อที่สถานทูตไทยในกัลกัตต้า ประเทศอินเดีย (โอกาสดี ๆ เช่นนี้ไม่มีอีกแล้ว) ค่าเครื่องบิน Air Asia ไป-กลับ กัวลาลัมเปอร์–นิวเดลี ในช่วงโปรโมชั่นก็ตกแค่ ๖ พันบาทเอง แต่ผมก็ทำไม่ได้!!!

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะผมไม่มีสตางค์นั่นเอง ถ้ามี…ผมคงจ้างคนมาดูแลพี่ชายในช่่วงที่ผมไม่อยู่ได้ ผมจะมีทุนรอนที่จะใช้ในการเดินทางและซื้ออุปกรณ์การสื่อสารที่ทันสมัย  ทุกวันนี้ไม่มีความหวังเลยครับ ในแต่่ละเดือนผมต้องกินทุนสำรองไปเรื่อย ๆ เหมือนน้ำรั่วจากถัง อีกไม่นานมันก็จะแห้งเหือด อืมม์…ผมจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้แล้ว

ผมกำลังคิดหาทางออกด้วยการขายอาคารซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ถ้าขายได้ ผมก็มีเงินที่จะใช้ดูแลรักษาพี่ชายได้อย่างดีจนถึงวันตาย ตัวผมเองก็จะมีเงินซื้อของที่อยากได้ อย่างเช่น harddisk, notebook หรือไอพอดไอแพดอย่างที่เค้ากำลังนิยมกัน สามารถที่จะซื้อตั๋วบินไปโน่นไปนั่นตามที่วางแผนไว้ได้ และยังจะสอนฟรีเด็ก ๆ ได้อย่างเต็มร้อย…

ก่อนหน้านั้นผมก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้สักเท่าไร แต่ในช่วงที่ฝนตกและบรรยากาศซึมเซา ผมมีโอกาสได้ใคร่ครวญ ถามตัวเองว่าจะเลี้ยงดูพี่ชายด้วยอาหารราคาถูกจากหน้าโรงงานไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นหรือ?  ผมสงสัยในสาเหตุที่พี่ชายของผมไม่ยอมลุกขึ้นฝึกเดิน?  คิดว่า…ถ้ามีเงินสัก ๑ ล้านให้ได้กำไว้ เค้าคงจะเปลี่ยนไป คงไม่อยากนอนนับวันนับคืนต่อไปเป็นแน่แท้!

แดดออกแล้ว!! ผมเริ่มมองเห็นแสงสว่าง…

ขอหยุดความคิดเรื่องอนาคตไว้ก่อน เล่าเรื่องเล่น electone ต่อดีกว่า…

เล่าถึงตอนที่ไปเล่นอีเลคโทนที่ The Boat จังหวัดชลบุรีแล้วใช่ไหมครับ?  คงจะดีไม่น้อยถ้าตอนนั้นผมอดทนทำงานอยู่ที่นั่นให้นาน ๆ แล้วเก็บเงินซื้ออาคารพาณิชย์ซึ่งมีให้เลือกมากมายไ้ว้สักห้องหนึ่ง ราคาก็ไม่แพงด้วยครับ อย่างเช่นแถวหน้าโรงไฟฟ้าบางประกง หรือบนถนนสุขุมวิทซึ่งยังเป็นแค่เพียงถนนสี่เลนมีร่องน้ำอยู่ตรงกลางอย่างที่เห็นในภาพ…

อุบัติเหตุบนถนนหลวงสายกรุงเทพ-ชลบุรีในอดีต
ผมไม่มีโอกาสได้กลับไปเห็นสภาพบ้านเมืองในปัจจุบันหรอกนะ แต่เท่าที่ดูจาก google earth ก็เห็นได้ว่าชลบุรีเปลี่ยนไปแบบสุด ๆ ถ้าตอนนั้นผมเป็นเจ้าของตึกแถวสักห้องหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าปัจจุบันนี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสักขนาดไหน แต่ก็นั่นแหละ..บางทีอาจไม่มีค่าอะไรเลยก็เป็นได้ หากต้องไปอยู่ใต้ทางด่วน หุหุ  ดีแล้วหละ…ที่ผมไม่ได้คิดลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ไม่งั้นแล้วผมคงจะแย่แน่ ๆ เลย เนื่องจากอยู่ได้ไม่นาน ผมก็เกิดอาการนารีเป็นพิษ ทำให้ต้องเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ลาออกจาก The Boat แล้วกลับไปเช่าห้องอยู่ที่ซอยเอกมัยอีกครั้งนึง…

แต่ผมก็หางานใหม่ได้เร็ว อยู่ได้ไม่กี่วันผมก็ได้งานเล่น electone ที่ค็อกเทลเล้าจน์สำหรับชาวญี่ปุ่นบนถนนธนิยะ ผมจำชื่อได้ไม่แน่ชัด  (จึงขอไม่บอก เพราะกลัวผิด) บอกไม่ได้ว่าไปที่นั่นได้อย่างไร หรือใครแนะนำ  รู้แต่ว่าวันนั้นผมไป audition โดยเล่นอีเลคโทน Yamaha รุ่นเดียวกับของวิวัฒน์คอฟฟี่ซ๊อฟ ผมต้องบรรเลงเพลงญี่ปุ่นจาำกโน้ตเพลงที่มีในหนังสือให้ลูกค้าชาวญี่ปุ่นร้อง สมัยนั้นยังไ่ม่มีคาราโอเกะ บนเวทีจะมีโพเดียมตั้งอยู่ข้างหน้าอีเลคโทน มีไมโครโฟนและหนังสือเนื้อเพลงขนาดใหญ่วางอยู่บนโพเดียม ใครอยากร้องเพลงอะไร ก็ขึ้นไปเปิดหาเนื้อร้องก่อน จากนั้นก็หันมาบอกหมายเลขเพลงให้ผม อย่างเช่น “594”  ผมก็จะเปิดโน้ตเพลงหมายเลข 594 ซึ่งอยู่ในคีย์ G minor อย่างที่เห็นในภาพ แม้แต่ tempo ซึ่งไม่มีบอกไว้ ผมก็จะต้องเดาว่าควรตั้งจังหวะอะไรโดยอาศัยการอ่านจากทำนองเพลง อย่างเช่นเพลงที 594 ผมก็จะเลือกใช้จังหวะ slow rock  ตั้งเสร็จแล้วก็เริ่มเล่นอินโทรทันที มืดก็มืด โน้ตก็ตัวเล็ก มีเพียงแสงสว่างจากหลอดไฟดวงเล็ก ๆ เท่านั้น



คืนที่ไป audition ผมเล่นอีเลคโทนให้บรรดาสาว ๆ ร้องไม่กี่เพลง จากนั้นก็ร้องเพลง Tennessy Waltz เท่านั้นเอง…เจ้าของค็อกเทลเล้าจน์(คนญี่ปุ่น)ก็รับผมทันที ผมได้ค่าจ้างวันละ ๔๐๐ บาท โดยรับเป็นเงินสดทุก ๆ วันจากพี่แดง(ภรรยาคนไทยแต่พูดภาษาญี่ปุ่นน้ำไหลไฟดับ)  ผมทำงานสบาย ๆ เพราะกว่าลูกค้าจะเข้าก็ ๓-๔ ทุ่ม เที่ยงคืนก็ได้เลิกแล้ว…


ทุก ๆ คืนผมจะปั่นจักรยานจากซอยเอกมัยไปทำงานที่ธนิยะ โดยใช้เส้นทางผ่านตลาดคลองเตย ไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสีลม เ่ลิกงานแล้วผมก็ขี่กลับทางเดิม…

ผมบอกไม่ได้ว่าทำงานที่นั่นนานกี่เดือน แต่ที่จำได้ไม่เคยลืมก็คือเหตุการณ์ในคืนวันหนึ่ง เลิกงานแล้วผมกำลังจะปั่นจักรยาน(คันที่เห็นในภาพ)มุ่งหน้ากลับบ้าน สาวสวยในชุดกระโปรงยาวสีขาวก็ขอเกาะท้ายไปซอยเอกมัยด้วย…

ผมพาซ้อนท้ายไปได้ยังไม่ทันถึงตลาดคลองเตย ก็ต้องหยุดรถอย่างรวดเร็ว เนื่องจากชายกระโปรงของเธอเข้าไปขัดอยู่ในซี่ล้อรถ ไม่มีปัญหา…ช่วยดึงชายกระโปรงให้สูง ๆ หน่อยละกัน ผมพา “อาโนเนะจัง” ไปถึงที่พักจนได้!!!

จากนั้นอีก ไม่นาน อาการนารีเป็นพิษก็กำเริบอีกครั้ง ผมต้องลาจากที่ทำงานอันอบอุ่น  ออกจากกรุงเทพฯ แล้วไปเล่นอีเลคโทนที่วิวัฒน์คอฟฟี่ช๊อฟ จังหวัดอุตรดิตถ์อีกครั้งหนึ่ง…

งั่ม ๆ ยังไม่สิ้นสุดบทบาทการเป็นนักเล่นอีเลคโทนนะ  แล้วจะเล่าให้ฟังอีก  อย่าเพิ่งเบื่อก็แล้วกัน!!

Wednesday, March 16, 2011

น่าเป็นห่วงนะครับ…

บน browser ตัวที่ผมใช้อยู่ มีตัวเลขบอกอุณหภูมิของจังหวัดลำปางอยู่ด้วย มันแจ้งว่า  "Weather for Lampang, Thailand  Right Now =  Feels like  14 °C     Sky = Overcast   Thursday =  Showers    18 °C /12 °C Friday = Showers     27 °C /16 °C  Saturday = Sunny    31 °C / 15°C …"  งั่ม ๆ ต้องรอให้ถึงวันเสาร์เชียวหรือ…ผมถึงจะได้เห็นแสงแดด!!!

ที่มาของภาพ - อินเทอร์เน็ต
ผมกำลังจะเขียนป้ายด้วยสีน้ำมัน พออากาศเป็นเช่นนี้ ผมก็ต้องวางพู่กันไว้ก่อน  ขนาดกดปุ่มละลายน้ำแข็งในตู้เย็นไว้ตั้งแต่หัวค่ำวันวาน ผ่านมาถึงตอนนี้ น้ำแข็งก็ยังเกาะแน่นอยู่เหมือนเดิม ผมคิดถึงชาวญี่ปุ่นที่ต้องประสบภัยพิบัติร้ายแรง บ้านช่องพังพินาศ ไม่มีไฟฟ้าใช้ นอกจากขาดแคลนอาหารแล้วยังต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บซึ่งเลวร้ายกว่าเมืองไทยมากมายนัก

ที่มาของภาพ - อินเทอร์เน็ต
 พี่ชายผมบอกว่าได้ดูโทรทัศน์แล้วเห็นประชาชนชาวญี่ปุ่นยืนเข้าแถวยาว รอเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อซื้ออาหารด้วยอาการสงบและเป็นระเบียบ หุหุ ไม่ต้องบอกผมก็รู้ครับ คนญี่ปุ่นเป็นคนมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา กินข้าวปลาอาหารเกลี้ยงชาม และรู้จักการใช้วัสดุเครื่องใช้ให้ได้ประโยชน์สุด  ล้มลงคราวนี้แม้ว่าหนักหนาสาหัสยิ่งนัก แต่อีกไม่นานเค้าก็จะลุกขึ้นแล้วร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูสภาพที่ย่อยยับให้ กลับคืนได้เหมือนเดิม ผมเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ

ในทางตรงกันข้าม ถ้าลองให้เหตุการณ์อย่างนั้นเกิดกับคนไทย ผมไม่คิดว่าเราจะทำได้เช่นนั้นหรอกนะ  ภาพของการแย่งชิงและฉกชิงผลประโยชน์ให้ตนเองคงจะปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน เป็นเพราะการศึกษาและการพัฒนาจิตใจคนของบ้านเราล้มเหลวมาโดยตลอด  ผมเคยเห็นรถเก๋งคันงามจอดอยู่ตรงสี่แยกนาก่วมแล้วคนขับกดเลื่อนกระจกลงเพื่อ โยนขยะออกมา เคยเห็นภาพข่าวที่มีรถเก๋งคันหนึ่งจอดข้างทางแล้วแอบเอาขวดปัสสาวะวางทิ้งไว้บนทางเท้า (คนลำปางนี่แหละ)  คนเหล่านั้นเป็นคนมีฐานะและมีการศึกษา แต่ทำไมถึงทำเช่นนั้น แล้วเด็ก ๆ ล่ะ จะไปโทษเด็กได้อย่างไร ในเมื่อผู้ใหญ่ไม่เคยคิดที่จะแก้ไข หรือทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี  บางคนยิ่งร่ำรวยก็ยิ่งเห็นแก่ตัว!!

ที่โรงเรียนเพ็ญจิตตพงษ์ แค่ผมหยิบดินสอออกมาแล้วบอกว่าจะแจก เด็ก ๆ ก็ยื้อแย่งกันชูมือสลอน บอกให้เข้าคิวเป็นระเบียบก็ยังแย่งชิงที่จะอยู่ข้างหน้า นี่ขนาดเป็นแค่เพียงดินสอแท่งเดียวนะ ถ้าเป็นวิบัติภัยที่ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันจะเกิดโกลาหลกันขนาดไหน??  การไม่รู้ค่าของทรัพยากรก็เช่นกัน…ที่โรงเรียนฯ ผมเห็นอาหารถูกกินทิ้งกินขว้าง หรือแม้แต่ที่บ้านผมก็เห็นแก้วน้ำดื่มที่เด็ก ๆ ดื่มเหลือวางทิ้งไว้บนโต๊ะ ผมอดคิดไม่ได้ว่าเมื่อถึงวันที่บ้านเมืองเราต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติหรือ ภาวะขาดแคลนอาหารและทรัพยากรแล้ว คนไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร?  อืมม์…ยากนะครับ ถ้าเราไม่ฝึกเด็ก ๆ ของเราไว้เสียตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันนั้นก็คงจะสายไปแล้ว!!!

และถ้าคนรุ่นใหม่ยังคงบอกว่า “สำหรับผู้นำถ้าจะโกงบ้างก็ได้…แต่ขอให้เก่ง”  หรือการที่ผมปฏิเสธไม่เอาถุงก๊อบแก๊บใส่สินค้าหรืออาหารที่ซื้อแล้วยังถูก มองว่าเป็นเรื่องแปลกหรือตลกอยู่ละก็ เราคงต้องเตรียมใจยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้ากันแล้ว…


ที่มาของภาพ - อินเทอร์เน็ต
พูดถึงเรื่องแผ่นดินไหว ผมอยากหยิบยกตาราง “มาตราริกเตอร์” จาก “วิกิพีเดีย” มาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้…
ตัวเลขริกเตอร์ จัดอยู่ในระดับ ผลกระทบ อัตราการเกิดทั่วโลก
1.9 ลงไป ไม่รู้สึก (Micro) ไม่มี 8,000 ครั้ง/วัน
2.0-2.9 เบามาก (Minor) คนทั่วไปมักไม่รู้สึก แต่ก็สามารถรู้สึกได้บ้าง และตรวจจับได้ง่าย 1,000 ครั้ง/วัน
3.0-3.9 เบามาก (Minor) คนส่วนใหญ่รู้สึกได้ และบางครั้งสามารถสร้างความเสียหายได้บ้าง 49,000 ครั้ง/ปี
4.0-4.9 เบา (Light) ข้าวของในบ้านสั่นไหวชัดเจน สามารถสร้างความเสียหายได้ปานกลาง 6,200 ครั้ง/ปี
5.0-5.9 ปานกลาง (Moderate) สร้างความเสียหายยับเยินได้กับสิ่งก่อสร้างที่ไม่มั่นคง แต่กับสิ่งก่อสร้างที่มั่นคงนั้นไม่มีปัญหา 800 ครั้ง/ปี
6.0-6.9 แรง (Strong) สร้างความเสียหายที่ค่อนข้างรุนแรงได้ในรัศมีประมาณ 80 กิโลเมตร 120 ครั้ง/ปี
7.0-7.9 รุนแรง (Major) สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงในบริเวณกว้างกว่า 18 ครั้ง/ปี
8.0-8.9 รุนแรงมาก (Great) สร้างความเสียหายรุนแรงได้ในรัศมีเป็นร้อยกิโลเมตร 1 ครั้ง/ปี
9.0-9.9 รุนแรงมาก (Great) 'ล้างผลาญ' ทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีเป็นพันกิโลเมตร 1 ครั้ง/20 ปี
10.0 ขึ้นไป ทำลายล้าง (Epic) ไม่เคยเกิด จึงไม่มีบันทึกความเสียหายไว้

จากข่าวที่รับทราบมา เค้าปรับค่าความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นครั้งล่าสุดเป็น 9 ริกเตอร์แล้วนะ  ผมมองไปที่รอยร้าวบนผนังปูนของอาคารที่อาศัยอยู่ แล้วลองจินตนาการว่าหากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่นี่ด้วยระดับความรุนแรงซัก 7-8 ริกเตอร์อย่างต่อเนื่อง  อะไรจะเกิดขึ้น???  ผมคงจะไม่รอดแน่ ๆ  ไปเป็นอาจารย์ใหญ่ก็ไม่ได้ด้วย เพราะศพเละ!!

เตรียมรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดในอนาคตให้พร้อมนะครับ เพื่อน ๆ ที่รัก

Monday, January 31, 2011

เรื่องของหีบเพลง

ฝนลงเม็ดขณะขี่มอเตอร์ไซค์ไปจ่ายค่าไฟฟ้า ผมรู้สึกหนาวเย็น คล้ายกับตอนที่ปั่นจักรยานฝ่าสายฝนอยู่บนเส้นทางจาก Mersing ไปยัง Cheraitng  มันเป็นความรู้สึกที่ผมเคยถวิลหา หวังว่าจะมีโอกาสได้กลับไปสัมผัสความหนาวเหน็บยามที่อยู่บนอานจักรยานอีกครั้ง งั่ม ๆ มาถึงวันนี้ ผมหมดหวังซะแล้วครับ!


จ่ายค่าไฟฟ้าเสร็จสรรพ ก็ขี่รถเลยไปซื้อปูนกาวถุงเล็ก ผงโป้ว และเหล็กยึดอ่างล้างหน้า กลับถึงบ้านผมไม่รอช้าที่จะผสมผงโป้ว ลงมืออุดรูและช่องว่างบนผนัง…


ผมต้องรอให้แห้งสนิทเสียก่อน จึงค่อยขัดกระดาษทรายและทาสี…

วันนี้อยากคุยเรื่อง accordion ซักหน่อย   จำได้ว่าสมัยที่เล่นหีบเพลงอยู่บนลานเบียร์ โรงแรมพิมาน จังหวัดนครสวรรค์ ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับ accordion ส่งให้ท่านผู้พันมือ fiddle ในทำนองว่าถ้าอยากจะก้าวไปยืนอยู่แถวหน้าในเมืองไทยก็ให้ฝึกเล่น accordion อย่างจริง ๆ จัง ๆ ผมได้เปรียบเทียบกับโอกาสที่นักเปียโนคนไทยจะมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักนั้นยากมาก ๆ  คนไทยที่เล่นเปียโนนั้นมีเยอะเแยะ เก่ง ๆ ทั้งนั้น แต่จะมีใครบ้างที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง?   การที่นักเปียโนในเมืองไทยคนใดคนหนึ่งจะฝ่าด่านอรหันต์แล้วขึ้นไปยืนอยู่แถวหน้าได้นั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเก่งจริงเก่งจังแค่ไหน….

ผมเคยเขียนว่า ในเมืองไทยหาคนเล่น accordion อย่างถูกต้องและเล่นได้ดีได้ยาก แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้  อยากให้มีใครสักคนเริ่มเรียนตามหลักสูตร ซ้อมอย่างหนักทั้งแบบฝึกหัดและบทเพลง  ผมให้เวลาซัก ๑๐ ปีเอ้า!

เพื่อน ๆ อาจจะเคยได้ดูการแข่งขันดนตรีระดับชาติทางโทรทัศน์ ที่มีเด็กผู้หญิงชาวเวียดนามเข้าแข่งขันด้วยการใช้ accordion บรรเลงเพลง concerto ร่วมกับวง orchestra แล้วสามารถเอาชนะเครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้อย่างน่าประทับใจยิ่ง!   ถ้ามีใครเล่น accordion ได้เก่ง ขอเพียงแค่ครึ่งเดียวของเด็กผู้หญิงคนนั้นก็พอแล้ว ผมรับรองว่าจะต้องเป็นที่กล่าวขวัญ และรู้จักอย่างกว้างขวางอย่างแน่นอน!!

ผมอยากจะเห็นคนไทยซักคนหนึ่งเลือกเรียน accordion อย่างเอาเป็นเอาตาย เหมือนกับนักศึกษาในสถาบันดนตรีที่เรียนเปียโน ไวโอลิน เครื่องเป่า และเครื่องสายอื่น ๆ คิดว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เมื่อถึงวันนั้น เขาคนนั้นจะได้เป็น ๑ ใน ๖๐ ล้านคนของประเทศไทย!!

ในบอร์ด “คุยกะลุงน้ำชา” คุณเต้ยได้โพสต์ไว้ว่า “…ไม่รู้ว่าแอ๊คคอร์เดียนปรกติแล้ว เล่นยากขนาดไหนแล้ว และโอกาสที่จะหัดเล่นเองได้   มีโอกาสบ้างไหมครับ…แฟนผมก็เล่นไวโอลิน ผมอยากเอามา แอ๊คคอมกับไวโอลิน มันคงคลาสิกน่าดูเลยครับ…” 

จะเล่นยากขนาดไหนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้ฝึกต้องการเล่นให้ได้ระดับไหนครับ ถ้าอยากจะเป็น ๑ ใน ๖๐ ล้านคน ก็ต้องยากแน่นอน แต่ถ้าจะเล่นพอให้ใช้แอ๊คคอมมือไวโอลินหรือเล่นในวง bluegrassได้ก็ไม่ยาก!!!
หัดเล่นเองได้ไหม?  ได้ซิ…ก็ Teach Yourself to Play Accordion นั่นเอง ทำไมจะไม่ได้  ในเมื่อทุกวันนี้ ในโลกอินเทอร์เน็ต เราสามารถหาตำราและโน้ตเพลงได้ภายในไม่กี่คลิก นอกจากนั้นใน YouTube ก็มีวิดีทัศน์ของผู้สอนมากมาย ตั้งแต่ลุงจุ่นไปจนถึง accordionist ชาวยุโรป!!   ในห้องเก็บหนังสือลุงน้ำชาก็มี instructional media ให้ศึกษา

ไวโอลินเล่นกับหีบเพลงดูเข้าท่าแน่นอนครับ เล่นที่ไหนก็ได้ เครื่องดนตรีทั้งสองขิ้นไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ไปเป็น busker เล่นเปิดหมวก มีเงินท่องไปในโลกกว้างได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดครับ

แอ๊คคอร์เดียนมีหลายขนาดให้เลือกตามประสงค์ที่จะใช้งาน ถ้าอยากเล่นแบบ ๑ ใน ๖๐ ล้าน ก็ต้องใช้ ๑๒๐ เบส ให้มันสุด ๆ ไปเลย!! ซื้อใหม่ก็ ๕ หมื่นกว่าบาท


หนักมั่ก ๆ ต้องนั่งบรรเลง ถ้าจะยืนเล่นก็ต้องตัวใหญ่ ๆ แต่ก็ยืนได้ไม่นานหรอก สำหรับผมแล้ว ถ้าจะซื้อหีบเพลงอีกซักตัว ผมก็จะซื้อขนาดเล็กที่สามารถใส่ลงเป้ได้ เหมือนอย่างที่เจ้าตัวเล็กที่ผมเคยใช้ และนำไปเล่นที่ห้วยโก๋นเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว…

อีกหน่อยคนไทยจะเล่นหีบเพลงมากขึ้น แต่ไม่มีซักคนที่เล่นแบบผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ

Sunday, January 30, 2011

รายงานความคืบหน้า

๓ ทุ่มแล้ว….ผมเพิ่งจะนำแม่เรไรกลับเข้าที่นอน(กล่อง) หลังจากนำออกมาฝึกซ้อมได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็อย่างที่เคยบอกเพื่อน ๆ ก่อนหน้านั้นแล้วว่าผมคงต้องกลับมาซ้อมเชลโล เพื่อทำให้โครงการวง string ensemble ฟื้นคืนมาอีกครั้งหนึ่ง  จริง ๆ แล้วผมก็คงจะไม่เล่นเอง ถ้ามีเด็กนักเรียนซักคนหนึ่งเลือกเล่นเชลโล เหมือนอย่างในภาพซึ่งอาจารย์ธนดลเมล์ส่งมาให้ดูจากจังหวัดแพร่...





ผมเคยฝันว่าลำปางเราจะมีผู้ปกครองสักคนหนึ่งที่กล้าควักกระเป๋าซื้อเชลโลขนาด 1/2 ให้ลูกใช้เรียน  ทุกวันนี้ยังไม่มีครับ จะมีก็แต่ไวโอลิน แต่ผมก็เข้าใจดีว่าการลงทุนซื้อเชลโลในราคา ๘,๐๐๐ บาท โดยที่ไม่รู้ว่าลูกจะเรียนไปได้แค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่ยากไม่น้อย  อืมม์…ถ้าผมเป็นคนรวย ผมจะซื้อเชลโลขนาด 1/8 หรือ 1/4 ไว้ที่บ้านให้เด็กใช้เรียนสักคันนึง  อยากเห็นภาพเด็กเล่นเชลโลน่ารัก ๆ เหมือนกับเด็กที่เห็นในวิดีทัศน์ครับ…



มันคงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้นแหละ ผมปลอบใจตัวเอง มาคุยถึงเรื่องความตืบหน้าในโครงการต่าง ๆ ของผมดีกว่าครับ เรื่องนักเรียนไวโอลินรุ่นจิ๋ว วันนี้ก็มาเรียนกันตามปกติ ขาดแต่น้องเจ้าขา  บ้านลุงน้ำชาค่อนข้างจะคึกคัก เพราะมีนักเรียนมาเพิ่มอีก ๒ คน คือ น้องเบลล์ และ น้องแบ๊งค์  และคุณอารีย์ยังพาน้องภาแวะมาคุยเรื่องไวโอลินและบรรเลงเพลงสอบเกรดเปียโนให้น้อง ๆ ได้ฟังกัน


ดูคล้ายกับว่าบ้านลุงน้ำชากลายเป็น conservatory เล็ก ๆ ไปซะแล้ว เด็ก ๆ อนุบาล ๒-๓ ได้เรียนรู้ ได้ฟังเพลงคลาสสิก และได้เห็นการเล่นเปียโนที่สมบูรณ์และไพเราะจากพี่คนหนึ่ง…


กำลังจะเริ่มเป็น “บ้านแห่งการเรียนรู้” ที่มีสีสันอย่างที่คุณเมธีบอกแล้วล่ะ…


เด็ก ๆ กำลังดูการทำงานของเปียโน ได้เห็นค้อนที่เคาะไปบนสาย และ damper ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ  ส่วนเด็ก ๒ คนที่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ ออกไปนั่นคือนักเรียนสองพี่น้องที่มาใหม่ (ชื่อ เบลล์ และแบ๊งค์)  ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เมื่อทราบว่าน้องแบ๊งค์ถึงกับร้องไห้เมื่อเล่นไม่ทันน้อง ๆ ซึ่งตัวเล็กกว่า ยิ่งตอนจะกลับบ้าน ครูหน่อยบอกให้สู้ น้องแบ๊งค์ส่ายหน้า ผมเห็นแล้วพูดไม่ออก ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน นอกจากเปียโนแล้ว น้องภายังเล่นไวโอลินอีกด้วย ผมมีโอกาสได้แนะนำน้องภาบ้างนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องการดูแลรักษาไวโอลิน การถูยางสนสไตล์ลุงน้ำชา รวมทั้งเรื่องท่าทางการเล่นไวโอลิน


น้องภาสีไวโอลินให้ผมฟัง พอได้ยิน หูผมก็บอกว่ามันไม่ใช่เสกลสากล ผมสอบถามว่าเล่นดนตรีไทยด้วยหรือเปล่า จริง ๆ ด้วย…น้องภาเล่นซอในวงดนตรีไทยที่โรงเรียน  มิน่า..ผมจึงได้ยินเหมือนกับซอ ไม่ใช่ไวโอลิน!!   มันลำบากไม่น้อยเลยครับ  หากว่าคน ๆ หนึ่งจะต้องใช้นิ้วบรรเลงเพลงด้วยเสกล ๒ แบบ  ในวงดนตรีไทย ๑ คู่แปด (octave) เปรียบเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นหนึ่งถูกตัดแบ่งออกเป็น ๗ ชิ้น แต่พอไปอยู่วง string ensemble เจ้าก๋วยเตี๋ยวเส้นเท่ากันกลับถูกซอยออกเป็น ๑๒ ชิ้นเท่า ๆ กัน ทำให้เสกลไทยกับสากลไม่เท่ากัน ผมแนะนำให้น้องภาเลิกสีซอ หันไปเล่นเครื่องอื่นแทน เช่นระนาดหรือขิม… ลืมบอกไปว่าไวโอลินของน้องภาเป็นไวโอลินเก่า คุณภาพดี ที่ซื้อมาในราคา ๑๕,๐๐๐ บาท


ถ่ายใกล้ ๆ ให้ดู…


การเรียนของนักไวโอลินรุ่นจิ๋วในวันนี้ก็ก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ นักเรียนได้ทบทวนแบบฝึกหัดเก่า ได้ฝึกเล่นเสกล A D  และ G ก่อนพักกินขนมก็ต้องสีเพลง Twinkle Twinkle Little Star หลาย ๆ รอบ ในช่วงที่ ๒ ผมให้นักเรียนสีเพลง หนูมาลี,  Jingle Bells และ Are You Sleeping ตามเสียงร้องของผม (ยังไม่ใช้โน้ต) ปรากฏว่าทุกคนทำได้ดีครับ… ผมได้คิดกับครูหน่อยไว้ว่า บางทีอาจตัองจัดชั้นเรียนสัญจร ยกขบวนไปเรียนกันที่ศูนย์ฝึกลูกช้างหรือสวนสาธารณะ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ… ช่วงเย็นผมลุยงานกั้นห้องต่อ ตีไม้อัดเรียบร้อยแล้วครับ มีภาพให้ดูด้วย


ด้านในก็เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ติดพัดลมดูดอากาศไว้ตรงมุมด้านบน


เตียงที่เห็นก็เป็นแบบใช้ในหอพัก  โป้ว ใส่กันเปื้อน ทาสี ทำความสะอาดพื้น ใส่บานประตู ยกเตียงมาเพิ่มอีก ๒ เตียง อีกไม่นานส่วนที่เป็น accommodation  ก็เรียบร้อยแล้ว..


วันนี้ขอรายงานเพียงแค่นี้ครับ…

Saturday, January 29, 2011

น้องบุ๊ค

ที่โรงเรียนธีรดาของครูแต้ม ผมมีนักเรียนไวโอลินอยู่ ๓ คน คือ ตั๊ก เนเน่ และบุ๊คผู้มาทีหลังเพื่อน น้องบุ๊กเพิ่งจะได้เริ่มเรียนชั่วโมงแรกเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ไม่เหมือนนักเรียนคนอื่น... น้องบุ๊คมีเครื่องดนตรีเตรียมไว้พร้อมสรรพ แสดงถึงความมุ่งมั่น ไม่ลังเลที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า


ในบรรดานักเรียนไวโอลินที่ผมเคยสอนมา ก็มีน้องบุ๊คนี่แหละที่เป็นคนช่างถาม คำถามแต่ละคำถามของน้องบุ๊คล้วนแสดงให้เห็นซึ่งความสนใจใฝ่รู้ ฉลาด และกล้าแสดงออก นับว่าผมได้เจอเพชรที่ยังไม่ได้เจียรนัยเข้าอีกเม็ดนึงแล้ว!!!

ในชั่วโมงแรกนั้น ผมสอนน้องบุ๊คเกี่ยวกับทุกสิ่งที่นักเรียนจำเป็นต้องรู้ อาทิ การดูแลรักษาเครื่องดนตรีนับตั้งแต่เริ่มนำไวโอลินออกจากกล่องไปจนถึงตอนเก็บเข้ากล่อง  การจับเครื่องดนตรีในท่าพัก ท่าเล่น ท่ายืน การจับโบว์ การตั้งสาย ตลอดจนชื่อโน้ตในแต่ละสาย การบ้านในชั่วโมงแรกก็คือ การสีแบบรถไฟ AADDGGEEAA   น้องบุ๊คหัวไวมากครับ ยิ่งเรียนรู้ได้เร็ว ผมก็ยิ่งสอนเร็ว!


ผมทุ่มเทให้อย่างเต็มที่  พูดได้ว่าตั้งแต่สอนมา ก็ยังไม่เคยให้นักเรียนคนใดได้เริ่มเล่นนิ้ว ๑ (อย่างที่เห็นในภาพ) หลังจากฝึกซ้อมมาได้แค่เพียงสัปดาห์เดียว ก็มีน้องบุ๊คนี่แหละ!


ชั่วโมงที่ ๒ การบ้านของน้องบุ๊คก็คือ แบบฝึกหัด เรโด (สาย A D G E A) ของลุงน้ำชา…

สอนเสร็จ…ผมไปซื้อเสบียงและยาให้พี่ชาย จากนั้นก็ไปซื้อน้ำไร้ความรู้สึกที่ตลาดนาก่วม  พอกลับถึงบ้าน ผมจับค้อนตีตะปูต่อ จนได้ผลงานอย่างที่เห็นในภาพข้างล่างนี้…


ก่อนค่ำมีผู้มาเยือนลุงน้ำชา คือ น้องนัท น้องน่าน และคุณแม่  เมื่อตอนปลายปีคุณพ่อเคยพามาแล้วครั้งนึง จากนั้นก็หายเงียบไป วันนี้คุณแม่เป็นผู้พามาคุยเรื่องเรียนไวโอลิน


เห็นเป็นเด็กอนุบาล ๒ และ ๓ ผมบอกว่าคุณแม่พามาเรียนได้ฟรี เพียงแค่ลงทุนซื้อไวโอลินให้คนละตัว คือ ขนาด 1/4 และ 1/2 ซึ่งถ้าจะเรียนจริง ๆ ก็ต้องรอให้ผมหานักเรียนให้ได้อีก ๒ คน เพื่อจะได้จัดเป็นกลุ่มที่ ๒ แล้วให้มาเรียนในวันอาทิตย์เวลา ๑๕.๐๐ น. – ๑๗.๐๐ น. คุณแม่ก็อยากให้ลูกได้เรียนครับ แต่มีปัญหาตรงที่ไม่สามารถหาเวลามาส่งลูกได้ เพราะท่านเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลค่าย ฯ ส่วนคุณพ่อก็ทำงานอยู่ต่างแดน…

คุณแม่น้องแนนและนัทถามผมว่าขอเป็นตอนค่ำได้ไหม ผมบอกว่าถ้าเรียนช่วงนั้นคงต้องโดนยุงหามแน่ ๆ พูดไปผมก็ต้องขยับแข้งขยับขาไม่ให้โดนยุงกัด ขณะที่ยุงฝูงใหญ่บินว่อนอยู่เหนือศีรษะผู้มาเยือน!!!

ได้เวลาออกหากินของ blood suckers แล้วจ้า…

Friday, January 28, 2011

คุณบิม…

เผลอแป๊ปเดียววันเสาร์อีกแล้ว!  เดือนมกราคมก็กำลังจะโบกมืออำลา อีก ๒ วันผมก็จะพูดได้แล้วว่า “หนึ่งเดือนผ่านไป ไวเหมือนโกหก”

เมื่อวานนี้ผมลุยกั้นห้องต่อ จนเหลืองานตีตะปูอีกไม่มาก ต่อจากนั้นก็จะต้องโป้ว แล้วลงสี หวังว่าสิ้นเดือนกุมภาพันธ์เรื่อง accommodation คงจะแล้วเสร็จครับ…

ช่วงบ่ายขณะที่กำลังตอกตะปูติดไม้อัดด้านใน ผมก็ได้รับโทรศัพท์อุ้กำเมืองด้วยเสียงนุ่ม ๆ หล่อ ๆ ถามว่าลุงน้ำชาหรือเปล่า?  อ่า…จะมีผู้มาเยือนอีกแล้วครับ ยินดี ๆ  ผมบอกตำแหน่งของบ้านให้ แล้ววางมือจากงาน DIY  ลงไปเปิดประตูเตรียมต้อนรับผู้ที่ผมก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร?  มาแล้วครับ รถสวยจังเลย!!


พอได้เห็นหน้าตาของเด็กชายสองคนที่มาด้วยผมก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ที่มาเยือนคือ คุณบิมและครอบครัว http://bimbalo.wordpress.com เพื่อนสมาชิกที่ได้ตั้งปริศนาให้ผมได้วิเคราะห์  คุณบิมเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่เคยพูดถึง “ร้านกาแฟไทยประเสริฐ” ลุงน้ำชายินดีต้อนรับครับ…



หมูบิวและหมูแฮ่มได้เล่นทั้งแกรนด์เปียโนและเปียโนไฟฟ้า ประชันกันด้วยเพลง Turkish March ของ Mozart เสียงกึกก้อง…



เสียดายที่มีเวลาคุยกันไม่มากนัก เพราะคุณบิมจะต้องพาลูกชายสองคนไปแข่งว่ายน้ำที่จังหวัดแพร่ ผมก็ได้แต่หวังว่าคงจะมีโอกาสได้นั่งจิบน้ำชา จับเข่าคุยกันแบบต้องไม่เร่งรีบ ผมจะได้ถามว่าคุณบิมเคยเห็นร้านกาแฟไทยประเสริฐด้วยเหรอ?

จากไปแล้ว ขอให้เที่ยวเมืองแพร่ให้สนุกนะครับ  ขอบคุณที่แวะมาเยือน


ผมขอไปสอนน้องมะเหมี่ยวก่อนนะครับ…

Thursday, January 27, 2011

Sostenuto Pedal

เช้าวันนี้ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้รับเมล์ “สวัสดีตรุษจีน” จากคุณเมธี ผมไม่เคยได้รับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือมานานแล้ว...

จำไม่ได้แล้วล่ะว่าครั้งสุดท้ายได้รับจดหมายเช่นนั้นเมื่อไหร่ ก็มีคุณเมธีนี่แหละครับที่เขียนจดหมายสื่อความหมายถึงผม แทนที่จะพิมพ์ส่งมาในลักษณะของอีเมลโดยตรง  คุณเมธีมิได้พับจดหมายที่เขียน ใส่ซอง ติดแสตมป์ ส่งลงตู้ไปรษณีย์ แล้วรอให้ถึงมือผมในอีก ๒ – ๓ วันข้างหน้า แค่คุณเมธีได้สแกนจดหมายนั้นแล้วส่งมากับเมล์ในลักษณะของไฟล์ pdf   ทำให้ผมเกิดความรู้สึกที่ดีมั่ก ๆ เมื่อได้เปิดออกอ่าน  ต้องขอขอบคุณครับ….

อ่อ… ยังจำได้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมก็ได้รับ ส.ค.ส. เขียนด้วยลายมือจากน้องจุ๊ยซึ่งทำงานอยู่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก กทม.  ขอขอบคุณด้วยเช่นกันครับ

คุณเมธีบอกว่า “…มีภารกิจหลายอย่างที่บ้าน ทำให้…หมดอารมณ์เขียน…” หุหุ ความรู้สึกเช่นนั้นผมเข้าใจดีครับ เพราะช่วงที่พี่ชายของผมเริ่มป่วย ผมเครียดและเกิดความกลัวที่จะเขียน กลัวแม้กระทั่งการออกไปพบปะผู้คน มันเป็นเหตุให้ผมละทิ้งเว็บบอร์ด “คนรักเปียโน” จนถูกตัดบัญชีไปในที่สุด ทุกวันนี้อาการเช่นนั้นก็ยังคงมีอยู่นะครับ แต่ไม่มากเหมือนแต่ก่อน

คุณเมธีบอกอีกว่า “รู้สึกยินดีด้วยกับปิอาโนหลังใหม่ที่มาเติมสีสันให้กับบ้านเรียนรู้หลังนี้  เสียงของเด็ก ๆ  เสียงไวโอลินเพี้ยนบ้างตรงบ้าง เสียงเลื่อย เสียงค้อนตอกตะปู แสดงว่าบ้านนี้มีชีวิต และที่สำคัญจะลืมไม่ได้คือ เสียงบ่นลอยมาเป็นระยะ ๆ …”   อืมม… จริงด้วยสิ พักนี้ผมขี้บ่นจริง ๆ  ผมขออภัยเพื่อน ๆ ทุกคน ที่เข้ามารับฟังเสียงบ่นจากลุงน้ำชา (คนแก่จริง ๆ ตามที่คุณบิมแซวมา อิอิ) โดยไม่ได้คาดคิด  ต่อไปจะบ่นให้น้อยลงครับผม…

คุณเมธีได้เอ่ยถึงเจ้าแกรนด์คลาสสิก ผมก็เลยอยากเล่าเรื่องที่ดีกว่า “เสียงบ่น” ให้เพื่อน ๆ ได้ฟังซักกะหน่อย…


ขอพูดถึงเจ้าอพอลโลก่อนนะ มันเป็นแกรนด์เปียโนขนาด 6 ฟุต,  2 Pedals ซึ่งผมซื้อมาแล้วขายไป เนื่องจากขณะที่อยู่กับผม มันไม่มีปัญหาในเรื่องการทำงานของ pedals  ผมจึงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรมากนัก  แต่พอเจ้าคลาสสิกได้มาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นปัญหารอให้ผมแก้ไขก็คือ อาการเสียงดังต่อเนื่องโดยที่ไม่ได้เหยียบ pedal  ผมได้ยินและรู้ปัญหานั้นตั้งแต่ช่วงที่เจ้าคลาสสิกมาอยู่ใหม่ ๆ แล้วล่ะ ตอนที่ม่าเหมี่ยวเล่นเพลง Für Elise เสียงเจ้าคลาสสิกก็ดังก้อง จนครูหน่อยเข้าใจผิดคิดว่าม่าเหมี่ยวเหยียบ sustain pedal ตลอด  แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ มันมีปัญหาจริง ๆ  ตัวผมก็ไม่อยากเล่นเจ้าคลาสสิกเพราะรำคาญเสียงยืดเสียงยาว ผมปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น  จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้แหละผมถึงได้เริ่มลงมือซ่อม ทำให้ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของการซ่อม Sostenuto pedal


เอาหละ ลงมือได้แล้ว ผมเริ่มรื้อแกะด้วยความระมัดระวัง นำเอาชุด action ออกวางไว้ข้างนอกก่อน มันบอบบางมากนะครับ ต้องระวังให้ดี โดยเฉพาะในกรณีที่ทำงานคนเดียว ถ้าหัวค้อนหลุด ก้านค้อนหัก เป็นเรื่องเลยนะจะบอกให้!!!


เปียโนที่มี 3 pedals ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย soft pedal หรือ una corda ซึ่งอยู่ซ้ายสุด,  sostenuto pedal ตัวกลาง และ sustain pedal หรือ damper pedal  เจ้าคลาสสิกก็่เช่นกัน…


นำเอา action ออกแล้ว ก็เห็นข้างในเป็นเช่นนี้…


เจ้าตัวลวดเหล็กที่เห็นเรียงกันเป็นแถวนั่นคือ damper rod ด้านปลายโผล่ขึ้นไปข้างบนโน่น ใช้บังคับการทำงานของเจ้า damper ที่ทำด้วยสักหลาด ทำหน้าที่เป็นตัวดับเสียง (mute)


ทีนี้มาดูอาการป่วยของเจ้าคลาสสิกกัน เจ้า damper rod ที่ขึ้นไปทำให้ damper ยกออกจากสาย แล้วส่วนใหญ่ไม่ยอมลงเมื่อคีย์ถูกปล่อย ภาพต่อไปนี้แสดงให้เห็นเมื่อคีย์ถูกกด ลูกศรแสดงให้เห็นทิศทางของ damper rod


พอเหยียบ sostenuto pedal จะทำให้ sostenuto rod หมุนเคลื่อนตัวไป (ตามลูกศรในภาพ) ไปยันไว้ ไม่ให้ damper rod ตกลงมา แม้ว่าคีย์จะถูกปล่อยแล้ว (ตามภาพ)


ในขณะที่ sostenuto pedal ยังถูกเหยียบอยู่ ถ้าเรากดคีย์อื่น มันจะขึ้นไปทำให้ damper ยกตัวจากสาย แต่พอปล่อยคีย์ เจ้าตัว damper rod ของโน้ตตัวที่กดทีหลังก็จะตกลงมา เพราะมิได้ถูกยันไว้ด้วย sostenuto rod

ถ้าเราปล่อย sostenuto pedal เจ้า sostenuto rod ก็จะต้องตกลงกลับสู่ตำแหน่งเดิมเหมือนตอนเริ่มต้น damper ก็จะกลับลงมาดับเสียงเอาไว้ (ดูภาพ)


กลไกง่าย ๆ ครับ แต่ต้องปรับให้ถูกต้อง แต่ถ้าปรับไม่ถูกหรือเกิดเปลี่ยนตำแหน่ง อาจทำให้เจ้า sostenuto rod ยังคงไม่ปล่อยให้ damper rod เคลื่อนลงสู่จุดเดิม เสียงเปียโนก็เลยดังยาวยืด ในเมื่อ damper ไม่ทำหน้าที่ดับเสียง!!!

ดูของจริงในเจ้าปิอาโนคลาสสิกกันนะ ที่ผมชี้ด้วยลูกศรสีเหลืองนั่นก็คือ sostenuto rod



แล้วเจ้าตัวสีแดง (ตรงปลายลูกศรในภาพต่อไปนี้) ก็คือ ตัวที่จะถูกยันไว้ด้วย sostenuto rod  หากมันไม่ตกลงมาตำแหน่งเดิมเมื่อปล่อย sostenuto pedal นั่นแหละคือตัวปัญหา!!!


เช้านี้ผมใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงเต็มในการปรับตำแหน่งของ sostenuto rod  ในที่สุดเสียงเปียโนก็ไม่ดังยาวยืดและตีกันให้รำคาญหูอีกต่อไป   damper ทำงานถูกต้องแล้วทุกขั้นตอน!  ผมประกอบ action กลับเข้าที่เดิม…


ลองเสียงหน่อย…


โอแล้วครับ เจ้าคลาสสิกไม่งอแงอีกต่อไป

ตอนค่ำ คุณแม่ของน้องเดียร์แวะมาเยี่ยมพี่ชายของผม น้องเดียร์ก็เลยมีโอกาสได้ลองเล่นเจ้าคลาสสิก พอดีกล้องถ่ายรูปของผมถ่านหมดเสียก่อน ก็เลยบันทึกภาพน้องเดียร์กับเจ้าคลาสสิกและตอนที่เล่นไวโอลินของมะเหมี่ยวไว้ไม่ได้ ได้แต่ภาพนี้…


ขอขอบพระคุณผู้มาเยี่ยมเยือนด้วยความซาบซึ้งใจครับ…

Wednesday, January 26, 2011

น้ำตาแสงไต้

ผมมีหนังสือโน้ตเพลงเก่าอยู่หลายเล่ม เล่มหนึ่งคือ “รวมเพลงเอก ของ สง่า อารัมภีร เป็นหนังสือปกแข็ง พิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๑ ราคา ๓๕ บาท หนังสือเล่มนี้ก็จะเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งในห้องสมุดดนตรีของผม...



จริง  ๆ แล้ว ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้อ่านเรื่องราวดี ๆ ที่ครูสง่า อารัมภีร ได้เขียนไว้ทั้งหมด แต่มันยาวเกินกว่าที่จะหยิบยกมาไว้ที่นี่   สำหรับวันนี้เพียงเพื่อกระตุ้นความกระหายของเพื่อน ๆ ให้อยากอ่านต่อ ผมขอคัดอรัมภบทเกี่ยวกับที่มาของเพลง “น้ำตาแสงไต้” พร้อมกับโน้ตเพลงมาลงไว้


ครูแจ๋ว หรือ  สง่า อารัมภีร ได้เขียนไว้เกี่ยวกับเพลงน้ำตาแสงไต้ว่า...
“ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำว่าวันนั้น ในราวเดือนพฤศจิกายน ๒๕๘๘ ซึ่งเป็นเวลาเกือบ ๗ ปีแล้ว “ศิวารมณ์” กำลังซ้อมละครเรื่องพันท้ายนรสิงห์อยู่ที่ห้องเล็กเฉลิมกรุง ดูเหมือนจะเข้าโปรแกรมในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน เราซ้อมกันอย่างหนักทุกวัน เพราะเวลานั้นเป็นสมัยที่เริ่มงานกันใหม่ ๆ หรือจะเรียกว่ากำลังฟิตก็ได้ สมัยนั้นเป็นสมัยที่ทุก ๆ คนกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นดารากำลังก้าวขึ้นสู่ความนิยมของประชาชน สุรสิทธิ์, จอก, สมพงษ์ และทุก ๆ คนมาซ้อมตั้งแต่เช้าจนเย็นทุกวัน (ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้เลย เช้าไม่มา เย็นไม่มา ไม่รู้ไปไหนกันแฮะ)  เนรมิต มารุต สมัยนั้นเข้าคู่กันคร่ำเครียดกับบทและวางแคแร็คเตอร์ตัวละครกันเป็นการใหญ่ นาฏศิลป์ก็ซ้อมกันไป เต้นกันไป นักร้องก็ร้องกันไป เสียงแซ่ดไปหมดบนห้องเล็กเฉลิมกรุง ตั้งแต่ ๙.๐๐ น. ถึง ๑๕.๓๐ น. ทุกวัน
ตอนนั้นข้าพเจ้ามีหน้าที่แต่เพียงดีดเปียนโนสำหรับให้นาฏศิลป์เขาซ้อม และต่อเพลงให้กับนักร้องเท่านั้น ผู้แต่งเพลงให้ศิวารมณ์สมัยนั้นคือ ประกิจ วาทยากร และ โพธิ ชูประดิษฐ์ ข้าพเจ้าเพิ่งเป็นนักดนตรีใหม่ ๆ ยังไม่ถึงปีเลย เพลงก็ยังแต่งกับเขาไม่เป็น และยังไม่เคยคิดเลยว่าจะแต่งกับเขาได้ยังไง ได้แต่ดูเขาแต่งกันเท่านั้น วันหนึ่ง ๆ ก็ได้แต่ดีดเปียนโนจนเมื่อยนิ้วไปหมด
เหลือเวลาอีก ๕ วัน ละครก็จะแสดงแล้ว ปรากฏว่าเพลงเอกของเรื่องคือเพลง “น้ำตาแสงไต้” ทำนองยังไม่เสร็จ ทั้งคุณประกิจและคุณโพธิแต่งส่งมาคนละเพลงสองเพลง ก็ยังไม่เป็นที่พอใจแก่เจ้าของเรื่องและผู้กำกับ ทั้งเจ้าของเรื่องและผู้กำกับต้องการจะให้เป็นเพลงที่มีสำเนียงเป็นไทยแท้ มีรสวิญญาณไปในทาง “หวานเย็นและเศร้า” เพลงของคุณประกิจที่ส่งมามีสำเนียงกระเดียดไปทางฝรั่ง ของคุณโพธิก็ไปกลาง ๆ คือครึ่งไทยครึ่งฝรั่ง ล่วงมาอีกหนึ่งวัน ทำนอง “น้ำตาแสงไต้” ก็ยังไม่เสร็จ เจ้าของเรื่องผู้กำกับตลอดจนผู้ร่วมงานต่างก็อึดอัดไปตาม ๆ กัน
เย็นนั้นเมื่อเลิกการซ้อมแล้ว ข้าพเจ้าก็พลอยอึดอัดและกลุ้มใจไปกับเขาด้วย ในเมื่อด้านอื่นเขาเสร็จกันเรียบร้อยแล้ว ยังอยู่เพลง “น้ำตาแสงไต้” เพลงเดียวเท่านั้น และใครก็รับรองไม่ได้ด้วยว่าเมื่อคุณประกิจและคุณโพธิแต่งมาอีกจะเป็นที่พอใจแก่เจ้าของเรื่องและผู้กำกับหรือไม่ เมื่อถึงเวลาภารโรงมาปิดห้องซ้อม ข้าพเจ้าก็ลงมาเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าเฉลิมกรุง ไม่รู้จะไปไหนดีดี มันงงไปหมด….”
สำหรับเรื่องที่ครูแจ๋วเขียนถึงที่มาของเพลง “น้ำตาแสงไต้”  ยังมีต่ออีก ๑๐ กว่าหน้า  น่าสนใจมาก ๆ ครับ…


เมื่อวานนี้ท่านผู้พันมือ fiddle ได้แวะมาเยี่ยมเยียนผมที่บ้าน ก่อนที่จะขับปิคอัพขึ้นเชียงใหม่ ผมจึงได้ขอความกรุณาจากท่านให้ช่วยพาไปซื้อไม้อัด ๔ มิล จำนวน ๕ แผ่น ที่ร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างซึ่งอยู่ใกล้ ๆ  ปรากฏว่าราคาไม้อัดแพงขึ้นอีก 5%  ครั้งที่แล้วผมซื้อแผ่นละ ๑๘๐ บาท ตรั้งนี้ต้องจ่ายเพิ่มเป็น ๒๐๐ บาท พอผมบ่น เจ้าของร้านก็บอกว่าอะไร ๆ ก็แพง จะให้มันราคาคงเดิมได้อย่างไร ผมอดคิดไม่ได้ว่าไม้อัดที่อยู่ในโกดังนับร้อย ๆ แผ่นนั่น อยู่ดี ๆ ก็ราคาเพิ่มขึ้นแผ่นละ ๒๐ บาท  หุหุ ไม่ซื้อก็ไม่ได้ครับ ต้องลุยงานกั้นห้องให้เสร็จ ผมกัดฟันจ่ายเงิน ๑ พันบาทให้พ่อค้าไป  ได้ไม้อัด ๕ แผ่นใส่หลังรถปิคอัพของท่านผู้พันฯ กลับบ้าน…


นอกจากจะช่วยพาผมไปซื้อไม้อัดแล้ว ท่านผู้พันฯ ยังเล่าประสบการณ์ที่มีมากมายในอดึต แล้วยังสาธิตการสีไวโอลินแนว bluegrass และแนวไทยเดิมให้ผมฟังด้วย  มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ท่านผู้พันฯ หยิบไวโอลินตัวใหม่ของน้องม่าเหมี่ยวขึ้นดู แล้วบอกว่าจากประสบการณ์ที่เล่นไวโอลินมานาน คิดว่าไวโอลินตัวนี้น่าจะมีค่าไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท


ขอขอบคุณท่านผู้พันมือ fiddle ที่ช่วยให้ผมสามารถทำงานกั้นห้องต่อได้ในวันนี้….


ผ่านไปแล้วอีก ๑ วัน...