Sunday, January 22, 2012
เลือดอาก๋ง
คงจะดีไม่น้อย ถ้าคุณแม่สอนให้ผมพูดแต้จิ๋ว เพราะผมจะได้เป็น bilinqual เหมือนแม่ แล้วถ้ามีโอกาสไปเที่ยวเมืองจีนเหมือนกับคุณเมธี ผมก็จะได้ไม่มีปัญหาในการสื่อสาร แม่เขียนภาษาจีนสวยมากครับ เวลาแม่ร้องงิ๋วก็เพราะด้วย ท่านเคยบอกผมว่าเสียใจที่ไม่ได้สอนให้ผมพูดและเขียนภาษาจีน
ตั้งแต่ผมจำความได้ เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน ที่บ้านไม่เคยไหว้เจ้า ไม่เคยมีเสียงประทัด ไม่มีขนมเข่ง หรืออั่งเปา เพราะคุณพ่อเป็นไทยแท้ ถึงกระนั้น…แม่ก็มักจะเล่าให้ฟังอยู่บ่อย ๆ ว่าตอนเป็นเด็กแม่ได้ทำอะไรบ้างในช่วงตรุษจีน
น่าเสียดายจริง ๆ ที่ผมสืบทอดสิ่งดี ๆ จากบรรพบุรุษชาวจีนไว้ได้น้อยเหลือเกิน แม้กระทั่งการใช้ตะเกียบผมก็ยังจับไม่ถูกวิธี! ถ้าจะมี…ก็น่าจะเป็นสายเลือดของการเป็นนักเดินทางมากกว่า แม่เล่าว่าอาก๋งนั่งเรือมาจากเมืองจีน ความอดทนและกล้าเผชิญกับภัยที่อยู่เบื้องหน้าถูกถ่ายทอดสู่แม่อย่างเห็นได้ชัด เพราะผมไม่เคยเห็นแม่แสดงออกถึงความอ่อนแอแม้แต่น้อย เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย…แม่ก็ไม่เคยร้องโอดครวญให้ได้ยินแม้แต่คำเดียว
ผมบอกแม่ว่าจะขี่จักรยานไปออสเตรเลีย แม่ก็ไม่ห้าม ไม่เคยพูดสักคำเดียวให้ผมท้อแท้หรือหมดกำลังใจ พอผมบอกว่าจะไปเล่นซึงข้างถนน แม่ก็ไปบ้านบ่อสร้างกับผมเพื่อหาซื้อซึง…
และวันที่ผมจะไม่ลืมเลยตลอดชั่วชีวิต คือวันที่ผมจูงจักรยานออกจากบ้านที่ถนนทุ่งโฮเต็ล ซอย ๓ เพื่อปั่นไปยังสถานีรถไฟ วันนั้นฝนตกปรอย ๆ แม่ออกมายืนส่งผมที่ประตูรั้ว คงจะเป็นห่วงผมมาก ๆ แต่แม่ไม่เคยปริปาก ไม่เคยห้ามและพยายามหยุดยั้งการเดินทางของผม! คงเป็นเพราะเราได้รับสายเลือดของนักผจญภัยมาจากบรรพบุรุษ…
ประตูรั้วบ้านทุ่งโฮเต็ล…แต่ก่อนนี้สีส้ม (ภาพนี้ถ่ายเมื่อเดือนที่แล้ว)
อ่านที่ผมเขียนถึงแม่สิครับ….
ก่อนจบก็อยากบอกดัง ๆ ว่า สุขสันต์วันตรุษจีน นะครับ
Saturday, January 21, 2012
ซื้อของทางเน็ต…
ถูกคุณบิมพาดพิงเรื่อง “ซื้อของทางเน็ต” ผมเกิดอาการหยุกหยิกในหัวใจ มันเป็นความรู้สึกของคนที่ไม่มีเงินพอที่จะซื้อของใหม่ แล้วต้องหาซื้อสินค้ามือสองไว้ใช้ จนมีประสบการณ์กับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งถึงกับต้องลบ bookmark เว็บสินค้ามือสองทิ้งไปจนหมดก็มี แต่แล้วผมก็ต้องกลับเข้าไปหาซื้อของถูกในเว็บเหล่านั้นอีกจนได้!
ผมอยากบอกว่า “ถ้ามีกำลังพอที่จะซื้อของใหม่ ของมีประกัน กับร้านที่อยู่ใกล้บ้าน ก็ซื้อเหอะ อย่าเลียนแบบพฤติกรรมคนเป็นโรคทรัพย์จางเรื้อรังอย่างลุงน้ำชาเลย…” อิอิ
เมื่อวันก่อนพูดเรื่องเจ้ามิวซาว ซึ่งก่อนหน้านั้นแบตเตอรี่เกิดอาการเก็บไฟไม่อยู่ และเจ้า charger ที่มากับตัวกล้องก็พังไปตั้งนานแล้ว ผมลองสืบราคาในเว็บดูแล้ว พบว่าจะต้องมีงบประมาณ ๑ พันบาทสำหรับการซื้อแบตเตอรี่และที่ชาร์จ(เทียม)มาใช้ พอดีไปเจอในเว็บประมูล มีว่าดังนี้….
ปรากฏว่าประมูลไม่ได้ครับ ก็ได้แต่คิดว่า “ไม่เป็นไร” แล้วผมก็ลืมมันไป แต่แล้วอยู่ ๆ ผมก็ได้เมล์จากผู้ขายแจ้งว่า “ท่านที่บิดได้สูงสุดเงียบไปเลยอะค่ะ ถ้ายังต้องการสินค้ายินดีส่งต่อให้นะค่ะ” อืมม…ก็ดีเหมือนกัน จะได้ทำตามที่คิดไว้ ผมโอนเงิน ๗๐๐ บาทไปยังผู้ขายเพื่อเป็นค่าสินค้าและค่าส่ง พร้อมกับแจ้งที่อยู่ไปให้ ปรากฏว่าช่วงนั้นน้ำท่วมกรุงเทพฯ พอดี ผมรอรับสินค้าตั้งแต่น้ำเริ่มท่วมจนน้ำลดก็ยังไม่มีวี่แววของพัสดุที่จะมาถึง!! ในที่สุดก็ทราบว่าของทั้งหมด ผู้ขายได้ส่งให้แล้ว แต่เกิดสูญหาย ไปที่ไหนไม่รู้ ไปรษณีย์บอกว่ามีคนรับสินค้าไปแล้ว แต่ไม่ใช่ผม…
เงินที่โอนไปให้ผู้ขายแล้วก็เหมือนกับอ้อยที่เข้าปากช้าง น้อยรายนักที่มันจะถูกคายออกมา ก็มีครั้งนี้แหละที่ผมยังโชคดี ทำให้เจอคนดี มีความรับผิดชอบ หลังจากผ่านไป ๒ เดือนกว่า ผู้ขายก็ได้โอนเงินจำนวน ๗๐๐ บาทกลับคืนมาให้ผม…
ผมนำเรื่องนี้มาเล่าก็เพื่ออยากบอกว่า “ในตลาดค้าขายทางเน็ตยังมีผู้ขายที่ดี ๆ อีกเยอะ แต่ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าได้ประมูลซื้อสินค้า(มือสอง)เลยครับ…”
อ่อ…เมื่อวานนี้ไปธนาคาร เห็นเค้าจัดบูธขายอสังหาริมทรัพย์ ก็เลยแวะเข้าไปดูเสียหน่อย เห็นได้ว่ามีบ้านหรือที่ดินบางแปลงซึ่งมีราคา ๒-๔ ล้านบาทได้ถูกซื้อไปแล้ว ผมคิดว่าธนาคารเค้าเข้าใจจัดนะ ช่วงหลังน้ำท่วมมีคนกรุงขึ้นมาแสวงหาที่อยู่อาศัยกันมากขึ้น ในขณะที่ลำปางก็กำลังเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง
ผมเองยังคงเฉื่อย ๆ เหมือนเรือเกลือ ไม่รีบร้อนขับเคลื่อนอะไรทั้งนั้น ผมยังเคยคิดเลยว่า…ถ้าสามารถประคับประคองอยู่ต่อไปได้ ไม่แน่นะว่าสักวันหนึ่งบ้านหลังที่ผมประกาศขายนี้ อาจได้ใช้เป็นที่พึ่งพิงของเพื่อน ๆ บางคนซึ่งประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติจนถึงกับต้องย้ายที่อยู่
ถึงวันนั้น ผมอาจจะได้ยื่นมือออกไปหาครับ…
ผมอยากบอกว่า “ถ้ามีกำลังพอที่จะซื้อของใหม่ ของมีประกัน กับร้านที่อยู่ใกล้บ้าน ก็ซื้อเหอะ อย่าเลียนแบบพฤติกรรมคนเป็นโรคทรัพย์จางเรื้อรังอย่างลุงน้ำชาเลย…” อิอิ
เมื่อวันก่อนพูดเรื่องเจ้ามิวซาว ซึ่งก่อนหน้านั้นแบตเตอรี่เกิดอาการเก็บไฟไม่อยู่ และเจ้า charger ที่มากับตัวกล้องก็พังไปตั้งนานแล้ว ผมลองสืบราคาในเว็บดูแล้ว พบว่าจะต้องมีงบประมาณ ๑ พันบาทสำหรับการซื้อแบตเตอรี่และที่ชาร์จ(เทียม)มาใช้ พอดีไปเจอในเว็บประมูล มีว่าดังนี้….
กล้อง Digital OLYMPUS Stylus 790SW อุปกรณ์ครบกล่องเลยค่ะ หมดประกันแล้วค่ะ กล้อง 7.1 Megapixel ค่ะ กล้องรุ่นนี้เป็นรุ่นกันน้ำนะค่ะ สินค้าใช้งานไม่ได้แล้วนะค่ะ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ เราดันแกะตรงที่ใส่แบ็ตมาล้างค่ะ ไม่รู้จะโกดใครดี ขายเป็นอะไหล่ไปละกันค่ะ รึใครลองเอาไปซ่อมดูก็ได้ แถมขาตั้งกล้องยังไม่เคยใช้เลยค่ะ อุปกรณ์ที่ได้จะได้รับประกอบด้วย ตัวกล้อง กล่อง ขาตั้งกล้อง แบตเตอรี่ แท่นชาร์ทแบต สาย datalink สาย AV กล่อง เมมโมรี่ 1 g cd คู่มือไทย อังกฤษ กระเป๋ากล้อง — ครบยกกล่อง **ขอค่าส่ง 50 บาทนะค่ะคิดดูแล้ว…ถ้าประมูลได้มา ผมอยากจะเอาที่ชาร์จมาแกะออก นำแผงวงจรไปดัดแปลงใส่ในที่ชาร์จของผมซึ่งเสียแล้ว (ช่างเหอะน่าจะพอทำได้) เจ้า memory card ขนาด 1 GB ก็อยากได้อยู่ เพราะของผมมีแค่ 512 MB เอง ตัวกล้องถึงแม้จะเสียแต่ก็ยังสามารถนำมาให้”ช่างเหอะ” ได้ลองซ้อมมือแก้กลุ้ม ส่วนขาตั้งกล้องผมก็ยังไม่มี เอาน่ะ…ลองประมูลมาใช้ดีกว่า
ปรากฏว่าประมูลไม่ได้ครับ ก็ได้แต่คิดว่า “ไม่เป็นไร” แล้วผมก็ลืมมันไป แต่แล้วอยู่ ๆ ผมก็ได้เมล์จากผู้ขายแจ้งว่า “ท่านที่บิดได้สูงสุดเงียบไปเลยอะค่ะ ถ้ายังต้องการสินค้ายินดีส่งต่อให้นะค่ะ” อืมม…ก็ดีเหมือนกัน จะได้ทำตามที่คิดไว้ ผมโอนเงิน ๗๐๐ บาทไปยังผู้ขายเพื่อเป็นค่าสินค้าและค่าส่ง พร้อมกับแจ้งที่อยู่ไปให้ ปรากฏว่าช่วงนั้นน้ำท่วมกรุงเทพฯ พอดี ผมรอรับสินค้าตั้งแต่น้ำเริ่มท่วมจนน้ำลดก็ยังไม่มีวี่แววของพัสดุที่จะมาถึง!! ในที่สุดก็ทราบว่าของทั้งหมด ผู้ขายได้ส่งให้แล้ว แต่เกิดสูญหาย ไปที่ไหนไม่รู้ ไปรษณีย์บอกว่ามีคนรับสินค้าไปแล้ว แต่ไม่ใช่ผม…
เงินที่โอนไปให้ผู้ขายแล้วก็เหมือนกับอ้อยที่เข้าปากช้าง น้อยรายนักที่มันจะถูกคายออกมา ก็มีครั้งนี้แหละที่ผมยังโชคดี ทำให้เจอคนดี มีความรับผิดชอบ หลังจากผ่านไป ๒ เดือนกว่า ผู้ขายก็ได้โอนเงินจำนวน ๗๐๐ บาทกลับคืนมาให้ผม…
ผมนำเรื่องนี้มาเล่าก็เพื่ออยากบอกว่า “ในตลาดค้าขายทางเน็ตยังมีผู้ขายที่ดี ๆ อีกเยอะ แต่ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าได้ประมูลซื้อสินค้า(มือสอง)เลยครับ…”
อ่อ…เมื่อวานนี้ไปธนาคาร เห็นเค้าจัดบูธขายอสังหาริมทรัพย์ ก็เลยแวะเข้าไปดูเสียหน่อย เห็นได้ว่ามีบ้านหรือที่ดินบางแปลงซึ่งมีราคา ๒-๔ ล้านบาทได้ถูกซื้อไปแล้ว ผมคิดว่าธนาคารเค้าเข้าใจจัดนะ ช่วงหลังน้ำท่วมมีคนกรุงขึ้นมาแสวงหาที่อยู่อาศัยกันมากขึ้น ในขณะที่ลำปางก็กำลังเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง
ผมเองยังคงเฉื่อย ๆ เหมือนเรือเกลือ ไม่รีบร้อนขับเคลื่อนอะไรทั้งนั้น ผมยังเคยคิดเลยว่า…ถ้าสามารถประคับประคองอยู่ต่อไปได้ ไม่แน่นะว่าสักวันหนึ่งบ้านหลังที่ผมประกาศขายนี้ อาจได้ใช้เป็นที่พึ่งพิงของเพื่อน ๆ บางคนซึ่งประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติจนถึงกับต้องย้ายที่อยู่
ถึงวันนั้น ผมอาจจะได้ยื่นมือออกไปหาครับ…
Friday, January 20, 2012
กล้องพัง!
และแล้ว…ก็เป็นจริงดังคาด! เจ้ามิวซาว กล้องที่ผมใช้ถ่ายภาพลงเว็บมาได้หลายปีก็ถึงวาระที่ต้องพักผ่อนซะแล้ว! สวิชไม่ทำงานครับ! ปกติแล้ว ถ้าเลื่อนฝาปิด(ที่มีคำว่า OLYMPUS) ออกจากหน้าเลนส์ สวิชจะทำงาน เจ้าเลนส์ที่หลบอยู่ก็จะยื่นออกไปข้างหน้า เสียงดังแซดดด….. เข้าสู่โหมดที่พร้อมจะใช้งาน แต่อนิจจา…ตอนนี้มันเงียบสนิท!
ภาพตึกแถวที่กำลังจะลงประกาศขายทางเน็ตคือผลงานชิ้นสุดท้ายของเจ้ามิวซาว
กล้องที่ประมูลมาในราคาพันกว่าบาท สามารถใช้งานมาได้ขนาดนี้ ก็นับว่าคุ้มแล้ว แต่ผมยังรู้สึกเสียดาย…อยากจะใช้บันทึกภาพต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเจ้ามิวซาวใช้งานง่าย ถูกใจผมตรงที่มีช่อง view finder ซึ่งกล้อง compact ยุคใหม่ ๆ ไม่มี ผมอยากจะส่งไปให้ช่างดำซ่อมก็เกรงว่าจะไม่คุ้ม
แปลกจริง ๆ เวลาที่อะไรเสีย มันมักจะมีอย่างอื่นเข้าร่วมประท้วงกับเค้าด้วย เจ้ามิวซาวนี่ก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้ผมต้องปวดหมอง งานนี้…แม้แต่”ช่างเหอะ” ก็ต้องส่ายหน้าครับผม! ไม่น่าเชื่อว่า…การจากไปของเจ้ามิวซาวจะทำให้ผมมีข้ออ้างที่จะไม่เขียนบล็อก ทั้ง ๆ ไม่เห็นจะต้องใช้ภาพประกอบจากเจ้ามิวซาวซักกะหน่อย!
อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้ตั้งคำถามไว้ในใจแล้วว่า “ถ้าไม่มีเจ้ามิวซาว…ผมจะใช้กล้องที่ไหน มาใช้ทำเว็บหรือเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก?” ก็ยังมีกล้องที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือซึ่งผมประมูลมาใช้ในราคาพันกว่าบาท (อีกแย้ว..ประมูลหาของถูกที่เสียง่าย) ซึ่งพอจะใช้เก็บภาพได้ แต่มันไม่ค่อยชัด ผมลองถ่ายภาพ “Paisitt Violin” มาให้ดูดังนี้…
บ่ายวันนี้ ผมขี่แมงกะไซค์ไปรับเบี้ยยังชีพที่กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองเขลางค์นคร ระหว่างทางผมเห็นสภาพท้องทุ่งและต้นข้าวเขียวขจี ยังมีบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติให้ได้สัมผัส ในขณะที่สองข้างทางหลวงสายเลี่ยงเมืองกำลังมีการก่อสร้างอาคารร้านค้ามากมายหลายแห่ง เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องจอดรถ…เก็บภาพมาฝากเพื่อน ๆ
ลำปางยังหาภาพเช่นนี้ดูได้ไม่ยากครับ…
ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าไกลออกไปกำลังมีการถมที่เพื่อก่อสร้างอะไรสักอย่างหนึ่ง พื้นที่ท้องนา(ก๋างโต้ง)กำลังถูกรุกราน ทำให้เหลือน้อยลงทุกที ๆ ทีแรกผมก็ไม่ค่อยได้สังเกตอะไรเท่าไหร่ จนมีชายคนหนึ่งส่งเสียงถามผมว่า “ที่นั่นกำลังจะสร้างอะไร?” (แปลจากกำเมืองแล้วเน้อ) ผมบอกว่าไม่รู้ เค้าโต้ตอบ “อ้าว…เห็นถ่ายรูป นึกว่ารู้!!” ผมหัวเราะในใจ…แล้วบอกไปว่า “ผมถ่ายรูปม้าต่างหาก”
ก็อยากรู้เหมือนกันครับว่าเค้ากำลังจะไปสร้างอะไรไว้ตรงนั้น!
อ่อ…บนถนนสายเลี่ยงเมือง ผมเห็นอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันด้วย ระยะนี้ผมได้ข่าวที่ฟังแล้วหดหู่อยู่บ่อยครั้ง มันเกิดขึ้นกับผู้ที่เคยพบเห็นก็มี ที่ไม่รู้จักก็มี ผมเพียงแค่อยากยกมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อเตือนใจไม่ให้ประมาทกันเท่านั้นครับ
ที่แผนกจิตเวช โรงพยาบาลศูนย์ จะมีผู้ช่วยพยาบาลคนหนึ่งซึ่งคอยให้บริการคนไข้เป็นอย่างดี เธอเป็นคนมีน้ำใจและทำงานด้วยความขยันขันแข็ง ตอนเช้าต้องรีบส่งลูกไปโรงเรียนก่อนที่จะไปทำงาน วันนั้นมีเพื่อนซ้อนไปด้วยอีกหนึ่งคน เผอิญไปเกี่ยวกับรถอีกคันหนึ่งจนล้มลง ในขณะที่ทั้งสองกำลังพยุงตัวลุกขึ้น ก็มีรถยนต์คันหนึ่งมีเข้าชนอย่างเต็มแรงจนเสียชีวิตทั้งคู่ เป็นที่โศกเศร้ากันทั้งผู้คนในแผนกจิตเวชและคนที่เคยได้เห็นได้รู้จัก ผมก็เคยเป็นคนหนึ่งที่เคยไปรับยาให้พี่ชายนานเป็นปี ๆ ได้รับการบริการที่ประทับใจมาโดยตลอด พอได้ทราบข่าวก็รู้สึกสลดใจและเสียใจด้วยเป็นอย่างยิ่ง…
อ่อ…ก่อนจะไปที่เทศบาลเมืองเขลางค์นคร ผมต้องไปธนาคาร ระหว่างรอคิว ผมหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน… พาดหัวมีว่า
มีภาพประกอบด้วยครับ…
ด้วยความเคารพต่อผู้เสียชีวิต ผมขออนุญาตนำมาลงไว้เพื่อเตือนใจทุก ๆ คน ขออย่าได้ประมาท อย่าลืมว่าทุกครั้งที่ท่านต้องขับรถพาผู้อื่นนั่งไปด้วย ให้ระลึกอยู่เสมอว่าท่านกำลังรับผิดชอบในชีวิตซึ่งมอบหมายไว้ให้ท่าน ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแต่ท่านเท่านั้นที่จะต้องสูญเสีย แต่ยังมีอีกหลายชีวิตซึ่งผูกพันที่จะต้องพลอยสูญเสียไปกับท่านด้วย…
๔ พี่น้องเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เพื่อท่องเที่ยวภาคเหนือ แล้วต้องมาพบจุดจบเช่นนั้น นับเป็นเรื่องที่น่าเวทนาและเป็นการสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้จริง ๆ ครับ…
กล้องพังยังซื้อใหม่ได้ แต่ชีวิตของทุก ๆ คนไม่มีอะไรทดแทนได้!
จงอยู่ในความไม่ประมาทนะครับ….
Thursday, January 19, 2012
กลับมาเขียนต่อ...
ช่วงปิดเทอมของผมก็ไม่ได้ไปไหนหรอกครับ เก็บตัวอยู่กับบ้าน ซ่อมเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่พร้อมใจกันชำรุด เหมือนจะแกล้งทดสอบความอดทนของผม ขนาดเจ้าเปลวสุริยะ (solar flare) ยังไม่รุนแรงจนถึงขั้นที่จะเกิดพายุสุริยะเข้าเล่นงานโลกนะเนี่ย ถ้าถึงวันที่มันมาจริง ๆ จะเอาอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้?
เครื่องสูบน้ำซึ่งทำหน้าที่ดูดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้รวนมานานแล้วล่ะ ๓ วันดี ๔ วันไข้! ทำให้ผมต้องลงบ่อเพื่อซ่อมอยู่ร่ำไป จริง ๆ แล้วมันก็รับใช้ผมมานานนับสิบปี…คือตั้งแต่ย้ายมาอยู่ครั้งแรก ตอนนั้นต้องติดตั้งระบบน้ำก่อนเพื่อน…ลุงเล็ก ช่างบาดาล บอกให้ผมไปซื้อเครื่องสูบน้ำแบบชักมาติดตั้ง (รู้สึกว่าตอนนั้นจะราคาพันเจ็ดหรือพันแปดนี่แหละ) ก็ได้ใช้เจ้าสูบตัวนั้นมาโดยตลอด จนเมื่อต้นปีที่แล้วมอเตอร์เกิดไม่ทำงาน ลุงเล็กต้องมาเปลี่ยนตัวใหม่ให้ ซึ่งตอนนั้นถ้าจะให้ดี…ก็น่าจะเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด เพราะอายุการใช้งานของมอเตอร์และตัวสูบก็พอกัน เมื่อไม่เปลี่ยนตัวสูบ…ปัญหาก็เกิดตามมาเรื่อย ๆ ทำให้ผมต้องเหนื่อยกับการซ่อม มันหนักข้อเข้าทุกที ๆ จนผมต้องตัดสินใจเปลี่ยนเจ้าตัวสูบเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง…
ผมไปที่ร้านเต็กหมงก่อนเพื่อน พนักงานขายคนสวยพาผมไปดูเครื่องสูบ บอกราคา ๒,๖๕๐ บาท แล้วตามต่อว่า “ถ้าเอาจริง น้องคิดให้ ๒ พันถ้วน” ผมไม่ชอบวิธีการค้าขายแบบนั้นเลยจริง ๆ ราคาไม่แน่นอนเอาเสียเลย!! จากนั้นผมก็ไปที่ร้าน “เล่าจิ้นกวง” ที่เคยไปซื้อเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ ปรากฏว่าไม่มีตัวสูบที่ต้องการ มองไปที่ฝั่งตรงกันข้ามเห็นมีร้านจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องสูบ เครื่องตัดหญ้า ฯลฯ พร้อมป้ายโฆษณาลดราคาครั้งใหญ่…ผมเดินข้ามถนนไปถามพนักงานขายสาวสวย(อีกแล้ว) เครื่องสูบชักยี่ห้อ Uma แบบที่ผมใช้ราคา ๒ พันบาท ถ้าเอาจริงลดให้เหลือ ๑,๘๐๐ (อีกแล้ว…ถ้าเอาจริง!) เธอเห็นผมลังเลอยู่ จึงบอกว่า “เอ้า…น้องลดให้ ถ้าซื้อภายในวันนี้เหลือ ๑,๖๐๐ บาท” อืมมม…ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้าซื้อตัวนี้ก็ประหยัดได้ ๔๐๐ บาท แต่ผมยังไม่มีเงินน่ะ อ้อมแอ้ม ๆ ตอบไปว่า “ขอกลับไปเอาตังค์ก่อน” คนขายบอกว่าให้ผมวางมัดจำไว้ก่อน ผมได้แต่ยิ้มแล้วบอกว่า “ไม่ต้องหรอก” คิดในใจว่าเรื่องอะไรจะต้องมัดจำด้วย!
ออกจากร้านนั่น…กลับไปที่มอเตอร์ไซค์แล้วขี่ออกจากเล่าจิ้นกวงผ่านไปทางสี่แยกดอนปาน ทางด้านซ้ายมือมีร้านเปิดใหม่ขายเครื่องมือและอุปกรณ์แบบเดียวกัน ผมจอดรถแวะเข้าไปดูทันที ที่นั่นไม่มีของตั้งโชว์ แต่มีจำหน่าย สูบขนาดที่ผมต้องการราคา ๑,๖๕๐ บาท เจ้าของร้านคนสวย(อีกแย้ว…คนสวยเยอะจัง!) บอกผม…
ผมปรารภว่าไปดูร้านอื่นมาแล้ว เค้าขายถูกกว่า คนขายถามว่าเค้าให้เท่าไหร่ล่ะ? ผมบอกว่า “ไม่บอกดีกว่า ถูกกว่าก็แล้วกัน” ขณะที่ผมเดินไปที่รถ คนขายตามมาพูดว่า “๑,๔๐๐ ล่ะกัน เอาไปเลยมั้ย?” ผมบอกว่า “ขอไปเอาตังค์ก่อน”
ก่อนเข้าบ้านจะต้องผ่านร้านขายอุปกรณ์เครื่องสูบอีกร้านนึง ผมแวะเข้าไปถาม เค้าบอกว่าราคาลดได้ต่ำสุดแค่ ๑,๖๕๐ บาท…
ในที่สุด…ผมก็ต้องกลับไปซื้อที่ร้านเปิดใหม่สี่แยกดอนปาน เค้าให้พนักงานไปเอาเครื่องที่โกดังมาให้ ปรากฏว่ามันไม่ใช่ยี่ห้อ Uma (ตราปลา) โห…อย่างนั้นไม่เอาหรอก เจ้าของร้านต้องสั่งให้ไปนำเครื่องยี่ห้อ Uma มาให้ ถ้าอย่างนั้นก็โอเค…
จ่ายไป ๑,๔๐๐ บาท ได้เครื่องสูบน้ำ(ไม่รวมมอเตอร์) วางใส่ไว้ข้างหน้า…ผมขี่จักรยานยนต์กลับบ้าน
ผมต้องใช้เวลา ๑ วันเต็ม ในการเปลี่ยนตัวสูบให้สามารถดูดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้ตามปกติ งานนี้ทำให้ปวดเมื่อยไปทั้งตัว!
เครื่องสูบน้ำซึ่งทำหน้าที่ดูดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้รวนมานานแล้วล่ะ ๓ วันดี ๔ วันไข้! ทำให้ผมต้องลงบ่อเพื่อซ่อมอยู่ร่ำไป จริง ๆ แล้วมันก็รับใช้ผมมานานนับสิบปี…คือตั้งแต่ย้ายมาอยู่ครั้งแรก ตอนนั้นต้องติดตั้งระบบน้ำก่อนเพื่อน…ลุงเล็ก ช่างบาดาล บอกให้ผมไปซื้อเครื่องสูบน้ำแบบชักมาติดตั้ง (รู้สึกว่าตอนนั้นจะราคาพันเจ็ดหรือพันแปดนี่แหละ) ก็ได้ใช้เจ้าสูบตัวนั้นมาโดยตลอด จนเมื่อต้นปีที่แล้วมอเตอร์เกิดไม่ทำงาน ลุงเล็กต้องมาเปลี่ยนตัวใหม่ให้ ซึ่งตอนนั้นถ้าจะให้ดี…ก็น่าจะเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด เพราะอายุการใช้งานของมอเตอร์และตัวสูบก็พอกัน เมื่อไม่เปลี่ยนตัวสูบ…ปัญหาก็เกิดตามมาเรื่อย ๆ ทำให้ผมต้องเหนื่อยกับการซ่อม มันหนักข้อเข้าทุกที ๆ จนผมต้องตัดสินใจเปลี่ยนเจ้าตัวสูบเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง…
ผมไปที่ร้านเต็กหมงก่อนเพื่อน พนักงานขายคนสวยพาผมไปดูเครื่องสูบ บอกราคา ๒,๖๕๐ บาท แล้วตามต่อว่า “ถ้าเอาจริง น้องคิดให้ ๒ พันถ้วน” ผมไม่ชอบวิธีการค้าขายแบบนั้นเลยจริง ๆ ราคาไม่แน่นอนเอาเสียเลย!! จากนั้นผมก็ไปที่ร้าน “เล่าจิ้นกวง” ที่เคยไปซื้อเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ ปรากฏว่าไม่มีตัวสูบที่ต้องการ มองไปที่ฝั่งตรงกันข้ามเห็นมีร้านจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องสูบ เครื่องตัดหญ้า ฯลฯ พร้อมป้ายโฆษณาลดราคาครั้งใหญ่…ผมเดินข้ามถนนไปถามพนักงานขายสาวสวย(อีกแล้ว) เครื่องสูบชักยี่ห้อ Uma แบบที่ผมใช้ราคา ๒ พันบาท ถ้าเอาจริงลดให้เหลือ ๑,๘๐๐ (อีกแล้ว…ถ้าเอาจริง!) เธอเห็นผมลังเลอยู่ จึงบอกว่า “เอ้า…น้องลดให้ ถ้าซื้อภายในวันนี้เหลือ ๑,๖๐๐ บาท” อืมมม…ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้าซื้อตัวนี้ก็ประหยัดได้ ๔๐๐ บาท แต่ผมยังไม่มีเงินน่ะ อ้อมแอ้ม ๆ ตอบไปว่า “ขอกลับไปเอาตังค์ก่อน” คนขายบอกว่าให้ผมวางมัดจำไว้ก่อน ผมได้แต่ยิ้มแล้วบอกว่า “ไม่ต้องหรอก” คิดในใจว่าเรื่องอะไรจะต้องมัดจำด้วย!
ออกจากร้านนั่น…กลับไปที่มอเตอร์ไซค์แล้วขี่ออกจากเล่าจิ้นกวงผ่านไปทางสี่แยกดอนปาน ทางด้านซ้ายมือมีร้านเปิดใหม่ขายเครื่องมือและอุปกรณ์แบบเดียวกัน ผมจอดรถแวะเข้าไปดูทันที ที่นั่นไม่มีของตั้งโชว์ แต่มีจำหน่าย สูบขนาดที่ผมต้องการราคา ๑,๖๕๐ บาท เจ้าของร้านคนสวย(อีกแย้ว…คนสวยเยอะจัง!) บอกผม…
ผมปรารภว่าไปดูร้านอื่นมาแล้ว เค้าขายถูกกว่า คนขายถามว่าเค้าให้เท่าไหร่ล่ะ? ผมบอกว่า “ไม่บอกดีกว่า ถูกกว่าก็แล้วกัน” ขณะที่ผมเดินไปที่รถ คนขายตามมาพูดว่า “๑,๔๐๐ ล่ะกัน เอาไปเลยมั้ย?” ผมบอกว่า “ขอไปเอาตังค์ก่อน”
ก่อนเข้าบ้านจะต้องผ่านร้านขายอุปกรณ์เครื่องสูบอีกร้านนึง ผมแวะเข้าไปถาม เค้าบอกว่าราคาลดได้ต่ำสุดแค่ ๑,๖๕๐ บาท…
ในที่สุด…ผมก็ต้องกลับไปซื้อที่ร้านเปิดใหม่สี่แยกดอนปาน เค้าให้พนักงานไปเอาเครื่องที่โกดังมาให้ ปรากฏว่ามันไม่ใช่ยี่ห้อ Uma (ตราปลา) โห…อย่างนั้นไม่เอาหรอก เจ้าของร้านต้องสั่งให้ไปนำเครื่องยี่ห้อ Uma มาให้ ถ้าอย่างนั้นก็โอเค…
จ่ายไป ๑,๔๐๐ บาท ได้เครื่องสูบน้ำ(ไม่รวมมอเตอร์) วางใส่ไว้ข้างหน้า…ผมขี่จักรยานยนต์กลับบ้าน
ผมต้องใช้เวลา ๑ วันเต็ม ในการเปลี่ยนตัวสูบให้สามารถดูดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้ตามปกติ งานนี้ทำให้ปวดเมื่อยไปทั้งตัว!
Sunday, January 15, 2012
3 idoits
เมื่อวานนี้เป็นวันเด็ก มีฝนตก…ความชื้นในอากาศสูงมาก เช้าวันนี้ผมจึงได้พบกับบรรยากาศในม่านหมอกอีกครั้ง
ภาพที่นำมาให้เพื่อน ๆ ดูนี้ ถูกบันทึกเมื่อเวลาประมาณ ๗.๓๐ น. หลังจากปั่นจักรยานไปตลาด ประจวบกับวันนี้เป็นวันอาทิตย์…ผู้คนจึงบางตา ไม่ว่าจะเป็นตามถนนหนทาง หรือที่ตลาดเก๊าจาว ผมพกเงินติดตัวไป ๑๐๐ บาท ซื้อของเพลินจนเหลือเงินไม่พอจ่ายค่าไข่ต้ม ๒ ฟอง แม่ค้าบอกว่าเอาไปก่อนก็ได้! อืมมมม…คงไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่ผมจะแปะของในตลาดมากินก่อนได้เหมือนที่ลำปาง!!
อยากทักทายกับความหนาว…ผมปล่อยให้ลมเย็นพัดผ่านประตูเข้ามากอด จากเก้าอี้ที่นั่งทำงานหน้าคอมพ์ฯ ยกกล้องขึ้นเก็บภาพที่เห็นเบื้องหน้าไว้อีก ๑ บาน เจ้า”มิวซาว”เริ่มออกอาการว่าอยากจะกลับบ้านเก่าเต็มที (นอกจากแบตเตอรี่ซึ่งเก็บไฟไม่อยู่…ตัวกล้องก็เริ่มรวนเป็นพัก ๆ) คงจะเหมือนกับชีวิตของผมซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าจะนั่งอยู่ตรงนี้ได้อีกนานแค่ไหน
ไม่รู้จะเขียนอะไรทั้ง ๆ ที่เรื่องอยากคุยก็มีเยอะ ไม่รู้จะทำอะไรทั้ง ๆ ที่มีเรื่องให้ทำมากมาย หนักเข้าผมก็เลยปล่อยเฉย หันไปหยิบหนังที่ดาวน์โหลดไว้ออกมาดู มีเรื่องหนึ่งซึ่งเพิ่งผ่านสายตาผมไปก็คือ 3 Idiots เป็นหนังอินเดียที่เข้าขั้น ใน Yahoo Movies ให้เกรด A และใน IMDb ได้คะแนน 8.3/10
หนังยาวตั้ง ๒ ชั่วโมง ๔๔ นาที ดูกันจุใจ…มีทั้งบทฮาและเรื่องกินใจ ผมคงไม่ต้องนำเรื่องย่อมาเล่า เพราะสามารถหาอ่านได้ทั่วไปในเว็บอื่น แต่อยากจะแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ดูกัน…
พูดถึงเรื่องภาพยนต์…ก็ต้องขอขอบคุณคุณเดชา (เจ้าเก่า) ที่ได้ส่งดีวีดีหน้งหลายแผ่นพร้อมทั้งจดหมายและข้อเขียน(เยี่ยมมาก) มาให้เป็น ส.ค.ส. ปีใหม่ พอดีผมเป็นเสือปืนฝืด จึงได้ล่าช้าในการตอบ แต่ก็ตั้งใจว่าจะนำสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากคุณเดชามาแบ่งปันให้เพื่อน ๆ โดยเร็ว
การได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนต์ดี ๆ จากคุณเมธี คุณเดชา คุณบิม และเพื่อน ๆ อีกหลายคน ทำให้โลกทัศน์ผมกว้างขึ้น ลำพังคนเก็บตัวเงียบ ๆ เป็นกบจำศึลอย่างผม หากไม่มีเพื่อน ๆ ผมคงไม่รู้อะไรเลย ต้องขอขอบคุณจากใจจริง
อ่อ….คุณบิมซึ่งเป็นผู้ที่แนะนำหนังสือและภาพยนต์ดี ๆ หลายเรื่องไว้ในบล็อก bimbalo ก็ยังได้ส่ง ส.ค.ส. ภาพโปสการ์ดงานกลุ่มของลูกชาย(ด.ช. นวพรรษ นิมมานวัฒนา)มาอวยพรลุงน้ำชา ขอบคุณกั๊บ!
ผมสัญญาว่าจะเขียนให้ดีกว่านี้ ตอนนี้ขอตั้งสติก่อนน้า….
ภาพที่นำมาให้เพื่อน ๆ ดูนี้ ถูกบันทึกเมื่อเวลาประมาณ ๗.๓๐ น. หลังจากปั่นจักรยานไปตลาด ประจวบกับวันนี้เป็นวันอาทิตย์…ผู้คนจึงบางตา ไม่ว่าจะเป็นตามถนนหนทาง หรือที่ตลาดเก๊าจาว ผมพกเงินติดตัวไป ๑๐๐ บาท ซื้อของเพลินจนเหลือเงินไม่พอจ่ายค่าไข่ต้ม ๒ ฟอง แม่ค้าบอกว่าเอาไปก่อนก็ได้! อืมมมม…คงไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่ผมจะแปะของในตลาดมากินก่อนได้เหมือนที่ลำปาง!!
อยากทักทายกับความหนาว…ผมปล่อยให้ลมเย็นพัดผ่านประตูเข้ามากอด จากเก้าอี้ที่นั่งทำงานหน้าคอมพ์ฯ ยกกล้องขึ้นเก็บภาพที่เห็นเบื้องหน้าไว้อีก ๑ บาน เจ้า”มิวซาว”เริ่มออกอาการว่าอยากจะกลับบ้านเก่าเต็มที (นอกจากแบตเตอรี่ซึ่งเก็บไฟไม่อยู่…ตัวกล้องก็เริ่มรวนเป็นพัก ๆ) คงจะเหมือนกับชีวิตของผมซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าจะนั่งอยู่ตรงนี้ได้อีกนานแค่ไหน
ไม่รู้จะเขียนอะไรทั้ง ๆ ที่เรื่องอยากคุยก็มีเยอะ ไม่รู้จะทำอะไรทั้ง ๆ ที่มีเรื่องให้ทำมากมาย หนักเข้าผมก็เลยปล่อยเฉย หันไปหยิบหนังที่ดาวน์โหลดไว้ออกมาดู มีเรื่องหนึ่งซึ่งเพิ่งผ่านสายตาผมไปก็คือ 3 Idiots เป็นหนังอินเดียที่เข้าขั้น ใน Yahoo Movies ให้เกรด A และใน IMDb ได้คะแนน 8.3/10
หนังยาวตั้ง ๒ ชั่วโมง ๔๔ นาที ดูกันจุใจ…มีทั้งบทฮาและเรื่องกินใจ ผมคงไม่ต้องนำเรื่องย่อมาเล่า เพราะสามารถหาอ่านได้ทั่วไปในเว็บอื่น แต่อยากจะแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ดูกัน…
พูดถึงเรื่องภาพยนต์…ก็ต้องขอขอบคุณคุณเดชา (เจ้าเก่า) ที่ได้ส่งดีวีดีหน้งหลายแผ่นพร้อมทั้งจดหมายและข้อเขียน(เยี่ยมมาก) มาให้เป็น ส.ค.ส. ปีใหม่ พอดีผมเป็นเสือปืนฝืด จึงได้ล่าช้าในการตอบ แต่ก็ตั้งใจว่าจะนำสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากคุณเดชามาแบ่งปันให้เพื่อน ๆ โดยเร็ว
การได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนต์ดี ๆ จากคุณเมธี คุณเดชา คุณบิม และเพื่อน ๆ อีกหลายคน ทำให้โลกทัศน์ผมกว้างขึ้น ลำพังคนเก็บตัวเงียบ ๆ เป็นกบจำศึลอย่างผม หากไม่มีเพื่อน ๆ ผมคงไม่รู้อะไรเลย ต้องขอขอบคุณจากใจจริง
อ่อ….คุณบิมซึ่งเป็นผู้ที่แนะนำหนังสือและภาพยนต์ดี ๆ หลายเรื่องไว้ในบล็อก bimbalo ก็ยังได้ส่ง ส.ค.ส. ภาพโปสการ์ดงานกลุ่มของลูกชาย(ด.ช. นวพรรษ นิมมานวัฒนา)มาอวยพรลุงน้ำชา ขอบคุณกั๊บ!
ผมสัญญาว่าจะเขียนให้ดีกว่านี้ ตอนนี้ขอตั้งสติก่อนน้า….
Wednesday, January 11, 2012
รำพึงรำพัน…
เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ผมเอาป้ายประกาศขายตึกและป้ายรับสอนดนตรีออก ร้านข้าวสารข้างบ้านมาถามว่าขายบ้านได้แล้วหรือ ผมบอกว่ายัง แต่จะประกาศขายทางเน็ตแทน ไม่รีบร้อน ไม่เร่งรัด คิดว่าขายได้ก็จะขาย ขายไม่ได้ก็อยู่ไปเรื่อย ๆ เหนื่อยมามากแล้วครับ ไม่อยากจะไปเริ่มต้นใหม่ที่ไหนอีก ชีวิตต่อจากนี้ไปคงจะเป็นฉากสุดท้ายของละครชีวิตของผม…
ต้อมและซาบอกว่าตกลงใจจะซื้อบ้านที่แม่ริม จ่ายเงินมัดจำไปแล้วด้วย ผมก็ชื่นชมในความมานะ กล้าสู้ กล้าก้าวเดินของทั้งสองคน แต่ในใจลึก ๆ ผมก็อดห่วงไม่ได้ สำหรับผม…การที่จะไปเริ่มต้นใหม่ที่ไหนสักแห่งด้วยการลงทุนลงแรงมาก ๆ เป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความคิด เพราะผมเชื่อว่าชีวิตที่เรียบง่าย พอเพียง และเตรียมตัวเตรียมใจ เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุดในภาวะการณ์เช่นนี้
ผมต้องพาแม่ย้ายจากบ้านทุ่งโฮเต็ลมาเผชิญชีวิตอยู่ในลำปางก็เพราะอยากจะเป็นชาวสวน อยากจะอยู่กับธรรมชาติ แล้วผมก็ได้รับบทเรียนที่ทำให้รู้ตัวเองคิดผิด โชคดีที่ผมขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ไปได้หมด เหลืออยู่เพียงชิ้นสุดท้าย คือตึกที่อาศัยอยู่ทุกวันนี้…
ยิ่งแบกยิ่งหนัก ยิ่งรักยิ่งห่วง ยิ่งหวงยิ่งอาลัย สัจจธรรมแห่งชีวิตที่ผมปฏิเสธไม่ได้!!
เมื่อวานนี้ไปพบจักษุแพทย์ตามนัด คุณหมอพงษ์ศักดิ์ให้ผมนอนบนเตียงแล้วส่องเข้าไปดูในลูกตาของผม สั่งให้มองขึ้นบนลงล่าง ซ้ายขวา มองตรง แล้วบอกกับผมว่า “ยังใช้ได้อยู่” ผมอยากได้ยินเช่นนั้นเวลาไปตรวจทุก ๆ ๖ เดือน เดือนกรกฤาคมหน้า..ผมก็อยากจะได้ยินประโยคเดียวกันนี้อีก! คุณหมอได้ให้ยาบำรุงสายตามากินด้วย (รวมแล้วเป็นเงิน ๖๕๐ บาท) อยู่ต่อได้อีก ๖ เดือน!
คิด ๆ ดูแล้ว ชีวิตผมจะไปที่ไหนได้ ในเมื่อร่างกายยังต้องฝากไว้กับสถานีอนามัยบ้านแม่กืย สายตายังต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอพงษ์ศักดิ์ และถ้าอีกหน่อยหัวใจกำเริบ ก็คงต้องฝากชีวิตไว้กับโรงพยาบาลศูนย์ ผมจะย้ายไปไกล ๆ ได้อีกครั้ง ก็คงเป็นตอนที่ถูกส่งไปนอนแช่น้ำยาที่คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นั่นแหละ…
ผมเคยมีสวน ไม่ว่าจะเป็นที่ลำปางหรือลำพูน เวลาที่เราไม่อยู่ เพื่อนบ้านก็ถือสิทธิเข้าไปเป็นเจ้าของแทน อยากทำอะไรก็ทำ อยากเก็บอะไรก็เก็บ บางครั้งผมแอบแว๊บไปดู…เห็นผู้บุกรุกกระโดดรั้วหนีแทบไม่ทัน ถ้าย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เจอเพื่อนบ้านใหม่ ผมกลัวเหลือเกินว่าจะพบกับสภาพเดิม ๆ เจอกับคำถามที่ว่า “มีอะไรให้ผมบ้าง?” แทนที่จะเป็น “มีอะไรจะให้ผมช่วยบ้าง?”
ชีวิตผ่านมาถึงขนาดนี้ ผมคงไปลงทุนลงแรงที่ไหน แบบเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่ ไม่ได้อีกแล้ว…
มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคารพกฏหมาย ไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น อย่างทุกวันนี้…ดูเหมือนทางม้าลายแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย การจอดรถตรงทางม้าลายให้คนข้ามไปก่อน ดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดไปซะแล้ว ผมยังสงสัยอยู่ว่ารัฐจะต้องเสียงบประมาณจ้างคนทาสีม้าลายบนถนนไปทำไม…ในเมื่อไม่มีความหมาย ตรงกันข้ามกับในสิงคโปร์ แค่ผมย่างเท้าลงบนทางม้าลายเท่านั้น ความอัศจรรย์ก็บังเกิด รถวิ่งมาต่างหยุดรอ ต่อกันเป็นแถว เพื่อให้คน ๆ เดียวเดินข้ามถนน!!! เท้าที่เหยียบลงบนม้าลายสามารถสั่งได้ขนาดนั้นเชียวหรือนี่!!! ผมอยากให้ที่เมืองไทยเป็นเช่นนั้นบ้าง…
บางครั้งอยากคิดหนีไปอยู่ที่อื่น ไปตายที่อื่น….
เคยคิดเข้าข้างตัวเองว่าไปอยู่ไหนก็น่าจะไม่มีคนรังเกียจ (ไม่รู้ว่าจะจริงหรือเปล่า) แต่เท่าที่เคยเดินทางไปต่างแดน ก็มีหลายครั้งที่เจ้าบ้านชวนให้อยู่ด้วย…
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? คำตอบน่าจะเป็นเพราะ…ผมอยู่ง่ายกินง่าย (สำคัญ) เล่นดนตรีได้ งานช่างได้ งานครัวได้ ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ และอีกอย่างหนึ่งคือผมเป็นคนใฝ่รู้ สามารถปรับตัวเข้ากับที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าฝรั่ง แขก จีน หรือญี่ปุ่น
อยากฝึกเล่น accordion ให้เก่ง ๆ แล้วเข้าคู่กับมือกีต้าร์สักคนนึง หางานทำอย่างที่เห็นในภาพ…
ต่อเพลงไทยไว้หน่อย เพราะถ้าเจอร้านอาหารไทยที่ไหน ก็ขอไปบรรเลงเพลงไทยกล่อมแขก แลกกับอาหารและที่ซุกหัวนอน ก่อนที่จะเดินทางต่อไป งั่ม ๆ กลัวอย่างเดียวว่าจะไปติดหนึบอยู่ที่ไหน แล้วขยับตัวไปต่อไม่ได้… ถ้ายังงั้นละ แย่เลย!
วันนี้รำพึงรำพันจริง ๆ เขียนไปเรื่อย…
ต้อมและซาบอกว่าตกลงใจจะซื้อบ้านที่แม่ริม จ่ายเงินมัดจำไปแล้วด้วย ผมก็ชื่นชมในความมานะ กล้าสู้ กล้าก้าวเดินของทั้งสองคน แต่ในใจลึก ๆ ผมก็อดห่วงไม่ได้ สำหรับผม…การที่จะไปเริ่มต้นใหม่ที่ไหนสักแห่งด้วยการลงทุนลงแรงมาก ๆ เป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความคิด เพราะผมเชื่อว่าชีวิตที่เรียบง่าย พอเพียง และเตรียมตัวเตรียมใจ เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุดในภาวะการณ์เช่นนี้
ผมต้องพาแม่ย้ายจากบ้านทุ่งโฮเต็ลมาเผชิญชีวิตอยู่ในลำปางก็เพราะอยากจะเป็นชาวสวน อยากจะอยู่กับธรรมชาติ แล้วผมก็ได้รับบทเรียนที่ทำให้รู้ตัวเองคิดผิด โชคดีที่ผมขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ไปได้หมด เหลืออยู่เพียงชิ้นสุดท้าย คือตึกที่อาศัยอยู่ทุกวันนี้…
ยิ่งแบกยิ่งหนัก ยิ่งรักยิ่งห่วง ยิ่งหวงยิ่งอาลัย สัจจธรรมแห่งชีวิตที่ผมปฏิเสธไม่ได้!!
เมื่อวานนี้ไปพบจักษุแพทย์ตามนัด คุณหมอพงษ์ศักดิ์ให้ผมนอนบนเตียงแล้วส่องเข้าไปดูในลูกตาของผม สั่งให้มองขึ้นบนลงล่าง ซ้ายขวา มองตรง แล้วบอกกับผมว่า “ยังใช้ได้อยู่” ผมอยากได้ยินเช่นนั้นเวลาไปตรวจทุก ๆ ๖ เดือน เดือนกรกฤาคมหน้า..ผมก็อยากจะได้ยินประโยคเดียวกันนี้อีก! คุณหมอได้ให้ยาบำรุงสายตามากินด้วย (รวมแล้วเป็นเงิน ๖๕๐ บาท) อยู่ต่อได้อีก ๖ เดือน!
คิด ๆ ดูแล้ว ชีวิตผมจะไปที่ไหนได้ ในเมื่อร่างกายยังต้องฝากไว้กับสถานีอนามัยบ้านแม่กืย สายตายังต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอพงษ์ศักดิ์ และถ้าอีกหน่อยหัวใจกำเริบ ก็คงต้องฝากชีวิตไว้กับโรงพยาบาลศูนย์ ผมจะย้ายไปไกล ๆ ได้อีกครั้ง ก็คงเป็นตอนที่ถูกส่งไปนอนแช่น้ำยาที่คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นั่นแหละ…
ผมเคยมีสวน ไม่ว่าจะเป็นที่ลำปางหรือลำพูน เวลาที่เราไม่อยู่ เพื่อนบ้านก็ถือสิทธิเข้าไปเป็นเจ้าของแทน อยากทำอะไรก็ทำ อยากเก็บอะไรก็เก็บ บางครั้งผมแอบแว๊บไปดู…เห็นผู้บุกรุกกระโดดรั้วหนีแทบไม่ทัน ถ้าย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เจอเพื่อนบ้านใหม่ ผมกลัวเหลือเกินว่าจะพบกับสภาพเดิม ๆ เจอกับคำถามที่ว่า “มีอะไรให้ผมบ้าง?” แทนที่จะเป็น “มีอะไรจะให้ผมช่วยบ้าง?”
ชีวิตผ่านมาถึงขนาดนี้ ผมคงไปลงทุนลงแรงที่ไหน แบบเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่ ไม่ได้อีกแล้ว…
มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคารพกฏหมาย ไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น อย่างทุกวันนี้…ดูเหมือนทางม้าลายแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย การจอดรถตรงทางม้าลายให้คนข้ามไปก่อน ดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดไปซะแล้ว ผมยังสงสัยอยู่ว่ารัฐจะต้องเสียงบประมาณจ้างคนทาสีม้าลายบนถนนไปทำไม…ในเมื่อไม่มีความหมาย ตรงกันข้ามกับในสิงคโปร์ แค่ผมย่างเท้าลงบนทางม้าลายเท่านั้น ความอัศจรรย์ก็บังเกิด รถวิ่งมาต่างหยุดรอ ต่อกันเป็นแถว เพื่อให้คน ๆ เดียวเดินข้ามถนน!!! เท้าที่เหยียบลงบนม้าลายสามารถสั่งได้ขนาดนั้นเชียวหรือนี่!!! ผมอยากให้ที่เมืองไทยเป็นเช่นนั้นบ้าง…
บางครั้งอยากคิดหนีไปอยู่ที่อื่น ไปตายที่อื่น….
เคยคิดเข้าข้างตัวเองว่าไปอยู่ไหนก็น่าจะไม่มีคนรังเกียจ (ไม่รู้ว่าจะจริงหรือเปล่า) แต่เท่าที่เคยเดินทางไปต่างแดน ก็มีหลายครั้งที่เจ้าบ้านชวนให้อยู่ด้วย…
![]() |
| อยู่กับ jean และ Jan ที่ Adelaide |
![]() |
| อยู่กับ Ali ใน Bangladesh |
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? คำตอบน่าจะเป็นเพราะ…ผมอยู่ง่ายกินง่าย (สำคัญ) เล่นดนตรีได้ งานช่างได้ งานครัวได้ ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ และอีกอย่างหนึ่งคือผมเป็นคนใฝ่รู้ สามารถปรับตัวเข้ากับที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าฝรั่ง แขก จีน หรือญี่ปุ่น
อยากฝึกเล่น accordion ให้เก่ง ๆ แล้วเข้าคู่กับมือกีต้าร์สักคนนึง หางานทำอย่างที่เห็นในภาพ…
ต่อเพลงไทยไว้หน่อย เพราะถ้าเจอร้านอาหารไทยที่ไหน ก็ขอไปบรรเลงเพลงไทยกล่อมแขก แลกกับอาหารและที่ซุกหัวนอน ก่อนที่จะเดินทางต่อไป งั่ม ๆ กลัวอย่างเดียวว่าจะไปติดหนึบอยู่ที่ไหน แล้วขยับตัวไปต่อไม่ได้… ถ้ายังงั้นละ แย่เลย!
วันนี้รำพึงรำพันจริง ๆ เขียนไปเรื่อย…
Labels:
ali,
jean & jan,
ชีวิต,
พบจักษุแพทย์,
รำพึงรำพัน,
เล่นหีบเพลง,
สัจจธรรม
Sunday, January 08, 2012
ยืนเรียน…
บ่ายโมง… ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณพ่อของน้องเมเปิลซึ่งพาลูกสาวมาอยู่ที่หน้าบ้านแล้ว รู้สึกเสียใจที่ทำให้นักเรียนต้องมาเก้อ เป็นความผิดของผมที่ไม่ได้ส่งข้อความแจ้งให้ทราบเรื่องการหยุดสอนในช่วงเดือนมกราคม ขออภัยด้วยครับ…
เมื่อมาหาลุงน้ำชาแล้วก็อย่าให้เสียเที่ยว ผมบอกให้เมเปิลนำไวโอลินมาตรวจสอบและตั้งสาย พอเห็นไวโอลิน…ผมก็บอกได้ว่าเมเปิลไม่ค่อยได้ซ้อม ซึ่งก็เป็นความจริง พอขอให้นักเรียนบรรเลง…ปรากฏว่าเมเปิลลืมเพลงที่เคยเล่นได้ไปเกือบหมด ตำแหน่งของนิ้วก็ไม่ตรงเหมือนเดิม การใช้คันชักก็แย่ลง
อย่างไรก็ตาม…ผมก็มิได้ท้อแท้ ได้ทบทวนเสกลและเพลงในตำราซูซูกิให้ แล้วขอให้เมเปิลรับปากว่าจะซ้อมไวโอลินอย่างสม่ำเสมอ (อย่างน้อยวันละ ๑๐-๑๕ นาทีก็ยังดี) เมเปิลเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ผมเคยชื่นชมในความอดทน เด็กตัวน้อยอยู่ชั้นอนุบาล ๓ สามารถยืนเล่นไวโอลินได้เกือบ ๒ ชั่วโมง ในช่วง ๖-๗ เดือนแรก
การยืนเรียนและเล่นไวโอลินนั้นดีกว่าการนั่งอย่างแน่นอน ผมเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ ดูใน Suzuki Class ก็เห็นนักเรียนยืน ในภาพยนต์การสอนของ Menuhin ก็ไม่เห็นมีใครนั่งเรียน…
String class ที่บ้านลุงน้ำชา แรก ๆ เด็กก็ยืนเรียน (มีมะเหมี่ยวเพียงคนเดียวที่ได้นั่ง เพราะเป็นรุ่นพี่ซึ่งเล่นเพลงไปไกลแล้ว) ต่อมาผู้ปกครองก็เริ่มซื้อเก้าอี้นำติดตัวมาให้ลูกได้นั่งเล่น เริ่มจากน้องเบลล์ ตามกันไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ไม่มีใครยืนเรียนอีกต่อไป…
วันนี้ผมเห็นเมเปิลยืนเล่นไวโอลินก็บอกได้เลยว่า นักเรียนไม่ได้ยืนเล่นมานาน ท่าทางซึ่งดูดีตอนเริ่มยืนเรียนใหม่ ๆ หายไปหมด ถ้าจะกลับมาเรียนกันใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ คงจะต้องถอยหลังกลับไปเริ่มต้นกันใหม่!
พอนักเรียนจากไป ผมก็กลับขึ้นบ้าน คลิกเปิดดูภาพยนต์เรื่อง Music of the Heart อีกครั้ง
อยากเห็นเด็ก ๆ ยืนเรียนมากกว่านั่งเรียนครับ…
เมื่อมาหาลุงน้ำชาแล้วก็อย่าให้เสียเที่ยว ผมบอกให้เมเปิลนำไวโอลินมาตรวจสอบและตั้งสาย พอเห็นไวโอลิน…ผมก็บอกได้ว่าเมเปิลไม่ค่อยได้ซ้อม ซึ่งก็เป็นความจริง พอขอให้นักเรียนบรรเลง…ปรากฏว่าเมเปิลลืมเพลงที่เคยเล่นได้ไปเกือบหมด ตำแหน่งของนิ้วก็ไม่ตรงเหมือนเดิม การใช้คันชักก็แย่ลง
อย่างไรก็ตาม…ผมก็มิได้ท้อแท้ ได้ทบทวนเสกลและเพลงในตำราซูซูกิให้ แล้วขอให้เมเปิลรับปากว่าจะซ้อมไวโอลินอย่างสม่ำเสมอ (อย่างน้อยวันละ ๑๐-๑๕ นาทีก็ยังดี) เมเปิลเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ผมเคยชื่นชมในความอดทน เด็กตัวน้อยอยู่ชั้นอนุบาล ๓ สามารถยืนเล่นไวโอลินได้เกือบ ๒ ชั่วโมง ในช่วง ๖-๗ เดือนแรก
การยืนเรียนและเล่นไวโอลินนั้นดีกว่าการนั่งอย่างแน่นอน ผมเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ ดูใน Suzuki Class ก็เห็นนักเรียนยืน ในภาพยนต์การสอนของ Menuhin ก็ไม่เห็นมีใครนั่งเรียน…
String class ที่บ้านลุงน้ำชา แรก ๆ เด็กก็ยืนเรียน (มีมะเหมี่ยวเพียงคนเดียวที่ได้นั่ง เพราะเป็นรุ่นพี่ซึ่งเล่นเพลงไปไกลแล้ว) ต่อมาผู้ปกครองก็เริ่มซื้อเก้าอี้นำติดตัวมาให้ลูกได้นั่งเล่น เริ่มจากน้องเบลล์ ตามกันไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ไม่มีใครยืนเรียนอีกต่อไป…
วันนี้ผมเห็นเมเปิลยืนเล่นไวโอลินก็บอกได้เลยว่า นักเรียนไม่ได้ยืนเล่นมานาน ท่าทางซึ่งดูดีตอนเริ่มยืนเรียนใหม่ ๆ หายไปหมด ถ้าจะกลับมาเรียนกันใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ คงจะต้องถอยหลังกลับไปเริ่มต้นกันใหม่!
พอนักเรียนจากไป ผมก็กลับขึ้นบ้าน คลิกเปิดดูภาพยนต์เรื่อง Music of the Heart อีกครั้ง
อยากเห็นเด็ก ๆ ยืนเรียนมากกว่านั่งเรียนครับ…
Saturday, January 07, 2012
มีเรื่องให้ทำไม่เว้นวัน…
อากาศเริ่มร้อนแล้วครับ! ที่บ้านผมไม่มีน้ำประปาใช้ แล้วก็ไม่มีที่อาบน้ำแบบโรงแรมชั้นหนึ่งเหมือนที่บ้านอาจารย์ติ๊ก (ขอแซวหน่อย…อิอิ) เมื่อคืนที่ผ่านมา…ระหว่างที่เปิดน้ำลงถังเสียงดังซู่ ๆ ผมกำลังเพลินอยู่กับการอาบน้ำแบบใช้ขันตักราดตัวโครม ๆ แต่แล้วอยู่ ๆ เสียงซู่ ๆ ก็เงียบลง น้ำหยุดไหล! ว้า…มีเรื่องให้ผมต้องเหนื่อยอีกแล้ว!!
เช้าวันนี้ ผมรีบไต่หลังคาห้องน้ำขึ้นไปดูปั้มน้ำซึ่งทำหน้าที่สูบน้ำจากถังเก็บขึ้นไปยังชั้น ๒ และชั้น ๓ รู้สึกโล่งอกที่ไม่มีร่องรอยเสียหายที่ตัวมอเตอร์ น้ำในถังเก็บก็ไม่แห้ง ระบบไฟฟ้าก็ปกติ เหลืออยู่เพียงจุดเดียวก็คือ “สวิชแรงดัน (pressure switch)” ซึ่งจะเป็นตัวควบคุมการทำงานของมอเตอร์เครื่องสูบน้ำ ผมแกะออกดูก็พบว่าเจ้าสวิชดังกล่าวหมดสภาพแล้วจริง ๆ ต้องเปลี่ยนใหม่
ช่วงบ่าย…ผมขี่จักรยานยนต์เข้าเมืองเพื่อหาซื้ออะไหล่ ผมมุ่งหน้าไปร้าน “เต็กหมง” ตรงถนนพหลโยธินก่อน เพราะเร็ว ๆ นี้เคยไปซื้อ ball valve แบบ PVC ขนาด 1″ ราคาแค่ตัวละ ๔๐ บาท ในขณะที่ร้านเล่าจิ้นกวงขายตัวละ ๕๘ บาท ร้านขายเครื่องประปาใกล้ ๆ บ้านขาย ๖๕ บาท นอกจากนั้นเหล็กฉากเท้าแขนขนาด 6″x8″ เค้าก็ขายตัวละ ๑๓ บาทในขณะที่ห้างไทวัสดุขายตัวละ ๒๐ กว่าบาท ผมคิดว่าที่ร้านเต็กหมงผมจะซื้อ pressure switch ได้ในราคาถูกกว่าที่อื่น่…
เมื่อเห็นตัวอย่างที่ผมนำไปด้วย…คนขายสุภาพสตรีพาผมเดินไปที่ตู้ แล้วหยิบสวิชแรงดันออกมาให้ผมดู มีอยู่รุ่นเดียวซึ่งตัวใหญ่กว่า และป้ายบอกราคา 600 บาททำให้ผมต้องรีบส่งคืน แล้วถามว่า “ราคาถูกกว่านี้ไม่มีเหรอ?”
ไม่มีครับ! โห…ผมเพิ่งซื้อปั้มน้ำพร้อมสวิชแรงดันอัตโนมัตใหม่เอี่ยมแค่ตัวละ ๑,๔๐๐ บาทเอง ถ้าผมจะต้องซื้อสวิชตัวละ ๖๐๐ บาท ผมซื้อปั้มน้ำตัวใหม่เลยไม่ดีกว่าหรือ!
ทำยังไงดี! ผมจะไปหาซื้ออะไหล่ที่ต้องการได้จากร้านไหน? ระหว่างเดินออกจากร้านเต็กหมง สมองผมเรียกข้อมูลซึ่งสะสมไว้แล้วค้นหาชื่อร้านที่ควรไป ร้านใหญ่ ๆ ห้างใหญ่ ๆ ผ่านไปหมด เจ้า cursor สมองไปหยุดอยู่ตรงร้านขายเครื่องประปาซึ่งอยู่ตรงถนนรอบเวียง อืมม์…ผมจำชื่อร้านไม่ได้ แต่รู้ว่าที่นั่นมีวัสดุอุปกรณ์พร้อม ผมเคยไปซื้อท่อน้ำ เช็ควาล์ว และอุปกรณ์บางอย่างก็ไม่เคยผิดหวัง เป็นร้านที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ต้องมีพนักงานขาย เหมือนกับร้านโซห่วยท้องถิ่นซึ่งยืนหยัดสู้อยู่กับห้างและบริษัทต่างชาติใหญ่ ๆ ที่เปิดตามกันมาติด ๆ
ผมไปที่ร้านนั้นทันที ยื่นตัวอย่าง pressure switch ให้เจ้าของร้านซึ่งคงเพื่อนของอาจารย์ติ๊ก (ถ้าจำไม่ผิด) ดู เถ้าแก่ซึ่งทำหน้าที่ทั้งพนักงานขายและพนักงานเก็บเงินหันไปเปิดตู้ซึ่งอยู่ด้านหลัง แล้วหยิบกล่องสวิชแรงดัน ๒ กล่องออกมาให้ผมดู ตัวหนึ่งราคา ๑๘๐ บาท อีกตัวนึงซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยราคา ๒๕๐ บาท สมองผมต้องทำงานอีกแล้ว…เลือกว่าจะซื้อตัวไหน? ถ้าซื้อตัวใหญ่ก็จะแพงกว่า ๗๐ บาท ชายผมขาว
(เจ้าของร้าน)บอกผมว่า “ถ้าเป็นช่างมาซื้อก็จะเลือกตัวเล็ก เพราะเสียบ่อยก็จะได้ซ่อมบ่อย แต่ถ้าเป็นเจ้าของบ้านที่ซื้อไปซ่อมเองก็จะเลือกตัวใหญ่เพราะทนกว่า…”
ผมตัดสินใจซื้อตัวใหญ่ราคา ๒๕๐ บาท…
ก่อนกลับบ้าน…ผมแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เคยไปซื้อ printer แล้วซื้อแผ่นเปล่าดีวีดีแบบ printable ๑ หลอด (๕๐ แผ่น) ราคา ๒๙๐ บาทติดมือมาด้วย…
กลับถึงบ้านก็ต้องรีบลงมือซ่อมระบบน้ำ เจ้าเครื่องสูบน้ำเมื่อได้สวิชตัวใหม่มาติดตั้งแทนตัวเก่าที่ชำรุดไป มันทำงานทันทีที่เปิดใช้งาน หุหุ มีตังค์ซื้อของใหม่มาเปลี่ยนมันก็ดีอย่างนี้แหละ!!
ช่วงค่ำ…ผมบันทึกไฟล์ภาพยนต์ ๓ เรื่องลงแผ่นดีวีดี ตั้งใจว่าจะส่งไปให้คุณสาธิตที่พิษณุโลก และมอบให้ครูหนิงกับอาจารย์ต้อม
ประกอบด้วยภาพยนต์เรื่อง Le Concert, Music of The Heart และ Pianist (หนังเกาหลี)
อ่อ…ลืมบอกไปว่าวันนี้ผมได้เปิดดูภาพยนต์ฝรั่งเศสเรื่อง La Tourneuse de pages หรือ The Page Tuner ซึ่งกำกับโดย Denis Dercourt ด้วยล่ะ
เป็นการให้รางวัลตัวเอง สำหรับงานซ่อมเครื่องสูบน้ำในวันนี้ครับผม
เช้าวันนี้ ผมรีบไต่หลังคาห้องน้ำขึ้นไปดูปั้มน้ำซึ่งทำหน้าที่สูบน้ำจากถังเก็บขึ้นไปยังชั้น ๒ และชั้น ๓ รู้สึกโล่งอกที่ไม่มีร่องรอยเสียหายที่ตัวมอเตอร์ น้ำในถังเก็บก็ไม่แห้ง ระบบไฟฟ้าก็ปกติ เหลืออยู่เพียงจุดเดียวก็คือ “สวิชแรงดัน (pressure switch)” ซึ่งจะเป็นตัวควบคุมการทำงานของมอเตอร์เครื่องสูบน้ำ ผมแกะออกดูก็พบว่าเจ้าสวิชดังกล่าวหมดสภาพแล้วจริง ๆ ต้องเปลี่ยนใหม่
ช่วงบ่าย…ผมขี่จักรยานยนต์เข้าเมืองเพื่อหาซื้ออะไหล่ ผมมุ่งหน้าไปร้าน “เต็กหมง” ตรงถนนพหลโยธินก่อน เพราะเร็ว ๆ นี้เคยไปซื้อ ball valve แบบ PVC ขนาด 1″ ราคาแค่ตัวละ ๔๐ บาท ในขณะที่ร้านเล่าจิ้นกวงขายตัวละ ๕๘ บาท ร้านขายเครื่องประปาใกล้ ๆ บ้านขาย ๖๕ บาท นอกจากนั้นเหล็กฉากเท้าแขนขนาด 6″x8″ เค้าก็ขายตัวละ ๑๓ บาทในขณะที่ห้างไทวัสดุขายตัวละ ๒๐ กว่าบาท ผมคิดว่าที่ร้านเต็กหมงผมจะซื้อ pressure switch ได้ในราคาถูกกว่าที่อื่น่…
เมื่อเห็นตัวอย่างที่ผมนำไปด้วย…คนขายสุภาพสตรีพาผมเดินไปที่ตู้ แล้วหยิบสวิชแรงดันออกมาให้ผมดู มีอยู่รุ่นเดียวซึ่งตัวใหญ่กว่า และป้ายบอกราคา 600 บาททำให้ผมต้องรีบส่งคืน แล้วถามว่า “ราคาถูกกว่านี้ไม่มีเหรอ?”
ไม่มีครับ! โห…ผมเพิ่งซื้อปั้มน้ำพร้อมสวิชแรงดันอัตโนมัตใหม่เอี่ยมแค่ตัวละ ๑,๔๐๐ บาทเอง ถ้าผมจะต้องซื้อสวิชตัวละ ๖๐๐ บาท ผมซื้อปั้มน้ำตัวใหม่เลยไม่ดีกว่าหรือ!
ทำยังไงดี! ผมจะไปหาซื้ออะไหล่ที่ต้องการได้จากร้านไหน? ระหว่างเดินออกจากร้านเต็กหมง สมองผมเรียกข้อมูลซึ่งสะสมไว้แล้วค้นหาชื่อร้านที่ควรไป ร้านใหญ่ ๆ ห้างใหญ่ ๆ ผ่านไปหมด เจ้า cursor สมองไปหยุดอยู่ตรงร้านขายเครื่องประปาซึ่งอยู่ตรงถนนรอบเวียง อืมม์…ผมจำชื่อร้านไม่ได้ แต่รู้ว่าที่นั่นมีวัสดุอุปกรณ์พร้อม ผมเคยไปซื้อท่อน้ำ เช็ควาล์ว และอุปกรณ์บางอย่างก็ไม่เคยผิดหวัง เป็นร้านที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ต้องมีพนักงานขาย เหมือนกับร้านโซห่วยท้องถิ่นซึ่งยืนหยัดสู้อยู่กับห้างและบริษัทต่างชาติใหญ่ ๆ ที่เปิดตามกันมาติด ๆ
ผมไปที่ร้านนั้นทันที ยื่นตัวอย่าง pressure switch ให้เจ้าของร้านซึ่งคงเพื่อนของอาจารย์ติ๊ก (ถ้าจำไม่ผิด) ดู เถ้าแก่ซึ่งทำหน้าที่ทั้งพนักงานขายและพนักงานเก็บเงินหันไปเปิดตู้ซึ่งอยู่ด้านหลัง แล้วหยิบกล่องสวิชแรงดัน ๒ กล่องออกมาให้ผมดู ตัวหนึ่งราคา ๑๘๐ บาท อีกตัวนึงซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยราคา ๒๕๐ บาท สมองผมต้องทำงานอีกแล้ว…เลือกว่าจะซื้อตัวไหน? ถ้าซื้อตัวใหญ่ก็จะแพงกว่า ๗๐ บาท ชายผมขาว
(เจ้าของร้าน)บอกผมว่า “ถ้าเป็นช่างมาซื้อก็จะเลือกตัวเล็ก เพราะเสียบ่อยก็จะได้ซ่อมบ่อย แต่ถ้าเป็นเจ้าของบ้านที่ซื้อไปซ่อมเองก็จะเลือกตัวใหญ่เพราะทนกว่า…”
ผมตัดสินใจซื้อตัวใหญ่ราคา ๒๕๐ บาท…
ก่อนกลับบ้าน…ผมแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เคยไปซื้อ printer แล้วซื้อแผ่นเปล่าดีวีดีแบบ printable ๑ หลอด (๕๐ แผ่น) ราคา ๒๙๐ บาทติดมือมาด้วย…
กลับถึงบ้านก็ต้องรีบลงมือซ่อมระบบน้ำ เจ้าเครื่องสูบน้ำเมื่อได้สวิชตัวใหม่มาติดตั้งแทนตัวเก่าที่ชำรุดไป มันทำงานทันทีที่เปิดใช้งาน หุหุ มีตังค์ซื้อของใหม่มาเปลี่ยนมันก็ดีอย่างนี้แหละ!!
ช่วงค่ำ…ผมบันทึกไฟล์ภาพยนต์ ๓ เรื่องลงแผ่นดีวีดี ตั้งใจว่าจะส่งไปให้คุณสาธิตที่พิษณุโลก และมอบให้ครูหนิงกับอาจารย์ต้อม
ประกอบด้วยภาพยนต์เรื่อง Le Concert, Music of The Heart และ Pianist (หนังเกาหลี)
อ่อ…ลืมบอกไปว่าวันนี้ผมได้เปิดดูภาพยนต์ฝรั่งเศสเรื่อง La Tourneuse de pages หรือ The Page Tuner ซึ่งกำกับโดย Denis Dercourt ด้วยล่ะ
เป็นการให้รางวัลตัวเอง สำหรับงานซ่อมเครื่องสูบน้ำในวันนี้ครับผม
Wednesday, January 04, 2012
Last Carnival
ผ่านมาแล้ว ๔ วัน สำหรับปี สอง.. ฮา..ฮา..ฮา (ปีที่เราอาจจะหัวเราะไม่ออก!) ยังอยู่ในช่วงปิดเทอมไปอีกจนถึงสิ้นเดือนครับ เมื่อสองวันก่อน...มีผู้โทรศัพท์มาสมัครเรียนไวโอลิน โดยบอกว่าคุณหมอพรเทพจากคริสตจักรโมทนา ลำปางแนะนำให้ ผมต้องขอเลื่อนไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์โน่น!
ต้องขออภัยที่การสแกน "ข้ามน้ำสามทวีป" ยังคงจอดชลออยู่ที่หน้า ๘๒ เหลืออีกตั้ง ๑๖๔ หน้า แต่ผมรับรองว่าภายในเดือนนี้ต้องสแกนขึ้นเว็บให้จบเล่มแน่นอนครับ...
งานหนักในช่วง ๒-๓ วันที่ผ่านมานี้ ก็คือ การเดินท่อ ปรับปรุงระบบน้ำ ต่อเนื่องมาจากการซ่อมเครื่องสูบน้ำที่เสียไป ครั้นพอมีโอกาสได้ทำ ความคิดอ่านก็แฉลบออกไปถึงการดัดแปลงให้น้ำล้นที่เคยทิ้งไปเปล่า ๆ ให้กลับมาเป็นน้ำสำหรับรดต้นไม้ (แล้วจะเขียนลงในบล็อกช่างเหอะ) เหนื่อย...แต่ก็สนุกครับ
ผมเล่นไวโอลินทุกวัน แต่ยังไม่เป็นจริงเป็นจัง (คำเมืองพูดว่า เป๋นจะเป็นนะ) บางครั้งเล่นไป ก็อดคิดถึง "มะเหมี่ยว" ไม่ได้ ตั้งแต่ไปเรียนกับครูคนใหม่...ไม่รู้ว่าจะซ้อมหนักยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า?
อ่อ...วันนี้ผมเปลี่ยนบอร์ด "คุยกะลุงน้ำชา" ใหม่แล้ว เลิกใช้บอร์ดตัวเก่าซึ่งมีปัญหาที่แก้ยาก ไปใช้ตัวใหม่ซึ่งอยู่บน server ของ wichai.net ทำให้ดูแลง่าย แถมยังมีลูกเล่นให้มากกว่าบอร์ดเก่าด้วยครับ
ท่านผู้พันมือไวโอลิน่จากเมืองแพร่ ขอให้ผมช่วยหาโน้ตเพลง Last Carnival ให้...
จัดให้แล้วน้าาาาาาา....
ต้องขออภัยที่การสแกน "ข้ามน้ำสามทวีป" ยังคงจอดชลออยู่ที่หน้า ๘๒ เหลืออีกตั้ง ๑๖๔ หน้า แต่ผมรับรองว่าภายในเดือนนี้ต้องสแกนขึ้นเว็บให้จบเล่มแน่นอนครับ...
งานหนักในช่วง ๒-๓ วันที่ผ่านมานี้ ก็คือ การเดินท่อ ปรับปรุงระบบน้ำ ต่อเนื่องมาจากการซ่อมเครื่องสูบน้ำที่เสียไป ครั้นพอมีโอกาสได้ทำ ความคิดอ่านก็แฉลบออกไปถึงการดัดแปลงให้น้ำล้นที่เคยทิ้งไปเปล่า ๆ ให้กลับมาเป็นน้ำสำหรับรดต้นไม้ (แล้วจะเขียนลงในบล็อกช่างเหอะ) เหนื่อย...แต่ก็สนุกครับ
ผมเล่นไวโอลินทุกวัน แต่ยังไม่เป็นจริงเป็นจัง (คำเมืองพูดว่า เป๋นจะเป็นนะ) บางครั้งเล่นไป ก็อดคิดถึง "มะเหมี่ยว" ไม่ได้ ตั้งแต่ไปเรียนกับครูคนใหม่...ไม่รู้ว่าจะซ้อมหนักยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า?
อ่อ...วันนี้ผมเปลี่ยนบอร์ด "คุยกะลุงน้ำชา" ใหม่แล้ว เลิกใช้บอร์ดตัวเก่าซึ่งมีปัญหาที่แก้ยาก ไปใช้ตัวใหม่ซึ่งอยู่บน server ของ wichai.net ทำให้ดูแลง่าย แถมยังมีลูกเล่นให้มากกว่าบอร์ดเก่าด้วยครับ
ท่านผู้พันมือไวโอลิน่จากเมืองแพร่ ขอให้ผมช่วยหาโน้ตเพลง Last Carnival ให้...
จัดให้แล้วน้าาาาาาา....
Sunday, January 01, 2012
ต้อนรับปีใหม่…
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕….
ผมขอถือโอกาสนี้ ส่งความสุขและความปรารถนาดีถึงเพื่อนทุก ๆ คน ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งใดก็ตาม ผมไม่เคยลืมครับ ยังคิดถึงอยู่เสมอ
เมื่อคืนที่ผ่านมา…ผมใช้เวลานั่งอยู่หน้าคอมพ์ฯ พิมพ์ตำราไวโอลินออกมา ในขณะที่ผู้คนกำลังนับถอยหลัง ผมได้ยินเสียงประทัด เสียงพลุ ดังอยู่ไกล ๆ มันดังต่อเนื่องกันยิ่งขึ้นเมื่อใกล้จะถึงสองยาม พอล่วงเลยสู่วันใหม่… ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ ไม่เกิดแผ่นดินไหว ไม่มีข่าวระเบิดหรือเหตุร้ายใด ๆ ผมคิดว่าคุณต้น คนตาก…คงโล่งใจได้แล้วสินะ!
เช้านี้ผมไม่ได้ออกไปปั่นจักรยาน ตอนเที่ยงก็ไม่ได้ออกจากบ้านไปซื้ออาหารให้พี่ชาย ได้ข่าวว่าที่ตลาดแทบจะไม่มีอะไรขายเลย มื้อเย็น…ผมต้องต้มบะหมี่สำเร็จรูปให้พี่ชายกินแก้ขัดไปก่อน ส่วนตัวผม กินส้มโอ ๑ ลูกเพื่อล้างลำไส้ ประมาณ ๖ โมงเย็น…ผมอุ้มสับปะรดที่ซื้อมาเมื่อวานนี้ ขี่จักรยานยนต์นำไปให้เพื่อนซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผมไปทางเหนือประมาณ ๓-๔ กิโลเมตร
ที่นั่น ผมได้พบกับ “หมออาย” หมออายไม่ใช่แพทย์ตามโรงพยาบาลซึ่งรักษาอาการเจ็บป่วยทางกายของผู้คน แต่เธอเป็น “หมอดู” ซึ่งมีชื่อเสียงคนหนึ่ง ผมได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องคำทำนายของเด็กชายปลาบู่ หมออายยอมรับตกข่าว…ไม่รู้เรื่องเด็กชายปลาบู่ แต่นักพยากรณ์ผู้หนีภัยน้ำท่วมไปอยู่บ้านที่ลำปางก็ได้ย้ำเตือนว่าปีนี้ (๒๕๕๕) ความรุนแรงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ ข้าวยากหมากแพง ความขัดแย้งในสังคม และอีกหลาย ๆ เรื่องที่ผมไม่สามารถนำมาเล่าต่อได้ ณ ที่นี้ หมออายยังบอกด้วยว่ารัฐบาลปูจะอยู่ได้แค่เดือนพฤษภาคม!!
แล้วสด ๆ ร้อน ๆ ก็เพิ่งจะมีข่าวแผ่นดินไหวความแรงขนาด 7.0 ริกเตอร์ บริเวณใกล้เกาะอิสุ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว มีจุดศูนย์กลางลึกลงไปใต้ดินประมาณ ๓๗๐ กิโลเมตร…
หุหุ มันมาแน่…แต่ช้าหน่อย!
ผมขอถือโอกาสนี้ ส่งความสุขและความปรารถนาดีถึงเพื่อนทุก ๆ คน ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งใดก็ตาม ผมไม่เคยลืมครับ ยังคิดถึงอยู่เสมอ
เมื่อคืนที่ผ่านมา…ผมใช้เวลานั่งอยู่หน้าคอมพ์ฯ พิมพ์ตำราไวโอลินออกมา ในขณะที่ผู้คนกำลังนับถอยหลัง ผมได้ยินเสียงประทัด เสียงพลุ ดังอยู่ไกล ๆ มันดังต่อเนื่องกันยิ่งขึ้นเมื่อใกล้จะถึงสองยาม พอล่วงเลยสู่วันใหม่… ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ ไม่เกิดแผ่นดินไหว ไม่มีข่าวระเบิดหรือเหตุร้ายใด ๆ ผมคิดว่าคุณต้น คนตาก…คงโล่งใจได้แล้วสินะ!
เช้านี้ผมไม่ได้ออกไปปั่นจักรยาน ตอนเที่ยงก็ไม่ได้ออกจากบ้านไปซื้ออาหารให้พี่ชาย ได้ข่าวว่าที่ตลาดแทบจะไม่มีอะไรขายเลย มื้อเย็น…ผมต้องต้มบะหมี่สำเร็จรูปให้พี่ชายกินแก้ขัดไปก่อน ส่วนตัวผม กินส้มโอ ๑ ลูกเพื่อล้างลำไส้ ประมาณ ๖ โมงเย็น…ผมอุ้มสับปะรดที่ซื้อมาเมื่อวานนี้ ขี่จักรยานยนต์นำไปให้เพื่อนซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผมไปทางเหนือประมาณ ๓-๔ กิโลเมตร
ที่นั่น ผมได้พบกับ “หมออาย” หมออายไม่ใช่แพทย์ตามโรงพยาบาลซึ่งรักษาอาการเจ็บป่วยทางกายของผู้คน แต่เธอเป็น “หมอดู” ซึ่งมีชื่อเสียงคนหนึ่ง ผมได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องคำทำนายของเด็กชายปลาบู่ หมออายยอมรับตกข่าว…ไม่รู้เรื่องเด็กชายปลาบู่ แต่นักพยากรณ์ผู้หนีภัยน้ำท่วมไปอยู่บ้านที่ลำปางก็ได้ย้ำเตือนว่าปีนี้ (๒๕๕๕) ความรุนแรงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ ข้าวยากหมากแพง ความขัดแย้งในสังคม และอีกหลาย ๆ เรื่องที่ผมไม่สามารถนำมาเล่าต่อได้ ณ ที่นี้ หมออายยังบอกด้วยว่ารัฐบาลปูจะอยู่ได้แค่เดือนพฤษภาคม!!
แล้วสด ๆ ร้อน ๆ ก็เพิ่งจะมีข่าวแผ่นดินไหวความแรงขนาด 7.0 ริกเตอร์ บริเวณใกล้เกาะอิสุ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว มีจุดศูนย์กลางลึกลงไปใต้ดินประมาณ ๓๗๐ กิโลเมตร…
หุหุ มันมาแน่…แต่ช้าหน่อย!
Labels:
๒๕๕๕,
new year,
ต้อนรับปีใหม่,
ตำราไวโอลิน,
แผ่นดินไหว,
หมออาย
Thursday, December 01, 2011
ล้างเครื่องกรองแบบย้อนกลับ
วันนี้อยากจะคุยต่อเรื่องระบบกรองน้ำต่ออีกสักหน่อย ระบบน้ำที่บ้านผม...ถ้าไม่นับถังกรองแบบท่อซีเมนต์ซึ่งอยู่บนถังเก็บน้ำ ผมจะมีถังกรองแบบสแตนเลสอีก ๒ ตัวติดตั้งอยู่ข้าง ๆ ถังเก็บน้ำ ตัวหนึ่งใส่สารกรองคาร์บอน ส่วนอีกตัวใส่สารกรองเรชิน ขอขอบคุณเว็บ amtrade.tht.in ที่ได้บอกคุณสมบัติของสารกรองทั้ง ๒ ชนิดไว้ค่อนข้างละเอียด ขออนุญาตนำมาโพสต์ให้ความรู้ต่อ ดังนี้...
สารกรองคาร์บอน เป็นสารกรองที่นำมาใช้ในการกรอง สี กลิ่น คลอรีนเป็นหลักใหญ่ เพราะมีคุณสมบัติในการดูดซับสี และกลิ่น ซึ่งมี โมเลกุลขนาดเล็กมาก ที่ไม่สามารถขจัดได้ด้วยวิธีการกรองแบบแรก สารกรองคาร์บอนหรือเรียกว่าถ่านกัมมันต์เม็ดจะมีโครงสร้างที่มี ลักษณะ เป็นรูพรุน มีพื้นที่ผิวสูง ทำให้มีคุณสมบัติในการดูดซับได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าหากมีพื้นที่ผิวมาก ก็จะมีความสามารถในการดูดซับสูงไปด้วย แต่เนื่องจากสภาพน้ำที่ใช้กรองของแต่ละแห่ง อาจจะมีสิ่งเจือปนในน้ำไม่เท่ากัน บางแห่งอาจจะมีตะกอนแขวนลอยมากับน้ำค่อนข้างมาก ตะกอนพวกนี้จะไปจับที่ผิวของถ่านกัมมันต์เม็ด ซึ่งจะทำให้การดูดซับของถ่านกัมมันต์เม็ดเสื่อมประสิทธิภาพไป ดังนั้นจึงต้องมีการเอาตะกอนดังกล่าวออกไป โดยวิธีการล้างย้อนกลับ จุดอ่อนของสารกรองประเภทนี้คือ ความสามารถในการกรองตะกอนแขวนลอยหรือความขุ่นจะกรองได้ไม่ดีนัก จะต้องสารกรองตัวอื่นมาใช้ร่วมด้วย รวมทั้งไม่สามารถกรองความกระด้างจากสารละลายต่าง ๆ ได้ และสารกรองนี้มีอายุการใช้งานไม่นานนัก (ตามสเปคของผู้ผลิต สารกรอง ประมาณ ๑ - ๑.๕ ปี) จึงควรมีการเปลี่ยนสารกรองใหม่ตามกำหนด
สารกรองเรซิน (resin) สารกรองประเภทนี้จะมีอยู่ ๒ ประเภทคือเป็นแบบไออ้อนบวก และไออ้อนลบ โดยทั่วไปจะนิยมใช้แบบ แคทไออ้อนเรซิน หรือไออ้อนลบ โดยจะใช้นำมากรองความกระด้าง ความกระด้างเป็นสารละลายที่อยู่ในรูปของไออ้อนต่าง ๆ โดยสารกรองจะมีคุณสมบัติในการแลกเปลี่ยน ไอ อ้อน ซึ่งจะทำให้ความกระด้างออกจากน้ำ สารกรองเรซินเมื่อผ่านการใช้งานไปได้ระยะหนึ่งจะเสื่อมสภาพลงและหมดสภาพไป ไม่สามารถแลกเปลี่ยนไออ้อนได้อีก จึงต้องทำการฟื้นสภาพ หรือรีเจนเนอเรชั่น เพื่อให้มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนไออ้อนดังเดิม หรือ ใกล้เคียงสภาพเดิม โดยทั่วไปในการฟื้นสภาพเรซิน จะใช้สารละลายเกลือแกงความเข้มข้นตามที่ผู้ผลิตกำหนด โดยให้ค่อย ๆ ไหลผ่าน หรือโดยแช่เรซินในสารละลายดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่ง (๑ - ๒ ชั่วโมง) แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดให้หมดความเค็ม เรซินที่ผ่านการใช้งาน และการฟื้นสภาพมาหลายครั้งแล้วจะมีความสามารถแลกเปลี่ยนไออ้อนลดลง จึงต้องทำการเปลี่ยนสารเรซินใหม่ โดยสเปคของผู้ผลิตระบุให้ อยู่ประมาณ ๓ - ๕ ปี ขึ้นอยู่กับสภาพและปริมาณการใช้น้ำของแต่ละแห่ง จุดอ่อนของสารกรองเรซินจะกรองกลิ่น สี คลอรีนไม่ได้ และสารกรองจะเป็นเม็ดเล็ก ๆ ไม่สามารถจับตัวได้แน่นพอที่จะกรองหรือกั้นตะกอนแขวนลอยที่มากับน้ำได้
จริง ๆ แล้วควรต้องเปลี่ยนสารกรองทุก ๆ ๒ หรือ ๓ ปี แต่สำหรับผมแล้ว แย่มาก ๆ ครับ ไม่มีกะตังค์ เคยให้ร้านมาดู เค้าคิดหลายพันบาท ก็เลยไม่ทำ ทุกวันนี้...หลังจากน้ำบาดาลผ่านถังกรองซึ่งใช้กรวด ทราย และขี้เถ้าแกลบ ตามที่เคยเล่าไว้ในบล็อกเรื่อง "ถังกรองน้ำ" เมื่อเดือนที่แล้ว ผมก็จะให้น้ำจากถังเก็บถังแรกไหลผ่านเจ้าเครื่องกรองที่เห็นในภาพ ก่อนไปยังถังเก็บน้ำถังที่สอง คิดว่าคงไม่มีประโยชน์ซักเท่าไหร่...เพราะผมไม่ได้เปลี่ยนสารกรองมา ๑๐ ปีแล้ว แต่อย่างน้อยน้ำที่ไหลผ่านสารกรองหมดอายุก็ยังคงถูกกรองได้ส่วนหนึ่ง (ดูได้จากความสกปรกของน้ำทิ้ง...เมื่อล้างถังแบบย้อนกลับ)
วันนี้ ขอแสดงให้เห็นการต่อประตูน้ำ เพื่อให้สามารถทำการล้างแบบย้อนกลับได้ ถ้าเพื่อน ๆ ติดตั้งถังกรองแบบเดียวกันนี้ ก็จำเป็นต้องทำระบบล้างถังแบบย้อนกลับไว้ด้วย
![]() |
| ภาพนี้แสดงให้เห็นทิศทางการไหลของน้ำตามปกติ |
ปกติแล้ว น้ำจะไหลจากถังเก็บน้ำที่ ๑ ผ่านเครื่องกรองไปยังถังเก็บน้ำที่ ๒ โดยอาศัยระดับน้ำที่แตกต่างกัน แต่ก็ต้องล้างถังกรองบ่อย ๆ นะครับ ไม่งั้นน้ำจะไม่ไหล วิธีล้างก็ต้องมีมอเตอร์สูบน้ำอย่างที่ผมทำไว้อย่างที่เห็นในภาพ...
มีสวิชอัตโนมัติไว้ด้วยเพื่อจะได้ไม่ต้องคอยปิดเปิดสวิชให้มอเตอร์ทำงานในระหว่างล้างเครื่องกรองแบบย้อนกลับ นอกจากนั้น...หากน้ำในถังเก็บถังที่ ๒ หมดโดยกะทันหัน ก็สามารถเปิดสวิชให้สูบน้ำทำงาน ช่วยให้น้ำจากถัง ๑ ไหลไปยังถัง ๒ ได้โดยเร็ว พอแก้สถานการณ์ไม่มีน้ำใช้ไปได้...
ทีนี้มาดูการล้างเครื่องกรองแบบย้อนกลับดูนะครับ....
![]() |
| ปิดประตูน้ำตัวที่ไปยังถ้งเก็บน้ำก่อน เพื่อเปลี่ยนทิศทางน้ำให้ไหลย้อนกลับทาง |
![]() |
| ปล่อยน้ำทิ้งเพื่อล้างสารกรอง... |
![]() |
| ดูให้ชัด ๆ อีกทีครับ.... |
ผมยังไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับเครื่องกรองของผม ดูราคาสารกรองในเว็บแล้ว พบว่าสารกรองคาร์บอนราคาส่งลิตรละ ๓๙ บาท ต้องซื้อยกกระสอบ (๕๐ ลิตร) ส่วนสารกรองเรซิน ราคาส่งลิตรละ ๖๕ บาท ยกกระสอบ (๒๕ ลิตร) เช่นกัน!
Tuesday, November 29, 2011
Sibelius
Jean Sibelius (ฌอง ซิเบเลียส) คีตกวีชาวฟินแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๐๘ เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๐๐ ตรงกับปีที่ประเทศไทยมีการจัดงานเฉลิมฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ จำได้ว่าตอนนั้นผมยังไม่ได้ย้ายขึ้นไปอยู่ที่เชียงใหม่ มีการจัดงานที่ท้องสนามหลวงและผมได้ไปเที่ยวด้วย แต่เป็นภาพที่เลือนลางจริง ๆ จำไม่ได้แล้ว ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา...ผมคิดว่าลูกคนชงกาแฟขายเช่นผมคงไม่มีโอกาสได้ยินชื่อ Sibelius อย่างแน่นอน...ถ้าไม่ได้หันไปเรียนดนตรี
ถ้าพูดถึง Sibelius ผมก็รู้จักอยู่แค่ ๒ อย่างเท่านั้น คือ Jean Sibelius (ฌอง ซิเบเลียส) และ โปรแกรมเขียนโน้ตซึ่งผมใช้ทำเพลง เขียนโน้ต และ ทำ MIDI พูดถึงเรื่องโปรแกรมเขียนโน้ต ผมเริ่มต้นรู้จักกับเจ้าโปรแกรมอังกอร์ (encore) ก่อนเพื่อน ประมาณ ๑๐ ปีที่แล้ว...อาจารย์อดุลย์ อุฬารโชค เคย copy ลงแผ่นดิสเกตให้มาลองใช้บนคอมพิวเตอร์รุ่น DX486 ทำงานบน Windows 3.11 ต่อมาถึงได้รู้จักและใช้งานโปรแกรม sibelius แล้วตามมาด้วย Finale
โปรแกรมตัวไหนก็ดีพอ ๆ กันแหละ จะต่างกันบ้างก็เป็นบาง options ถ้าใช้ตัวไหนบ่อยก็จะคุ้นเคยและชำนาญไปเอง สำหรับผมแล้ว...ผมชอบใช้โปรแกรม sibelius มากกว่าเพื่อนครับ
ผมชอบรูปแบบตัวโน้ตที่มีให้เลือกใน sibelius อย่างที่นำมาให้ดูเป็นตัวอย่าง โน้ตเพลง Broadway Romance ยาวหนึ่งหน้าอย่างนี้ดูเหมือนง่าย แต่เวลาทำจริง ๆ จะเห็นว่ามันมี accidental เยอะ มีหลายแนวด้วย เราจะต้องเข้าใจที่จะใช้ short cut และรู้คำสั่งที่ทำให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ต้องอาศัยทำบ่อย ๆ เพื่อน ๆ ที่อยากได้ sibelius 5 ไปลองฝึกดู สามารถคลิกดาวน์โหลดได้ที่รูปภาพ Jean Sibelius (ฌอง ซิเบเลียส) ซึ่งอยู่ข้างบนนะครับ
Friday, November 25, 2011
ซ่อมเครื่องสูบน้ำ...
สูบน้ำเสียตั้งแต่เมื่อคืนวาน ถ้าซ่อมไม่ได้ก็จะไม่มีน้ำใช้ วันนี้ผมถึงต้องลงมือซ่อมแต่เช้า เริ่มด้วยการเปิดฝาบ่อซึ่งมีเครื่องสูบน้ำอยู่ข้างใต้ก่อน...
ผมโหนตัวลงไปที่ก้นบ่อพร้อมเครื่องมือ ถอดเครื่องสูบน้ำออกดู การสูบน้ำบาดาลขึ้นไปยังหม้อกรองไม่สามารถใช้สูบน้ำชนิดที่ใช้ดูดน้ำขึ้นไปบนอาคารหรือที่เรียกว่าสูบน้ำอัตโนมัติได้ พี่เล็ก(ประปา)บอกผมว่าต้องใช้เครื่องสูบแบบชักหรือที่เรียกว่า"สูบน้ำประเภทลูกสูบชัก(Reciprocating)" หรือไม่ก็ใช้เครื่องสูบพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะซึ่งราคาแพงมาก ๆ
พูดถึงพี่เล็ก จริง ๆ แล้วทุกครั้งที่เครื่องสูบน้ำเสีย ผมจะต้องโทรเรียกพี่เล็ก ช่างวัย ๗๐ ที่มาเจาะน้ำบาดาลให้สมัยที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ที่ตึกแถวร้างแห่งนี้เป็นคนแรก พอพี่เล็กเจาะได้น้ำบาดาล ก็บอกให้ผมขุดหลุมขนาดใหญ่ ลึกลงไป เพื่อวางเครื่องสูบอย่างที่เห็นในภาพ...
พี่เล็กบอกว่าต้องลดระดับเครื่องสูบให้อยู่ลึกลงไปมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมใช้เวลาขุดดินอยู่ ๒ วันเต็ม จากนั้นก็นำท่อซีเมนต์จำนวน ๓ ท่อลงไปในหลุม (ทำคนเดียวไม่มีใครช่วย) แล้วเทพื้น ฉาบปูนบริเวณรอยต่อ เมื่อปูนแห้งสนิท...ผมก็เรียกพี่เล็กมาติดตั้งเครื่องสูบและเดินท่อ
ใช้งานมาได้เกือบ ๑๐ ปี...เมื่อเร็ว ๆ นี้มอเตอร์ไหม้ ต้องเปลี่ยนใหม่ (หมดไป ๑,๕๐๐ บาท) ก่อนหน้านั้นก็เคยเสียมาเป็นครั้งเป็นคราว คือน้ำไม่ขึ้น ผมโทรเรียกพี่เล็กลูกเดียว นายช่างก็ใจดีแท้ มาซ่อมให้ภายในวันนั้น ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่นาน เพราะมักจะเกิดจากปะเก็นรั่วบ้าง ยางปั้มเสียบ้าง พี่เล็กมีอะไหล่ติดตัวมาด้วยเสมอ เปลี่ยนเสร็จ...เครื่องสูบน้ำก็ทำงาน บางครั้งน้อตหลวม พี่เล็กมาขันเข้าก็ใช้ได้! .
เมื่อวานนี้เครื่องสูบทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่มีน้ำขึ้น โชคดีที่ผมไปพบก่อนที่มอเตอร์จะไหม้ ตอนที่เปิดฝาบ่อออกดู ไอร้อนที่อบอยู่ภายในพุ่งขึ้นปะทะใบหน้าจนรู้สึกได้ แต่ก็ยังดีที่ไม่มีกลิ่นไหม้! ผมพยายามโทรหาพี่เล็กแต่ติดต่อไม่ได้ มีแต่สัญญาณให้ฝากเบอร์โทรกลับ ผมโทรแล้วโทรอีก เช้าวันนี้ก็โทรอีก แต่ไม่สำเร็จ ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าพี่เล็กอาจจะไม่สบาย!
ใคร่ครวญดูแล้ว...จะหวังพึ่งพี่เล็กอย่างเดียวเรื่อยไปคงไม่ได้ "ช่างเหอะ" จึงจำเป็นต้องศึกษาและหาวิธีซ่อมให้ได้ด้วยตนเอง เครื่องสูบน้ำอาจเสียได้ทุกเวลา ถ้าซ่อมเองไม่ได้ จะเป็นเรื่องลำบากสุด ๆ เมื่อขาดน้ำ ผมตัดสินใจลงมือซ่อมเองทันที...พบว่าปะเก็นยางที่พี่เล็กทำขึ้นเอง(ด้านซ้ายมือ)หมดสภาพ ผมขี่จักรยานยนต์ไปที่ร้านหล่อวิเชียรซึ่งอยู่ไม่ไกล หาซื้ออะไหล่มาได้ในราคา ๑๐ บาท (ตัวที่อยู่ด้านขวา)
ได้อะไหล่มาแล้ว ผมก็ลงไปทำความสะอาด ใส่จารบี เปลี่ยนประเก็น ประกอบชิ้นส่วนเข้าที่เดิม ขันสกรูให้แน่น หยอดน้ำมันเครื่องที่มอเตอร์ เรียบร้อยดีแล้วก็เปิดจุกทองเหลืองที่ตัวปั้มออก เติมน้ำลงไปให้เต็ม ผมตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกอย่างเข้าที่...ก่อนที่จะขึ้นจากบ่อ เพื่อเปิดสวิชเครื่องสูบน้ำ แป๊ก! ตามมาด้วยเสียงเครื่องสูบทำงานอย่างหนักแน่น ไม่นานน้ำก็ไหลออกจากท่อซึ่งอยู่เหนือถังกรองน้ำ ผ่านกาละมังซึ่งเจาะรูไว้เพื่อรับออกซิเจนก่อนลงสู่หม้อกรอง
เครื่องสูบน้ำใช้งานได้แล้ว หลังจากใช้เวลาไป ๒ ชั่วโมงกว่า!
Subscribe to:
Posts (Atom)


















































