Monday, January 17, 2011

เล่าเรื่องสายตาสั้น(ต่อ)

อากาศเย็นนะเนี่ย เพื่อน ๆ ต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดีด้วยนะ ผมมีอาการปวดเมี่อยแขนขาอยู่บ้างนิดหน่อย คงเป็นเพราะได้เลื่อยไม้และตอกตะปูในการตั้งโครงผนังห้องเมื่อ ๒ วันก่อนนั่นเอง วันนี้อยากให้เป็นวันเบา ๆ ของผมครับ...


นั่งอยู่หน้าคอมพ์ฯ พยายามกู้ไฟล์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องสายตาสั้นต่ออ่ะ คราวก่อนเขียนถึงตอนเรียนจบช่างไฟฟ้าปี ๓ ที่เทคนิคภาคพายัพ ผมก็สายตาสั้นเป็นพันแล้ว ต้องสวมแว่นตาหนาเตอะนั่งรถไฟเข้ากรุง เพื่อสอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิคทุ่งมหาเมฆ เป็นการเดินทางกลับบ้านเกิดอีกครั้งหลังจากที่ได้จากไปนานหลายปี ผมไปพักที่บ้านน้าชายที่เคยได้พักอาศัยตอนเรียนชั้น ป. ๑-๒ ที่โรงเรียนประสาทวิทยาอนุชน วันไปสมัครสอบ…ผมนั่งรถเมล์สาย ๔ จากท่าน้ำภาษีเจริญไปลงที่สวนลุมฯ แล้วต่อรถสองแถวเข้าไปที่วิทยาลัย รอบเช้าเค้ารับประมาณ ๗๐ คนมังครับ (ถ้าจำไม่ผิด) แต่มีคนไปสมัครสอบหลายร้อย เรียกว่าจะต้องต่อสู้กันแบบ ๑ ต่อ ๘ ก็ว่าได้  ผมสมัครสอบแล้วกลับบ้าน รายงานให้น้าสะใภ้ฟัง ท่านยังแสดงความเป็นห่วง กลัวว่าผมจะสอบเข้าไม่ได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ เมื่อประกาศผลสอบออกมา นักศึกษาหนุ่มสวมแว่นตาคนที่เห็นในภาพกลับสอบเข้าได้…


ภาพนี้ถ่ายที่โรงอาหารวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ในวันที่ ๑๔ ก.ค. ๒๕๑๒ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาลัย ถ้าสังเกตดูแว่นตาที่ผมสวม จะเห็นได้ว่ามันหนามาก!  จำได้ว่าแว่นคู่นี้พี่สิทธ์เป็นคนพาไปตัดที่ห้างภิรมย์การแว่น วังบูรพา วันนั้นพอรู้ว่าสายตาตัวเองสั้นพันกว่า ผมถึงกับร้องไห้ด้วยความเสียใจว่าจะเรียนต่อไม่ได้ ดูเหมือนว่าอนาคตข้างหน้าจะสิ้นความหวังซะแล้ว!!!  ตอนเรียนปี ๔ ผมต้องสวมแว่นตาติดตา ถอดไม่ได้เพราะมองไม่เห็น


ภาพที่ผมเล่นกีต้าร์บนเวทีหอประชุม วทก. เมื่อวันที่ ๑๙ ก.ย. ๒๕๑๒ นั้นดูไม่จืดเลยครับ หุหุ


ผมเล่น lead guitar  เพื่อนที่ยืนเล่น rhythm guitar อยู่ข้างหลังนักร้อง คือ “วิบูลย์ โตทอง” เป็นคนที่ให้ผมยืมพิมพ์ดีดไปพิมพ์ E.E News   มันเรียกผมว่า “ไอ้แว่น”


และแล้ววันที่เป็นจุดเปลี่ยนของผมก็มาถึง วันนั้นผมเดินผ่านร้านบุญเท่งแว่นตาซึ่งอยู่แถว ๆ ถนนเจริญกรุง ได้เห็นป้ายวัดสายตาและทำคอนแทคเลนส์ ผมจึงเดินเข้าไปสอบถามและขอวัดสายตาทันที   เหตุการณ์นั้นผ่านมา ๔๐ กว่าปีแล้ว แต่ผมก็ยังพอจะจำรูปร่างหน้าตาของคุณหมอและขั้นตอนการตรวจสายตาในวันนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่คุณหมอให้ผมทดลองสวมคอนแทคเลนส์ซึ่งจะมีค่าประมาณ -800 กว่า (ถ้าเป็นใช้คอนแทคเลนส์จะสั้นน้อยกว่าสวมแว่นตา) แล้วบอกให้ผมเดินออกจากห้องวัดสายตาไปยืนมองออกไปยังนอกถนน ไม่ต้องสวมแว่นตาหนัก ๆ เลนส์หนา ๆ ผมมองเห็นได้ชัดแจ๋ว มันเป็นความรู้สึกยินดีอย่างเหลือล้นจนตราตรึงมาถึงวันนี้

สมัยนั้นยังไม่มีคอนแทคเลนส์แบบนิ่ม มีแต่คอนแทคเลนส์ชนิดแข็งทำด้วยพลาสติก น้ำซึมผ่านไม่ได้ ราคาคู่ละ ๑,๕๐๐ บาท ซึ่งนับว่าแพงมาก ถ้าเทียบกับค่ารถเมล์ ๒ สลึง ผักชีกำละ ๒๕ สตางค์ เกาเหลาชามละ ๓ บาท และอาบอบนวดชั่วโมงละ ๕๐ บาท  แม้ว่าคอนเเทคเลนส์จะแพงและมีโอกาสหลุดตกหายได้ง่าย ผมก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนไปใช้แทนแว่นตาหนาเตอะโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย…

ที่มาของภาพ - อินเทอร์เน็ต
ไม่มีตังค์ทำยังไง?  ผมนั่งรถเมล์ไปหาพี่นา (พี่สาวของพี่อู๊ด) ที่บ้านถนนเทอดไทเพื่อขอยืมเงินจำนวน ๑,๕๐๐ บาท พี่นาไม่ให้ แต่บอกให้ไปยืมที่คุณลุง ในที่สุดผมก็สมหวัง ได้เปลี่ยนไปใช้คอนแทคเลนส์ ตอนเขียนจดหมายขอเงินเพื่อใช้คืนให้คุณลุง ผมบอกคุณแม่ว่าต่อไปไม่ต้องสวมแว่นตาอีกแล้ว!!

ผมไม่ต้องสวมแว่นตาแล้ว
ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันแผนก ๕ กันยายน ๒๕๑๓ ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ จะสงสัยหรือเปล่าว่าทำไมอยู่ดี ๆ ผมถึงได้กลายเป็นคนที่ไม่ต้องพึ่งแว่นตาอีกต่อไป…

วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๑๓ ไปจัดงานต้อนรับน้องใหม่ที่พัทยา ผมไม่ต้องสวมแว่นตาแล้วเด้อ…

รับน้องใหม่
ลงเล่นน้ำทะลก็ได้ แต่ต้องระวังให้ดี ไม่อย่าเผลอลืมตาในน้ำ…

เล่นน้ำทะเลต้องระวังคอนแทคหลุด
ภาพที่ผมเล่นออร์แกนให้สุเทพ วงศ์กำแหงร้องเพลง “รักคุณเข้าแล้ว” ในงานแต่งงานที่สโมสรแพทย์ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๑๓  ก็ไม่สวมแว่น!!!

เล่นออร์แกนให้สุเทพร้องเพลง
ความจริงแล้วการใช้คอนแทคเลนส์แบบแข็งจะต้องมีช่วงเวลาถอดให้อ๊อกชิเจนผ่านเข้าไปเลี้ยงแก้วตาด้วย บางคนมีอาการแพ้ ถ้าใส่นาน ๆ ก็ทำให้ตาอักเสบได้ง่าย โชคดีที่ผมไม่ค่อยมีปัญหาซักเท่าไร ทั้ง ๆ ที่ผมสวมคอนแทคทั้งกลางวันกลางคืน จะได้ถอดก็เมื่อเข้านอน (บางครั้งก็ยังใส่นอนซะอีก)

ตั้งแต่ใช้คอนแทคเลนส์…ผมก็พยายามไม่ให้มันตกหาย แต่แล้ววันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นจนได้!!!

เดือนมีนาคม ปี ๒๕๑๓ สอบเสร็จ…นักศึกษาอีเล็คทรอนิคส์รุ่นผมก็ได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่จังหวัดเชียงใหม่  ไปเที่ยวว่างั้นเหอะ  หนุกหนานมากครับ ผมก็ได้ถือโอกาสกลับบ้านด้วย…

แวะเที่ยวสุโขทัย
แวะขี่รถม้าที่ลำปาง ไม่นึกเลยว่าบั้นปลายผมจะต้องมาอยู่ที่จังหวัดนี้นานกว่า ๑๐ ปีแล้ว

เที่ยวดอยสุเทพ
หลายเดือนแล้วที่ผมไม่ต้องสวมแว่นสายตา เมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่ ผมพาเพื่อนที่สนิทไปพักที่บ้านถนนทุ่งโฮเต็ล แม่ได้เห็นผมหล่อขึ้นกว่าเดิม (อ๊วก…) เพราะปราศจากแว่นตาหนาเตอะ คงจะดีใจด้วย แต่แม่ไม่รู้หรอกว่าคืนวันสุดท้ายของการทัศนศึกษา ผมจะต้องเหลือดวงตาเพียงข้างเดียวที่มองเห็นได้ชัด

ในขณะที่ผมกับเพื่อน ๆ กำลังยืนเย้ว ๆ อยู่บนรถซึ่งวิ่งผ่านสี่แยกอุปคุต คอนแทคเลนส์ข้างหนึ่งได้หลุดออกจากดวงตาของผม มันปลิวไปกับสายลม ผมก็ได้แต่เศร้าใจ ความสนุกสนานมลายหายไปภายในพริบตา!!

แล้วค่อยโม้ต่อนะครับ…  เรื่องคอนแทคเลนส์ยังมีอีกหลายตอน

Sunday, January 16, 2011

ดาวดวงน้อยส่องประกายแล้ว…


ผมไม่รู้หรอกว่าวันนี้เป็นวันครู! เนื่องจากผมไม่ได้เป็นครูโดยอาชีพ ไม่เคยเรียนวิชาการสอน ไม่มีใบประกอบอาชีพครู เคยไปสอนที่โรงเรียนเพ็ญจิตตพงษ์ประมาณ ๑ ปี ก็แค่เพียงไปทำหน้าที่แทนพี่ชายซึ่งล้มป่วยเท่านั้น...


พอดีไม่ดูโทรทัศน์ซะด้วย ก็เลยไม่รู้ว่าวันนี้เป็น “วันครู”  มารู้ก็ต่อเมื่อได้รับของขวัญซึ่งคุณแม่ของน้องเจ้าขาอุตส่าห์ขับรถนำมามอบให้ (ทั้ง ๆ ที่น้องเจ้าขาป่วย ไม่สามารถมาเรียนไวโอลินได้ในวันนี้) พร้อมกับการ์ดที่เขียนว่า “วันครู 16 ม.ค. 2554 ขอคารวะพระคุณครู  น้องเจ้าขา”  อ่อ…เป็นวันครูหรือนี่!

ผมพยายามคิดว่าในชีวิตที่ผ่านมาเคยได้รับของขวัญวันครูจากใครมาก่อนหรือไม่  สมองผมเริ่มต้นสแกน โอ..มันย้อนกลับไปถึงตอนที่ปั่นจักรยานไปสอนพวกนายตุ้ย นายติ๊ก ที่วัดเจ็ดยอดโน่น แล้วผู้เรียนได้ตอบแทนผมด้วยการไม่จ่ายค่าเช่าบ้านให้คุณแม่  สแกนไปเรื่อย ๆ เห็นนายโจ้ มือกีต้าร์ เป็นภาพตอนที่ผมเลิกงานเล่นเปียโนที่ห้องอาหารกาดสวนแก้วเวลาบ่ายสองโมง แล้วพาผู้เค้าขึ้นไปฝึกร้องเพลงด้วยตำรา 333 ของ Zoltán Kodály บนดาดฟ้าโรงแรม หุหุ นายโจ้ก็ช่างดีเหลือเกิน ตอบแทนผมด้วยการเบี้ยวเงินไป ๕๐๐ บาท (วันนั้นนายโจ้ไปหาผมที่โรงแรมพิมาน ผมเลี้ยงข้าวเย็น แล้วฝากเงินไป ๕๐๐ บาทเพื่อขอให้ซื้อแผ่นโปรแกรมภาษาญี่ปุ่นที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่าให้ นายโจ้เงียบหายไปนับแต่วันนั้น)

งั่ม ๆ ผมเคยได้รับแต่การตอบแทนที่เจ็บปวด แต่พอได้อ่านการ์ดบนของขวัญจากน้องเจ้าขา ก็เกิดความรู้สึกอย่างบอกไม่ถูก ไม่คาดคิดมาก่อนครับ

เอ้า! สแกนต่อ ผมปรับความละเอียดให้สูงขึ้นอีกนิด นั่นไง!…เจอแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อ ๒ ปีก่อน “น้องอ้อ” เคยมอบปากกาหมึกแห้งด้ามโตให้ผมเนื่องในวันครู  ไม่นานก่อนที่จะถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น “ครูอ้อเล็ก” เมื่อได้ไปเป็นครูสอนไวโอลินอยู่ที่มีทองเปียโน ตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยได้ข่าวจากน้องอ้อแม้แต่ครั้งเดียว!

กลับมาเล่าเรื่องนักเรียนไวโอลินตัวน้อยดีกว่า วันนี้มีนักเรียนมา ๔ คนคือ มะเหมี่ยว เมเปิล กระเต็น และ บาร์บี้ ขาดน้องเจ้าขาซึ่งไม่สบาย  ผมอุ่นเครื่องนักเรียนด้วยการให้เล่นฝึกหัด “เร-โด” และ “โดเรมีฟา-ฟามีเรโด” แล้วทบทวนบทเพลง Twinkle, Twinkle Little Star สองวรรคแรก  จากนั้นก็ต่อ ๒ วรรคที่เหลือให้  นักเรียนต้องเล่นพร้อมกัน ตามเสียงเปียโน หลาย ๆ รอบ ก่อนที่จะได้หยุดพัก ๑๕ นาที…

ช่วงหลัง ผมจี้หนักขึ้น ต้องขอขอบคุณผู้ช่วยสอนทุกคนที่ช่วยกันทำให้น้องเมเปิล กระเต็น และบาร์บี้เล่นเพลง Twinkle, Twinkle Little Star ได้ในที่สุด แม้จะยังไม่คล่อง แต่ก็สามารถนำกลับไปซ้อมที่บ้านโดยมีผู้ปกครองซึ่งได้อยู่ร่วมในชั้นเรียนมาโดยตลอดคอยช่วยชี้แนะ….

นับว่าเป็นก้าวแรกที่ทำให้ดาวดวงน้อยเริ่มส่องประกายให้เห็นบ้างแล้ว!!

Saturday, January 15, 2011

ไวโอลินมือสอง

หาซื้อไวโอลินมือสองทางอินเทอร์เน็ตดีไหมเอ่ย? เป็นเรื่องของคนที่ชอบวัดดวงอ่ะ ตาดีได้ตาร้ายเสีย บางคนพอได้ยินผมพูดถึงเรื่องซื้อไวโอลินทางอินเทอร์เน็ตก็จะถามว่า “แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าดีหรือไม่ดี”  ผมก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ได้แต่บอกว่าผู้ซื้อต้องเตรียมใจไว้ด้วย สำหรับกรณีที่สินค้าอาจจะไม่ดีเท่าที่คาดหวัง…

ถึงอย่างไร ทุกวันนี้ผมก็ยังคงชอบเข้าดูเว็บที่มีเครื่องดนตรีมือสองจำหน่ายอยู่เป็นประจำ ผมเป็นคนกล้าได้กล้าเสียครับ เมื่อตัดสินใจว่าจะซื้อ…ก็จะติดต่อขอซื้อโดยไม่ลังเล อย่างเช่นเจ้าแกรนด์คลาสสิกที่ผมได้เขียนเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้…

วันนี้อยากจะคุยเรื่องไวโอลินมือสองที่ผมซื้อทางเน็ต…


เจ้าไวโอลินขนาด 3/4 ตัวที่ให้น้องมะเหมี่ยวใช้อยู่นี้ ผมประมูลมาจากเว็บประมูลเว็บหนึ่ง จำไม่ได้แล้วว่าชื่อเว็บอะไร ผู้ขายบอกว่าลูกสาวเปลี่ยนไปใช้ขนาด 4/4 จึงนำเจ้าตัวนี้มาให้ประมูลกัน เป็นการประมูลก็ไม่ยากครับ แค่เคาะราคาไว้แล้วรอผลเมื่อปิดประมูล ปรากฏว่าผมประมูลได้!!!
รายการสินค้าหมายเลข #2846169
รายการ : ไวโอลิน ขนาด 3/4
ราคาสินค้า     720.00  บาท
ค่าจัดส่ง     70.00 บาท
ค่าประกันภัย     0.00 บาท
รวมจำนวนเงินที่ผู้ซื้อจะต้องชำระ     790.00 บาท
ผู้ขายเป็นคนใจดีมาก ท่านบอกผมว่า “สำหรับสินค้าที่ส่งไปให้ (พี่เกรงว่าส่งแบบธรรมดาน้องจะไม่ได้รับสินค้าในสภาพเดิม ส่วนราคาที่แพงกว่าพี่จะเป็นผู้ชำระเองค่ะ)…”

ไวโอลินตัวนี้ถูกส่งมาให้ทางไปรษณีย์ เมื่อเปิดกล่องออกดูก็ไม่ผิดหวัง ผมได้ไวโอลินขนาด 3/4 สภาพดีพร้อมกล่องมาในราคา ๘๒๐ บาท (บวกค่าโอนเงินอีก ๓๐ บาท)

อีกคันหนึ่งเป็นไวโอลินเก่ามาก จำไม่ได้แล้วว่าผมไปเจอประกาศขายที่ไหน (น่าจะเป็น thaisecondhand.com) ผู้ขายบอกว่าไวโอลิน Antonius Stradivarius Cremonensis ของคุณพ่อซึ่งซื้อมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ ไม่ได้ใช้แล้ว แขวนไว้ประดับบ้านเฉย ๆ จึงอยากขายให้ผู้ที่นำเอาไปใช้งาน ในราคา ๒,๕๐๐ บาท มีภาพให้ดูด้วย (แต่ไม่ชัด) ผมเป็นเสือปืนไวครับ โทรศัพท์ถึงผู้ขายทันที บอกว่าขอซื้อในราคา ๒,๐๐๐ บาท ถ้าตกลงจะโอนเงินให้ แล้วขอให้ส่งสินค้าให้ทางขนส่งเอกชน จ่ายเงินปลายทาง ผู้ขายตกลงขายให้ผมก็โอนเงินทันที…

แล้วผมก็ได้เจ้าไวโอลินต้วนั้นมาอยู่ในอ้อมกอด ไวโอลินที่ผลิตใน Czechoslovakia เป็นของเลียนแบบที่โทรมมาก สายรัดหางปลาชำรุดใช้การไม่ได้ หย่องก็หมดสภาพแล้ว ส่วนไม้คันชักยังมีรูปทรงดีอยู่ แต่หางม้าเหลืออยู่น้อยมาก (หางม้าสีดำ มิได้สีขาวเหมือนที่เคยเห็น) ส่วนสีดำที่เคลือบ finger board ก็ลอกไปเกือบครึ่งส่วน คงเป็นเพราะถูกใช้งานหนัก ผมเข้าใจว่าคุณพ่อของผู้ขายต้องเป็นนักเล่นไวโอลินอาชีพที่ใช้ไวโอลินคันนี้มาชั่วชีวิต ต่อมาตกเป็นของลูกชาย แล้วมาเป็นของผมในที่สุด ในกล่องแข็งที่บรรจุไวโอลินมา มีสายของยุโรปสำรองอยู่ ๓ สาย และคอนแเท็คที่ใช้คีบกับหย่องแล้วมีสายต่อไปเข้าเครื่องขยายเสียงอีก ๑ ชุด


ไวโอลินคันดังกล่าว ผมเคยซ่อมให้สีได้แล้ว แต่เสียงไม่ดีเลย เคยแกะออกมาเป็นชิ้น ๆ แล้วซ่อมคอให้กลับเข้าที่ ใช้สายไฟสำหรับเดินเครื่องปรับอากาศเป็นสายรัดหางปลา ตอนนี้ผมกำลังรอให้มีตังค์ซื้อ sound post, หย่อง และสาย ตั้งใจว่าจะปรับปรุงให้ดีกว่าเดิมครับ ถามว่าเสียเงินไปประมาณ ๒,๑๐๐ บาท (รวมค่าโอนเงินและค่าส่งสินค้า)  ผมพอใจหรือไม่?  เพื่อน ๆ พอเดาใจผมได้มั้ย?

แล้วก็มาถึงวันที่ ๗ ที่ผ่านมาไม่กี่วันมานี้เอง ผมได้เจอประกาศ “ขายไวโอลินเก่าราคาถูกๆ” ในเว็บ thaisecondhand.com  บรรยายว่า “มี 3 ตัว ขายตัวละ 1,500 บาท พร้อมกล่องอย่างดี 2 ตัว อีกตัวไม่มีกล่อง ถ้าซื้อทั้ง 3 ตัว คิด 4,000 บาท ทำจากเมืองจีน ขนาดกลางและขนาดใหญ่ เป็นของลูกสาวที่เคยเล่นตอนเป็นเด็ก เก็บไว้เฉยๆเสียดายของ อยากขายให้คนไปใช้ประโยชน์ได้ในราคาถูกๆ สนใจติดต่อได้ทุกเวลาค่ะ” อ่ะ…เพิ่งลงประกาศได้ ๔-๕ ชั่วโมงเอง ผมโทรติดต่อผู้ขายทันที สามทุ่มก็สามทุ่มเหอะ ไม่รอแล้ว ได้ทราบว่าเป็นไวโอลิน  4/4 หนึ่งตัวและ size รองลงไปอีกสองตัว เจ้าของอายุ ๒๕ ไม่ได้เล่นแล้ว ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ  ผมติดต่อขอซื้อตามราคาที่ประกาศคือ ๓ คัน ๔ พันบาท ขอเพียงให้จัดส่งให้โดยผมจะโอนเงินให้ก่อนพร้อมค่าส่ง แม้ตัวเองจะไม่มีเงิน..แต่งานนี้ผมใจถึงครับ!!

ผู้ขายตกลงขายแล้ว…ว่างั้นเหอะ เพียงแต่บอกว่าไม่เคยส่งของ จึงขอต้องเวลาสอบถามเรื่องการส่งสินค้าก่อน แล้วจะแจ้งให้ทราบ คืนนั้นผมนอนหลับอย่างมีความสุขด้วยความหวังที่จะได้ต้อนรับไวโอลินเก่าอีกตั้ง ๓ คันมาอยู่ร่วมกับน้องระริน น้องเริงร่า และแม่เรไรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

วันรุ่งขึ้น…ตกเย็นแล้วยังไม่ได้ข่าว ผมร้อนใจ จึงได้โทรไปยังผู้ขาย ผู้ขายบอกว่าได้โทรไปคุยกับลูกสาวแล้ว เค้าไม่ยอมให้ขาย บอกว่ายังจะกลับมาเล่นอยู่ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ  แป้ว! งานนี้ต้องผิดหวัง!

เมื่อวาน ผมเห็นประกาศว่า “ไวโอลิน ปีเก่า -ของ Suzuki Japan งานดี สวย ขายถูกครับ 3900 ครับ ส่งฟรีทั่วไทย…” ก่อนหน้านั้น ผู้ขายได้โพสต์ภาพไวโอลินที่จะขายไว้ด้วย พร้อมกับราคาที่บอกขายคือ ๔,๕๐๐ บาท ผมเห็นยี่ห้อแล้วอยากได้ทันที แต่พอดูภาพ เห็นแต่ตัวไวโอลินที่ไม่มีหย่องและสาย ผมจึงหมดความสนใจ!!

ผมเคยโทรไปคุยกับคุณเกรียงไกรมาแล้วครั้งหนึ่ง สอบถามเรื่อง harmonica ยี่ห้อ Hohner ทำให้พอจะทราบว่าผู้ขายซื้อสินค้ามือสองจากญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่าย ตัวผู้ขายเองก็ยอมรับว่าไม่ค่อยรู้เรื่องเครื่องดนตรีเท่าใดนัก แม้ตอนนี้ไวโอลินซูซูกิจะลดราคาลงมาเป็น ๓,๙๐๐ บาทแล้ว ผมก็ไม่สนใจครับ…

อ่อ…วันนี้ มีไวโอลินขายอีกคันหนึ่ง ผู้ขายเขียนว่า “ไวโอลิน สภาพดีมาก ตามรูปครับ ซื้อจากปักกิ่ง ผมเล่นเปียโน ตอนนั้นไปเรียนที่ปักกิ่ง ไม่มีเปียโนเล่น เลยอยากจะหัดไวโอลิน เพื่อนที่เป็นคนอเมริกัน ที่เล่นไวโอลินเป็น (และเป็นคนสอนด้วย) พาไปซื้อ และเลือกตัวนี้ให้ สุดท้าย ไม่ค่อยได้เล่นอยู่ดีครับ สภาพยังใหม่ๆอยู่ ขาย 3,500 บาท ครับ….”


อืมม์… ถ้าผมเป็นผู้ที่กำลังมองหาไวโอลินไว้ใช้สักคันนึง ผมคงจะลองติดต่อผู้ขายดู เพราะราคาพอซื้อได้ มี shoulder rest ให้ด้วย อยากได้เหมือนกันนะ เพราะผมชอบไวโอลินที่ไม้แผ่นหน้ามองเห็นลายชัดเจน แต่พอดีผมมีไวโอลินอยู่แล้วและกระเป๋าแห้งด้วย ก็เลยทำเป็นไม่สน!!  นำมาเขียนเล่าให้เพื่อน ๆ อ่าน แก้เซ็งเพราะ hard disk กลับบ้านเก่าอ่ะ…

โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม เอ้ย ในการซื้อขายด้วย...

Friday, January 14, 2011

นึกแล้วเชียว!

เช้านี้เหตุการณ์ที่ผมไม่อยากให้เกิดก็มาถึงอีก! เคยเขียนไว้เมื่อไม่กี่วันมานี้เองว่าฮาร์ดดิสก์ตัวหนึ่งเริ่มแสดงอาการไม่สู้ดี  เสียง “แกร๊กๆๆ” ที่ได้ยินเวลาเรียกใช้งานเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าอีกไม่นานอาจเกิดปัญหาทำให้ต้องสูญเสียไฟล์ที่สะสมมาแรมปี วันนี้เจ้าฮาร์ดดิสก์ WD (Western Digital) ขนาด 600 GB ก็ได้หายไปจาก My Computer เรียบโร้ยโรงเรียนจีนไปซะแล้ว!!!  พร้อม ๆ กับข้อมูลหายากจำนวน 500 กว่า GB ที่ได้ใช้เวลาสะสมมานาน

บ่ายวันนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณอารีย์ผู้ใจดี บอกว่าอีกประมาณ ๑๕ นาทีจะนำของขวัญปีใหม่มาให้ที่บ้าน ผมรีบลงไปรออยู่หน้าบ้านด้วยความยินดี พร้อมกับกล้องถ่ายรูปตัวเดียวที่มีอยู่...


ถ่ายภาพไว้หน่อย...




นั่นไง คุณอารีย์มาถึงแล้ว!!!


ของขวัญปีใหม่ที่คุณอารีย์มอบให้ประกอบด้วยชุดชาสวยพร้อมใบชาอีกมากมาย...ชงดื่มได้เป็นปี ขอขอบพระคุณด้วยความซาบซึ้งครับ


ค่ำนี้ผมชงชามาดื่มประเดิม..


ได้เป็นลุงน้ำชาเต็มตัวแล้วล่ะ ลืมเรื่อง hard disk พังไปเลย! 

Thursday, January 13, 2011

วงคอมโบ

อาจารย์ประทีป นุตาคม เป็นมือแซกโซโฟน ในยุคที่วงดนตรีประเภทวงคอมโบกำลังเป็นที่นิยมกัน เครื่องดนตรีวงคอมโบก็จะประกอบด้วย กีต้าร์ เบส เปียโน กลอง เทเนอร์เเซกโซโฟน อัลโตแซกโซโฟน ทรัมเปท และทรอมโบน (บางครั้งไม่มี) วงดนตรีประเภทนี้ใช้บรรเลงในไนท์คลับ สวนอาหาร  ตลอดจนงานสังสรรค์ งานบอลรูม และงานแต่งงาน

อาจารย์ประทีปเป็นอาจารย์พิเศษซึ่งทางวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพจ้างให้ช่วยสอนดนตรีให้กับชุมนุมดนตรีสากล พอดีผมเป็นประธานชุมนุมดนตรีสากลในช่วงปี ๒๕๑๒-๑๓ จึงได้รู้จักอาจารย์ประทีปและเคยได้ไปออกงานกับท่านเป็นครั้งคราวในตำแหน่งนักเล่นกีต้าร์หรือเบส…

ช่วงนั้นเป็นยุคทองของนักดนตรีวงคอมโบจริง ๆ ครับ มีงานให้ทำอยู่เรื่อย ๆ  นักดนตรีมีชื่อเสียงในวงการบางคนก็ตั้งวงขึ้นมารับงาน อย่างเช่น พี่ป๊อกมือกลองวงสุนทราภรณ์ เมื่อรับงานก็โทรบอกนักดนตรีคนอื่น ๆ  อาจบอกว่า “โหล ๆ วันศุกร์นี้ งานแต่งงาน ที่สโมสรรถไฟ เจอกัน ๕ โมงเย็น อย่าลืมนะ…”

เย็นวันศุกร์อาจารย์ประทีป (ทำงานอยู่กองสลากกินเเบ่งฯ) ก็จะขับรถเต่าไปที่สโมสรรถไฟพร้อมกับกล่องเทเนอร์เเซกโฟนและฟลุท ไปเจอพี่ป๊อกและนักดนตรีคนอื่น ๆ ก่อนงานเริ่ม  ไม่ต้องซ้อมไม่ต้องเซิ้มหรอกครับ วางโน้ตก็เล่นกันเลย หัวหน้าวงก็เตรียมโน้ตเพลงบรรเลงไว้ ส่วนนักร้องต่างคนต่างก็มีโน้ตเพลงที่จะร้องไปแจกให้นักดนตรี เพลงไหนที่ไม่มีโน้ตก็เล่น by heart กันไป  นักดนตรีและนักร้องชายใส่สูท นักร้องหญิงลูกกรุงก็จะแต่งชุดยาว ส่วนลูกทุ่งก็สวมรองเท้าบูท เหมือนอย่างในภาพนี้


อาจารย์ประทีบไว้ใจผม เวลางานชนกัน หามือกีต้าร์หรือมือเบสไม่ได้ ผมก็จะถูกเรียกให้ไปเล่นด้วย ทำให้ผมได้สัมผัสชีวิตการเป็นนักดนตรีวงคอมโบ ผมไม่ต้องขนเครื่องดนตรีหรือเครื่องขยายเสียงไปด้วย หัวหน้าวงจะจัดเตรียมไว้ให้ พอไปถึงก็ตั้งสายแล้วเล่นเลย งานเลิกก็กลับหอพัก (จำนงค์) ค่าตัวที่ได้รับเพียง ๓๐-๔๐ บาทเอง สมัยนั้นค่ารถเมล์ ๕๐ สตางค์ ผักชีกำละ ๒๕ สตางค์เท่านั้น!!


มีอยู่ครั้งหนึ่งอาจารย์ประทีปบอกให้ผมไปแทนมือเบสที่ภัตตาคารบางโพ ผมนึกเห็นภาพแต่เพียงลาง ๆ รู้สึกว่าจะมีเปียโน เบส กลอง แต่ที่จำได้คือนักร้องที่ชื่อ ชวลี ช่วงวิทย์ และมาณี มณีวรรณซึ่งร้องเพลงที่ว่า “จุดเทียนเวียนวน…เรามาสองคน วนเอ๋ยวนเวียน…”  คืนนั้นผมได้ค่าตัว ๓๐ บาทครับ!!


นักร้องที่ผมได้กล่าวถึง ทุกคนได้จากโลกนี้ไปแล้ว ครูเอื้อ สุนทรสนาน (๑ เมษายน ๒๕๒๔) – ชวลี ช่วงวิทย์ (๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๔) – มาณี มณีวรรณ (๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒) – บุษยา รังษี (๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) เหลือไว้แต่ผลงาน เสียงเพลง และคุณงามความดีที่ประดับไว้ในโลกา ผมขอกราบคารวะครับ…

ชีวิตไม่จีรังยั่งยืน.... สำหรับผมเองก็คงไม่มีอะไรอีกแล้ว จะขออยู่โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร จนกว่าจะถึงวันที่ผมจากโลกนี้ไป

Wednesday, January 12, 2011

เหนื่อยใจจัง…

วันนี้ผมยังคงสวมหัวโขนเป็นช่างก่อสร้าง! ทำงานกั้นห้องสำหรับ learning hostel ตามที่ได้ลงมือไว้ตั้งแต่วันวาน..


ต้องพยายามใช้ไม้หน้าสามเท่าที่มีอยู่ให้หมดเสียก่อน ไม่พอค่อยซื้อมาเพิ่ม ช่วงบ่ายผมตัดต่อไม้ให้ได้ความยาวตามแบบแปลนที่เขียนไว้ในสมอง เรียบร้อยแล้วก็วางไว้อย่างที่เห็นในภาพ ออกไปซื้อตะปูขนาด ๒ นิ้วและ ๒ นิ้วครึ่ง อย่างละ ๒ ขีด ซื้อน้ำมันสน ๑ ขวด และดอกสว่านเจาะไม้ hi-speed อีก ๑ ดอก หมดไป ๗๕ บาท แล้วกลับมาทำงานต่อ  ๖ โมงกว่า...ยกโครงขึ้นตั้ง


พรุ่งนี้จะติดตั้งโครงและวงกบประตูให้แล้วเสร็จ ต่อจากนั้นก็จะเป็นการตีฝาด้วยไม้อัด ทาสี และใส่บานประตู ผมอยากจะให้งานกั้นห้องเรียบร้อยภายในเดือนนี้…

พักนี้เป็นอะไรไม่รู้ ผมรู้สึกท้อใจเอาดื้อ ๆ เห็นพี่ชายยังคงพอใจที่จะนอนอยู่กับเตียงวันละประมาณเกือบ ๒๓ ชั่วโมง

ผมเหนื่อยใจเหลือเกิน...

Tuesday, January 11, 2011

จบเล่มแล้ว...

อินเดียหนาวจัด!! ยอดตายทะลุ ๑๐๐ คน! ในรัฐ Victoria ของ ออสเตรเลีย ก็เกิดน้ำท่วมหนัก ส่วนจังหวัดปัตตานีของไทยเราก็มีน้ำท่วมกินพื้นที่ถึง ๕ อำเภอ และที่ลำปางก็ดันมาเกิดฝนตก ทำให้อากาศหนาวเย็นลงชนิดไม่ให้ตั้งเนื้อตั้งตัว ผมเชื่อเหลือเกินว่าในอนาคตข้างหน้าภัยพิบัติต่าง ๆ จะยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ  ผมเตรียมใจไว้แล้ว…คิดว่าคงทันได้เห็นอย่างแน่นอน!!


วันนี้ผมถอนตะปูที่อยู่บนไม้หน้าสามซึ่งรื้อจากชั้นลอย แล้วนำขึ้นไปเตรียมไว้ที่ชั้นสองสำหรับกั้นห้อง อยากให้งานช่างแล้วเสร็จก่อนเดือนมีนาคม เพื่อจะได้วางมือแล้วหันไปซ้อมดนตรีอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที  ตอนบ่ายผมออกไปจ่ายค่า HiNet และค่าโทรศัพท์ จากนั้นก็ขี่จักรยานยนต์เลยไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อรับพัสดุ EMS ซึ่งส่งมาจากสระบุรี...


เป็นของขวัญปีใหม่จากคุณเบน ซีดี The Best of Classical Collections จำนวน ๖ แผ่น จากผลงานของคีตกวี ๖ ท่าน คือ Beethoven, Vivaldi, Tchaikovsky, Chopin, Bach และ Mozart  สวยมั่ก ๆ ขอขอบคุณผู้ให้ด้วยความซาบซึ้งใจครับ….

ตอน ๕ โมงเย็นผมก็ต้องบึ่งจักรยานยนต์เข้าเมืองอีกครั้งเพื่อไปสอนเปียโนน้องนาง แม้อากาศจะเย็นแต่ผมก็อบอุ่นที่ใจ เพราะวันนี้นักเรียนเล่นจบเพลงสุดท้ายในตำรา Alfred เล่ม ๑ แล้ว!!


วันอังคารหน้าจะเริ่มใช้เล่ม ๒ คลิกดาวน์โหลดที่นี่ อย่าลืมพิมพ์หนังสือเตรียมไว้ด้วยนะ

Sunday, January 09, 2011

ก้าวต่อไปของเด็ก ๆ

วันที่ ๙ มกราคม เป็นวันที่เด็กนักเรียนไวโอลินรุ่นจิ๋วจะต้องก้าวเดินต่อไป… ผมอยากรู้จังว่าเมื่อกลับมาพบกันใหม่อีกครั้งในปีใหม่ นักเรียนจะมีความก้าวหน้ามากน้อยเพียงใด บาร์บี้จะมีความอดทนสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วหรือไม่?  คุณพ่อของน้องกระเต็นจะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมเหมือนผู้ปกครองท่านอื่นมั้ยหนอ? น้องเมเปิลจะมีพัฒนาการรุดหน้าขนาดไหน? และน้องเจ้าขาจะโตขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่า?  เด็กทุกคนล้วนอยู่ในความสนใจของผม อยากจะเห็นเดินก้าวไกล มิใช่ย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือถอยหลังลงคลอง!!

วันนี้มีเด็กมาเรียนไม่ครบ ขาดน้องบาร์บี้ซึ่งไม่สบาย แต่เราก็ไม่รอรีที่จะก้าวเดิน ผมเริ่มทดสอบก่อนว่าช่วง ๓ อาทิตย์ที่ผ่านมา มีใครซ้อมและก้าวหน้ามากน้อยเเค่ไหน งั่ม ๆ ผมพบว่าไม่มีใครดีขึ้นเลยครับ เด็กน้อยทั้ง ๓ ถอยหลังไปหลายก้าว…จากเมื่อพบกันครั้งสุดท้ายในปีเสือดุ  ส่วนน้องมะเหมี่ยวเล่น Perpetual Motion ใช้นิ้ว ๔ ได้แล้ว แต่เสียงยังค่อนข้างเพี้ยน และนิ้วยกสูงเกินความจำเป็น…

เรียนด้วย เล่นด้วย ตามประสาเด็ก ๆ

ผมต้องทบทวนแบบฝึกหัด เรโด โดเรมี-มีเรโด โดเรมีฟา-ฟามีเรโด ให้นักเรียนอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถใช้เวลากับการทบทวนของเก่าได้มากนัก อยากเห็นนักเรียนเล่นเพลงได้สักเพลงหนึ่งก่อนที่จะให้หันไปฝึกโน้ตอย่างจริงจัง ผมเริ่มต่อเพลง Twinkle, Twinkle Little Star ๒ วรรคแรกให้นักเรียนทั้ง ๓ คน ไม่ใช่ง่ายเลยครับ โชคดีที่มะเหมี่ยวและคุณแม่หันมาช่วยสอนและแก้ไขเรื่องนิ้วให้น้องกระเต็นและเมเปิล ผมรู้สึกยินดีและขอขอบคุณ  สำหรับน้องเจ้าขานั้นสามารถเล่นได้แค่ โดโด-ซอลซอล-ลาลา-ซอล แต่ก็นับว่าเก่งที่อดทนยืนเรียนได้เหมือนพี่ ๆ

ปัญหามีเยอะทีเดียว ผมอาจต้องปรับปรุงเรื่องบทเรียน วิธีการสอน และระยะเวลาที่สอน ไม่รู้จะทำอย่างไรดัครับ ตัวเองไม่เคยได้เรียน Violin Pedagogy มาก่อน ตั้งใจว่าจะอ่านให้หนักในหนังสือที่ดาวน์โหลดไว้ ก็ดันมีปัญหาเรื่องเครื่องพิมพ์เดี้ยงหมดทุกเครื่อง ไม่สามารถ print อะไรได้เลย จะอ่านไฟล์ pdf จากหน้าคอมพ์ฯ โดยตรง สายตาก็ประท้วงอยู่บ่อยครั้ง...

อยากให้ผู้ปกครองที่อยู่กับนักเรียนช่วยแนะนำหน่อยว่าผมควรจะใจเย็นกว่านี้มั้ย?  หรือต้องเพิ่มเวลาสอนอีก สำหรับการซ้อมของนักเรียนที่บ้านผู้ปกครองจะช่วยอะไรได้อีก?

น้องเจ้าขากำลังจ้องมองพี่เมเปิลเล่นเปียโนด้วยความสนใจ
เป็นเรื่องที่น่าขบคิดครับ...

Saturday, January 08, 2011

สุขสันต์วันเด็ก


วันนี้วันเด็ก ขอให้เด็กทุกคนมีความสุขนะครับ…

เมื่อวานนี้ ผมไปเล่น accordion ในงาน Cowboy Night ที่อำเภอห้างฉัตร  คราวนี้เล่นกับวง The Ensamang ของคุณปิว ผมเป็นนักเล่นหีบเพลงรับจ้างไม่มีสังกัด ครั้งก่อนคุณปิวรับงานไว้ที่ปากทางเข้าเขื่อนแล้วชวนผมไปเล่นด้วย แต่ต่อมาได้โทรมายกเลิก บอกว่าเจ้าของงานเปลี่ยนใจไปจ้างวง “สหายเก่า” ของคุณเหลาแทน  งั่ม ๆ วงไหนรับงาน..ผมก็ได้ไปเล่นอยู่ดี  (ยกเว้นวงไพ่และวงไฮโล อิอิ) คงเป็นเพราะผมเข้าได้กับทุกคน และที่สำคัญคือไม่เรื่องมาก…

งานวันวานนี้เป็นการฉลองปีใหม่ของ อบต. อำเภอห้างฉัตร!  บรรยากาศเป็นแบบคาวบอย เวทีใช้แผ่นไม้ปูบนถัง ๒๐๐ ลิตรวางนอน ฉากหลังทำด้วยฟาง มีเชือกขดเป็นข้อความว่า cowboy night

ผู้คนที่ไปร่วมงานก็แต่งคาวบอย ตอนเปิดงานท่านนายอำเภอทำเท่ห์ด้วยการขี่ม้าเข้าไปในงาน ดีหน่อยที่ลงจากม้าแล้วค่อยเดินขึ้นเวทีเพื่อกล่าวเปิดงาน มิได้ควบม้ากระโดดขึ้นบนเวทีเหมือนจอห์น เวย์น  สนุกดีครับ! ๔ ทุ่มกว่าผมก็กลับเข้าบ้านแล้ว! ได้ตังค์มาด้วย ๑ พันบาท


เนื่องจากวันนี้เป็นวันเด็ก ช่วงเช้าผมจึงไม่ได้ไปสอนน้องมะเหมี่ยว ช่วงบ่ายเด็ก ๆ คงไม่เที่ยวกัน ครูแต้มโรงเรียนธีรดาโทรศัพท์เรียกให้ผมไปสอนไวโอลินนักเรียนใหม่ชื่อ "น้องเนเน่"  คุณแม่อยากให้ได้ทดลองเรียนดูก่อนก็เลยยังไม่ซื้อเครื่องให้ พอดีผมยังเหลือไวโอลินเก่าขนาด 1/2 อยู่อีกตัว จึงได้นำไปให้นักเรียนใหม่ได้ใช้เรียนและนำไปฝึกที่บ้าน น้องเนเน่อยู่ชั้น ป. ๔   หวังว่าถ้าไม่เลิกเรียนเสียก่อน อีกหน่อยคงได้เล่นร่วมวงกับน้องมะเหมี่ยว…


สอนชั่วโมงแรก ผมก็ร่ายยาวในสิ่งที่นักเรียนควรรู้ แล้วสิ้นสุดด้วยการมอบแบบฝึกหัด “รถไฟ” ให้ไปฝึกที่บ้าน น้องเนเน่ดูท่าทางไม่เลวเลยนะครับ…



อ่อ…ผมเริ่มต้นเขียนตำราการเรียนไวโอลินแบบง่าย ๆ แล้วนะครับ แต่ไม่สามารถนำลงเว็บได้ในตอนนี้ เพราะเนื้อหายังไม่มากพอ


อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมขอนำแบบฝึกหัดไวโอลินมาให้อีก ๑ เล่มคือ “A Tune a Day for Violin” เล่ม 1 โดย C. Paul Herfurth  หนา ๔๘ หน้า เป็นหนังสือตำราที่มีเนื้อหาน่าสนใจ เพลงในแบบฝึกหัดก็มีทั้ง part ครูและนักเรียน ผมตั้งใจว่าจะนำมาใช้สอนเด็ก ๆ อีกเล่มนึง ถ้าเพื่อน ๆ สนใจ ก็คลิกที่รูปหน้งสือเพื่อดาวน์โหลดได้เลย รหัสผ่านเหมือนเดิมน้า...

สุขสันต์วันเด็กครับ!

Friday, January 07, 2011

ดรีม อ้อ และเอิน…

คุณเมธีตั้งชื่อให้ cello ของผมว่า “เรไร”  ผมไม่ได้โอบกอดแม่เรไรมานานหลายเดือนแล้ว!  น้องเริงร่า (viola ตัวโปรด) และน้องระริน (ไวโอลินตัวที่ตั้ง sound post เมื่อไม่นานมานี้) ก็เช่นกัน


เมื่อวานนี้ผมไปที่โรงเรียนดนตรีธีรดา ได้เห็นภาพวง string ensemble ที่มีผมเล่น cello กับลูกศิษย์ไวโอลินอีก ๓ คน คือ ดรีม เอิน และอ้อ ถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของครูแต้ม  จึงได้ขอนำมาโพสต์ไว้ที่นี่ เพื่อรำลึกถึงความหลังที่เคยได้ทำวงเครื่องสายสากลเล็ก ๆ ขึ้นมา…

ตอนที่มาสมัครเรียนไวโอลินนั้น น้องดรีมเคยเรียนที่โรงเรียนดนตรียามาฮ่ามาแล้วเป็นปี ผมก็เพิ่งจะเริ่มรับสอนไวโอลิน (เพราะสถานการณ์บังคับ) ตอนแรกก็รู้สึกหนักใจไม่น้อย แต่พอได้เห็นท่าจับไวโอลินและการสีของน้องดรีมในชั่วโมงแรก ผมก็มั่นใจว่าพอสอนได้ น้องดรีมข้อมือซ้ายงอและหนีบไวโอลินไม่ได้ สีโน้ตเพลงในตำราของ Alfred ก็ยังไปได้ไม่มาก ผมแก้ไขท่าจับไวโอลินให้ใหม่แล้วทบทวนแบบฝึกหัดในตำรา Alfred  ขณะเดียวกันก็เสริมโดยใช้ตำราซูซูกิอีกเล่มนึง ผมสอนไปด้วย…ศึกษาไปด้วย

ต่อมาอีกไม่นานก็มีน้องอ้อมาสมัครเรียนไวโอลิน คุณแม่เป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาลศูนย์บอกกับผมว่าลูกสาวอยากไปสอบเข้ามหิดลขอให้ผมช่วยสอนให้เล่นเพลงที่จะใช้สอบ จำได้ว่าวันนั้นนำโน้ตเพลงมาให้ผมดูด้วย เพลงยากมาก ผมสอนไม่ได้หรอก แต่ถ้าเป็นขั้นพื้นฐานก็พอสอนให้ได้ น้องอ้อตกลงเรียนครับ ดูเหมือนว่าจะจ่ายค่าเรียนครบหลักสูตร ๑ ปีด้วยมั้ง นับเป็นนักเรียนคนแรกที่ผมได้สอนตั้งแต่เริ่มต้น

สำหรับเอินนั้นมาทีหลังเพื่อน ผมก็สอนแบบเดียวกับที่สอนดรีมและอ้อ นักเรียนทั้ง ๓ จบหลักสูตรเบื้องต้นภายในระยะเวลา ๑ ปี  เรียนตำราซูซูกิถึงครึ่งเล่มสอง และตำรา Alfred เล่มสองอีกค่อนเล่ม

ช่วงที่อ้อเหลืออีกสักประมาณ ๒-๓ ครั้งจะครบหลักสูตร ผมโทรศัพท์ไปที่โรงเรียนดนตรีมีทอง (ถนนท่าคราวน้อย) เพื่อฝากงานให้  เย็นวันนั้นอ้อก็ไปสมัคร ครูปี้ขอให้อ้อเล่นไวโอลินให้ฟังแล้วรับไว้เป็นครูไวโอลินเลย

เมื่อครบหนึ่งปี ผมบอกนักเรียนทั้งสามว่าสอนต่อไม่ได้อีกแล้ว ถ้าจะเรียนในระดับสูงขึ้นไปก็ต้องไปเรียนกับครูคนอื่น ดรีมเลือกที่จะไม่เรียนต่อ แต่ยังคงเล่นไวโอลินเพื่อความเพลิดเพลิน ในขณะที่เรียนหนักทางด้านภาษาจีน  เอินไปสมัครเรียนต่อที่ Piano Studio เชิงสะพานพัฒนาภาคเหนือ (ได้ข่าวว่าครูให้สอบเกรดด้วย)  ส่วนอ้อไปเป็นครูไวโอลินอยู่ที่มีทองเปียโนแล้วย้ายไปสอนที่ยามาฮ่า จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากร




ผมก็ยังคงเป็นตาแก่ที่เก็บตัวเงียบอยู่เหมือนเดิม...

Thursday, January 06, 2011

เล่าเรื่องสายตาสั้น - "เขาผ่อบ่อหัน"

คืนวันวานที่ผ่านมาผมทำงานหน้าคอมพ์ฯ ไม่ได้ เพราะตอนเย็นไปพบจักษุแพทย์ ได้รับการหยอดยาขยายม่านตาทั้งสองข้าง ไม่สามารถดู monitor ซึ่งมีแสงจ้าได้ ก็เลยไม่ได้เขียนอะไร!!   วันก่อนเขียนเรื่องหนอนตัวที่คุณแซมบอกว่ามันเป็นหนอนโชคดีที่มีโอกาสได้เข้าไปทัศนาจรในช่องหูคน  จริงด้วยซิ โดยปราศจากความเกียจชัง ผมไว้ชีวิตให้มันได้นำเรื่องราวไปคุยกับเพื่อนหนอนด้วยกัน ไม่บดขยี้ให้แบนบี้ไปกับพื้น hostel  ก็เพราะไม่ใช่ความผิดของมัน!  แต่ถ้าเป็นพวกนักการเมืองหรือใครก็ตามที่โกงกิน ผมเกลียดและขยะแขยงยิ่งกว่าหนอนซะอีก!

กลับมาคุยเรื่องดวงตาของผมดีกว่า คุณหมอพงษ์ศักดิ์ตรวจดวงตาของผมด้วยเครื่องตรวจจอประสาทตาแล้วบอกกับผมว่ายังใช้ได้อยู่ อีก ๖ เดือนค่อยไปตรวจอีกที ผมเสียค่าตรวจแค่ ๑๐๐ บาทเองครับ...

สายตาผมสั้นจากพันธุกรรม คุณแม่สายตาสั้นมาก ผมและพี่ชายก็สายตาสั้นระดับพันกว่าทั้งสองคน ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น (สมัยนั้นจากประถม ๔ ก็เป็นมัธยม ๑ เลย) ครูประจำชั้นมีหนังสือแจ้งให้คุณแม่ทราบว่าผมมีปัญหาเรื่องสายตา แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ครอบครัวคนขายกาแฟมีคุณพ่อเป็นคนหัวโบราณไม่เข้าใจผลอันเกิดจากการมองกระดานดำไม่ชัดของลูกชาย มีแต่คุณแม่ซึ่งคอยเป็นห่วง แต่ก็ยังมิได้ให้ผมได้รับการตรวจวัดสายตาจากจักษุแพทย์  เด็กกะโปโลอย่างผมจึงได้เรียนได้เล่นแบบคนสายตาเสื่อมลงเรื่อย ๆ (ไม่รู้ว่าเรียนผ่านแต่ละชั้นมาได้ยังไง)  แม้ว่าจะอยู่ชั้น ม.ศ.๓ แล้วก็ตาม ผมก็ยังคงไม่ได้สวมแว่นตา จำได้ว่าผมอยู่ห้อง C โต๊ะเดียวกับอนันต์ จันตา (ไอ่แมวน้อย – บ้านอยู่แม่ริม) นั่งอยู่ติดผนังทางด้านขวา ประมาณกลาง ๆ ห้อง ตอนนั้นสายตาคงจะสั้นประมาณ ๗-๘๐๐ ถึงระดับที่อ่านตัวหนังสือตัวเล็กที่ครูเขียนบนกระดานดำไม่ออกแล้วล่ะ  การเรียนผมแย่ลงมากชนิดหัวปริ่มน้ำ โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยซึ่งต้องอ่านที่ครูเขียนบนกระดานดำ ผมเรียนเพียงแค่ขอให้ผ่าน หันไปเล่น ๆๆ  เบิกเงิน ๕๐ บาทจากธนาคารออมสินไปซื้อลูกฟุตบอลเบอร์ ๓ ไปเตะกับเพื่อน ๆ ที่ทุ่งนา ถนนหน้าบ้านป้าเงา สนามโรงเรียนปริ้นซ์

ผมหันไปเล่นกีต้าร์ อย่างที่เห็นในภาพการบรรเลงในวันคริสต์มาสปลายปี ๒๕๐๘ ยังไม่มีแว่นตาใส่!!!
ก่อนจบชั้น ม.ศ.๓ นักเรียนทุกคนก็ตั้งเป้าว่าจะไปเรียนต่อกันที่ไหน ทักษิณบอกว่าจะไปสอบเข้าเตรียมทหาร จักรกฤษณ์ (หนุ่ย) อยากไปอเมริกา ส่วนผมไม่อยากไปไหน นอกจากเทคนิคภาคพายัพ (ตีนดอย)  เพราะได้ข่าวว่ามีเครื่องดนตรีวง shadows ให้เล่น

ตารางสอบเข้าวิทยาลัยเทคนิคภาพพายัพ ปี ๒๕๐๙

จำได้ว่ามาสเตอร์ประเสริฐ มั่นศิลป์ เปิดสอนพิเศษให้นักเรียนที่จะไปสอบเข้าเรียนต่อสถาบันมีชื่ออย่างเช่น เตรียมอุดม เตรียมทหาร ฯลฯ  ผมก็สมัครเรียนกับเค้าด้วย เราไปเรียนกันที่บ้านมาสเตอร์ ผมไปได้ไม่กี่ครั้งก็เลิกไป เพราะมองไม่เห็นตัวหนังสือบนกระดานดำ

มาถึงวันนี้ ผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าเรียนจบชั้น ม.ศ.๓ ที่โรงเรียนมงฟอร์ตมาได้อย่างไร ดูกระดานดำก็ไม่เห็นชัด ครูชี้ให้ผมลุกขึ้นตอบคำถามบนกระดาน ผมตอบไม่ได้ เพื่อนร่วมชั้นต้องบอกครูว่า “เขาผ่อบ่อหันครับ…”

เนื่องจากผมเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือ ชอบประดิษฐ์ของเล่น ทำกล้องฉายหนัง เลยต้องใช้สายตาหนัก ตาก็ยิ่งสั้นลงทุกที ๆ พอสอบเข้าเรียนต่อที่แผนกช่างไฟฟ้าวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพได้ ผมจำเป็นต้องสวมแว่นตา!  คุณพ่อบอกว่าไม่ต้องใส่แว่นก็ได้มั้ง แต่คุณแม่พาไปวัดสายตาและตัดเเว่นที่ร้านวิมลการแว่น ใกล้สี่แยกอุปคุต ถึงตอนนั้นเลนส์ที่ใช้ก็หนาเตอะแล้ว!!!

เล่นกีต้าร์ที่โรงอาหารวิทยาลัยเทคนิคภาพพายัพ ตอนนั้นสวมแว่นตาแล้ว
ช่วงที่เรียนช่างไฟฟ้า ผมสวมแว่นตาแล้วก็จริง แต่ไม่ได้ใส่ติดตา คงกลัวว่าไม่หล่อมั้ง แว่นกรอบกระใส่เลนส์หนาเตอะอย่างที่ผมใส่ในภาพข้างบน จะสวมก็เฉพาะเวลาจำเป็นเท่านั้น ขณะฝึกงานผมไม่เคยใส่  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ปฏิบัติงานตั้งเสาไฟฟ้าและเดินสาย เพื่อนซึ่งอยู่บนปลายเสาทำน้อตที่ยึด rack ตกลงพื้นแล้วบอกให้ช่วยเก็บ ผมมองไม่เห็น จำได้ว่ารู้สึกอายเหลือเกิน มันฝังติดอยู่ในใจมาถึงทุกวันนี้…

ตอนอยู่ปี ๑ ผมได้เรียนวิชาฟิสิกส์กับอาจารย์วัฒนาและวิชาเคมีกับอาจารย์หญิงท่านหนึ่ง (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้)  วิชาฟิสิกส์เรียนในห้องเล็ก (อยู่ด้านขวาของอาคารด้านหน้า) กระดานดำอยู่ไม่ไกล ผมสอบได้เกรด A  แต่วิชาเคมีเรียนในห้องปฏิบัติการเคมี เป็นห้องกว้าง นักศึกษาต้องแบ่งเป็นกลุ่ม นั่งตามโต๊ะปฏิบัติงาน ผมมีชื่ออักษร ว. จึงได้นั่งอยู่ห่างจากกระดานดำในระยะไกล มองตัวหนังสือไม่เห็น เจ้าวิชานั่นก็ดันมีแต่อะไรไม่รู้ที่ต้องเขียน ๆๆๆๆ  ตารางแร่ธาตุเอย สูตรและสมการต่าง ๆ เอย ยังจำได้ถึงตอนที่ถูกอาจารย์ถามชื่อสัญลักษณ์ธาตุที่อยู่บนกระดาน ผมตอบไม่ได้เพราะมองไม่เห็น ตอนนั้นไม่ยักมีใครพูดขึ้นว่า “เขาผ่อบ่อหันครับ…”  ในที่สุดวิชาเคมีก็เป็นวิชาแรกและวิชาเดียวในชีวิตที่ผมได้เกรด D

พี่อู๊ดเคยพาไปดูหนัง แล้วเห็นผมสวมแว่นตาเฉพาะตอนอยู่ในโรงหนัง ยังบอกให้ผมใส่แว่นติดตา สายตาจะได้ไม่เสื่อมไว แต่ผมกลับไม่ทำตาม

ผมยิ่งอ่านหนังสือหนักกว่าเดิม เขียนนิตยสารทำเองอ่านเอง ทำสมุดภาพ ต่อเครื่องขยายเสียงให้ตัวเองและเพื่อน (ประสาท เผ่าชัย) ประกอบเครื่องรับวิทยุและเครื่องส่ง จนสายตาเสื่อมลงถึงขั้นที่ถอดแว่นแล้วเห็นเพียงภาพเบลอ ๆ  เวลาไปหาใคร ผมหาไม่เจอ มองไปแล้วไม่รู้ว่าเป็นคนที่ต้องการพบหรือเปล่า!  สายตาตอนนั้นคงสั้นถึงพันแล้วล่ะ…

พออยู่ปี ๓  เริ่มดีขึ้นเมื่อสามารถหาแว่นตาที่เป็นกรอบโลหะได้ คิดว่าใส่แล้วดูดีว่างั้นเหอะ แม้ว่าเลนส์จะหนา ผมก็เลยใส่ติดตามากขึ้น...

ภาพนี้ถ่ายบนดาดฟ้าตึกช่างไฟฟ้า วทพ. หน้าหนาวปี ๒๕๑๑-๑๒

อยู่ปี ๓ แล้ว ได้แว่นตาที่ดูดี ก็เลยใส่ติดตา..
อย่างไรก็ตาม ขณะฝึก ร.ด. ผมก็ไม่ยอมสวมแว่นตา วันหนึ่งนักศึกษา ร.ด. ไปยิงปืนที่สนามยิงปืนหนองฮ่อ จำได้ว่าแต่ละคนจะได้รับลูกปืน ๕ ลูกเพื่อใช้ยิงด้วยปืน ปลยบ. <em>(ปืนเล็กยาวแบบบรรจุเอง)</em> ผมมองไม่เห็นเป้าหรอกครับ ได้แต่เดา ๆ แล้วยิงไปยังงั้น หุหุ ไม่เข้าเป้าเลยแม้แต่นัดเดียว…

เรียน ร.ด. ไม่สวมแว่น ภาพนี้ถ่ายที่สนามยิงปืนหนองฮ่อ
โฮ้ย…สนุก  ถ้าจะให้เล่าเรื่องสายตาสั้นของผม แล้วค่อยเล่าต่อนะครับ

Tuesday, January 04, 2011

ขวัญของเรียม


“๒๕ ปีในจักรวาลเพลงของเพ็ญศรี่ พุ่มชูศรี”  ปกแข็ง หนา ๑๖๕ หน้า เป็นหนังสือเก่าอีกเล่มหนึ่งที่พี่ชายผมซื้อจากสุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์ เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๐๙ ในราคา ๓๐ บาท นอกจากเนื้อเพลงซึ่งขับร้องโดยเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้องจำนวน ๘๙ เพลงแล้ว ยังมีโน้ตเพลงอีก ๑๙ เพลง วันนี้ผมขอนำมาให้ดูสักเพลงนึงคือ “ขวัญของเรียม”



เพลง "ขวัญของเรียม" เป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ผมหัดเล่นเปียโน ส่วนเพลงสากลคือเพลง Dahil Sa Iyo หรือ “Because of You” เพลงพื้นบ้านฟิลิปปินส์  ทั้งสองเพลงยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผมมาตลอด!

ในหน้า ๒๑-๒๒ ครูแจ๋วหรือสง่า อารัมภีร ได้เขียนเรื่องการสอนเปียโนให้กับเพ็ญศรี พุ่มชูศรี  ในหัวข้อ “ศิษย์เปียนโนคนสุดท้ายของข้าพเจ้า” ไว้ดังนี้…
“ประมาณปี ๙๖-๙๗ ม่านละครเวทีที่ปิดสนิท ชาวละครเสมือนฝึ้นแตกรัง เธอและเขาไปกัดฟันเขียนหนังสือกู้ชีวิตอยู่ที่ฝั่งธนฯ วงเวียนใหญ่ ส่วนข้าพเจ้ากรอบอยู่ที่วรจักร “ไอ้เต้ย” ก็เกิดขึ้นมาอีกคน ละครเวทีสิ้นใจแต่เรากลับมาใกล้กัน โดยเธอมาเรียนเปียนโนที่บ้าน คือหลังจากไปส่งบทประพันธ์ตามโรงพิมพ์แล้ว ก็จะแวะมาหัดเปียนโน ซึ่งข้าพเจ้าก็แนะนำไปตามประสา สมัยนั้นอาหารประจำบ้านข้าพเจ้าคือ “หอยกะพง” เช้าก็ผัดหอย เย็นผัดหอย ด้วยว่ามันถูกดี เหล้าก็เหล้าโรง ใส่ยาใช้พายคน กินวันละสองบาทก็พอ เย็นหนึ่งเธอไปซื้อเป็ดย่างมาแกงเผ็ดให้กิน มันช่างอร่อยล้ำเลิศอะไรยังงั้นก็ไม่รู้
ที่วรจักรสมัยนั้น เป็นที่ชุมนุมของนักร้องชื่อดังในสมัยนี้ ชรินทร์ – สุเทพ – สวลี ไปคิดไปคุยกันเสมอ เพลงรักต่างยุค – ศิลปินคู่ใจ ฯลฯ นั่นแหละที่คู่ชีวิตของเธอให้กำเปิดในสมัยแกงเป็ดย่างนั่น…
เธอหัดเปียนโนอยู่ไม่ถึงปีก็เลิก และข้าพเจ้าก็เลิกสอนโดยเด็ดขาดมาตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ หากเธอไม่เลิก หัดต่อมาเรื่อย ๆ หาครูที่ฝีมือดีสอนต่อมาจากข้าพเจ้า อันเป็นระดับ "ตำบล" ไปสู่ระดับ "อำเภอ" ระดับ "จังหวัด" ป่านนี้ไม่ต้องจ้างวงดนตรีหรอก นั่งดีดเปียนโนคลอเสียงร้อง ร่ำรวยหลายไปแล้ว……”
ครูแจ๋ว - ภาพจากอินเทอร์เน็ต
ใช้หีบเพลงเล่น ”ขวัญของเรียม” คนแก่ได้ยินแล้วหูผึ่งแน่นอนครับ!

Saturday, January 01, 2011

Happy New Year 2011

หนึ่งนาฬิกาของวันใหม่…ปีใหม่ ผมยังคงไม่เข้านอน เสียงพลุและประทัดเงียบไปแล้ว เสียงรถที่วิ่งผ่านไปมาก็เงียบไปด้วย กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตดี!!

เมื่อวันที่ ๒๓ ที่ผ่านมา ผมได้รับเมล์จากคุณโบ้ เขียนว่า “ตอนนี้ทำรายการลุยไม่รู้โรยคะ เป็นรายการที่นำเสนอผู้สูงอายุที่ ถึงแม้จะเข้าสู่ฐานะ สว. (สูงวัย 60 ไปแล้ว) แต่ยังมีแรงกาย แรงใจที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ  ที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุด้วยกัน หรือเด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้ และนำไปปฏิบัติได้มีทีมงานหลายทีม…”

ปกติแล้วผมไม่ดูทีวี  ก็เลยไม่รู้ว่า "รายการลุยไม่รู้โรย” ออกอากาศทางช่องไหน เนื้อหาของรายการเป็นเช่นไร ผมจึงต้องเข้าไปถามอากู๋  จึงได้ทราบว่ารายการนี้ออกอากาศทางสถานีทีวีไทย

บรรดาคนแก่ที่ถูกนำไปออกรายการล้วนแต่มีผลงานมากมาย แต่ลุงน้ำชาไม่เห็นได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงตอบคุณโบ้ไปว่า“ที่ผมทำทุกวันนี้เป็นสิ่งที่เล็กน้อยมาก ถ้าจะเปรียบกับผู้อื่น หากเป็นการก้าวเดินไปสู่จุดมุ่งหมาย…ลุงน้ำชาเพิ่งจะเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าได้เพียงไม่กี่ก้าวเอง ฉะนั้นจึงขอเวลาให้ได้เดินไปอีกไกลกว่านี้ ให้ต้นไม้ที่เพิ่งลงมือปลูกได้ผลิดอกออกผลเสียก่อน แล้วจึงค่อยว่ากันดีกว่าครับ….”

๑.๑๐ น. ได้รับ SMS จาก “โน้ตตัวเล็ก” เขียนว่า “Wishing you the most wonderful year with happiness, luckiness, wellness and weathness.  Be smile!….”  ลุงน้ำชาก็ขอให้ฟ้ามีความสุข สมหวัง และมีสุขภาพที่ดี เข้มแข็งทั้งกายและใจ ตลอดทั้งปีนี้และปีต่อ ๆ ไป…


คิดถึงเพื่อน ๆ ใน “ครอบครัวคนรักเปียโน” นะ แม้ว่าลุงน้ำชาจะไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเยียน piano-lovers.net บ่อยนัก แต่ก็อยากจะบอกว่าไม่เคยลืม ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคนในครอบครัวคนรักเปียโนมีความสุขในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ครับ…

อยากจะบอกพี่หมอนด้วยว่า ซีดี “Piano-Lovers Opus.1″ ที่ให้ลุงน้ำชาไว้ หลังจากที่ได้จำหน่ายไปแล้วโอนเงินทั้งหมดให้พี่หมอน ก็ยังเหลืออยู่อีกประมาณ ๕๐ แผ่น เก็บไว้ในกล่องจนฝุ่นจับหนา พอดีเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ที่ผ่านมา ผมขอให้ผู้ปกครองของนักเรียนไวโอลิน ๔ ท่านได้ช่วยนำไปจำหน่ายท่านละ ๑๐ แผ่น จำได้ว่าพี่หมอนเคยบอกว่าให้นำเงินที่ได้จากการขายซีดีที่เหลือไปทำบุญอะไรก็ได้ไม่ต้องส่งให้พี่หมอนแล้ว ผมจึงได้บอกกับคุณแม่น้องเจ้าขา, คุณพ่อน้องบาร์บี้, คุณแม่น้องจ๋า และคุณแม่น้องม่าเหมี่ยว (ฝากบอก) ว่าให้นำเงินที่ได้จากการขายซีดีไปบริจาค จะเป็นที่ไหนก็ได้ อาทิ โรงเรียนคนตาบอด พระภิกษุอาพาธ ผู้พิการ  ไม่ต้องนำเงินมามอบให้ผม  ลุงน้ำชาจึงขอถือโอกาสนี้แจ้งให้โน้ตตัวเล็ก พี่หมอน และคณะผู้จัดทำซีดีทุกคนให้รับทราบและได้ร่วมอนุโมทนา ขอขอบคุณผู้ช่วยนำซีดีไปจำหน่ายด้วยนะ…

พวกเราได้เริ่มต้นปีใหม่กันด้วยสิ่งดี ๆ  ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าปี ๒๕๕๔ นี้จะเป็นปีทองของเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน  สุขสันต์วันปีใหม่ครับ!

Tuesday, November 30, 2010

Light through the window…

ในช่วงที่สมองมีหลายเรื่องหลายประเด็นที่อยากจะคุย บางครั้งกลับกลายเป็นว่ามันทำให้เขียนไม่ออกไปเลยก็มี...



ยิ่งเช้านี้พอผมได้เห็นวิดีโอคลิปชิ้นนี้ มันเหมือนกับมีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เป็น vision ใหม่ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมไม่เคยคิดว่าเจ้ากล้องหรือโทรศัพท์ตัวเล็ก ๆ จะสามารถถ่ายวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงได้ชัดเจนและลื่นไหลได้ถึงเพียงนี้…

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในขณะที่นั่งสอนอยู่ตรงเปียโน ผมเห็นแว๊บ ๆ อยู่เหมือนกันว่าผู้ปกครองของนักเรียนยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ แต่ก็คิดว่าคงเป็นแค่เพียงการถ่ายภาพนิ่งของลูกสาวเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณแม่ของน้องมะเหมี่ยวได้ถ่ายวิดีโอภาพการเรียนการสอนช่วงหนึ่งเก็บไว้ และกรุณา upload ให้ได้ดูบน YouTube!


แสงสว่างที่เข้ามาทางหน้าต่างมันทำให้ผมเกิดความคิดมากมาย ต้องขอขอบคุณ uploader ที่ทำให้ผมได้เห็นตัวตนจากภาพที่มองผ่านเลนส์ของกล้องตัวเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูง 

และได้เห็นความน่ารักของเด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือน้องเจ้าขา!

Monday, November 29, 2010

กำไรชีวิต...

เช้านี้อากาศกลับมาหนาวเย็นอีก  เท่าที่ผ่านมานี้ผมยังไม่ต้องค้นหาเสื้อกันหนาวออกมาสวมใส่ ทั้ง ๆ ที่เดือนธันวาคมก็มาแล้ว เนี่ยถ้าหากธรรมชาติไม่แปรปรวน ร่างกายผมก็คงจะแปรเปลี่ยน หน้งคงจะหนาขึ้น ทำให้ไม่รู้ร้อนรู้หนาว (ฮา)...



เมื่อคืนนี้คลิกดูหนังเรื่อง Titanic 1997 อีกครั้ง กว่าจะจบก็เกือบตีสาม ตื่นเช้ามองนาฬิกา โห...๘ โมงกว่า รีบลุกขึ้นจัดอาหารให้พี่ชาย นำลงไปให้แล้วออกไปฉีดยา (สารสกัดจากสะเดา) ต้นไม้ พอกลับขึ้นมาชั้นสาม ดูนาฬิกาอีกที พบว่าเพิ่ง ๗ โมงกว่า แสดงว่าผมปฏิบัติหน้าที่ก่อนกำหนด ๑ ชั่วโมง ต่อนี้ไปทุกโมงยามที่ได้อยู่ดูโลกก็ถือว่าเป็นกำไรแล้วล่ะ...

พูดถึงเรื่องไวโอลิน ผมอยากรายงานถึงความก้าวหน้าของเด็ก ๆ ที่มาเรียนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่ามีมาทั้งหมด ๕ คน ขาดน้องเดียร์และโดโด้...

ความจริงแล้วผมต้องการสอนโดโด้แบบเดี่ยว ๆ เพื่อให้สามารถตามเพื่อนนักเรียนคนอื่นได้ แต่ติดอยู่ตรงที่ยังหาเวลามาเรียนไม่ได้ ผมไม่อยากเห็นโดโด้ยืนจับโวโอลินอยู่เป็นชั่วโมงโดยไม่ได้ทำอะไร โดโด้เปลี่ยนแปลงจากเมื่อปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด จากเด็กที่เคยไม่อยู่นิ่งกลับสามารถยืนอยู่ข้างผม จับไวโอลินตามพี่ ๆ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ยืนอยู่ได้โดยไม่วางเครื่อง ไม่บ่นหรือก้าวออกจากตำแหน่งจนกว่าจะถึงเวลาพัก ผมรู้สึกแปลกใจมากที่เวลาผ่านไปเพียง ๑ ปี เด็กชายตัวน้อยเปลี่ยนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ


ไม่เป็นไรครับ สัปดาห์นี้น้องเดียร์และโดโด้ยังไม่มาก็ไม่เป็นไร ผมสอนนักเรียนที่มีอยู่ให้ก้าวเดินต่อไปทันที เริ่มต้นด้วยการทบทวนแบบฝึกหัดเดิม ๆ แล้วแนะนำบทเรียนใหม่ ผม improvise การสอนไปเรื่อย ๆ โดยยังไม่เริ่มบทเรียนของซูซูกิ คิดว่าจะเร็วเกินไปสำหรับเด็กน้อย ขอใช้แบบฝึกหัดที่คิดขึ้นเองก่อนจะดีกว่า

ผมเริ่มสอนให้จับไวโอลินในท่าพัก ท่าพร้อมเล่นสายปล่อย ฝึกจับคันชัก เคลื่อนไหวในลักษณะขึ้น-ลงลิฟท์ วิธีนำโวโอลินออกจากกล่อง ถูยางสน ปรับหางม้า ตั้งสาย เก็บเครื่องลงกล่อง ฯลฯ  แบบฝึกหัดที่ใช้ก็มี การสีแบบรถไฟและการสีโน้ตตัวกลม ช่วงนั้นมีการทำเครื่องช่วยที่เรียกว่า bowing aid จากกระดาษกล่องพัสดุด้วย

เมื่อนักเรียนผ่านการทดสอบขับรถไฟให้ตรงทาง สีถูกเส้นถูกสาย ผมก็เริ่มให้เปลี่ยนจากการใช้มือซ้ายจับที่ตัวไวโอลินให้ไปจับที่คอไวโอลิน แต่ละขั้นตอนต้องก้าวเดินไปอย่างช้า ๆ ช่วงนี้แหละที่นักเรียนจะได้เริ่มเล่นนิ้ว ๑ โดยใช้แบบฝึกหัดที่ชื่อว่า เรโด-เรโด นักเรียนจะได้ฝึกสีกับสายทั้ง ๔ สายและได้รู้จักกับการเล่นโน้ตตัวกลม ตัวดำ และตัวขาว

ต่อไปก็ให้เพิ่มการใช้นิ้วสองโดยใช้แบบฝึกหัดที่ผมเรียกชื่อว่า โดเรมีเรโด ตามมาด้วยการใช้นิ้วสามเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งนิ้วโดยใช้แบบฝึกหัดที่เรียกว่า โดเรมีฟา-ฟามีเรโด ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานักเรียนก็ได้เริ่มฝึกกันแล้ว ต้องยอมรับว่ายากขึ้นมาก ผมต้องให้นักเรียนเล่นสลับกับเสียงเปียโน ซ้ำไปซ้ำมา และกำชับให้กลับไปซ้อมที่บ้านให้มาก ๆ ด้วย นอกจากฝึกเล่นไวโอลินแล้ว นักเรียนยังได้ฝึกการขับร้องเป็นโบนัส บาร์บี้เสียงดีและร้องไม่ผิดคีย์ ส่วนเจ้าขานั้นร้องงึ่มงั่ม ๆ แต่กล้าแสดงออก

ได้สอนเด็ก ๆ ก็เป็นกำไรชีวิตแล้วครับ